เขากลายมาเป็เ้าบ่าวของพี่สาวเธอได้ยังไง..!!? ตะวันวาดรู้สึกถึงคลื่นลมที่ซัดกันไปมาใน่ท้อง.. หัวใจเต้นหนักหน่วง.. ใบหน้าเล็กสีซีดลง.. เธอรู้สึกมึนงงเหมือนโดนทุบศีรษะ..
“เมื่อกี้ก็ไม่ได้ล้มหัวฟาดพื้นนี่ ทำไมดูเอ๋อจังตะวัน” ภูจินดาเอ่ยขึ้นพร้อมหัวเราะขำเมื่อเห็นหน้าตะวันวาด.. ประโยคนั้นเรียกรอยยิ้มจากอันธกานต์เช่นกัน
ภูธเรศไม่ละสายตาจากบุหลันรังสรรค์.. ตะวันวาดนิ่งอึ้ง.. ขณะที่เ้าสาวนั้นดูอึดอัดอย่างยิ่ง.. ภูจินดาพบว่าบรรยากาศของการพบเจอนั้นเงียบครึ้มกว่าปกติ.. หญิงสาวของบ้านอัศวะนัยจึงอดไม่ได้ที่จะทำลายความเงียบนั้น
“เอ้ออ.. ตะวันวาด.. พี่สาวเธอฉันคงไม่ต้องแนะนำ.. ส่วนเ้าบ่าวนี่.. พี่ธัน..”
ตะวันวาดหันมองภูจินดา.. เธอพยายามคลี่ยิ้มอย่างยากเย็น และนั่นทำให้เธอดูเหมือนพยายามยิงฟันมากกว่าจะยิ้ม ภูจินดาหลุดหัวเราะกับภาพนั้น ก่อนจะก้มกระซิบตะวันวาด
“นอกจากเป็เ้าบ่าวแล้วยังเป็ลูกพี่ลูกน้องห่าง ๆ ของฉันด้วยนะ” เธอกล่าวอย่างร่าเริง ต่างจากภูธเรศดูไม่ภูมิใจกับความจริงเื่นั้นสักนิด..
แน่ล่ะ.. คนที่ขึ้นชื่อว่าเป็ลูกพี่ลูกน้องเพิ่งจะแย่งเ้าสาวของเขาไปหมาด ๆ
ลูกพี่ลูกน้อง.. ริมฝีปากบางอ้าน้อย ๆ.. ข้อมูลหลายอย่างแทรกเข้าโสตประสาทจนเธออื้ออึงไปหมด.. เธอสะบัดหน้าเล็กน้อยพยายามเรียกสติของตัวเองคืน ก่อนจะมองหน้าพี่สาว
“พี่บุหลัน ยินดีด้วยนะ” เสียงเล็กกล่าว เธอเลี่ยงที่จะมองหน้าเ้าบ่าว
บุหลันรังสรรค์ได้ยินเช่นนั้นจึงหันหน้ามองน้องสาวต่างพ่อ.. เธอพยักหน้ารับ ยิ้มให้อีกฝ่ายเล็กน้อย
“ขอบใจนะ พ่อกับแม่นั่งอยู่โต๊ะริมขวาหน้าสุด เผื่อเธอจะไปหา” เ้าสาวตอบ
“งั้นพวกเราเข้าไปข้างในกันเถอะ” ภูจินดาเอ่ยขึ้นต่อ เดินนำภูธเรศและตะวันวาดเข้าไปในร้านอาหาร
ตะวันวาดมองแผ่นหลังของหญิงสาวที่เดินฉับ ๆ เข้าไป ก่อนก้าวขาตามภูธเรศ..
เขา.. เขาดูไม่แปลกใจสักนิดที่เจอเธอ..
หรือเพราะเขารู้อยู่แล้ว? .. แล้วเื่เมื่อคืน...
ความคิดสดใหม่ที่ผุดขึ้น ั์ตากลมตัดสินใจตวัดกลับไปมองชายหนุ่มร่างสูงในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนเดินเข้างาน.. เขายังคงยืนเคียงข้างกับบุหลันรังสรรค์ ทว่าเธอกลับพบว่าเขากำลังจ้องมองเธออยู่เช่นกัน..
ั์ตาสีน้ำตาลเข้มส่องประกายวาววับ.. ตะวันวาดหลบสายตานั้นแทบจะในวินาทีต่อมา.. ขาเรียวเร่งรีบเดินตามภูธเรศเข้าไปไปงาน.. คำถามล้านแปดวิ่งอยู่ในหัวจนเธอประมวลผลไม่ทัน..
ตะวันวาดลอบถอนหายใจให้ตัวเอง..
อันธกานต์มองตามแผ่นหลังบางที่หายลับเข้าไป พลางสงสัยว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่.. เขาเตรียมใจไว้สำหรับคำถาม หรือแม้แต่ความวุ่นวายที่อาจเกิดขึ้น.. แต่ตะวันวาดกลับไม่พูดอะไรสักคำ..
นั่นทำให้เขาแปลกใจ..
“ฉันไปห้องน้ำนะ” เขาเอ่ยบอกเ้าสาว ก่อนขายาวจะเดินจากไปโดยไม่รอฟังคำตอบ
“คนน้อยจัง” ภูจินดากล่าวอย่างแปลกใจเมื่อทั้งสามคนเข้ามาอยู่ภายในร้านอาหาร เธอเลือกโต๊ะที่นั่งเกือบมุมสุด แต่ก็ยังคงสามารถมองเห็นเวทีได้อย่างชัดเจน โต๊ะอาหารเลี้ยงแขกมีไม่ถึงสิบโต๊ะ จำนวนผู้ร่วมงานก็เบาบางจนเธอประหลาดใจ
“แม่บอกว่าเ้าบ่าวอยากจัดงานส่วนตัวค่ะ” ตะวันวาดกระซิบบอกเธอ ั์ตากลมกวาดมองไปรอบงาน.. ก่อนจะพบกับบิดาและมารดาของเธอที่นั่งห่างออกไปเพียงสามโต๊ะ
“พี่จิน พี่ภู ตะวันไปหาแม่กับพ่อก่อนนะคะ เดี๋ยวกลับมา” เธอกล่าว ก่อนจะลุกเดินไปหาทั้งคู่ทันที
ภูจินดามองตะวันวาดแวบหนึ่ง ก่อนจะหันกลับมาสนใจพี่ชายที่นั่งนิ่งเหมือนคนิญญาออกจากร่างอยู่ข้างเธอ
“พี่ภู ไหวมั้ยเนี่ย” เธอถามกึ่งแซว
ภูธเรศมองเธอ แต่ไม่ตอบ ผู้เป็น้องสาวจึงกลอกตาขึ้นบน ก่อนจะเลิกพยายาม
“มาทรมานตัวเองชัดๆ เพิ่งรู้นะว่ามีพี่ชายเป็มาโซคิสม์” หญิงสาวบ่น
(masochism ความหมายที่แท้จริงคือ ความสุขหรือความพึงพอใจทางเพศเมื่อได้รับความเ็ปกับตัวเอง ในที่นี้ภูจินดาใช้เปรียบเปรย ไม่ได้มีความหมายรวมไปถึงเื่เพศ)
“ทำไมถึงจัดเล็กขนาดนี้.. อย่างกับไม่อยากให้ใครรู้” ภูธเรศเอ่ยขึ้น ทำให้น้องสาวเปรยสายตามองเขา
“หมายความว่าไงพี่ภู” เธอถามต่อ
“พี่ไม่เชื่อไอ้ธันจะแต่งงานกับบุหลันเพราะความรัก”
คำพูดของพี่ชายทำให้ภูจินดามองเขาตาโต มือบางยกป้องปากอีกฝ่าย ก่อนอีกมือจะยกนิ้วชี้ขึ้นวางที่ปากตัวเอง
“ชู่! พูดอะไรพี่ภู นี่งานแต่งงานนะ เดี๋ยวใครได้ยินเข้า” เธอว่า
ภูธเรศหันเข้าหาภูจินดาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด คิ้วหนาขมวดแน่น
“บุหลันไปเรียนต่อแค่ 6 เดือน.. ไปเจอไอ้ธันตอนไหนก็ไม่รู้ เวลาแค่นั้นมันจะเป็ไปได้ยังไง” เขาพูดต่ออย่างไม่สนใจ ขณะที่ภูจินดาเริ่มรู้สึกได้ว่าพายุขนาดใหญ่จากพี่ชายกำลังจะก่อตัวขึ้น
อย่ามาะเิตอนนี้สิพี่ภู เธอคิดในใจ ขณะพี่พยายามมองซ้ายมองขวาอย่างหาหนทาง..
ั้แ่โดนบอกเลิก ภูธเรศนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา.. พี่ชายของเธอเป็แบบนี้ไม่กี่ครั้งในชีวิต.. ครั้งแรกก็ตอนคุณแม่เสีย.. เขาเงียบไม่พูดเื่แม่เลย ไม่ร้องไห้ นิ่งงัน.. แต่หลังจากนั้นเพียงเดือนเศษ จู่ๆ พี่ชายเธอก็ะเิร้องไห้กลางโรงอาหารของโรงเรียน เมื่อเธอไปเจอเขาเข้า เขาก็เอาแต่พูดเื่แม่ไม่หยุดจนภูจินดาต้องรีบโทรบอกให้พ่อมารับพวกเขากลับบ้าน.. พวกเขาต้องย้ายโรงเรียนเพราะเพื่อนๆ ต่างพากันล้อเลียนว่าภูธเรศเป็เด็กเพี้ยน..
“พี่รู้สึกว่าไอ้ธันแค่อยากจะเอาชนะ จินต้องได้ยินสิ่งที่มันพูดกับพี่ แถมยังพูดถึงพ่อเราด้วย” เสียงเล่าเื่ของพี่ชายเรียกภูจินดาให้หลุดออกจากห้วงความคิด
หญิงสาวส่ายหน้าไปมาอย่างไม่เห็นด้วย..
“พี่ภู จินรู้ว่าพี่เสียใจเื่พี่บุหลัน.. เรา.. กลับบ้านกันมั้ย” เธอกล่าวอย่างใจเย็น แต่ไม่รู้เลยว่านั่นยิ่งเป็แรงกระตุ้นให้ภูธเรศอารมณ์รุนแรงยิ่งขึ้น
“ไม่! พี่ต้องเตือนบุหลัน พี่ต้องช่วยเธอ!!” ร่างสูงไม่ว่าเปล่า เขาลุกขึ้นก้าวฉับๆ เดินออกไปจากร้านอาหาร
“เอ้า! เฮ้ย เดี๋ยวพี่ภู!!!” ภูจินดาเรียกตามหลังพี่ชายไป
“น้องจิน สวัสดีครับ” ในวินาทีเดียวนั้นเอง ชายหนุ่มแปลกหน้าเดินเข้ามาทักทายเธอ เขามองตามแผ่นหลังของภูธเรศไป แต่ดูไม่ได้สนใจอะไร
ภูจินดายิ้มให้อีกฝ่ายตามมารยาท พลางคิดในใจว่าเธอคุ้นหน้าเขา.. แต่ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าเป็ใคร
“บังเอิญจังเลย งานแต่งเล็กนิดเดียว รู้จักฝ่ายไหนเหรอครับ” ชายหนุ่มเริ่มบทสนทนาอย่างเป็ธรรมชาติ โดยไม่ได้สังเกตท่าทีของภูจินดาเลย
เธอจำชื่อเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ!
“เอ่อ.. ฝ่ายเ้าสาวค่ะ.. ขอโทษนะคะ”
“ครับ? ” เขายังคงยิ้มให้เธอ
“จินมีธุระด่วนมาก ๆ เดี๋ยวเราคุยกันใหม่นะคะ” เธอยิ้ม กึ่งไหว้กึ่งขอโทษ พลางสอดส่ายสายตามองหาตะวันวาดเพราะ้าความช่วยเหลือ แต่ดูเหมือนสาวน้อยจะไม่ได้มองเธออยู่ ภูจินดาจึงตัดสินใจรีบตามพี่ชายของเธอออกไป ทิ้งให้หนุ่มแปลกหน้ามองตามเธอด้วยความประหลาดใจ..
“อย่าทำอะไรบ้าๆ นะพี่ภู $^ (@#” ภูจินดาสบถกับตัวเอง ขาเรียวเล็กรีบก้าวอย่างเร็วที่สุดเท่าที่ชุดเดรสยาวของเธอจะเอื้ออำนวย ภูจินดากึ่งวิ่งกึ่งเดินอย่างทุลักทุเลด้วยความร้อนรน
เธอออกมาช้า.. แต่ก็ไม่ช้าเกินกว่าที่จะเห็นว่าภูธเรศกำลังจัดการแบกบุหลันรังสรรค์พาดบ่าของเขา และกดลิฟต์รัวเร็วอย่างร้อนรน
“ไหนบอกว่าจะมาเตือนไง.. แบกขึ้นบ่าได้ไงวะ!? ” ภูจินดากัดฟันกรอด..
ปกติคนอื่นมักจะคิดว่าเธอเป็แกะดำของบ้าน เพราะชอบทำอะไรผิดแผก แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าจริง ๆ แล้วบ้านเธอเป็แบบนี้ทั้งบ้าน!!
หญิงสาวทำท่าจะะโให้พี่ชายหยุดการกระทำบ้า ๆ แต่ก็กลัวว่าคนในงานหรือคนอื่นจะได้ยินเข้า ร่างบางหันซ้ายหันขวาเพื่อมองหาพนักงานด้านนอก แต่ก็ไม่พบเลยสักคน ไม่แปลกใจที่ไม่มีใครหยุดพี่ชายเธอ!
งานแต่งงานบ้าอะไรไม่มีพนักงานเลยเนี่ย!? เธอสบถในใจอย่างฉุนเฉียว
ภูจินดารีบวิ่งตรงเข้าไปหาพี่ชายเพื่อหยุดเขา เธอสังเกตได้ว่าบุหลันรังสรรค์เองก็ทั้งดิ้น ทั้งทุบภูธเรศ แต่ก็ไม่สามารถหยุดเขาได้
“ใจเย็นจิน ใจเย็น” เธอพลางวิ่งพลางบอกตัวเอง แม้จะรู้ว่ามันไม่ได้ช่วยให้เธอวิ่งเร็วขึ้น
ภูธเรศเห็นน้องสาวที่วิ่งตรงมาทางเขาอย่างทุลักทุเล ขณะที่ก้าวขาเดินเข้าไปยังลิฟต์ตัวใหญ่ที่เปิดอ้าออก มือเรียวรีบกดปุ่มให้ประตูปิดรัวเร็วขณะที่สบตาเข้ากับภูจินดา
“พี่ภู!! ไม่ว่าพี่คิดจะทำอะไร หยุดเดี๋ยวนี้นะ!! มาคุยกันก่อน!” ในที่สุดเธอก็อดไม่ได้ เธอตะเบ็งเสียงเรียกเขา ภูธเรศได้ยินทุกถ้อยคำก่อนลิฟต์จะปิดสนิททันที.. ถ้าหากภูจินดาออกมาเร็วกว่านี้เพียงไม่กี่วินาทีเธอต้องสามารถตามเขาทันแน่ ๆ
โอ๊ยยย! หญิงสาวยกมือสองข้างกุมศีรษะ เธอหอบแฮกจากการวิ่ง
ถ้าจับได้แม่จะอัดให้น่วม!!! เธอคิดอย่างโมโห ขาเรียวสะบัดเตะพื้นระบายอารมณ์ ขณะที่นิ้วก็กดลิฟต์รัว เพื่อรีบลงไปตามให้ทันเขา
ภูจินดาะโกระทืบเท้าลงกับพื้นหินอ่อนอย่างหงุดหงิด เพราะรู้ว่าเธอคงตามพี่ชายไม่ทันแล้ว!
“โถ่โว้ย!”
พี่ชายที่สุขุม รอบคอบ เป็สุภาพบุรุษของเธอนั้นกลายร่างเป็ผู้ชายไร้สติ ทำอะไรไม่คิดไปเสียแล้ว!
“ทำไงดีวะเนี่ย!!” เสียงเล็กส่งเสียงจิ๊จ๊ะ
ขณะเดียวกัน อันธกานต์เดินกลับมายังหน้างานพร้อมสังเกตท่าทางร้อนรนของภูจินดา.. เขากวาดสายตามองไม่เห็นร่างเ้าสาวที่ควรจะยืนอยู่สลับกลับไปมองที่เธอ.. ชายหนุ่มยังคงสีหน้านิ่ง ก้าวขายาวเข้าไปในงานเพราะคิดว่าบุหลันรังสรรค์น่าจะเข้าไปข้างในเรียบร้อยแล้ว..