บทที่ 14 จีบ
รถคันนี้ไม่ใช่คนที่ลุงกบขับ เพราะมันเป็รถประจำตัวของต้นหนาว ซึ่งเป็นักธุรกิจใหญ่ ราคาของมันจึงแพงอย่างมาก ที่จริงแล้วเขาก็อยากจะให้ปลายฝนได้นั่งรถดีๆไปเรียนเหมือนกัน แต่เด็กน้อยคนนี้ไม่ยอมและตบตีกับเขาไปแล้ว อีกฝ่ายเชื่อคำพูดของป้านิ่มที่บอกว่าถ้าขับรถหรูไปเรียนจะไม่มีใครอยากคบ นั่นเป็สาเหตุที่ทำให้เขาพยายามทำตัวติดดินอยู่เสมอ
เมื่อรถหรูราคา 20 ล้านมาจอดที่หน้าร้าน เหล่าพนักงานก็กระตือรือร้นมาต้อนรับทันที ก่อนปลายฝนจะลงนั้นมีผู้ชายคนหนึ่งลงจากรถด้วยท่าทางสุขุม ใบหน้าของเขาหล่อเหลาจนทำให้ผู้คนมากมายต้องลอบมองซ้ำ เพียงแต่ใบหน้าบึ้งตึงที่น่ากลัวกับดวงตาที่ข่มขู่ผู้คน มันทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะสบตากับเขาตรงๆเลย
คนตัวสูงที่คว้าหัวใจของอิมไปั้แ่แรกเห็นนั้นยื่นมือต่ำลง ก่อนที่จะปรากฏมือขาวกระจ่างขึ้นมาออก เด็กหนุ่มตัวเล็กในวันนี้ดูงดงามยิ่งกว่าทุกวัน เขาสวมเสื้อผ้าสีสว่างตาเข้ากับเครื่องประดับที่มีราคาแสนแพง ั้แ่หัวจรดเท้านั้นมีมูลค่ารวมกันหลายล้านแล้ว
ใบหน้าของเด็กน้อยเต็มไปด้วยรอยยิ้มสดใส เมื่อเห็นปลายฝนลงมา คนเป็พี่ก็มีดวงตาที่อ่อนแสงลงไปมาก เขาจับจ้องไปยังเด็กน้อยตัวเล็กกว่าตนเองด้วยสายตารักใคร่ ชนิดที่ว่าต่อให้มองไกลจากนอกโลกก็ยังรู้ว่านี่เป็สายตาที่เปี่ยมไปด้วยรักจริงๆ
เมื่อเห็นเขาแสดงความอ่อนโยนออกมา สาวเล็กสาวใหญ่หรือกระทั่งหนุ่มน้อยใหญ่ต่างก็มองอย่างหลงใหล อิมเองก็เป็หนึ่งในนั้นที่อยากจะวิ่งเข้าใส่พี่ชายที่หล่อเหล่าขนาดนี้ของเพื่อนที่เธอริษยา
ทางคีย์เองก็ไม่ได้มีสภาพดีไปกว่ากัน เขาจ้องมองไปยังใบหน้าที่งดงามของเด็กหนุ่มที่เขาคิดว่าน่าเกลียดมาตลอดด้วยความหลงใหล เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าปลายฝนจะน่ามองขนาดนี้ ตอนนี้เขารู้สึกเสียดายมากๆที่เขาเคยมีอีกฝ่ายวิ่งตามอยู่ตลอดแต่กลับปฎิเสธและมาสนใจผู้หญิงไร้ราคาคนนี้
พอได้เปรียบเทียบกับแล้ว เขาเหมือนหลงมองก้อนกรวดขณะที่มีเพชรอยู่ข้างๆ ตอนนี้เขาได้เสียเพชรนั้นไปแล้ว กระนั้นก้อนกรวดตรงนี้ก็ไม่ได้ทำให้เขาสนใจได้อีกต่อไป
“พี่ จำวันที่ผมมาครั้งแรกได้ไหมครับ” ปลายฝนยิ้มร่าอย่างมีความสุข ต้นหนาวพยักหน้า นึกถึงเด็กน้อยขี้อายที่หลบอยู่ข้างหลังของเขาตลอดเวลากระทั่งได้กินอาหาร หลังจากนั้นก็นั่งอยู่ที่โต๊ะอย่างเดียว ไม่ยอมลุกไปไหนเลยเพราะกลัวว่าจะไม่ได้กิน
ตอนนั้นเป็วันนัดรวมกับพวกญาติๆ มีเด็กๆมากมาย แต่มีแค่เขาและปลายฝนที่ไม่ไปเล่นกับเด็กเ่าั้ ปลายฝนนั้นรออาหาร ส่วนเขาที่ติดน้องชายอย่างกับอะไรดีก็นั่งเฝ้าอีกฝ่าย กลายเป็ภาพที่พ่อแม่แซวอยู่บ่อยๆเลย
“ตอนเด็กๆ ไม่ว่าจะไปไหน....ผมก็เอาแต่รบกวนพี่ตลอดเลยนะครับ” ปลายฝนพูดออกมาอย่างรู้สึกผิด ใบหน้าของเขาเศร้าลงเล็กน้อยเมื่อนึกถึงอดีต มันเป็ความจริงที่เขาคิดถึงพ่อแม่ ดังนั้นความเศร้านี้จึงเป็ความเศร้าจริงๆของเขา
“เธอสามารถรบกวนพี่ไปได้ตลอดชีวิต รู้ใช่ไหม” ต้นหนาวพูดออกมาอย่างจริงจัง ปลายฝนยิ้มก่อนจะส่ายหน้า
“เป็ไปไม่ได้หรอกครับ อีกหน่อยพอพี่มีพี่สะใภ้ มีลูกตัวน้อย ผมก็จะต้องเข้มแข็งและเป็คนให้หลานรบกวนบ้าง” ปลายฝนพูดอย่างติดตลก แต่สายตาของเขาก็มีความเศร้าแฝงอยู่
เชษที่อยู่ข้างๆยิ้มแห้งๆออกมา เขาอยากจะบอกคุณชายรองจริงๆว่าชาตินี้ดูแล้วคุณชายใหญ่ของเขาคงจะไม่มีวันมีหลานให้มารบกวนคุณชายรองหรอก ขนาดมองใครก็ยังไม่มองเลย วันๆเอาแต่ถามถึงคุณชายรองนี่แหละ
“แล้วเธอล่ะ จะมีหลานให้ฉันด้วยงั้นหรอ?” ต้นหนาวไม่ได้พูดถึงเื่ตนเอง เขาเอ่ยถามเื่ของเด็กน้อยตรงหน้าแทน
“หือ? พี่ก็รู้ว่าผมชอบผู้ชาย ผมจะมีหลานได้ยังไงล่ะครับ ฮะ ฮะๆ” ปลายฝนหัวเราะออกมาจนตาหยี
“งั้นพี่ก็เหมือนกัน พี่ก็ชอบ...เด็กผู้ชาย” ต้นหนาวพูดออกมา ทำเอาปลายฝนที่กำลังหัวเราะชะงักไปทันที หัวใจของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง มองดูพี่ชายที่จับจ้องตนเองราวกับ้าจะสารภาพรัก
“พี่ก็ชอบผู้ชายหรอ? ว้าว งั้นผมรู้แล้วว่าผมติดใคร ผมชอบผู้ชาย ที่จริงแล้วเป็กรรมพันธุ์ใช่ไหมครับ ผมติดพี่มานี่เอง” ปลายฝนแสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้ ทั้งยังแซวพี่ชายอีกคำด้วยความใสซื่อ
“งั้นหรอ ถ้าติดพี่จริงๆ ก็แปลว่าทั้งชีวิตนี้จะรักแค่ผู้ชายคนเดียวด้วยหรือเปล่า” ต้นหนาวจับแขนเล็กๆไม่ให้เดินหนี เขาจ้องไปในดวงตาของน้องชายตัวดี ทำเอาปลายฝนอึกอักไปหมด
“อ๊ะ พี่กดดันผมทำไมครับเนี่ย ผมยังไม่รู้ว่าจะรักใครเลย ไว้รอผมเจอคนที่ใช่แล้วจะบอกพี่อีกทีนะครับว่าจะรักเขาไปคนเดียวตลอดหรือเปล่า ตอนนี้ผมยังเด็กอยู่เลย ไม่เหมือนพี่ พี่น่ะแก่แล้ว”
“แล้ว....ชอบคนแก่หรือเปล่าล่ะ” ต้นหนาวรุกหนักไม่หยุด ทำเอาปลายฝนชะงักแล้วชะงักอีก เขาคิดว่าตนเองหัวเร็วมากที่จะเปลี่ยนเื่นั้นเื่นี้ให้เป็อีกเื่ได้ แต่ใครจะคิดว่าจู่ๆพี่ชายตัวดีคนนี้ก็รุกหนักจนทำให้เขากลัวแล้ว
“พี่ ทำไมจู่ๆวันนี้ก็พูดเื่แบบนี้กับผมล่ะ ไหนพี่บอกว่าผมเด็กยังไม่มีรักแท้อะไรทั้งนั้นไงล่ะครับ ต้องรอผมโตเรียบจบก่อนสิพี่ค่อยมาถามว่าผมจะมีแฟนแบบไหน เอ๊ะ หรือว่าพี่อกหักหรอ?” ปลายฝนแสร้งต่อว่าอีกฝ่ายก่อนจะเบิกตากว้าง ทำเป็เหมือนเพิ่งคิดอะไรออก
“................” ต้นหนาวเงียบอยู่ชั่วครู่ เมื่อเห็นว่าเ้าน้องน้อยคนนี้ไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับตนเอง ทั้งยังไม่เข้าใจคำถามของเขาอีกด้วย เขาก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา
พร้อมกันนั้นเชษที่แอบฟังอยู่ก็พ่นลมหายใจมาเหมือนกัน ทำเอาสองเสียงประสานกันจนปลายฝนชะงัก
เขามองไปยังเชษสลับกับต้นหนาวก่อนจะชี้พวกเขาสลับกัน การแสดงออกที่เหมือนคิดอะไรไปเองเช่นนี้ทำให้ต้นหนาวหรี่ตาลงอย่างอันตราย
“หยุดความคิดนั่นของเธอได้เลย”
“แต่พวกพี่ถอนหายใจพร้อมกันเลย...” ปลายฝนไม่ยอมแพ้ เขาคิดจะจับคู่พี่ชายกับเชษให้ได้
“โอ้ คุณชายรองครับ อย่าลากผมเข้าไปเกี่ยวเื่นี้เลยครับ ได้โปรด” ผู้ช่วยรีบร้องขอชีวิต กลัวว่าถ้ายังไม่หยุดพูด คนเป็นายคงบอกให้เขาไปตัดหัวตัวเองให้จากโลกนี้ไปเสียเพราะขัดหูขัดตาแล้ว
“งั้นแฟนพี่เป็ใครล่ะ พี่ยังไม่เคยพาผมไปเจอเลย หรือว่า...แอบคบกัน เขาเป็ดาราหรอครับ”
“ยังไม่ได้คบ”
“อ๋า พี่จีบเขาอยู่หรอ? ไม่น่าเชื่อเลยว่าพี่ชายของผมต้องลงทุนจีบคนอื่นด้วย ระดับพี่แล้วแค่กระดิกนิ้วก็มีคนมากมายมาต่อแถวแล้วนะ” ปลายฝนยังคงพูดพร่ำไม่หยุด
“ปลายฝน” ต้นหนาวที่เดิมตามอยู่ข้างหลัง เขาหยุดก่อนจะเรียกน้องชาย
ปลายฝนหันกลับมา เลิกคิ้วเล็กน้อยก่อนจะมองคนเป็พี่ที่ยกมือขึ้นก่อนจะ...
กระดิกนิ้ว
“มานี่สิ” คนตัวสูงพูดพร้อมกับกระดิกนิ้วชี้ของเขา เด็กน้อยมึนงงแต่ก็เดินเข้าไปหา
“อืม มาจริงด้วยสินะ” ต้นหนาวยกยิ้มอย่างพึงพอใจ ปลายฝนอึ้งไปเล็กน้อย เขาแค่เปรียบเทียบไหมล่ะพี่ชาย ไม่ได้หมายถึงว่าถ้าจะจีบเขาให้กระดิกนิ้วเรียก
ให้ตายเถอะ!
อาหารมื้อเที่ยงสุดหรูทำให้ผู้ชายสองคนพึงพอใจมาก คนที่ดูจะพอใจมากที่สุดนั้นยังเป็คนที่อายุมากกว่า เขาไม่เคยคิดเลยว่าน้องชายที่เอาแต่ต่อต้านเขามาหลายปีจะยอมมากินอาหารพร้อมกับเขาอีกครั้ง ดังนั้นไม่ว่าอาหารตรงหน้าจะอร่อยมากแค่ไหน เขาก็ไม่ได้สนใจหรือกระทั่งจำรสชาติมันได้เลยด้วยซ้ำ สายตาของเขาตกอยู่ที่ร่างเล็กๆซึ่งกำลังกินอย่างมีความสุขต่างหาก
“อ้อ จริงสิพี่ ผมมีเื่จะถามพี่พอดี”
“อืม” คนอายุมากกว่ารับคำอย่างสนใจ
“ถ้าผมจะสอบเทียบได้ไหมครับ แบบว่าไม่อยากเรียนมัธยมแล้ว สอบเทียบขอจบการศึกษาเลย ผมอยากจะเรียนมหาวิทยาลัยแล้วน่ะ” ปลายฝนพูดความคิดของตนเองออกมา
แผนของเขานั้นควรจะรีบเสร็จให้เร็วที่สุด ถ้ายังมัวเสียเวลาเรียนอยู่นั้นก็น่าเบื่อเกินไปแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ ม. 5 ก็ต้องใช้เวลาอีก 2 ปีกว่าจะจบม. 6 หากประหยัดเวลาได้อีก 2 ปี มันก็น่าจะดีกว่าใช่ไหมล่ะ
“ทำไม” ต้นหนาวเลิกคิ้วถามด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เห็นถึงความจำเป็ที่คนเป็น้องชายจะต้องรีบร้อนอะไร ตัวเขานั้นที่ต้องเร่งสอบเทียบก็เพื่อที่จะได้มาบริหารบริษัทของที่บ้าน แน่นอนว่าเขาย่อมรู้ว่ามันเหนื่อยมากขนาดไหนที่ต้องทำเช่นนั้น ดังนั้นเขาย่อมไม่้าให้น้องชายที่รักของตนเองต้องเหน็ดเหนื่อย
อีกอย่างถ้าปลายฝนจะเรียนมหาวิทยาลัย มันก็ดีกว่าที่เ้าตัวจะได้เรียนเมื่ออายุมากขึ้น หากว่าเด็กน้อยของเขาเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเจอเพื่อนไม่ดี จะได้ตามทันได้
“ผมอยากรีบเรียนจบเร็วๆ ที่จริงผมมีแผนที่จะทำธุรกิจส่วนตัวอยู่นะครับ”
“ไม่จำเป็ ฉันไม่ได้ขาดเงิน” ต้นหนาวปฎิเสธอย่างไม่ต้องคิดมาก
“แต่มันก็เป็เงินของพี่นี่ครับ ผมไม่อยากใช้แต่เงินพี่นี่นา”
“ทำไม” คนหน้ามืดครึ้มเอ่ยถามเสียงดุดันกว่าปกติ ปลายฝนชะงักเล็กน้อย รู้อยู่แล้วว่ามันไม่ใช่เื่ง่ายที่จะกล่อมคนเป็พี่ชาย ทว่ามันก็ไม่ได้ยากขนาดนั้นเสียหน่อย
“ก็ผมเกรงใจพี่ อีกอย่าง...ผมก็อยากทำอะไรบ้างด้วย พี่ชายยังหาเงินได้เยอะแยะด้วยตัวเอง พี่เท่มากสำหรับผมนะครับ และผมก็อยากจะเท่เหมือนพี่บ้าง” ปลายฝนพูดยกยอคนอายุมากกว่า ต้นหนาวลดสายตาเข้มงวดของตนเองลง เขามองไปยังเด็กหนุ่มที่จ้องเขาด้วยสายตาวิบวับจนรู้สึกเขินอายอยู่บ้าง
“พี่คิดว่าผมเล่นสนุกก็ได้ครับ ผมมีพี่อยู่ข้างๆด้วย ถ้าผมมีปัญหาผมก็ยังปรึกษาพี่ได้ หรือว่าถ้าผมทำธุรกิจของตนเอง พี่จะเลิกเลี้ยงดูผม?”
“ไม่”
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้ผมทำได้ใช่ไหมครับ นะครับ” ปลายฝนอ้อนวอน ต้นหนาวคิดเล็กน้อย แต่ท้ายที่สุดเมื่อได้สบตากับน้องชาย เขาก็ยินยอมแต่โดยดี
เชษเลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างแปลกใจ เขาไม่เคยคิดเลยว่าเ้านายของเขาจะใจอ่อนง่ายขนาดนี้ ทั้งๆที่ก็รู้ไม่ใช่หรือไงว่าเมื่อไรที่น้องชายทำธุรกิจได้ดี อีกฝ่ายอาจจะตีตัวออกห่างก็ได้น่ะ? เขาไม่อยากจะเชื่อว่าเ้านายของเขาเพียงแค่ได้รับคำชมเล็กๆน้อยๆกับสายตาวิบวับนั่นจะยอมทุกสิ่งทุกอย่างได้
ท้ายที่สุดคงไม่พ้นพวกเขาที่ต้องคอยจับตามองดูคุณชายรองของบ้านให้ดีมากขึ้นไปอีก เพราะเดี๋ยวประธานใหญ่คนนี้ก็ต้องมาเอาข้อมูลกับเขาอยู่ดี
ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ทั้งๆที่รู้ว่าสุดท้ายตัวเองก็กังวลกับการอนุญาตครั้งนี้ แต่ก็ยังยินยอมอีก
“อืม”
“เย่ รักพี่ที่สุด จุ๊ป!” ปลายฝนดีใจมาก เขาะโเข้ามากอดคอก่อนจะหอมแก้มคนอายุมากกว่าอย่างไม่ได้ตั้งใจ นี่ทำเอาคนตีหน้าขรึมอึ้งงันไปอีกครั้ง
ถึงจะเป็ครั้งที่สองแล้วที่เขาถูกเด็กน้อยหอมแก้ม ถึงอย่างนั้นหัวใจของเขาก็ยังเหมือนกับว่ามันจะะเิออกมาเสียให้ได้ เขาจ้องไปยังน้องชายที่ยิ้มร่าอย่างมีความสุข แก้มที่ถูกจูบมือครู่ยังมีไออุ่นบางเบาเหลืออยู่
“อีกครั้งสิ”
“หือ?” ปลายฝนมองดูคนเป็พี่ที่ชี้แก้มตนเอง ท่าทางเหมือนซอมบี้อย่างไรอย่างนั้น
“ทำมันอีกครั้ง” ต้นหนาวย้ำคำของตนเอง เชษเหมือนอยากจะเข้าไปห้าม กลัวว่าประธานจะทำให้กระต่ายน้อยรู้ตัวว่าตนเองจ้องจะจับกินอยู่ ทว่าปลายฝนกลับไม่ได้คิดอะไรมาก เขาเดินเข้าใกล้ก่อนจะหอมแก้มต้นหนาวอีกครั้งที่แก้มข้างซ้าย
“ผมหอมพี่ข้างขวาไปแล้ว งั้นหอมข้างซ้ายนะครับ เดี๋ยวแก้มซ้ายจะน้อยใจ” คนยิ้มทะเล้นออกมา แต่ใบหน้าของต้นหนาวนั้นเต็มไปด้วยความพึงพอใจ เขาจับแขนของเด็กน้อยที่อยู่ข้างๆตัวก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้
“เอ๋? พี่จะหอมแก้มผมหรอ ไม่เอานะ! ผมไม่ใช่เด็กน้อยแบบเมื่อก่อนแล้ว” ปลายฝนสะดีดสะดิ้งไม่ยอมให้คนหอมแก้มกลับ นี่ทำให้ต้นหนาวชะงักไปทันที คิดว่าน้องน้อยของตนเองจะยอมอยู่เฉยๆเสียอีก
“............” เชษเห็นสีหน้าของเ้านายที่อึ้งงันไป เขาก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ ปลายฝนนั้นทำปากจู๋เหมือนกับผู้ชนะที่แกล้งพี่ชายได้ ท่าทางน่ารักน่าชังนั้นทำให้ต้นหนาวอยากจะจับคนมาตีก้นนักที่กล้าแกล้งตนเอง
ขณะที่สองคนพี่น้องแหย่กันอย่างอารมณ์ดี ประตูห้องของพวกเขาก็ถูกเคาะเสียอย่างนั้น เชษเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาขออนุญาตคนเป็นายทางสายตาก่อนจะเดินไปเปิดประตู
“เป็เธอจริงๆด้วย” ชายชราคนหนึ่งเดินเข้ามาอย่างอารมณ์ดี เขามองไปยังประธานของอธิบรักขณกุล อย่าง “เหมันต์ อธิบรักขณกุล” อย่างมีความสุข
“สวัสดีครับ คุณพิชัย” แม้ว่าต้นหนาวจะไม่ค่อยชอบเวลาที่มีคนนอกเข้ามาวุ่นวายกับตนเองขณะที่กำลังใช้เวลาส่วนตัวกับน้องชาย กระนั้นอีกฝ่ายก็ยังเป็คนสำคัญที่เขาควรจะลุกขึ้นเพื่อทักทาย นอกจากนี้คนสำคัญคนนี้ก็ยังเดินมาหาเขาเองเสียด้วย หากไม่ให้หน้า วันหลังอาจจะมีปัญหาได้
“สวัสดีๆ ขอโทษที่เสียมารยาทนะ พอดีได้ยินคนอื่นพูดกันว่าเ้าของป้ายทะเบียน AA00001 นั้นเป็หล่อเหลาเลยจำได้ว่าเป็รถของเธอ” ชายชราไม่ได้สนใจท่าทางสุภาพขนาดนั้น เขาเดินเข้ามาพร้อมกับหัวเราะเสียงใส ทั้งยังเอ่ยแซวหนุ่มน้อยที่เห็นกันมาั้แ่ยังเด็กคนนี้ด้วย
……………………………….