“ทำไมผมต้องมานั่งรถม้าคันเดียวกับท่านด้วยนะครับ? ว่าไหม? ท่านแม่ทัพเซลิน่า ทอรัสวัลคอร์ต?”
“ข้าเองก็อยากจะรู้เหมือนกันนั่นละคุณชายนาธาน เมลฟอร์ด...” หญิงสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามผมพูดอย่างหงุดหงิดใบหน้าเรียวสวยของหล่อนกัดฟันพูดจนดูน่ากลัว ส่วนทางผมเองก็ทำได้เพียงระบายรอยยิ้มแห้งๆเต็มใบหน้าไม่ต้องเดาตัวการก็รู้ได้ละนะว่าเป็ใคร ว่าแล้วผมก็ถอนหายใจ แล้วเบนสายตาของตนมองลอดหน้าต่างของรถม้าที่กำลังมุ่งตรงไปยังหอสมุดลิเทียร์
คงต้องย้อนกลับไปเมื่อเช้านั่นละครับสองสามวันหลังจากที่เกิดเื่ถอนหมั้นขึ้นผมที่ทำกิจวัตรประจำวันอะไรต่างๆเสร็จสิ้นกำลังจะออกไปหอสมุดลิเทียร์ก็ถูกท่านแม่ใหญ่กับพี่อเล็กซ่าลากมาขึ้นรถม้าโดยอ้างว่าจะไปเยี่ยมท่านอดีตแม่ทัพและภริยาของท่าน ตอนแรกผมว่าจะปฏิเสธไป
แต่ว่าทั้งสองคนก็อ้างว่าจากที่นั่นมันใกล้กว่าแถมการนั่งรถม้ามันก็สะดวกกว่าเป็ไหนๆ ถึงผมปกติจะเดินไปก็เถอะแต่การที่มีคนไปส่งก็สะดวกกว่ากันเยอะ ผมจึงตอบรับง่ายๆ แล้วนั่งตรงไปยังคฤหาสน์ตระกูลวัลคอร์ตอย่างไม่คิดอะไรมากนัก
รถจอดที่หน้าประตูของคฤหาสน์ตระกูลวัลคอร์ตพร้อมกับร่างของท่านอดีตแม่ทัพผู้เกรียงไกรและภริยาจะออกมาต้อนรับด้วยความที่กลัวว่าจะเสียมารยาท ผมเลยลงมาจากรถม้าเพื่อเอ่ยทักทายทั้งสองท่านพอดีกับที่คู่กรณีของผมในชุดเดรสยาวสีแดงสดเดินออกมาต้อนรับท่านแม่ใหญ่และพี่อเล็กซ่าอย่างพอดิบพอดีเอาจริงๆฉากนั้นผมแอบขำพอสมควรเลยนะ ใครจะไปคิดว่าพออีกฝ่ายเห็นหน้าผมแล้วจะดึงหน้าตึงขนาดนั้นละ
ผมเองก็ี้เีจะต่อล้อต่อเถียงอะไรด้วยแถมหวั่นๆว่าจะโดนดึงตัวให้อยู่ที่นี่ด้วยเื่ที่อีกฝ่ายมาถอนหมั้นจนทำให้อดไปหอสมุดผมเลยชิงพูดกล่าวลาคนที่เหลือ
“ต้องขออภัยท่านดยุคกับดัชเชสวัลคอร์ตด้วยนะครับเนื่องจากผมมีธุระอยู่นิดหน่อย จึงไม่อาจอยู่สนทนากับพวกท่านต่อได้ต้องขอตัวก่อนนะครับ” ผมกล่าวกับอีกฝ่ายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มก่อนจะโค้งตัวลาเตรียมเผ่นแนบขึ้นรถม้า
“เดี๋ยวก่อนสิคุณชายนาธานไหนๆวันนี้ลูกก็ว่างไม่ใช่รึเซลิน่า ทำไมไม่ไปกับคู่หมั้นของลูกละ?” ท่านอดีตแม่ทัพอัลแตร์หันไปพูดกับบุตรีของตนเฮ้ยๆๆๆๆๆๆๆๆท่านอดีตแม่ทัพครับ! นี่อย่าบอกนะว่าวางแผนกันไว้ก่อนแล้วน่ะ?ผมคิดเช่นนั้นพร้อมกับตวัดสายตาไปมองท่านแม่ใหญ่ที่กางพัดปิดรอยยิ้มและท่านพี่อเล็กซ่าที่หันหน้าไปมองทางอื่นแล้วแสร้งทำหน้าไม่รู้เื่
“เอ่อ...คือว่าลูก...”ฝ่ายแม่ทัพสาวเองก็ดูท่าจะตะขิดตะขวงใจอยู่พอสมควร ดีแล้ววววววววอยู่บ้านไปเถอะ ไม่ต้องมาด้วยกับผมหรอก
“แม่ไม่เคยเห็นลูกไปไหนมาไหนกับคู่หมั้นของลูกเลยนะจ๊ะทำไมไม่ใช้โอกาสนี้ไปกับเขาซะเลยละ”
“แต่ว่า...”
“ไปสิจ๊ะลูกรัก”ท่านดัชเชสยังคงพูดด้วยรอยยิ้ม แต่ทำไมไม่รู้ ผมเหมือนมองเห็นเงาทะมึนอยู่ด้านหลังหล่อนยังไงก็ไม่รู้
“ค่ะ...”อา...ดูเหมือนฝั่งนั้นจะโดนประกาศิตของมารดาทำให้ต้องยอมจำนนแต่โดยดีสินะครับ...งั้นผมเองก็ต้องรีบแย้งแล้วแฮะไม่งั้นได้ซวยจริงๆแน่
“คือว่านะครับ...ผมคิดว่า...”
“นาธานจ๊ะ”
“เอ่อ...เฮ้อ...เชิญท่านแม่ทัพเซลิน่าที่รถม้าเลยครับ...”ผมก็โดนไม่ต่างกันแฮะ...ดูท่าแล้ว วันนี้คงต้องยอมเขาไปก่อนจริงๆนั่นละนะ...อย่าพึ่งทำอะไรให้งูมันตื่นจะดีกว่า...
ผมคิดเช่นนั้นในใจพร้อมกับโค้งเชิญหญิงสาวผมแดงขึ้นไปบนรถม้าที่จอดอยู่ด้านหน้าของพวกเราแต่ผมก็ทำเพียงแค่โค้งให้เท่านั้น ไม่ได้ขึ้นไปก่อนแล้วช่วยพยุงอะไรหล่อนทั้งสิ้นขืนผมทำผมก็คงตายแน่ๆดูจากสภาพแล้ว ปล่อยให้อีกฝ่ายขึ้นรถไปก่อนดูจะเป็อะไรที่ดีที่สุดละนะเมื่อเห็นว่าสาวผมแดงแรงฤทธิ์คนนั้นขึ้นรถม้าไปแล้ว ผมก็เตรียมก้าวเท้าตามขึ้นไป
“คุณชายนาธาน”แต่ไม่ทันที่ผมจะได้ก้าวขาเดินไปท่านอดีตแม่ทัพก็ตรงเข้ามาจับไหล่ผมซะก่อน
“ครับท่านดยุควัลคอร์ต?”ผมหันกลับไปมองหน้าท่านดยุควัลคอร์ตด้วยความสงสัยแต่ก็พอจะรู้ละนะว่าคงมีอะไรจะพูดเกี่ยวกับเื่ของลูกสาวท่าน
“ชั้นเข้าใจนะว่าเธอเองก็ไม่ได้พอใจอะไรกับการหมั้นหมายระหว่างเธอกับลูกสาวของชั้นน่ะ...แต่ว่าชั้นขอให้เธอลองศึกษาดูใจกับเซลิน่าดูก่อนได้ไหม ถึงหล่อนออกจะโผงผางและห้าวเหมือนผู้ชายไปซักหน่อยแต่ก็เป็คนดีคนหนึ่งเลยทีเดียว แต่ถ้าหากเธอไม่้าจริงๆ ชั้นจะช่วยพูดเื่การถอนหมั้นกับภริยาของชั้นให้เอง”เ้าตัวพูดกับผมพร้อมกับแสดงใบหน้าที่ทำเอาผมอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา
“เฮ้อ...ท่านดยุควัลคอร์ตครับ...พูดจริงๆเลยนะครับไม่ใช่ว่าผมจะไม่โอเคอะไรกับการหมั้นหมายของผมกับท่านแม่ทัพเซลิน่าดีซะอีกที่เกิดการหมั้นหมายนี้ขึ้นเพราะผมก็รู้ตัวเองพอสมควรว่าถ้าให้ผมหาเองก็คงจะไม่รอดแน่นอนแต่ว่า...หากอีกฝ่ายไม่ชอบขี้หน้าเราเท่าไหร่นัก การหมั้นหมายแบบนี้ก็เหมือนการทำร้ายทั้งสองฝ่ายนั่นละครับฝ่ายหนึ่งจะรู้สึกอึดอัดที่ตนโดนคู่หมั้นของตนหยามเหยียด ส่วนอีกฝ่ายเองก็คงจะรู้สึกแย่ที่ตนต้องมาลงเอยกับคนที่ไร้ความสามารถ...ขอโทษที่พูดอะไรที่ไม่น่าฟังให้กับท่านดยุคด้วยนะครับ...”ผมว่าพร้อมกับโค้งขอโทษอีกฝ่ายที่ต้องมาได้ยินอะไรแบบนี้เกี่ยวกับลูกสาวของตัวเอง
“อย่างงั้นหรอ...เข้าใจแล้วละ...แต่ว่าวันนี้ชั้นขอฝากลูกสาวของชั้นด้วยนะคุณชายนาธาน”
“ครับท่านดยุค...เช่นนั้นผมขอตัวลาก่อนนะครับ” ผมกล่าวลาท่านดยุคแล้วกลับหลังหันเดินตรงไปยังรถม้า
“ท่านพ่อคุยอะไรกับเ้าน่ะ?”น้ำเสียงหงุดหงิดดังออกมาจากคู่กรณีที่นั่งอยู่อีกฝั่งทันทีที่ผมหย่อนก้นนั่งฝั่งตรงข้ามกับเธอผมที่ได้ยินเช่นนั้นจึงฉีกรอยยิ้มบางๆให้กับคนตรงหน้าแล้วจึงค่อยตอบกลับไป
“ท่านฝากให้ผมดูแลคุณน่ะครับ”
“เหอะ!เื่แบบนั้นไม่จำเป็เลยสักนิด” เมื่อเห็นปฏิกิริยาของแม่ทัพสาวที่กอดอกแล้วสะบัดหน้าหนีก็ทำให้ผมอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ฮ่ะๆๆนั่นสินะครับ” ผมหัวเราะนิดหน่อยก่อนจะชะโงกหน้าออกไปบอกคนขับรถม้าให้ออกรถ
ตัดกลับมาที่ปัจจุบัน
“แล้วนี่เ้าจะไปที่ไหนกัน?”ท่านแม่ทัพเซลิน่าหันมาถามผมหลังจากที่เ้าตัวชะโงกหัวออกไปดูเส้นทางด้านนอกที่รถม้ากำลังมุ่งตรงไป
“หอสมุดลิเทียร์ครับ”ผมตอบพร้อมกับหยิบสมุดจดเล่มเล็กขึ้นมาดูสิ่งที่ผมจดเอาไว้
“หน้าอย่างเ้าอ่านหนังสือด้วยรึ?”สิ้นคำถามของสาวผมแดงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ผมก็เลิกคิ้วเล็กน้อยแล้วเงยหน้าขึ้นมาฉีกยิ้มสวนกลับทันที
“อา...คนที่จับดาบสู้รบบนหลังม้ามาตลอดแบบท่านคงไม่ชอบการอ่านนักสินะครับ?”พอผมพูดจบ ฝ่ายแม่ทัพสาวผมแดงก็ทำเพียงแค่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายดูเหมือนว่ารอบนี้อีกฝ่ายจะไม่โมโหแฮะ แหม่ หน้าตอนหล่อนโมโหก็ดูน่ารักดีนาฮ่ะๆๆๆๆ
“ข้าละเกลียดรอยยิ้มของเ้าจริงๆ...”
“หืม?ทำไมพูดแบบนั้นละครับ การที่คนเราไม่อารมณ์เสียเลยมันออกจะเป็สิ่งที่ดีไม่ใช่หรือครับ”ผมเลิกคิ้วถามเมื่อได้ยินคำบ่นของคนตรงหน้าแม้ว่าใบหน้าของผมจะยังคงประดับด้วยรอยยิ้มบางๆอยู่ก็ตาม นั่นยิ่งทำให้หญิงสาวเบ้ปากใส่ผมทันทีที่ได้ยินคำตอบ
“ถ้ารอยยิ้มนั่นมันมาจากอารมณ์จริงๆของเ้าข้าคงไม่พูดแบบนี้หรอกเ้าอาจจะหลอกคนอื่นได้ แต่หลอกข้าไม่ได้หรอกนะคุณชายเมลฟอร์ดทุกๆครั้งที่เ้ายิ้มออกมา สายตาเ้าไม่มีแม้แต่แววของอารมณ์ใดๆเลยแม้แต่น้อย”คำบ่นของคนตรงหน้าที่บ่นออกมาทำเอาผมลูบคางอย่างใช้ความคิด
“เห...อย่างงั้นหรอครับ?”ผมครางอย่างทึ่งๆเนื่องจากไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะสังเกตเห็น แต่ไม่ทันที่เราจะได้พูดคุยอะไรกันต่อรถม้าก็หยุดลง พร้อมๆกับเสียงคนขับรถม้าที่ดังขึ้น
“คุณชายนาธานขอรับถึงหอสมุดลิเทียร์แล้วขอรับ”
“ขอบคุณมากครับ”ผมเปิดประตูแล้วกล่าวขอบคุณพร้อมกับฉีกยิ้มให้กับคนขับรถม้า ก่อนจะลงจากรถแล้วก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปข้างในหอสมุดโดยไม่สนใจหญิงสาวผมแดงที่เดินตามหลังมา ทั้งพวกเราทั้งคู่แยกย้ายกันไปหาหนังสือที่ตนสนใจก่อนจะกลับมานั่งอ่านกันที่โต๊ะตัวหนึ่งในหอสมุด
“นี่”
“ครับท่านแม่ทัพ?” ผมเงยหน้าขึ้นตามเสียงเรียกของคนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามพลางเลิกคิ้วสงสัย
“ปกติเ้าชอบผู้หญิงที่ทำผมแบบไหน?”หล่อนถามผมโดยไม่เงยหน้าขึ้นมาจากหนังสือที่ตนอ่าน
“แปลกนะครับที่คุณถามอะไรแบบนี้กับผมน่ะ?”
“ตอบๆมาเถอะข้าก็แค่อยากรู้ก็เท่านั้น” เ้าตัวว่าแล้วเงยหน้าขึ้นจ้องหน้าของผม
“อืม...ไม่มีที่ชอบเป็พิเศษนะครับแต่ถ้าเอาท่านเป็เกณฑ์...คงอยากเห็นท่านถักเปียยาวซักครั้งละมั้งครับ” ผมลูบคางใช้ความคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบกลับไป
“อย่างงั้นหรอ”หล่อนพยักหน้ารับแล้วก้มลงไปอ่านสิ่งที่ยังอ่านคั่งค้างอยู่ต่อ
ท่าทีที่ฝ่ายตรงข้ามแสดงนั้นทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวอย่างไม่เข้าใจผมสีทองมันวาวเหมือนท่านพ่อถูกเสยขึ้นั์ตาสีน้ำตาลที่ผมได้รับมาจากท่านแม่รองกวาดไปตามตัวหนังสือในหนังสือเล่มั์แต่ดูเหมือนว่าผมจะเริ่มอ่านไม่รู้เื่แล้วแฮะ
คิดได้เช่นนั้น ผมจึงหลับตาลงแล้วเริ่มคิดอะไรเรื่อยเปื่อยอืม...ดูท่าแล้ว คงต้องใช้วิธีนั้นจริงๆแล้วแฮะเรา...เพราะดูแล้ว ทั้งท่านแม่ใหญ่พี่อเล็กซ่า แล้วก็ท่านดัชเชสวัลคอร์ตคงจะไม่ยอมให้เราถอนหมั้นง่ายๆแน่นอนแถมคนที่อยู่ฝ่ายเราเอง...อืม...กลัวเมียทั้งนั้นเลยนี่นา...เอาเถอะ ถือซะว่าเราออกไปหาประสบการณ์ละกัน
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา
วันสีชมพู สัปดาห์ที่สองเดือนปลา ปีโพชินี่ที่734
ข่าวแห่งความเสียใจของตระกูลเมลฟอร์ดดังไปทั่วเมืองหลวงเมื่อบุตรชายคนเล็กของบ้าน นาธานเมลฟอร์ด ถูกโจรปล้นรถม้าขณะที่กำลังไปยังต่างเมืองไม่มีผู้ใดพบศพของเขาแม้แต่ผู้เดียวโลงที่ถูกฝังลงไปในสุสานจึงมีแค่โลงเปล่าเท่านั้น
ร่างบางในชุดเกราะเต็มยศเดินมาวางดอกไม้ลงที่หน้าหลุมศพที่สลักชื่อของคุณชายคนเล็กของบ้านเมลฟอร์ดเอาไว้ผมสีแดงเพลิงที่เคยรวบเป็หางม้าเป็ประจำวันนี้มันกลับถูกถักเป็เปียยาวที่ดูสวยงามหล่อนยืนจ้องหลุมศพนั้นอยู่สักพัก ก่อนจะถอนหายใจออกมาแล้วหันกลับไปยังม้าประจำตำแหน่งที่ถูกผูกเอาไว้ที่โคนต้นไม้
ว่ากันว่าคุณหญิงบ้านเมลฟอร์ดเมื่อทราบข่าวถึงขั้นเป็ลมสลบไปหนึ่งวันเต็มๆ ความโศกเศร้านั้นแผ่ขยายไปทั่วคฤหาสน์ของตระกูลเมลฟอร์ดถึงหนึ่งสัปดาห์แต่พอหลังจากนั้นด้วยเหตุใดไม่ทราบใบหน้าที่เคยเศร้าหมองของคนในบ้านก็กลับมาผ่องใสดังเดิม
ส่วนในเื่การหมั้นหมายกันระหว่างคุณชายคนเล็กบ้านเมลฟอร์ดกับแม่ทัพวัลคอร์ตนั้นองค์จักรพรรดินีลอเรไล อควาเรียส ฮาฟไนท์เวสเทล่าได้ประกาศให้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่นั้นเป็โมฆะ เนื่องจากฝ่ายชายได้หายสาบสูญไปจากเหตุการณ์โจรปล้นรถม้า
สองสัปดาห์ต่อมาหลังจากเหตุการณ์ปล้นรถม้า
วันสีแดง สัปดาห์ที่สามเดือนปลา ปีโพชินี่ที่734
ชายแดนอาณาจักรเวสเทล่า
“ฮ้าาาาาาา~ลมเย็นสมกับเป็ต้นฤดูใบไม้ผลิจริงๆน้า!” ชายหนุ่มที่กำลังขี่ม้าอยู่ที่ด้านหน้าสุดของขบวนการค้าบ้านเมลฟอร์ดพูดขึ้นอย่างอารมณ์ดีผ้าคลุมที่ใช้อยู่ถูกสายลมพัดจนส่วนผ้าที่คลุมหัวอยู่เปิดออกผมสีทองมันวาวลู่ไปด้านหลังตามทางเดียวกับลมยามเช้าตรู่ก่อนที่ดวงตาสีน้ำตาลนั้นจะหันไปมองคนๆหนึ่งที่บังคับม้าที่เบี่ยงเข้ามาใกล้กับตน
“คุณชายขอรับตอนนี้คนส่งสารกลับมาถึงแล้วขอรับ”
“ขอบคุณมากครับที่ช่วยเป็ธุระให้”
“โอ๊ยคุณชาย! เื่แค่นี้ไม่ต้องเกรงใจหรอกขอรับคุณชายรู้ไหมขอรับว่าพวกผมดีใจกันขนาดไหนตอนที่คุณชายโผล่ออกมาจากป่าน่ะ”
“นั่นสินะครับฮ่ะๆๆๆๆๆ” คนที่ถูกเรียกว่าคุณชายหัวเราะเล็กน้อยก่อนจะหันกลับไปมองยังทิศของเมืองหลวงที่ตนจากมา
ถึงแผนมันจะผิดพลาดจากแค่จะหนีไปเที่ยวแล้วแกล้งหายตัวไปซักพักเพื่อจะให้การหมั้นเป็โมฆะก็เถอะแต่ดันโดนโจรปล้นจริงๆซะได้...ใช้โชคไปเยอะเหมือนกันแฮะกว่าจะรอดมาได้ ท่านพ่อท่านแม่ใหญ่ ท่านพี่อเล็กเซีย ท่านพี่อเล็กซ่า ผมไปก่อนนะครับ! ลาละนะอาณาจักรเวสเทล่า! แล้วพบกันใหม่ในอีกสี่ปีข้างหน้านะ!กลับมาทันวันฉลองพระชนมายุแน่นอน!