“ท่านแม่ ให้น้องสะใภ้สามไปเถอะ” ลู่จิ้งซวนเอ่ย “น้องสะใภ้สามเป็นคนมีความสามารถ ตลอดการเดินทางทุกคนก็รู้ดี”
ลู่จิ้งซวนเคยบุกรังโจรกับเหอจิ่วเหนียงมาแล้ว เขานับถือและชื่นชมน้องสะใภ้คนนี้เป็นอย่างยิ่ง แค่ไปซื้อของในเมืองจิงโจวคงไม่เป็นปัญหาสำหรับนาง
คาดไม่ถึงว่านางซุนจะสาดวาจาคัดค้านรุนแรง “นางไม่ใช่เมียเจ้า เจ้าเลยไม่เป็นห่วงนางน่ะสิ!”
ชายหนุ่มถูกตำหนิเช่นนั้นก็รู้สึกพูดไม่ออกทันที
ใครใช้ให้จิงโจวไม่รับชายหนุ่มร่างกายสมบูรณ์กันเล่า! ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องลำบากน้องสะใภ้สามวิ่งไปวิ่งมาเช่นนี้
“เอาละเจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงข้า”
เหอจิ่วเหนียงกอดแขนนางซุน “ระยะทางแค่สิบลี้เอง อีกอย่างข้าก็ขี่ม้าไป ใช้เวลาไม่นานหรอกเจ้าค่ะ ท่านแม่วางใจเถอะ! ข้าจะซื้อของอร่อย ๆ มาฝากนะเจ้าคะ!”
หญิงสาวทำท่าทางราวกับปลอบเด็ก นางซุนใจอ่อนในที่สุด แต่ยังคงทำท่าขึงขัง “ใครเป็นห่วงเจ้ากัน เจ้านี่ช่างหน้าหนาเสียจริง ไม่รู้จักอายบ้างเลย!”
ในที่สุดเหอจิ่วเหนียงก็ได้โอกาสออกไปเพียงลำพัง นางยกของลงจากรถม้า และกระโดดขึ้นหลังม้า ก่อนดึงเชือกบังเหียนบังคับม้าห้อตะบึงออกไป
ทุกคนนิ่งอึ้ง…เหตุใดนางถึงว่องไวเพียงนั้นกัน?
ลู่กุ้ยหลานอุทาน “นี่พี่สะใภ้สามขี่ม้าเป็นตั้งแต่เมื่อไรกัน เก่งยิ่งนัก!”
“อาสะใภ้สามเก่งมาตลอดเจ้าค่ะ!”
โยวยาโถวมองท่านอาเล็กด้วยท่าทางภาคภูมิใจ ราวกับว่าคนที่ขี่ม้าผู้นั้นคือตนเองก็มิปาน
ไม่เพียงบรรดาสตรีที่ตกตะลึงกับภาพที่เห็น แม้แต่เหล่าบุรุษก็นิ่งอึ้งอ้าปากค้างไปตาม ๆ กัน ทักษะการขี่ม้าของสะใภ้สามสูงส่งจนพวกเขาเทียบไม่ติดเลยจริง ๆ
หลายคนยกนิ้วชื่นชม นับถือจากใจจริง
.
เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะรู้ว่าชาวบ้านตระกูลลู่กำลังคิดอะไรอยู่ อันที่จริงนางไม่เคยขี่ม้ามาก่อน แต่ของง่าย ๆ เช่นนี้แค่สังเกตและจินตนาการก็เข้าใจได้แล้วไม่ใช่หรือ
กว่าจะปลีกตัวออกมาได้ช่างยากเย็น สตรีสองภพดีใจมาก ม้าเองก็รู้สึกสนุกสนานที่ได้ออกมาวิ่งเล่นแบบนี้ มันจึงห้อตะบึงด้วยความสุขใจ
สำหรับการสร้างรอยแผลให้เหล่าบุรุษหนุ่มอันที่จริงนางต้องการเพียงเครื่องสำอางเท่านั้น ซึ่งของเหล่านี้เมืองจิวโจวอาจไม่มี การที่นางออกมาเพียงลำพังเช่นนี้ก็เพื่อหาโอกาสนำของเหล่านั้นออกมาจากห้วงมิติ
และอีกเรื่องที่สำคัญก็คือ นางอยากไปสำรวจสถานการณ์ในเมือง อยากรู้ว่าจิงโจวไม่รับผู้ลี้ภัยที่เป็นชายร่างกายสมบูรณ์จริงหรือไม่
.
ม้าเร็วกับระยะทางสิบลี้นั้นเร็วมากจริง ๆ เพียงไม่นานหนึ่งคนหนึ่งม้าก็มาถึงปลายทางแล้ว หน้าประตูเมืองมีคนกำลังต่อแถวเข้าเมือง
ในกลุ่มคนมีทั้งชายและหญิง แต่ส่วนมากเป็นชายสูงวัย ดูเหมือนว่าจะอพยพมาที่นี่ตามข่าวเป็นแน่
เหอจิ่วเหนียงจูงม้าเดินเข้าไปถามคนที่ยืนต่อแถวท้ายสุด คนผู้นั้นเป็นชายชราหลังค่อม “ท่านลุง จิวโจวไม่รับชายหนุ่มแข็งแรงจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”
ชายชราได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมา “จะไม่จริงได้อย่างไร ข้ามีลูกชายสี่คน กว่าจะลี้ภัยมาถึงที่นี่ก็เหลือแค่สองคน แต่พวกเขากลับต้องไปเข้าร่วมกองทัพเสียได้ ตอนนี้คนหมู่บ้านข้าเหลือเพียงข้ากับกลุ่มแม่ม่ายและพวกเด็ก ๆ กำพร้าเหล่านี้แล้ว วันข้างหน้าจะใช้ชีวิตกันอย่างไรก็ยังไม่รู้!”
ขณะบอกเล่าน้ำตาของชายชราก็เริ่มเอ่อคลอ ด้านหน้าเขาเป็นสตรีกลุ่มหนึ่ง ดวงตาของพวกนางก็แดงก่ำและรื้นน้ำ พวกนางนึกเจ็บใจที่ชีวิตไม่ต่างอะไรกับการหนีเสือปะจระเข้เลย
คนอื่นก็ยืนฟังด้วยสีหน้าเศร้าหมอง แต่ไม่ได้พูดแทรกแต่อย่างใด เพียงรู้สึกเศร้าใจไปด้วย
แม้จิงโจวจะอุดมสมบูรณ์ แต่พวกเขาล้วนเป็นชาวนา ดังนั้นการเลี้ยงชีพย่อมไม่พ้นต้องทำไร่ทำนา ตอนนี้ในครอบครัวไม่มีแรงงานชายหนุ่มสักคน แล้วคนไร้ความสามารถเหล่านี้จะไม่อดตายหรืออย่างไร
นี่เป็นปัญหาที่เกิดจากราชสำนักโดยแท้จริง ไม่รู้ว่าหลังจากนี้พวกเขาจะมีมาตรการจัดการอย่างไร หากจัดการไม่ดี มีหวังแผ่นดินต้องเกิดความไม่สงบขึ้นอีกครั้งเป็นแน่
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของเหอจิ่วเหนียงที่ต้องครุ่นคิด นางมีหน้าที่เพียงทำให้ครอบครัวตนเองมีชีวิตที่ดีก็พอ
คนที่ยืนต่อแถวตรงนี้ต่างรอให้ทหารตรวจสอบทะเบียนบ้าน จากนั้นยังต้องไปที่ศาลาว่าการเพื่อรอการจัดการในขั้นตอนต่อไป
เหอจิ่วเหนียงแค่เข้าเมืองไปซื้อของจึงไม่จำเป็นต้องต่อแถว ครั้นแล้วนางจึงจูงม้าเดินไปที่ประตูเมือง นำสมุดแสดงตัวออกมาให้ทหารตรวจสอบ เมื่อยืนยันแล้วว่าเป็นสุจริตชนจึงเปิดทางให้เข้าเมือง
หญิงสาวมุ่งหน้าไปที่ศาลาว่าการเพื่อสำรวจสถานการณ์ในตอนนี้ เมื่อไปถึงก็พบว่า บริเวณโดยรอบศาลาว่าการเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัยที่กำลังรอให้เจ้าหน้าที่ทางการจัดการในขั้นต่อไป
“พี่ชาย ข้าถามหน่อยสิ ศาลาว่าการจัดการกับคนลี้ภัยอย่างไรหรือ?”
สตรีผู้เก็บข้อมูลเดินเบียดเสียดฝูงชนมาถึงด้านหน้า ยังไม่ทันยิงคำถามก็ยัดเงินใส่มือเจ้าหน้าที่ก่อนแล้ว
เดิมทีเจ้าหน้าที่จะตำหนิที่นางเข้ามาก้าวก่ายงานราชการ แต่เมื่อเห็นเงินในมือจึงกลืนวาจากราดเกรี้ยวลงไป
“ฟังจากน้ำเสียงแล้วเจ้าคงไม่ใช่คนจิงโจวกระมัง?”
เจ้าหน้าที่ทางการชั่งน้ำหนักเงินในมือพลางมองอีกฝ่ายด้วยสายตาพินิจ
ตลอดการเดินทางเหอจิ่วเหนียงนอนกลางดินกินกลางทรายเหมือนทุกคน นางไม่ได้สนใจการแต่งกายและการดูแลผิวพรรณแต่อย่างใด ผิวในตอนนี้จึงดำคล้ำ ใบหน้ามอมแมม อาภรณ์เปรอะเปื้อนฝุ่นดิน ไหนเลยจะมีความงามชวนพิสมัย
ด้วยเหตุนี้เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการจึงจ้องมองนางอย่างไม่เกรงใจ
“ใช่ ครอบครัวข้าก็ลี้ภัยมาเหมือนกัน แต่พวกเขาส่งข้ามาดูสถานการณ์ก่อน”
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยจบก็ฉีกยิ้มจนเห็นฟัน
เจ้าหน้าที่เห็นท่าทางของนางก็รู้สึกว่าช่างอัปลักษณ์ยิ่งนัก จึงหันหน้าหนีด้วยความรังเกียจ และชี้ไปที่กลุ่มคนลี้ภัย พลางกล่าว “จิงโจวเป็นที่ดินศักดินาของเฉินอ๋อง เดิมทีการลี้ภัยของพวกเจ้าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับจิงโจวหรอกนะ แต่องค์ชายทรงมีพระเมตตา ไม่เพียงรับสตรีและเด็ก ๆ ไว้เท่านั้น ยังประทานเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้ลี้ภัยอีก พวกเจ้าวางใจเถอะ!”
ด้วยคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการ เหอจิ่วเหนียงจึงเข้าใจสถานการณ์เบื้องต้นไม่น้อย
จิงโจวอุดมสมบูรณ์ เฉินอ๋องก็มีฐานะและมีใจเมตตา เห็นแก่ที่ผู้ลี้ภัยส่วนมากเป็นสตรีและเด็ก ไม่ว่าจะอายุเท่าใด ทุกคนจะได้รับเงินช่วยเหลือคนละสองตำลึง
เงินจำนวนสองตำลึงสำหรับชาวบ้านในถิ่นทุรกันดารนับว่าไม่น้อย ในยามปกติเงินสองตำลึงสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้เป็นปี ๆ ตอนนี้ทุกคนได้รับเงินช่วยเหลือในจำนวนนี้จึงนับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งแล้ว
ส่วนเรื่องที่ดินทำกิน จิงโจวมีประชากรจำนวนมากอยู่แล้ว ที่ดินที่พร้อมทำกินจึงมีไม่เพียงพอสำหรับผู้ลี้ภัย ดังนั้นเหล่าขุนนางจึงทำได้เพียงจัดหาที่พักชั่วคราวให้ และหากผู้ลี้ภัยคนใดอยากมีที่ดินทำกินก็สามารถขึ้นเขาไปหักร้างถางพงเองได้เลย หากไม่อยากทำเช่นนั้นก็มีอีกทางเลือกคือเช่าที่ดินกับเจ้าของที่ดิน แม้จะลำบากสักหน่อย แต่ไม่ถึงขั้นอดตายแน่นอน
แน่นอนว่าหากคนใดมีฐานะดีก็สามารถซื้อที่ดินจากชาวบ้านในพื้นที่ได้ หลายปีมานี้มีคนไม่น้อยที่ยังซื้อขายที่ดินกันอยู่ ขอเพียงซื้อขายอย่างถูกกฎหมายและสมเหตุสมผลก็สามารถทำได้อย่างอิสระ
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง เฉินอ๋องช่างจิตใจดีจริง ๆ ขอบคุณพี่ชายมากเจ้าค่ะ!”
ดวงตาของเหอจิ่วเหนียงทอประกายเลื่อมใส ประจบประแจงจนเจ้าหน้าที่กระหยิ่มยิ้มย่องหน้าบาน
หลังเสร็จเสร็จงานนี้ สตรีผู้บรรลุภารกิจก็เดินจากไป ได้ข้อมูลที่ต้องการแล้ว คราวนี้ก็มีกะจิตกะใจเดินทอดน่องเที่ยวชมเมืองเสียที
จิงโจวสมกับเป็นเมืองแห่งความรุ่งเรืองรองจากเมืองหลวง เมื่อเทียบกับเฉียนโจวแล้วทั้งสองเมืองอยู่คนละระดับชั้นกันเลยทีเดียว ตามถนนหนทางเต็มไปด้วยเสียงตะโกนขายของจากร้านรวงมากมาย เสียงเด็กวิ่งเล่นกัน หอสุราเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ตั้งแต่ทะลุมิติมา นี่เป็นเมืองที่เจริญที่สุดที่เหอจิ่วเหนียงเคยเจอ
ถนนหนทางที่นี่กว้างกว่าเฉียนโจวสองเท่า และเมืองแห่งนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง นอกจากผู้ลี้ภัยที่หน้าตามอมแมมแล้ว ใบหน้าคนท้องถิ่นล้วนเต็มไปด้วยความสุข และบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความชื่นมื่น
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกพึงพอใจกับบรรยากาศของจิงโจวมาก หากครอบครัวได้ตั้งหลักปักฐานที่นี่ การพัฒนาคุณภาพชีวิตก็จะเป็นไปอย่างสวยงาม
เมืองนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่ เวลาชั่วยามครึ่งไม่มีทางเดินได้ทั่วแน่นอน หญิงสาวเดินเพียงตรอกเดียว ซื้อขนมให้พวกเด็ก ๆ และเตรียมตัวกลับ รอวันพรุ่งนี้ทุกคนเข้าเมืองมาพร้อมกัน ถึงตอนนั้นจะเดินเที่ยวเล่นอีกก็ไม่สาย
ทว่าทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากฝูงชนไม่ไกลนัก
เหอจิ่วเหนียงเดินเข้าไปดูด้วยความอยากรู้ และแล้วนางก็ต้องประหลาดใจ!
.
.
.