ร่างของคาลอสถูกนำไปวางลงบนเตียงที่ทำขึ้นจากเศษเหล็ก บนเตียงถูกปูไว้ด้วยผ้าสะอาดพอสมควรตอนนี้เืจากาแของนักธุรกิจใหญ่ได้ไหลออกมามากขึ้น คนที่จะทำการรักษาต้องรีบทำอะไรกับาแไม่เช่นนั้นคาลอสจะต้องเสียเืจนถึงขั้นวิกฤต และอาจจะเสียชีวิตไปในที่สุด
ชายเ้าของห้องบอกกับคนที่ช่วยอุ้มคาลอสมาให้รีบออกไป แล้วกำชับไปว่าอย่าให้ใครเข้ามาโดยไม่ได้รับอนญาตหรือจนกว่าเขาจะเรียก ทุกคนได้ยินดังนั้นจึงรีบออกไปอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงนักธุรกิจจากเมืองหลวงที่นอนสลบไม่ได้สติกับชายผิวสีเขียวเข้มซึ่งเป็เ้าของห้องและเป็ผู้ทำการรักษา
“คุณไปสร้างปัญหาอะไรมาให้ใครหรือไงเนี่ย”ชายผิวสีเขียวเข้มพูดกับร่างที่นอนอยู่บนเตียง “แต่อย่างว่านั่นแหละนักธุรกิจอย่างพวกคุณมันมีศัตรูรอบตัว”
ถึงจะพูดไปแบบนั้นแต่เขาก็ง่วนกับการหยิบอุปกรณ์จำเป็สำหรับการรักษาไปด้วย
ชายผิวสีเขียวคนนี้เป็คนที่คอยรักษาอาการาเ็รวมถึงอาการป่วยให้กับคนในย่านชุมชน ตัวเขาเคยทำงานอยู่กับหน่วยพยาบาลบนยานโดยสารระหว่างดวงดาวมาก่อนทำให้สามารถดูแลคนในชุมชนได้เป็อย่างดี แต่ตัวเขาเองก็กำลังประสบปัญหายาหลายตัวกำลังจะหมดลงและเวลานี้ก็ยังหาเงินทุนไปซื้อยามาเพิ่มไม่ได้
หมอหนุ่มเริ่มด้วยการใช้ผงสีแดงเทลงไปบนาแของคาลอสผงสีแดงทำปฏิกิริยากับเืที่ไหลออกมาทำให้เืเริ่มแข็งตัวและหยุดไหล ตามด้วยการเทผงสีเขียวลงไปบนปากแผลอย่างช้าๆ ผงที่ว่านี้แท้ที่จริงคือหุ่นยนต์ขนาดเล็กที่มีความสามารถในการจัดการกับาแได้หลากหลายแบบโดยไม่ต้องทำการผ่าตัด มันจะจัดการกับเนื้อเยื่อที่เสียหายให้กลับมาสมานตัวกันอีกครั้งไม่ว่าาแที่ว่าจะอยู่ภายนอกหรือภายในก็ตาม สิ่งที่เขากำลังใช้ถือว่าเป็สิ่งที่มีค่ามากในชุมชนแห่งนี้และมันเป็ยาชุดสุดท้าย ถ้าเกิดอะไรขึ้น เขาก็จะรักษาใครไม่ได้อีกแล้ว
หมอของชุมชนหยิบแคปซูลสีม่วงใส่ปากของนักธุรกิจใหญ่ทันทีที่ตัวแคปซูลถูกน้ำลาย มันก็ละลายไหลลงสู่ลำคอ และวิ่งตรงเข้าสู่กระแสเื เพื่อไปเพิ่มปริมาณของเืให้กับคาลอสนับเป็การสูญเสียยาที่มีค่ามหาศาลไปหลายชนิด แต่มันก็คุ้มกับการได้ช่วยชีวิตใครสักคนให้รอดตาย
“วาเลน!” ชายแก่โผล่พรวดเข้ามา “เราจับคนที่ลอบยิงเขาได้แล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นคุณช่วยเฝ้าเขาเอาไว้ก่อน”ชายผิวเขียวเงยหน้าขึ้นมาตอบ “คงอีกพักใหญ่ ๆ ถึงจะได้สติ”
วาเลนหรือชายผิวสีเขียวคนนี้เป็ชาวเรนต้าโดยกำเนิด บ้านเกิดของเขาเป็โซนที่มีแต่ต้นไม้สวยงาม กินแค่อาหารที่ทำมาจากพืชโดยไม่แตะต้องเนื้อสัตว์แม้แต่น้อย ทว่าด้วยที่ป่าไม้บนเรนต้าถูกทำลายลงไปอย่างมากจากการขยายอาณาเขตของเมืองทำให้วาเลนและครอบครัวต้องย้ายออกจากถิ่นกำเนิด แล้วมาอาศัยอยู่ในย่านชุมชนแห่งนี้
“ผมช่วยคุณได้เท่านี้นะ”หมอผิวเขียวยืนมองคาลอสที่นอนอยู่บนเตียง ก่อนจะเดินออกไปข้างนอก เพื่อดูหน้าของตัวการที่ทำการลอบยิงนักธุรกิจดังคนนี้ต่อไป
วาเลนเดินออกมาถึงยังลานด้านนอกซึ่งตอนนี้คนในชุมชนได้เดินออกมากันเยอะขึ้นกว่าเดิม บางส่วนยืนมองอยู่จากบริเวณหน้าห้องของตัวเองบางส่วนก็ยอมเสี่ยงเข้ามาดูใกล้ ๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อทราบว่ามีอะไรก็พากันส่งเสียงอื้ออึงไปหมดทำให้ชายแก่ต้องยกมือขึ้นเพื่อส่งสัญญาณให้ทุกคนอยู่ในความสงบ
“ได้เื่ไหมครับ”วาเลนเดินเข้าไปถามกลุ่มคนตรงลาน “มันบอกอะไรออกมาหรือยัง”
“ยังเลย”ผู้ที่ควบคุมตัวมือปืนตอบกลับมา “ดูท่าทางเราคงจะต้องใช้ไม้แข็งแล้ว”
พอพูดจบเขาก็เปิดทางให้วาเลนเดินเข้าไปหามือปืนซึ่งกำลังถูกจับมัดให้นั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น
“ฉันว่านายไม่อยากรู้หรอกว่าพวกเราจะทำยังไงกับนาย” วาเลนก้มลงไปพูดกับคนที่ลอบยิงคาลอส“บอกมาเถอะว่านายทำงานให้ใคร”
บุคคลผู้เป็มือลอบสังหารเงยหน้าขึ้นทำให้เห็นว่ายังเป็หนุ่มรุ่น ๆ อายุน่าจะไม่เกินยี่สิบห้าด้วยซ้ำแต่ทำไมถึงรับงานที่เสี่ยงโดนโทษสูงสุดของเรนต้าแบบนี้
“พวกแกอย่ามายุ่งดีกว่า!” หนุ่มมือลอบสังหารตะคอกใส่หน้าวาเลน พร้อมกับถ่มน้ำลายใส่หน้าเขาอย่างจัง
วาเลนยืดตัวขึ้นมาอย่างช้าๆ เอามือเช็ดหน้าตัวเองที่เต็มไปด้วยน้ำลาย พร้อมกับสูดหายใจเข้าลึกจนสุด แล้วผ่อนหายใจออกยาว
“แน่ใจนะว่าไม่อยากบอก”วาเลนถามซ้ำ แล้วยิ้มให้กับมือลอบสังหาร
“บอกว่าอย่ามา..”
มือสังหารพูดยังไม่ทันจบประโยควาเลนก็ส่งส้นรองเท้าของตนกระแทกลงไปที่โคนขาของมือลอบสังหารสุดแรง จนทำให้มือลอบสังหารส่งเสียงร้องออกมาอย่างเ็ป
หมอเถื่อนอย่างวาเลนไม่หยุดอยู่แค่นั้นเขายังส่งแข้งของตัวเองเข้าไปที่แขนของมือลอบสังหาร จนคนที่อยู่ใกล้สามารถได้ยินเสียงกระดูกแขนของนักฆ่าแตกหักส่งผลให้ชายหนุ่มมือปืนลงไปนอนชักดิ้นชักงออยู่กับพื้นอย่างทุกข์ทรมานเท่านั้นยังไม่พอ วาเลนยังตามเข้าไปหมายจะซ้ำจนทุกคนในบริเวณนั้นต้องรีบเข้ามาห้าม
“พอเถอะหมอ”คนในชุมชนช่วยกันลากวาเลนออกห่างมือสังหาร “ถ้าขืนทำแบบนี้มีหวังมันตายก่อนพอดี”
ชายหนุ่มยังคงนอนร้องครวญครางด้วยความเ็ปแต่ก็ยังไม่ยอมตอบคำถามใด ๆ ทั้งสิ้น
วาเลนหลุดการจากล็อคตัวของเพื่อนร่วมชุมชนเขาปรี่เข้าไปหามือลอบสังหารอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชักมีดผ่าตัดเล่มเล็กอันคมกริบออกมาแล้วปักลงไปบนขาข้างหนึ่งของมือสังหารจนมิดด้าม
มือสังหารร้องลั่นด้วยความเ็ป“บอกแล้ว ๆ ”
หมอวาเลนดึงมีดออกอย่างใจเย็นทุกคนรู้ว่าเขาเคยเป็ผู้ช่วยหน่วยแพทย์บนยานอวกาศมาก่อน แต่เทคนิคการใช้อาวุธและการต่อสู้ระยะประชิดแบบนี้จะมีก็แต่หน่วยรบในกองทัพของเรนต้าเท่านั้นที่ใช้กัน
ชายผิวเขียวดึงตัวของชายหนุ่มมือสังหารให้ลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าอีกรอบคราวนี้เขาเอามีดจ่อเข้าไปที่คอหอยของมือสังหาร พร้อมกับกระซิบบางอย่างข้าง ๆ หูของนักฆ่าโดยไม่มีใครในบริเวณนั้นได้ยินว่าคืออะไรทันทีที่วาเลนพูดจบ มือสังหารก็ตาเบิกโพลง อ้าปากค้าง เหมือนกับได้ยินคำที่น่ากลัวสำหรับตัวเอง
“นายยอมบอกแล้วใช่ไหม”หมอเถื่อนถามมือสังหาร “ห้ามโกหกหรือเล่นลูกไม้อะไรล่ะ”
มือสังหารหนุ่มรีบพยักหน้าวาเลนจึงเดินห่างออกไป เพื่อให้ทุกคนได้ยินสิ่งที่มือสังหารกำลังจะบอก
ยังไม่ทันที่มือสังหารจะได้เอ่ยอะไรแสงเลเซอร์จำนวนมากก็ได้ถูกระดมยิงเข้าใส่อาคารชุมชนรวมถึงในลานกว้าง ทำให้ทุกคนต้องรีบวิ่งหนีตายอย่างอลหม่านไม่เว้นแม้แต่วาเลนที่ต้องวิ่งหลบเลเซอร์เช่นกัน ยกเว้นก็แต่มือลอบสังหารที่ไปไหนด้วยตัวเองไม่ได้
“ฟุ่บ!” แสงเลเซอร์สีเหลืองได้พุ่งตรงเข้าที่ลำคอของมือสังหารก่อนที่มันจะตัดศีรษะของเขาจนขาดกระเด็นออกจากร่าง
วาเลนมองไปยังทิศทางที่เลเซอร์ถูกยิงถล่มมาบนท้องฟ้าเหนืออาคารหลังหนึ่งได้ปรากฎยานอวกาศขนาดเล็กบินลอยลำอยู่มันกำลังยิงถล่มใส่ชุมชนอย่างไม่หยุด นี่อาจจะเป็การฆ่าปิดปากมือสังหารเมื่อทำงานเสร็จหรือไม่ก็ทำงานพลาดแล้วถูกจับเพื่อเค้นเอาชื่อของผู้จ้างวาน ชายหนุ่มมือสังหารเองคงจะรู้ตัวเหมือนกันว่าเขาจะต้องเจอกับเื่แบบนี้อย่างแน่นอน
แสงเลเซอร์ถูกยิงลงมาอีกหลายครั้งก่อนที่ยานลำเล็กนั่นจะบินออกไปอย่างรวดเร็ว โชคดีที่ไม่มีใครได้รับาเ็หรือเสียชีวิตมันน่าจะเป็การยิงขู่หรือยิงเตือนมากกว่า คงไม่ได้ยิงเพื่อหมายจะเอาชีวิตของคนในชุมชนแห่งนี้นอกจากชีวิตของมือสังหารเพียงชีวิตเดียว
วาเลนมองไปยังท้องฟ้าสีแดงสลับเหลืองเขาภาวนาในใจขอไม่ให้ยานพวกนั้นย้อนกลับมาอีกและขอให้นักธุรกิจใหญ่ที่นอนอยู่ในห้องของตนฟื้นตัวโดยเร็ว เพื่อที่จะได้ให้เขารีบกลับเข้าเมืองไปทุกคนในชุมชนนี้จะได้ปลอดภัยและอยู่กันอย่างสงบสุขอย่างเดิม
ทางด้านแอนนาที่ยังเดินทางอยู่ในอวกาศเธอรู้สึกสังหรณ์ไม่ดีเกี่ยวกับพ่อของเธอ จึงปรึกษากับลิซ่าเพื่อจะชวนกันไปที่ห้องคอนโทรลของยานเพื่อขอติดต่อกลับไปยังที่ดาวเรนต้า แม้จะได้แค่เพียงหนึ่งหรือสองนาทีก็ตาม
ลิซ่าพยายามบอกเตือนแอนนาเ้านายสาวถึงความอันตราย ทว่าแอนนาค้านกลับไปแถมยังบอกอีกว่าเื่ราวทุกอย่างที่น่ากลัวจบลงแล้ว ฆาตกรซึ่งเป็หุ่นดรอยด์ก็ถูกจัดการไปแล้วจึงไม่ต้องกลัวอะไรอีกต่อไป
ลิซ่าถอนหายใจยาวแต่ก็ยอมลุกไปยังห้องควบคุมพร้อมกับแอนนา
ในระหว่างทางที่เดินไปจนถึงห้องคอนโทรลจำเป็จะต้องผ่านจุดที่แอนนาเกือบถูกฆ่า ภาพนั้นย้อนกลับมาสู่สมองของเธอ ทำให้แอนนาต้องรีบเดินให้เร็วที่สุดเพื่อไปให้พ้นจากจุดนั้นเศษชิ้นส่วนของดรอยด์ฆาตกรได้ถูกเ้าหน้าเก็บไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงมีหลงเหลืออยู่ให้เห็นตามพื้นบ้างประปรายเหมือนกับใครเอาเศษเนื้อเละ ๆ มาโยนไว้บนพื้นทางเดิน
ถึงเหตุการณ์จะผ่านไปแล้วก็ตามแต่ใจของแอนนายังคงเต้นรัวอยู่ไม่หาย เธอหายใจติดขัดจนต้องเอามือทุบที่หน้าอกตัวเองเบาๆ โดยหวังว่าการทำเช่นนี้จะช่วยให้หายใจได้สะดวกขึ้นลิซ่าเห็นท่าไม่ดีจึงรีบพาแอนนาไปให้พ้นจากบริเวณนั้น จนในที่สุดทั้งสองสาวก็เดินมาถึงยังหน้าห้องควบคุมหลักอย่างที่ตั้งใจ
“พวกคุณสองคนมาทำอะไรกันที่นี่ครับ”ผู้ดูแลห้องควบคุมที่ยืนอยู่หน้าห้องรีบเดินมาถาม “ทำไมไม่ติดต่อผ่านเครื่องสื่อสาร”
“ทำไมล่ะ ฉันมาไม่ได้เหรอ”แอนนาถามกลับอย่างไม่พอใจ “หรือว่าเจสันมาได้คนเดียว”
เ้าหน้าที่หน้าเจื่อนลงไปทันทีพร้อมกลับรีบกล่าวขอโทษ แล้วเชิญให้แอนนาไปนั่งยังเก้าอี้ด้านใน
เ้าหน้าที่ถามแอนนาหลังจากที่เธอได้นั่งลงแล้ว
“ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรครับ”
“คือแบบนี้นะ ช่วยติดต่อไปที่บริษัทให้หน่อยได้ไหม”
“ได้สิครับนึกว่าเื่อะไรเสียอีก” เ้าหน้าที่รีบตอบ “กรุณารอสักครู่ครับ”
เ้าหน้าที่ผู้ดูแลห้องควบคุมทำการสั่งไปยังคนที่ดูแลสัญญาณสื่อสารผ่านไปไม่ถึงนาทีทางบริษัทก็ตอบกลับมา แอนนาจึงรีบถามหาพ่อของเธอทันที
“คุณคาลอสไม่อยู่ค่ะคุณแอนนา”เ้าหน้าที่ของบริษัทตอบกลับมา “ท่านออกไปไหนก็ไม่ทราบ ทางเรากำลังพยายามติดต่ออยู่แต่ดูเหมือนว่าท่านจะปิดช่องทางการสื่อสารหมดค่ะ”
แอนนาเริ่มใจไม่ดีลางสังหรณ์ของเธอไม่ค่อยพลาดเสียด้วยสิ
“แล้วออกไปตามหากันหรือยังล่ะเช็คจากยานที่คุณพ่อชอบใช้ไม่ได้เหรอ”
“ทางเราเช็คแล้วค่ะแต่ท่านปิดระบบของยานทำให้เราเช็คสถานที่ล่าสุดของยานไม่ได้”
แอนนาหัวใจเต้นรัวเธอไม่อยากให้พ่อของตนเป็อะไร เพราะทั้งครอบครัวเหลือกันอยู่เพียงสามคนซึ่งรวมลิซ่าด้วย
“เอายานกลับเรนต้า!” แอนนาออกคำสั่งกับเ้าหน้าที่ห้องควบคุม “ยกเลิกภารกิจทั้งหมดเดี๋ยวนี้”
เ้าหน้าที่ทุกคนนิ่งไม่มีใครตอบรับคำสั่งของเธอแม้แต่คนเดียว
“ฉันบอกว่าให้เอายานกลับ”แอนนาะโเสียงดังลั่นห้อง “หูหนวกหรือไงห๊ะ”
“พวกเราได้ยินครับ”หนึ่งในเ้าหน้าที่พูดขึ้น “แต่เราทำตามที่คุณบอกไม่ได้”
“ทำไม”แอนนารีบหันไปถาม
“คุณเจสันเท่านั้นที่มีอำนาจสั่งการครับเป็คำสั่งโดยตรงจากท่านคาลอส”
แอนนาเงยหน้าขึ้นมองเพดานแล้วหลับตากัดฟันแน่นพลางคิดว่าทำไมพ่อของเธอถึงได้ไว้ใจคนอย่างเจสันมากนัก ทั้งที่เธอก็เดินทางมากับยานลำนี้ทำไมถึงไม่ไว้ใจหรือว่าพ่อยังเห็นว่าเธอเป็เด็กหญิงแอนนา ไม่ได้เห็นเป็ผู้ใหญ่อย่างที่เธออยากให้เห็น
“ถ้าฉันกลับไปจะไล่ออกให้หมด”แอนนาแผดเสียงดังลั่น แล้วติดต่อกลับไปยังเรนต้าอีกครั้ง “สั่งทุกคนให้ออกตามหาคุณพ่อถ้าฉันติดต่อกลับไปอีกทีแล้วยังหาไม่เจอ ก็เตรียมหางานใหม่กันได้เลยทั้งบริษัท”
พูดจบแอนนาก็สั่งให้ตัดสัญญาณการสื่อสารแล้วรีบเดินออกไปจากห้องควบคุมทั้งน้ำตา โดยมีลิซ่าเดินตามไปห่าง ๆ
หญิงสาวทั้งสองคนเดินตรงดิ่งไปยังห้องพักของเจสันแต่เขากลับไม่ได้อยู่ในห้อง ทำให้แอนนายิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่ จึงออกตามหาจนไปพบว่าเจสันกำลังคุยอยู่กับนายทหารชาววาสแอนนาเห็นว่าทั้งคู่ท่าทางคุยกันอย่างมีพิรุธ จึงชวนลิซ่าหลบฟังอยู่ห่าง ๆ แทน
“เื่ที่คุยกันว่าไง”เสียงเจสันเอ่ยถามขึ้นก่อน “ตกลงเป็เพราะอะไร”
นายทหารส่งบางอย่างให้เจสันดูทำให้แอนนาไม่รู้ว่าสิ่งที่เจสันกำลังดูนั้นคืออะไร แต่ด้วยสีหน้าที่เจสันแสดงออกแอนนาคาดว่ามันจะต้องมีความหมายต่อเจสันเป็อย่างมาก
ชายร่างเตี้ยยื่นสิ่งที่อยู่ในมือกลับไปให้กับนายทหารชาววาสนายทหารรับมันแล้วเก็บเข้ากล่องโลหะ พร้อมกับทำการล็อคอย่างแ่า
“เก็บมันให้ดีล่ะ”เจสันกำชับคู่สนทนา “อย่าให้ใครรู้เื่นี้โดยเด็ดขาด”
นายทหารพยักหน้ารับทราบแล้วเดินแยกออกไปอีกทางหนึ่ง ส่วนเจสันได้เดินตรงมายังทางที่แอนนากับลิซ่าแอบอยู่ทั้งสองสาวจึงต้องรีบทำเป็เพิ่งจะเดินมาถึงตรงนั้นหมาดๆ เพื่อที่เจสันจะได้ไม่สงสัยอะไร
“เจสัน”แอนนาทำท่าทางสะดุ้งเล็กน้อย “ใหมด ฉันนึกว่าฆาตกรรายใหม่โผล่มาเสียอีก”
ชายาุโร่างเล็กทำหน้าเซ็งแต่ก็จำใจต้องคุยกับลูกสาวของเ้านายใหญ่
“มีอะไรหรือเปล่าครับ”
“ฉันอยากกลับเรนต้า”แอนนารีบบอก “ช่วยสั่งยกเลิกภารกิจให้ทีสิ”
เจสันรีบเดินหนีไปในทันทีทำให้หญิงสาวอย่างแอนนาเริ่มจะหงุดหงิดขึ้นมาอีกครา
“จะเสียมารยาทมากไปหน่อยมั้ง”แอนนาวิ่งมาดักด้านหน้า “ฉันยังพูดไม่จบเลย”
“เหตุผลคุณมีแค่นั้นไม่ใช่เหรอครับ”เจสันถามแอนนาโดยไม่มองหน้า
แอนนาพูดอะไรไม่ออกแต่มันก็จริงอย่างที่เจสันพูด เหตุผลของเธอมีแค่นั้นจริง ๆ
แอนนาพยายามควบคุมความโมโหเพื่อคุยกับผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจอย่างเจสัน ก่อนที่จะบอกเกี่ยวกับการหายตัวไปของบิดาให้เจสันทราบซึ่งนั่น ทำให้ชายร่างเตี้ยต้องหันกลับมาฟังอย่างตั้งใจแล้วให้แอนนาพูดซ้ำประโยคเดิมเมื่อครู่นี้ เพราะคิดว่าตนอาจจะได้ยินผิดไป
“ฉันบอกว่าคุณพ่อหายตัวไป นายต้องนำยานกลับเรนต้าเดี๋ยวนี้”
เจสันมีสีหน้าเครียดลงไปอย่างเห็นได้ชัดเขายืนนิ่งเหมือนกำลังคิดอะไรบางอย่าง
“ผมทำแบบนั้นไม่ได้”
แอนนาแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองเจสันคือคนที่พ่อของตนได้สอนงานั้แ่เข้ามาทำงานวันแรก คุณพ่อของเธอให้เขาทำงานแทนในหลายโครงการที่สำคัญรวมถึงในภารกิจครั้งนี้ด้วย แต่เวลานี้คุณพ่อของเธอกำลังเดือดร้อนผู้ชายคนนี้กลับไม่สนใจที่จะย้อนกลับไปเพื่อช่วยกันออกตามหา
แอนนาผลักเจสันล้มลงกับพื้นเธอคิดอะไรไม่ออก นอกเสียจากอยากจะตะบันหน้าชายที่อยู่ตรงหน้าให้ตายคามือแต่ด้วยที่มีลิซ่าติดตามมา จึงยังพอที่จะมีคนคอยห้ามไม่ให้อะไรเกิดขึ้น
“พอเถอะคุณแอนนา”ลิซ่าดึงแขนของแอนนาเอาไว้ “กลับห้องดีกว่าค่ะ”
“เธอไม่ห่วงคุณพ่อของฉันหรือไงลิซ่า”แอนนาหันไปถามเลขาสาวทางด้านหลัง
“ห่วงสิคะ”ลิซ่ายังไม่ยอมปล่อยแขนออกจากมือ “แต่เราก็ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ เราต้องปล่อยให้ทางบริษัทจัดการกันไปส่วนพวกเราก็ทำหน้าที่ของเราต่อเท่านั้น”
พอแอนนาสงบลงลิซ่าจึงปล่อยแขนของเ้านายออก แต่ก็ยังยืนอยู่ใกล้ไม่ยอมห่าง
“ถ้าคุณพ่อเป็อะไรไปล่ะก็น่าดู”แอนนาชี้หน้าเจสัน “นายต้องได้ชดใช้อย่างสาสมแน่”
เจสันไม่ได้เถียงอะไรเขายังคงนั่งอยู่บนพื้นอยู่แบบนั้น
“พาเ้านายกลับห้องไปเถอะลิซ่า”เจสันเอ่ยขึ้น “แล้วไม่ต้องออกมาจนกว่าจะติดต่อไป”
ลิซ่ารีบพาแอนนากลับห้องตามที่เจสันขอร้องเพื่อป้องกันไม่ให้ทั้งคู่ต้องปะทะคารมกันอีก
////////////////////////////////
ฝากเพื่อนๆช่วยกันสนับสนุนงานอีบุ๊กของเื่นี้ด้วยนะครับ โดยสามารถโหลดซื้อได้ที่ Meb นะครับ