CHAPTER 01
เลิกราที่เลิกรัก
.
.
MUAY MARIN PART
สองวันก่อนหน้า
ฉันยกนาฬิกาขึ้นดูเวลาอีกครั้งขณะที่นั่งรอแฟนหนุ่มมานานราวครึ่งชั่วโมงเห็นจะได้หลังจากที่เขานัดฉันที่ร้านกาแฟข้างบริษัท เราสองคนทำงานที่เดียวกันแต่เขาเป็ผู้จัดการส่วนฉันเป็แค่ลูกน้องเราคบกันมานานถึงสิบห้าปีั้แ่สมัยเรียนซึ่งนับว่าเป็ระยะเวลาที่ยาวนานมากมันเลยทำให้ฉันในวัยสามสิบสามปีคาดหวังทุกครั้งที่ได้คุยกัน ว่าอาจจะได้ยินคำขอแต่งงานออกมาจากปากของเขาบ้าง และวันนี้ก็เป็อีกหนึ่งวันที่ฉันก็ยังคาดหวังว่าจะมีเื่ดีๆ เกิดขึ้น
RRRR
ฉันรีบคว้ามือถือออกมากดรับทันทีเพราะคิดว่าเป็แฟนหนุ่ม แต่ผิดคาด…
“ว่ายังไงยะหล่อน” ฉันดัดเสียงเล็กเสียงน้อยเพื่อคุยกับคนปลายสาย
[นังหมวย…ฮือออออ]
“เฮ้ย โป้แกเป็อะไรวะ” ฉันหุบยิ้มฉับพลันเมื่อเพื่อนรักเรียกชื่อฉันแล้วปล่อยโฮออกมา “ใจเย็นเป็อะไร”
[ไอ้เขตมันไปแล้ว ฮือออออ]
“อ๋อ ไอ้แมงดานั่นน่ะเหรอ” ฉันกลอกตาเมื่อนึกถึงบุคคลที่สาม “ดีแล้วถือว่าหมดเวรหมดกรรม ฉันบอกแกแล้วว่าไอ้นั่นมันไม่จริงใจกับแกหรอก”
[นังหมวยแกอย่าเพิ่งซ้ำเติมฉันจะได้ไหม]
“เออๆ ฉันขอโทษๆ” ฉันเอ่ยขอโทษคนในสายก่อนจะถามต่อ “แต่ปกติแกก็รักๆ เลิกๆ กับมันนี่แล้วทำไมวันนี้ถึงเล่นใหญ่เดี๋ยวอีกไม่กี่วันแกสองคนก็กลับมาดีกันฉันก็จะหอนเป็หมาอีก”
[นังเพื่อนเวร ฮือออออ คราวนี้มันไม่เหมือนเดิม] ฉันขมวดคิ้ว [ไอ้เลวนั่นมันขนของออกจากคอนโดฉันไปหมดเลย อีเลว ฮืออออ]
“ห้ะ ว่ายังไงนะ”
[มันเอาไปหมดเลยไอ้ผู้ชายเฮงซวยนั่น] ฉันกุมขมับกับสิ่งที่เพื่อนบอกกล่าว [ฉันบินไปญี่ปุ่นไม่กี่วันกลับมามันยกเค้าของห้องฉันไปหมดเลย ฮืออออ]
เพื่อนฉันนางชื่อ โป้ ชื่อจริงนายปกป้องนางเป็ชายแต่ใจเป็หญิงและก็เป็พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินหนึ่งนางมีแฟนชื่อ เขตกร ซึ่งฉันกับไอ้บ้าเขตกรนั่นไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไหร่เพราะฉันรู้สันดานมันดีว่าเป็คนยังไง แต่เพื่อนฉันนี่สิหลงมันหัวปักหัวปำรักๆ เลิกๆ นับครั้งไม่ถ้วนฉันก็เลยกลายเป็หมาบ่อยครั้งเวลาที่พวกนางคืนดีกันแต่ดูเหมือนครั้งนี้จะหนักหนากว่าทุกครั้งไอ้เขตมันคงจะไปจากเพื่อนฉันจริงๆ สักทีหลังจากปอกลอกเกาะเพื่อนฉันกินมาหลายปี แต่ถึงขั้นยกเค้าห้องเพื่อนฉันนี่นับว่าเลวมาก
“แจ้งตำรวจหรือยัง”
[แกไปเป็เพื่อนฉันหน่อยนะนังหมวย]
“ตอนนี้เลยเหรอ” ฉันอ้อมแอ้มถาม “ฉันมีนัดกับพี่ภาสน่ะสิ”
[นังหมวยนี่ฉันเพื่อนแกนะ! แกเห็นผู้ชายดีกว่าเพื่อนแกเหรอยะ!] ฉันรีบดึงมือถือออกห่างจากหูเมื่อเพื่อนฉันเริ่มร่ายบทเทศนา
“โอ๊ยแกใจเย็นๆ สิ” ฉันพยายามใช้น้ำเย็นเข้าลูบ “ไม่ใช่ไม่อยากไปนะ แต่ตอนนี้อาจจะเป็โอกาสดีที่พี่ภาสจะขอฉันแต่งงานก็ได้นี่”
[นังหมวยแกคบกับอีพี่ภาสมาจะครึ่งชีวิตเขาไม่เคยพูดเื่แต่งงานสักครั้งนี่แกยังจะหวังอยู่อีกเหรอ]
“นังเพื่อนบ้านี่!” ฉันแหวใส่เพื่อนที่อยู่ในสาย “แต่อย่างน้อยๆ พี่ภาสก็ไม่ทำตัวเหมือนอีเขตแฟนเก่าแกแน่ๆ”
[นังหมวยแกอย่าพูดชื่อไอ้เลวนั่นนะ ฉันฟังแล้วของขึ้น ฮือออออ]
“เอาเป็ว่าฉันจะไปหาแกหลังจากที่พี่ภาสขอฉันแต่งงานแล้วโอเคนะ”
[นังหมวยเดี๋ยวสิ…]
“แกพี่ภาสมาแล้ว แค่นี้ก่อนนะ” ฉันกดวางสายแล้วเก็บมือถือใส่กระเป๋าก่อนจะจัดเสื้อผ้าหน้าผมให้เข้าที่
“หมวยรอนานหรือยัง ขอโทษที่พี่มาช้านะพอดีติดประชุม”
“ไม่เป็ไรค่ะพี่ภาส หมวยก็เพิ่งมาไม่นาน…” ฉันส่งยิ้มให้แฟนหนุ่มที่นั่งลงฝั่งตรงข้าม “ประชุมเครียดเหรอคะ หน้าดูกังวลจังเลย”
“ก็นิดหน่อย” พี่ภาส หรือคุณโอภาสเขาเป็แฟนของฉันที่คบกันมาั้แ่สมัยเรียนเขาอายุมากกว่าฉันหนึ่งปีนอกจากจะเป็แฟนแล้วพี่ภาสยังเป็ผู้จัดการสาขาที่ฉันทำงานอยู่ด้วย
“แล้ววันนี้พี่ภาสนัดหมวยมามีเื่อะไรเหรอคะ” ปกติหลังเลิกงานเราสองคนจะนัดเจอกันบ้างแต่เป็การนัดแบบหลบๆ ซ่อนๆ ให้พ้นจากสายตาของคนในบริษัทไม่อย่างนั้นอาจจะเกิดปัญหาได้เพราะหัวหน้ากับลูกน้องถ้ามีความสัมพันธ์กันมันอาจจะเป็ที่จับตามองของคนอื่นๆ “มีเื่สำคัญอะไรหรือเปล่าคะ”
ฉันทำท่าเขินอายก่อนทำทีใช้นิ้วทัดผมที่ร่วงหล่นลงมาแล้วช้อนสายตามองคนตรงข้าม เขามองฉันไม่วางตาราวกับมีเื่บางอย่างที่้าจะบอก
“หมวย” พี่ภาสเลื่อนมือมากุมมือฉัน นั่นยิ่งทำให้ฉันใจเต้นแรงคล้ายว่าความหวังใกล้จะเป็จริง “หมวยเป็แฟนที่ดีที่สุดของพี่เท่าที่พี่เคยมีมาเลยนะ”
“ค่ะ” ฉันตอบรับแล้วอมยิ้ม “พี่ภาสก็เป็แฟนคนแรกแล้วก็เป็แฟนคนเดียวที่หมวยรักด้วยค่ะ”
“ขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ผ่านมานะหมวย พี่อยากให้หมวยรู้ว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นนับจากวันนี้ หมวยคือผู้หญิงที่พี่รักนะ” ฉันเงยหน้ามองพี่ภาส ช่างเป็คำสารภาพรักที่โรแมนติกมากเลยวันนี้แล้วสินะที่พี่ภาสจะขอฉันแต่งงาน “หมวย”
“คะ” ฉันตอบรับแล้วจะก้มหน้างุดด้วยความเขินอายก่อนจะยื่นมือซ้ายให้เขาพร้อมกางนิ้วรอรับแหวนที่อีกฝ่ายเตรียมมาสวมให้
“เราเลิกกันเถอะ”
“ตกลงค่ะ หมวยตกลงแต่ง…” ฉันหุบยิ้มฉับพลันแล้วเงยหน้ามองอีกคน “เมื่อกี้พี่ภาสพูดว่าอะไรนะคะ”
“พี่พูดว่า” พี่ภาสมองฉันแล้วค่อยๆ ปล่อยมือที่กุมมือฉันไว้ “เราเลิกกันเถอะ”
คอนโด A
ปัง ปัง ปัง
“โอ๊ยมาแล้วๆ จะเคาะอะไรนัก…หนา” หลังจากเคาะประตูหลายครั้งเ้าของห้องก็เดินมาเปิดประตูให้ฉัน “นังหมวยทำไมแก…”
“ฮือออออออออ” ฉันสวมกอดเพื่อนทันทีที่อีกฝ่ายยืนนิ่งมองฉันด้วยความใ “เขาบอกเลิกฉัน ฮือออออ”
“อะไรนะ!!”
หลังจากที่เพื่อนพาฉันเข้ามานั่งในห้องชุดสุดหรูของตัวเองที่ตอนนี้เหลือเพียงโซฟาตัวเดียวกลางห้องก็เริ่มยิงคำถามใส่ฉัน “ไหนแกว่าอีพี่ภาสจะขอแกแต่งานไง”
ฟืดดดดด
ฉันสั่งน้ำมูกใส่กระดาษทิชชูแล้วโยนทิ้งแผ่นแล้วแผ่นเล่าโดยมีเพื่อนนั่งมองด้วยความเวทนา ฉันมองหน้าเพื่อนแล้วปล่อยโฮอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้งจนน้ำตาแห้งเหือดพร้อมกับขยะจากทิชชูที่เกลื่อนรอบโซฟา
“เขาขอเลิกกับฉัน” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบาสายตาเลื่อนลอย “เขาไม่แต่งกับฉัน”
“นังหมวยดึงสติหน่อยสิ” เพื่อนเขย่าตัวฉันจนได้สติ ฉันมองหน้าเพื่อนอีกครั้งแล้วเบะปากจากนั้นก็
“ฮืออออออออออออ”
“หล่อนอย่าร้อง ฮึก ฉันจะร้องตาม” โป้ลูบหลังฉันไปมาพร้อมเสียงสะอึกสะอื้น “ฮึก ฮืออออ”
“แกสงสารฉันใช่ไหม ฮือออ”
“เปล่า ฉันสงสารตัวเอง ฮืออออ” ฉันหยุดร้องแล้วผละออกจากเพื่อนทันที แต่อีกฝ่ายกลับร้องไม่เลิก “ไอ้เขตมันขนของไปหมดเลยฉันไม่น่าไว้ใจให้มันอยู่ห้องนี้เลย ทั้งห้องมันทิ้งโซฟาไว้ให้ฉันตัวเดียว ฮือออออ”
“ยังดีมันยังทิ้งโซฟาให้แกไว้ดูต่างหน้า” ฉันมองรอบห้องที่ไม่เหลืออะไร จากห้องชุดสุดหรูกลายเป็ห้องที่ว่างเปล่า “แต่ฉันนี่สิ…พี่ภาสบอกเลิกฉัน ฮึก เหตุผลก็ไม่มีให้ฉันฮืออออออ”
เราสองคนต่างพากันกอดคอร้องไห้ให้กับปัญหาที่ตัวเองเจอวันดีๆ ที่คิดว่าจะเกิดขึ้นนอกจากจะไม่เกิดแล้วยังแปรเปลี่ยนเป็วันที่เฮงซวยในชีวิตของฉันและเพื่อนไปได้พูดอะไรไม่ออกเลยล่ะ ทำได้แค่ร้องไห้ระบายความอัดอั้นในใจจนเวลาผ่านไปพอสมควรเราทั้งสองถึงได้สติ
“นังหมวย”
“หื้อ” ฉันครางรับอย่างเลื่อนลอยหลังจากที่เราทั้งคู่นั่งเอนกายพิงโซฟาอย่างหมดอาลัยตายอยาก
“แกโอเคไหม”
“ไม่เลย” ฉันตอบรับอย่างสัตย์จริง ใครมันจะไปโอเคกันล่ะ “แล้วแกล่ะจะเอาไง”
“ฉันจะแจ้ง” เพื่อนค่อยๆ หันมาสบตาฉันด้วยหน้าตาที่เลอะไปด้วยคราบน้ำตา “ฉันจะแจ้งจับให้หมด ดิออร์เอย ชาแนลเอย ที่ฉันยอมไม่ได้เลยคือกระเป๋าหลุยส์วิตตองใบรักของฉันรุ่นลิมิตเต็ดมันก็เอาไปไอ้คนเฮงซวย”
“ดีแล้ว อย่าปล่อยมันลอยนวล”
“แล้วหล่อนล่ะ จะเอายังไงต่อ” ฉันหันไปมองหน้าเพื่อนรักที่ถามฉันด้วยความเป็ห่วง “หล่อนสองคนก็ดูรักกันดีแล้วทำไมเขาถึงบอกเลิกแกวะ”
“ฉันไม่รู้ เขาไปโดยไม่บอกอะไรฉันเลย” หลังจากที่บอกฉันอีกครั้งย้ำว่าที่เขาพูดคือ ‘เลิกกันเถอะ’ ไม่ใช่คำที่ฉันรออย่าง ‘แต่งงานกันเถอะ’ พี่ภาสก็ลุกเดินจากไปแบบไม่บอกกล่าวใดๆ ทั้งสิ้นฉันทำอะไรผิดเหรอ “ฉันทำอะไรผิดเหรอ เขาถึงบอกเลิกฉัน”
“ฉันที่ว่าหนัก พอเจอหล่อนเื่ของฉันจิ๊บจ๊อยไปเลยนังหมวยสิบห้าปียังกลายเป็ฝุ่นได้นับประสาอะไรกับปีสองปีอย่างฉัน”
“หึ” ฉันเบะปากอีกรอบคล้ายจะร้องอีกแล้วแต่ก็ต้องฮึบเอาไว้ “สิบห้าปีมันไม่มีความหมายเลยเหรอวะ”
“ฉันเห็นใจแกจังเลยนังหมวย…ไปแก!” เพื่อนผุดลุกขึ้นแล้วคว้าแขนฉันให้ลุกตาม
“แกจะไปทวงถามพี่ภาสให้ฉันใช่ไหมว่าทำไมถึงเลิกกับฉัน” ฉันลุกขึ้นแล้วมองเพื่อนด้วยความซาบซึ้งอย่างน้อยๆ เพื่อนก็อยู่ข้างฉันเสมอ
“ไปโรงพักสินังหมวย ฉันจะไปแจ้งความป่านนี้ไอ้เฮงซวยนั่นมันเอากระเป๋าลูกรักฉันไปขายทอดตลาดแล้วมั้ง”
“เพื่อนเลว…”
สถานีตำรวจ
“คุณตำรวจครับ ต้องตามจับไอ้หัวขโมยนั่นมาให้ได้นะครับ”
“ครับทางเราจะรีบตามตัวนายเขตกรมารับโทษให้ได้ครับ”
“ต้องเจอเร็วๆ นะครับก่อนมันจะเอาของของผมไปขาย” ฉันนั่งมองเพื่อนรักที่ลากฉันมาโรงพักยามวิกาลตอนนี้นางกำลังเจรจากับร้อยเวรที่โต๊ะรับแจ้งความอย่างเคร่งเครียด “ขอบคุณมากนะครับถ้าได้เื่ยังไงติดต่อผมทันทีเลยนะครับ”
“ได้ครับถ้าได้เบาะแสนายเขตกร ทางเราจะรีบแจ้งคุณปกป้องทันทีเลยครับ”
ดูเหมือนเพื่อนฉันจะจัดการธุระเสร็จแล้วถึงได้ตรงมาหาฉันแต่พอนางมองหน้าฉันก็พ่นระบายลมหายใจออกมาอย่างสุดเซ็งแล้วนั่งลงข้างกัน “โอ๊ยนังหมวยผู้ชายที่ไม่เห็นค่าแก ไม่เห็นความดีที่คบกันมาตลอดสิบห้าปีแกจะอาลัยอาวรณ์ทำไม ทีเื่ฉันนี่สั่งสอนดี สั่งสอนเก่ง รับบทนางสอนพอเื่ตัวเองกลับมานั่งซังกะตายแบบนี้”
“ฉันแค่อยากรู้ว่าฉันทำอะไรผิด ทำไมพี่ภาสเขาไม่บอกฉันวะ นึกจะเลิกก็เลิกง่ายๆ เลยน่ะนะแม่งใจร้ายโคตรๆ อายุฉันก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้วไหมเริ่มต้นใหม่กับใครก็ยากฮืออออออออ”
“หล่อนจะมาร้องไห้ที่นี่ไม่ได้นะ” เพื่อนรีบเอามือมาปิดปากฉันแล้วกึ่งลากกึ่งดึงออกมานอกสถานีตำรวจแล้วปล่อยฉันให้เป็อิสระ “เอ้าอยากร้องก็ร้องเลย”
ฉันมองเพื่อนแล้วเริ่มเบะปากอีกครั้งสะอึกสะอื้นอินโทรร่างกายก่อนที่จะร้องไห้เมื่อน้ำตาเริ่มเอ่อคลอที่ขอบตากลิ่นหอมของรถขายไก่ปิ้งก็ปะทะเข้าที่จมูกทำเอาน้ำตาที่กำลังจะหลั่งรินแปรเปลี่ยนเป็เสียงท้องร้องแทน
“ฉันคงร้องไห้เยอะไป…หาอะไรกินก่อนได้ไหมแล้วค่อยกลับไปร้องไห้ต่อที่ห้องแก”
“หล่อนยังจะไปห้องฉันอีกเหรอนังหมวย หล่อนก็เห็นว่าทั้งห้องเหลือโซฟาตัวเดียว” เพื่อนเท้าเอวมองฉัน “ฉันจะไปอยู่ห้องแกก่อนสักวันสองวันแล้วกัน”
“ห้องฉันเหรอ…”
“เออ ห้องหล่อนนั่นแหละ” หลังจากบอกว่าจะขอไปนอนกับฉันเพื่อนก็เดินหนีฉันตรงไปยังรถขายไก่ปิ้งโดยไม่หันกลับมามองฉันเลย…
“ซื้อเผื่อฉันด้วยนะ” ฉันะโบอกด้วยเสียงที่สั่นเครือ
คอนโดB
“กุญแจห้องหรือคีย์การ์ดก็ได้” เพื่อนแบมือมาตรงหน้าเมื่อเราสองคนมาหยุดยืนอยู่หน้าห้อง “อย่าลีลา”
ฉันยื่นกุญแจให้เพื่อนเสร็จนางก็ไขเข้ามาในห้องจัดแจงทุกอย่างราวกับเป็เ้าของห้องส่วนฉันที่มีเพียงกายหยาบแต่จิตใจล่องลอยไปไกลแสนไกลเมื่อเข้าห้องมาได้ก็ทิ้งตัวนั่งที่โซฟาตัวเล็กหน้าทีวี
“ฉันควรโทร. ไปง้อพี่ภาสดีไหม”
“แล้วแกทำอะไรผิด?”
“ไม่รู้” ฉันตอบเสียงเอื่อยแล้วไหลตัวนอนตามความยาวโซฟาอย่างตาลอย “ไม่รู้ว่าฉันผิดอะไรด้วยซ้ำ”
“ยังไงพรุ่งนี้แกสองคนก็ต้องเจอกันที่บริษัทอยู่ดี คืนนี้หล่อนก็สงบจิตสงบใจไปก่อน พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่”
“แล้วถ้าเราว่ากันใหม่ไม่ได้ล่ะ”
“เฮ้อออออ” เพื่อนเอาแต่มองแล้วส่ายหัวอย่างเอือมระอาก่อนจะเดินเข้าครัวไปไม่นานก็ออกมาพร้อมกับไก่ปิ้งจัดใส่จานและเบียร์เย็นเจี๊ยบอีกหลายกระป๋อง “พรุ่งนี้แกยังต้องไปทำงานคืนนี้เบาๆ ไปก่อนแล้วกัน”
ฉันผลักตัวเองให้ลุกขึ้นมานั่งอีกครั้งแล้วรับกระป๋องเครื่องดื่มมึนเมาที่เพื่อนส่งมาให้กระดกรวดเดียวจนหมด “ใจเย็นสินังหมวย ยิ่งคออ่อน …”
ฟรึบ
ฉันปล่อยกระป๋องเบียร์ร่วงหล่นลงพื้นก่อนแรงโน้มถ่วงของโลกจะดึงฉันให้นอนราบบนโซฟาอีกครั้ง “ราตรีสวัสดิ์”
“เอ้านังหมวย!”
06.00 น.
ติ๊ด ติ๊ด ติ๊ด
ฉันควานมือสะเปะสะปะไปทั่วเพื่อหาต้นตอของเสียงที่กำลังรบกวนฉันอยู่ มือที่กวาดไปมั่วๆ จับเข้ากับมือถือที่เป็ต้นตอของเสียงฉันกดปิดมันก่อนจะนอนต่อแต่ด้วยความที่รู้สึกว่านอนไม่สบายตัวจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาดู
“โซฟานี่หว่า” ฉันหยัดตัวลุกขึ้นนั่ง พอได้สำรวจตัวเองดีๆ ก็พบว่าฉันยังอยู่ในชุดเดิมที่ใส่เมื่อวาน “ปวดคอชะมัด”
ฉันบิดคอไล่ความเมื่อยขบสองสามครั้งก่อนจะลุกขึ้นมองรอบห้องที่มืดสนิทกระป๋องเบียร์หลายกระป๋องกลายเป็ขยะเกลื่อนทั่วบริเวณหน้าทีวีไหนจะเศษกระดูกไก่นี่อีก ฉันเดินไปเปิดม่านที่ระเบียงก่อนจะเข้าห้องเพื่อจะเข้ามาอาบน้ำแต่สิ่งที่เห็นคือร่างชายชาตรีของเพื่อนในชุดนอนสายเดี่ยวสีแดงบนเตียง “หลับสบายเลยนะนังเพื่อนบ้า”
ฉันส่ายหัวให้กับเพื่อนที่นอนไม่รู้เื่รู้ราวแถมนอนเป็เ้าของห้องเลยส่วนเ้าของห้องอย่างฉันต้องระเห็จไปนอนโซฟาเจริญจริงๆ …
ซ่า~~
ฉันเปิดฝักบัวแล้วเสยผมลูบหน้าแรงๆ ในหัวก็เอาแต่คิดถึงเื่ที่โดนพี่ภาสบอกเลิกเขาหาเหตุผลอะไรมาเลิกกับฉันนะ ตลอดเวลาเราต่างเป็แฟนที่ดีของกันและกันแล้วทำไมถึงได้บอกเลิกกันได้ง่ายดายเหมือนไม่เคยรักกันมาก่อนขนาดนี้ฉันไม่เข้าใจเลย ยิ่งคิดน้ำตาก็ยิ่งไหลแล้วแบบนี้ฉันจะต้องทำหน้ายังไงถ้าได้เจอเขาที่บริษัท…
เช้าวันศุกร์ที่แสนแออัดบนรถไฟฟ้าเป็เหมือนฝันร้ายของคนที่ไม่ชอบการเบียดเสียดอย่างฉันคนเยอะขนาดนี้โดนเบียดจนหายใจแทบไม่ออกอยู่แล้วชีวิตการทำงานที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวก็ต้องพึ่งพาขนส่งสาธารณะแบบนี้นี่แหละ แต่ถึงให้มีรถยนต์ก็คงต้องไปติดแหง็กบนท้องถนนอยู่ดี เมื่อถึงสถานีที่ต้องลงฉันก็ทำตัวเล็กลีบแทรกผ่านคนมากมายออกมา ขนาดยังไม่ถึงบริษัทฉันยังรู้สึกเสียพลังงานไปครึ่งหนึ่งแล้วเนี่ย แล้วถ้าต้องไปเจอหน้าพี่ภาสอีกฉันคงหมดแรงกายแรงใจทำงานั้แ่หน้าประตู
“สวัสดีค่ะลุงยาม วันนี้ขอให้เป็วันที่ดีนะคะ” ฉันเอ่ยทักทายลุงยามหน้าบริษัทอย่างเป็กันเองก่อนจะหันมาเจอป้าแม่บ้าน “สวัสดีค่ะป้า ขอให้เป็วันที่ดีนะคะ”
“เหมือนกันนะคุณเมริน” ป้าแม่บ้านส่งยิ้มมาให้อย่างเป็มิตร
กิจวัตรประจำวันของฉันเมื่อถึงบริษัทก็คือทักทายคนอื่นๆ เพื่อเป็การเริ่มวันที่ดีไม่ใช่แค่ของฉันแต่เป็ของลุงยามและป้าแม่บ้านด้วยฉันว่าการทักทายแบบนี้มันทำให้รู้สึกดีน่ะ
“แกได้การ์ดคุณดาวไหม”
“ได้สิพี่จ๋า ก็เล่นแจกพนักงานทั้งบริษัท” ฉันวางของลงบนโต๊ะทำงานของตัวเองแล้วมองเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ที่จับกลุ่มคุยกัน “แกว่าท้องไหมแต่งฟ้าผ่าขนาดนี้”
“แล้วไปรักกันตอนไหนผู้จัดการกับคุณดาวน่ะ”
ผู้จัดการงั้นเหรอ
“จริง นึกว่าผู้จัดการคบกับหมวยซะอีก”
“พี่จ๋า…” ฉันหันมองคนที่พูดอย่างไม่ทันมองว่าฉันก็นั่งอยู่ ผู้หญิงอีกคนที่สะกิดให้เธอหยุดพูดหลบตาฉัน มีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ “เอ่อ หมวย”
“…” ฉันเหลือบมองคนที่เรียกฉันอย่างกล้าๆ กลัวๆ “เห็นนี่ยัง”
“อะไรเหรอ” ฉันลุกขึ้นแล้วเดินไปหาเพื่อนร่วมงาน “การ์ดอะไร”
“การ์ดงานแต่งคุณดาวพรุ่งนี้” ฉันมองเธอสลับกับการ์ดในมือ “แล้วเ้าบ่าว…”
คุณดาว หรือวาดดาวน่ะเหรอเธอเป็ลูกเ้าของบริษัทเพิ่งเข้ามารับ่ทำงานที่นี่เมื่อปีที่แล้ว เธอน่ะไม่ค่อยชอบฉันหรอกนะฉันรู้ตัวแต่ก็ไม่เคยรู้ว่าเื่อะไรเพราะฉันไม่ได้สนใจเธอฉันมาเพื่อทำงานไม่ได้มาสร้างศัตรูโชคดีที่พ่อของเธอที่เป็เ้าของบริษัทดูคนที่ผลงานไม่อย่างนั้นฉันอาจจะโดนเธอเขี่ยทิ้งไปแล้วก็ได้…แต่ฉันไม่คิดมาก่อนเลยว่าคุณดาวจะแต่งงานเร็วขนาดนี้ฉันไม่เคยเห็นเธอไปไหนมาไหนกับผู้ชายคนไหนเลยด้วยซ้ำ
“ลองเปิดดูสิ” พี่จ๋าฝ่ายบุคคลที่เอ่ยถึงฉันก่อนหน้านี้ขยับเข้ามาแล้วบอกให้ฉันเปิดดูการ์ด
ฉันขมวดคิ้วก่อนค่อยๆ หยิบการ์ดนั่นออกมาจากซองสีชมพูรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ ใจฉันเต้นระรัวยามค่อยๆ ดึงการ์ดออกดูและชื่อที่ปรากฏบนการ์ดสีขาวก็ทำลมหายใจฉันติดขัด
“โอภาส…วาดดาว” ฉันพึมพำกับตัวเองก่อนเปิดการ์ดแล้วกวาดสายตาดู สิ่งที่ฉันเห็นทำเอาหัวใจปวดหนึบ “…มีความยินดีขอเรียนเชิญท่านร่วมเป็เกียรติเนื่องในงานพิธีมงคลสมรสระหว่าง นางสาววาดดาว จีระพนาเกียรติ และ นาย…โอภาส ศดาธรณ์”
“ตอนแรกพี่คิดว่าผู้จัดการคบอยู่กับหมวยซะอีก”
“นี่พี่จ๋า!...ไม่เห็นรึไงว่าหมวยหน้าเสียแล้ว”
ฉันยืนนิ่งแต่หัวใจสั่นไหวหยาดน้ำใสเอ่อคลอได้ไม่นานก็ร่วงผล็อยลงที่แก้ม นี่สินะเหตุผลที่เขาเลิกกับฉัน เสียงพูดคุยของคนอื่นๆ ยังคงดังอยู่รอบตัวฉันกำการ์ดในมือแน่นก่อนจะเดินออกตามหาคนที่อยากเจอ ทำแบบนี้ได้ยังไง ทำแบบนี้กับฉันได้ยังไง!
“หมวย…” ยังไม่ทันที่จะไปที่ห้องทำงานของเขาฉันก็เจอเขาออกมาจากห้องน้ำเสียก่อน “เมื่อวาน…”
“นี่หมายความว่ายังไง?” ฉันชูการ์ดให้อีกคนดู “ที่พี่บอกเลิกหมวยเพราะพี่จะไปแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นแบบนี้ใช่ไหม?”
“หมวยอย่าพูดเสียงดังไป” พี่ภาสจูงฉันให้เดินตามไปยังบันไดหนีไฟแล้วมองหน้าฉัน “พี่ขอโทษ พี่รักหมวยนะแต่มันจำเป็”
“รักเหรอ? พูดมาได้ไม่อายฟ้าอายดินพี่รักหมวยแล้วพี่ไปแต่งงานกับคนอื่นทำไม”
“มันจำเป็หมวย พี่ไม่ได้รักคุณดาวเลยคนที่พี่รักมีแค่หมวย” พี่ภาสจับมือฉันแต่ฉันสะบัดออกแล้วผลักอกเขา
“รู้ปะว่าหมวยคิดทั้งคืนเลยว่าหมวยทำอะไรผิด หมวยผิดอะไรทำไมพี่ถึงเลิกกับ หมวยสิบห้าปีที่คบกันมามันไม่เคยมีความหมายกับพี่เลยเหรอ”
“มีสิหมวย มีมากด้วย”
“มีแล้วทำแบบนี้ทำไม?”
“มันจำเป็จริงๆ” เขามองหน้าฉันด้วยสีหน้าสลดจนใจฉันไหวเอน “พี่…ทำคุณดาวท้องถ้าพี่ไม่แต่งงานมันมีผลต่อหน้าที่การงานพี่ หมวยเข้าใจพี่นะ”
คำว่า ‘ทำคุณดาวท้อง’ กรีดลึกเข้ามากลางใจของฉันจนแทบจะล้มทั้งยืนระหว่างที่ยังคบกับฉันเขากลับไปทำคนอื่นท้องเนี่ยนะ…นอกใจกันชัดๆ
“พี่แค่นอกกาย แต่ใจพี่อยู่ที่หมวย…”
เพียะ!
“ทุเรศนะ นอกใจก็คือนอกใจอย่ามาพูดให้ดูดีได้ไหม” ฉันตบหน้าเขาเต็มแรงแล้วพูดด้วยเสียงที่สั่น “ทำแบบนี้ได้ไงวะ ทำแบบนี้กับหมวยได้ไง”
ฉันขยุ้มคอเสื้อเขาแล้วตะคอกใส่อย่างควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ไม่สนแล้วว่าใครจะรู้ไม่รู้ว่าเราอยู่ตรงนี้
“พี่ก็รู้ว่าหมวยรักพี่ หมวยมีแค่พี่มาตลอดแล้วพี่ทำแบบนี้ได้ยังไง ทำได้ยังไง” ฉันทุบตีเขาไปพร้อมกับร้องไห้อย่างไม่อาย “ถ้าพี่รักหมวยพี่ก็ต้องยกเลิกงานแต่ง!”
“พี่…”
“พูดแบบนั้นฉันเสียใจแย่นะเมริน” ฉันกับพี่ภาสหันไปยังประตูที่ตอนนี้มีบางคนยืนพิงอยู่แต่สายตาเธอมองมายังเราสองคนก่อนจะค่อยๆ ก้าวลงมา “พูดแบบนี้อยากให้ฉันเป็หม้ายขันหมากเหรอ”
“คุณดาว” ฉันเช็ดน้ำตาแล้วมองคนที่เดินมาเกาะแขนพี่ภาสด้วยรอยยิ้มร้ายกาจ “คุณจะแต่งงานกับพี่ภาสไม่ได้นะคะ เขาเป็แฟนฉันคุณอาจจะไม่รู้แต่ว่า…”
“รู้ ฉันรู้” เธอพูดอย่างไม่ยี่หระ “แต่เขาทำฉันท้องนี่สิ แย่จัง”
“พอเถอะคุณดาว” ฉันปรายตามองพี่ภาสที่ปรามคนที่เกาะแขนซบไหล่เขาอยู่
“คุณรู้ว่าเขาเป็แฟนฉัน แต่คุณก็ยัง…” ฉันมองคนทั้งคู่อย่างไม่เชื่อสายตาหนึ่งคนก็ดูเป็ผู้หญิงสูงส่งเป็คุณหนูทายาทเ้าของบริษัทที่ฉันทำงาน ส่วนอีกคนก็คนที่ฉันรักจนหมดใจ แต่ทำไมทั้งสองคนถึงทำแบบนี้! “หน้าไม่อาย”
“หึ” รอยยิ้มเหยียดของเธอถูกส่งมาให้ฉันก่อนเ้าตัวจะเดินมาเผชิญหน้าแล้ว กอดอกมองฉันั้แ่หัวจรดเท้าก่อนจะย้อนขึ้นมามองหน้าฉันอีกครั้ง “คนที่หน้าไม่อายน่ะไม่ใช่ฉันแล้วนะเมริน”
“คุณดาว!” พี่ภาสเรียกชื่อเธอเสียงเข้ม
“เธอต่างหากที่หน้าไม่อาย ผู้ชายเขาจะแต่งงานอยู่วันสองวันนี้แล้วยังหน้าด้านมาบอกให้เขายกเลิกงานแต่งอีก แบบนี้ไม่เรียกว่าหน้าไม่อายแล้วนะ เรียกว่าหน้าด้าน”
ฉันกะพริบตามองเธอที่พูดจาเชือดเฉือนฉันอย่างใจร้าย ตัวเองเป็คนแย่งผู้ชายไปจากฉันแต่กลับมาด่าฉันเนี่ยนะ
“พี่ภาส ถ้าพี่รักหมวยพี่ต้องยกเลิกงานแต่ง!” ฉันมองผู้ชายหนึ่งเดียวที่ยืนอยู่ เวลานี้คือ่เวลาวัดใจแล้วนะถ้าเขาเลือกฉัน ฉันจะยอมให้อภัยในสิ่งที่แล้วมา แต่ถ้าไม่…
“พี่ขอโทษหมวย พี่ขอโทษจริงๆ”
“หมายความว่าพี่จะแต่งใช่ไหมพี่จะเลิกกับหมวยจริงๆ ใช่ไหม”
“ผู้ชายพูดขนาดนี้แล้วยังโง่อีกเหรอ ไม่น่าได้ตำแหน่งพนักงานดีเด่นเลยนะ” ฉันกำมือแน่นด้วยความโกรธที่คุกรุ่น “ภาสไปได้แล้ว”
“พี่แม่งโคตรเฮงซวยเลยว่ะ ปากบอกว่ารักแต่การกระทำสวนทางทุกอย่างไอ้คนเห็นแก่ตัว ไอ้คนเฮงซวย” ฉันก่นด่าอดีตแฟนอย่างเจ็บช้ำน้ำใจ รักมากก็เจ็บมากแบบนั้นสินะ
“เห็นการ์ดแล้วสินะ” เป็วาดดาวที่หันมาหาฉันพร้อมบิดยิ้มที่มุมปากอย่างน่าหมั่นไส้ “แต่ฉันไม่ได้เชิญเธอนะ ไม่ต้องเสนอหน้าไปล่ะจะได้ไม่เสียใจหนักกว่าเดิม”
เธอทำทีเป็ส่งยิ้มพร้อมตบบ่าฉันเบาๆ ก่อนจะควงแขนไอ้ผู้ชายเฮงซวยคนนั้นพากันเดินจากฉันไป ที่ตรงนี้เลยเหลือแค่เพียงฉัน เหลือแค่ฉันที่ปล่อยตัวเองทรุดนั่งแล้วร้องไห้โฮด้วยความเสียใจปนเปกับความโมโหที่เกิดขึ้น…
END PART