หอบมิติไม่ธรรมดามาเป็นชาวนาแม่ม่าย

    ตอนที่ 36 ดีใจ

    “ท่านแม่ ให้น้องสะใภ้สามไปเถอะ” ลู่จิ้งซวนเอ่ย “น้องสะใภ้สามเป็นคนมีความสามารถ ตลอดการเดินทางทุกคนก็รู้ดี”


    ลู่จิ้งซวนเคยบุกรังโจรกับเหอจิ่วเหนียงมาแล้ว เขานับถือและชื่นชมน้องสะใภ้คนนี้เป็นอย่างยิ่ง แค่ไปซื้อของในเมืองจิงโจวคงไม่เป็นปัญหาสำหรับนาง


    คาดไม่ถึงว่านางซุนจะสาดวาจาคัดค้านรุนแรง “นางไม่ใช่เมียเจ้า เจ้าเลยไม่เป็นห่วงนางน่ะสิ!”


    ชายหนุ่มถูกตำหนิเช่นนั้นก็รู้สึกพูดไม่ออกทันที


    ใครใช้ให้จิงโจวไม่รับชายหนุ่มร่างกายสมบูรณ์กันเล่า! ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องลำบากน้องสะใภ้สามวิ่งไปวิ่งมาเช่นนี้


    “เอาละเจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงข้า”


    เหอจิ่วเหนียงกอดแขนนางซุน “ระยะทางแค่สิบลี้เอง อีกอย่างข้าก็ขี่ม้าไป ใช้เวลาไม่นานหรอกเจ้าค่ะ ท่านแม่วางใจเถอะ! ข้าจะซื้อของอร่อย ๆ มาฝากนะเจ้าคะ!”


    หญิงสาวทำท่าทางราวกับปลอบเด็ก นางซุนใจอ่อนในที่สุด แต่ยังคงทำท่าขึงขัง “ใครเป็นห่วงเจ้ากัน เจ้านี่ช่างหน้าหนาเสียจริง ไม่รู้จักอายบ้างเลย!”


    ในที่สุดเหอจิ่วเหนียงก็ได้โอกาสออกไปเพียงลำพัง นางยกของลงจากรถม้า และกระโดดขึ้นหลังม้า ก่อนดึงเชือกบังเหียนบังคับม้าห้อตะบึงออกไป


    ทุกคนนิ่งอึ้ง…เหตุใดนางถึงว่องไวเพียงนั้นกัน?


    ลู่กุ้ยหลานอุทาน “นี่พี่สะใภ้สามขี่ม้าเป็นตั้งแต่เมื่อไรกัน เก่งยิ่งนัก!”


    “อาสะใภ้สามเก่งมาตลอดเจ้าค่ะ!”


    โยวยาโถวมองท่านอาเล็กด้วยท่าทางภาคภูมิใจ ราวกับว่าคนที่ขี่ม้าผู้นั้นคือตนเองก็มิปาน


    ไม่เพียงบรรดาสตรีที่ตกตะลึงกับภาพที่เห็น แม้แต่เหล่าบุรุษก็นิ่งอึ้งอ้าปากค้างไปตาม ๆ กัน ทักษะการขี่ม้าของสะใภ้สามสูงส่งจนพวกเขาเทียบไม่ติดเลยจริง ๆ


    หลายคนยกนิ้วชื่นชม นับถือจากใจจริง


    .


    เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะรู้ว่าชาวบ้านตระกูลลู่กำลังคิดอะไรอยู่ อันที่จริงนางไม่เคยขี่ม้ามาก่อน แต่ของง่าย ๆ เช่นนี้แค่สังเกตและจินตนาการก็เข้าใจได้แล้วไม่ใช่หรือ


    กว่าจะปลีกตัวออกมาได้ช่างยากเย็น สตรีสองภพดีใจมาก ม้าเองก็รู้สึกสนุกสนานที่ได้ออกมาวิ่งเล่นแบบนี้ มันจึงห้อตะบึงด้วยความสุขใจ


    สำหรับการสร้างรอยแผลให้เหล่าบุรุษหนุ่มอันที่จริงนางต้องการเพียงเครื่องสำอางเท่านั้น ซึ่งของเหล่านี้เมืองจิวโจวอาจไม่มี การที่นางออกมาเพียงลำพังเช่นนี้ก็เพื่อหาโอกาสนำของเหล่านั้นออกมาจากห้วงมิติ


    และอีกเรื่องที่สำคัญก็คือ นางอยากไปสำรวจสถานการณ์ในเมือง อยากรู้ว่าจิงโจวไม่รับผู้ลี้ภัยที่เป็นชายร่างกายสมบูรณ์จริงหรือไม่


    .


    ม้าเร็วกับระยะทางสิบลี้นั้นเร็วมากจริง ๆ เพียงไม่นานหนึ่งคนหนึ่งม้าก็มาถึงปลายทางแล้ว หน้าประตูเมืองมีคนกำลังต่อแถวเข้าเมือง


    ในกลุ่มคนมีทั้งชายและหญิง แต่ส่วนมากเป็นชายสูงวัย ดูเหมือนว่าจะอพยพมาที่นี่ตามข่าวเป็นแน่


    เหอจิ่วเหนียงจูงม้าเดินเข้าไปถามคนที่ยืนต่อแถวท้ายสุด คนผู้นั้นเป็นชายชราหลังค่อม “ท่านลุง จิวโจวไม่รับชายหนุ่มแข็งแรงจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”


    ชายชราได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมา “จะไม่จริงได้อย่างไร ข้ามีลูกชายสี่คน กว่าจะลี้ภัยมาถึงที่นี่ก็เหลือแค่สองคน แต่พวกเขากลับต้องไปเข้าร่วมกองทัพเสียได้ ตอนนี้คนหมู่บ้านข้าเหลือเพียงข้ากับกลุ่มแม่ม่ายและพวกเด็ก ๆ กำพร้าเหล่านี้แล้ว วันข้างหน้าจะใช้ชีวิตกันอย่างไรก็ยังไม่รู้!”


    ขณะบอกเล่าน้ำตาของชายชราก็เริ่มเอ่อคลอ ด้านหน้าเขาเป็นสตรีกลุ่มหนึ่ง ดวงตาของพวกนางก็แดงก่ำและรื้นน้ำ พวกนางนึกเจ็บใจที่ชีวิตไม่ต่างอะไรกับการหนีเสือปะจระเข้เลย


    คนอื่นก็ยืนฟังด้วยสีหน้าเศร้าหมอง แต่ไม่ได้พูดแทรกแต่อย่างใด เพียงรู้สึกเศร้าใจไปด้วย


    แม้จิงโจวจะอุดมสมบูรณ์ แต่พวกเขาล้วนเป็นชาวนา ดังนั้นการเลี้ยงชีพย่อมไม่พ้นต้องทำไร่ทำนา ตอนนี้ในครอบครัวไม่มีแรงงานชายหนุ่มสักคน แล้วคนไร้ความสามารถเหล่านี้จะไม่อดตายหรืออย่างไร


    นี่เป็นปัญหาที่เกิดจากราชสำนักโดยแท้จริง ไม่รู้ว่าหลังจากนี้พวกเขาจะมีมาตรการจัดการอย่างไร หากจัดการไม่ดี มีหวังแผ่นดินต้องเกิดความไม่สงบขึ้นอีกครั้งเป็นแน่


    แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องของเหอจิ่วเหนียงที่ต้องครุ่นคิด นางมีหน้าที่เพียงทำให้ครอบครัวตนเองมีชีวิตที่ดีก็พอ


    คนที่ยืนต่อแถวตรงนี้ต่างรอให้ทหารตรวจสอบทะเบียนบ้าน จากนั้นยังต้องไปที่ศาลาว่าการเพื่อรอการจัดการในขั้นตอนต่อไป


    เหอจิ่วเหนียงแค่เข้าเมืองไปซื้อของจึงไม่จำเป็นต้องต่อแถว ครั้นแล้วนางจึงจูงม้าเดินไปที่ประตูเมือง นำสมุดแสดงตัวออกมาให้ทหารตรวจสอบ เมื่อยืนยันแล้วว่าเป็นสุจริตชนจึงเปิดทางให้เข้าเมือง


    หญิงสาวมุ่งหน้าไปที่ศาลาว่าการเพื่อสำรวจสถานการณ์ในตอนนี้ เมื่อไปถึงก็พบว่า บริเวณโดยรอบศาลาว่าการเต็มไปด้วยผู้ลี้ภัยที่กำลังรอให้เจ้าหน้าที่ทางการจัดการในขั้นต่อไป


    “พี่ชาย ข้าถามหน่อยสิ ศาลาว่าการจัดการกับคนลี้ภัยอย่างไรหรือ?”


    สตรีผู้เก็บข้อมูลเดินเบียดเสียดฝูงชนมาถึงด้านหน้า ยังไม่ทันยิงคำถามก็ยัดเงินใส่มือเจ้าหน้าที่ก่อนแล้ว


    เดิมทีเจ้าหน้าที่จะตำหนิที่นางเข้ามาก้าวก่ายงานราชการ แต่เมื่อเห็นเงินในมือจึงกลืนวาจากราดเกรี้ยวลงไป


    “ฟังจากน้ำเสียงแล้วเจ้าคงไม่ใช่คนจิงโจวกระมัง?”


    เจ้าหน้าที่ทางการชั่งน้ำหนักเงินในมือพลางมองอีกฝ่ายด้วยสายตาพินิจ


    ตลอดการเดินทางเหอจิ่วเหนียงนอนกลางดินกินกลางทรายเหมือนทุกคน นางไม่ได้สนใจการแต่งกายและการดูแลผิวพรรณแต่อย่างใด ผิวในตอนนี้จึงดำคล้ำ ใบหน้ามอมแมม อาภรณ์เปรอะเปื้อนฝุ่นดิน ไหนเลยจะมีความงามชวนพิสมัย


    ด้วยเหตุนี้เจ้าหน้าที่ศาลาว่าการจึงจ้องมองนางอย่างไม่เกรงใจ


    “ใช่ ครอบครัวข้าก็ลี้ภัยมาเหมือนกัน แต่พวกเขาส่งข้ามาดูสถานการณ์ก่อน”


    เหอจิ่วเหนียงเอ่ยจบก็ฉีกยิ้มจนเห็นฟัน


    เจ้าหน้าที่เห็นท่าทางของนางก็รู้สึกว่าช่างอัปลักษณ์ยิ่งนัก จึงหันหน้าหนีด้วยความรังเกียจ และชี้ไปที่กลุ่มคนลี้ภัย พลางกล่าว “จิงโจวเป็นที่ดินศักดินาของเฉินอ๋อง เดิมทีการลี้ภัยของพวกเจ้าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับจิงโจวหรอกนะ แต่องค์ชายทรงมีพระเมตตา ไม่เพียงรับสตรีและเด็ก ๆ ไว้เท่านั้น ยังประทานเงินช่วยเหลือครอบครัวผู้ลี้ภัยอีก พวกเจ้าวางใจเถอะ!”


    ด้วยคำบอกเล่าของเจ้าหน้าที่ศาลาว่าการ เหอจิ่วเหนียงจึงเข้าใจสถานการณ์เบื้องต้นไม่น้อย


    จิงโจวอุดมสมบูรณ์ เฉินอ๋องก็มีฐานะและมีใจเมตตา เห็นแก่ที่ผู้ลี้ภัยส่วนมากเป็นสตรีและเด็ก ไม่ว่าจะอายุเท่าใด ทุกคนจะได้รับเงินช่วยเหลือคนละสองตำลึง


    เงินจำนวนสองตำลึงสำหรับชาวบ้านในถิ่นทุรกันดารนับว่าไม่น้อย ในยามปกติเงินสองตำลึงสามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้เป็นปี ๆ ตอนนี้ทุกคนได้รับเงินช่วยเหลือในจำนวนนี้จึงนับเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งแล้ว


    ส่วนเรื่องที่ดินทำกิน จิงโจวมีประชากรจำนวนมากอยู่แล้ว ที่ดินที่พร้อมทำกินจึงมีไม่เพียงพอสำหรับผู้ลี้ภัย ดังนั้นเหล่าขุนนางจึงทำได้เพียงจัดหาที่พักชั่วคราวให้ และหากผู้ลี้ภัยคนใดอยากมีที่ดินทำกินก็สามารถขึ้นเขาไปหักร้างถางพงเองได้เลย หากไม่อยากทำเช่นนั้นก็มีอีกทางเลือกคือเช่าที่ดินกับเจ้าของที่ดิน แม้จะลำบากสักหน่อย แต่ไม่ถึงขั้นอดตายแน่นอน


    แน่นอนว่าหากคนใดมีฐานะดีก็สามารถซื้อที่ดินจากชาวบ้านในพื้นที่ได้ หลายปีมานี้มีคนไม่น้อยที่ยังซื้อขายที่ดินกันอยู่ ขอเพียงซื้อขายอย่างถูกกฎหมายและสมเหตุสมผลก็สามารถทำได้อย่างอิสระ


    “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง เฉินอ๋องช่างจิตใจดีจริง ๆ ขอบคุณพี่ชายมากเจ้าค่ะ!”


    ดวงตาของเหอจิ่วเหนียงทอประกายเลื่อมใส ประจบประแจงจนเจ้าหน้าที่กระหยิ่มยิ้มย่องหน้าบาน


    หลังเสร็จเสร็จงานนี้ สตรีผู้บรรลุภารกิจก็เดินจากไป ได้ข้อมูลที่ต้องการแล้ว คราวนี้ก็มีกะจิตกะใจเดินทอดน่องเที่ยวชมเมืองเสียที


    จิงโจวสมกับเป็นเมืองแห่งความรุ่งเรืองรองจากเมืองหลวง เมื่อเทียบกับเฉียนโจวแล้วทั้งสองเมืองอยู่คนละระดับชั้นกันเลยทีเดียว ตามถนนหนทางเต็มไปด้วยเสียงตะโกนขายของจากร้านรวงมากมาย เสียงเด็กวิ่งเล่นกัน หอสุราเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ตั้งแต่ทะลุมิติมา นี่เป็นเมืองที่เจริญที่สุดที่เหอจิ่วเหนียงเคยเจอ


    ถนนหนทางที่นี่กว้างกว่าเฉียนโจวสองเท่า และเมืองแห่งนี้ไม่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง นอกจากผู้ลี้ภัยที่หน้าตามอมแมมแล้ว ใบหน้าคนท้องถิ่นล้วนเต็มไปด้วยความสุข และบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความชื่นมื่น


    เหอจิ่วเหนียงรู้สึกพึงพอใจกับบรรยากาศของจิงโจวมาก หากครอบครัวได้ตั้งหลักปักฐานที่นี่ การพัฒนาคุณภาพชีวิตก็จะเป็นไปอย่างสวยงาม


    เมืองนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่ เวลาชั่วยามครึ่งไม่มีทางเดินได้ทั่วแน่นอน หญิงสาวเดินเพียงตรอกเดียว ซื้อขนมให้พวกเด็ก ๆ และเตรียมตัวกลับ รอวันพรุ่งนี้ทุกคนเข้าเมืองมาพร้อมกัน ถึงตอนนั้นจะเดินเที่ยวเล่นอีกก็ไม่สาย


    ทว่าทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นจากฝูงชนไม่ไกลนัก


    เหอจิ่วเหนียงเดินเข้าไปดูด้วยความอยากรู้ และแล้วนางก็ต้องประหลาดใจ!


    .


    .


    .


    คล้ายกับเรื่องหอบมิติไม่ธรรมดามาเป็นชาวนาแม่ม่าย ที่คุณอ่าน