“อาหนิง...” ติงฮุ่ยหรูแม่ของสวีหว่านหนิงเรียกชื่อสวีหว่านหนิงด้วยริมฝีปากที่สั่นเทา ดวงตาของเธอเอ่อไปด้วยหยดน้ำ
เธออยากเข้าใกล้ลูกสาวที่ไม่ได้เจอกันมานานหลายปีแต่ราวกับมีกำแพงล่องหนขว้างกั้นระหว่างพวกเธอแม่ลูก ทำให้เธอได้แต่ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่กล้าก้าวเท้าไปข้างหน้า
สวีหว่านหนิงเองก็ทำตัวไม่ถูก
ระหว่างเดินทางมาปักกิ่งเธอเคยจินตนาการภาพตอนเจอกับครอบครัวหลายต่อหลายแบบ และฝึกซ้อมในใจหลายครั้งว่า เมื่อได้เจอกับพ่อแม่และบรรดาพี่น้องแล้วควรพูดอะไรบ้าง
ทว่าเมื่อพวกเขามายืนอยู่ตรงหน้าเธอจู่ๆ เธอก็ไม่รู้ว่าควรทำตัวอย่างไร
ว่ากันว่าแม่ลูกมักจะมีหัวใจที่เชื่อมโยงกันแม่คือคนที่เข้าใจลูกตัวเองมากที่สุด
เช่นนั้นแม่สวีจะรู้หรือเปล่าว่าวิญญาณที่อยู่ในร่างนี้ไม่ใช่คนเดิมอีกแล้ว?
ถ้ารู้แล้วคนตระกูลสวีจะปฏิบัติกับเธออย่างไร?
สวีหว่านหนิงไม่กล้าคิดถึงมัน
ทั้งที่เป็นแค่การทะลุเข้ามาในโลกแห่งนิยายทั้งที่รู้ดีว่าคนทั้งหมดที่ได้พบเป็นแค่ตัวละครจากปลายปากกาของนักเขียน แต่หลังจากได้รับรู้และเข้ามาอยู่ในโลกนี้ด้วยตัวเองเธอกลับรู้สึกถึงความหวาดกลัว
กลัวทุกสิ่งที่ครอบครองอยู่ในตอนนี้จะกลายเป็นแค่ฟองอากาศที่จับต้องไม่ได้
“อาหนิงเด็กคนนี้จริงๆ เลย เจอหน้าทั้งทีจะไม่ทักทายกันเลยหรือ”
เสียงก้องกังวานของผู้หญิงคนหนึ่งหยุดความคิดของสวีหว่านหนิงเอาไว้
เธอหันไปมองคนที่พูดกับเธออย่างอึ้งๆก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่มั่นใจว่า “คุณป้า?”
เฉินเซียวป้าสะใภ้ใหญ่ของสวีหว่านหนิงพยักหน้าเล็กน้อย “ป้านึกว่าหลานจะจำป้าไม่ได้แล้ว”
“แค่ไม่ได้เจอกันนานเลยรู้สึกแปลกหน้านิดหน่อยค่ะ”
“ดูพูดเข้าพูดจาเหลวไหลอะไรกัน พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ต่อให้ไม่เจอกันนานหลายปีก็ไม่ใช่คนแปลกหน้าหรอกนะ!”ป้าสะใภ้รองอย่างกวนอ้ายฉินเอ่ยแย้งทันที
ป้าสะใภ้ทั้งสองคนพูดหยอกเย้าทำให้สวีหว่านหนิงคลายความเกร็งลงไปได้บ้าง
เธอมองผ่านป้าสะใภ้ทั้งสองแล้วเห็นแม่ที่ยืนอยู่ไกลออกไปหลายก้าวยังไม่ทันเปล่งเสียงพูด น้ำตาของเธอก็ไหลลงมาอย่างห้ามไม่อยู่
“แม่...”
คำว่า “แม่”แฝงความคิดถึงของร่างเดิมที่มีให้กับแม่และคนในครอบครัว
แม่สวีสะกดกลั้นอารมณ์ไม่ไหวอีกแล้วเธอพุ่งมาข้างหน้าแล้วโผกอดสวีหว่านหนิงแน่น
“ลูกคนนี้ไปอยู่ชนบทนานหลายปี ทำไมไม่กลับมาเยี่ยมที่บ้านบ้าง รู้ไหมว่าพวกเราคิดถึงลูกมากแค่ไหน”
สวีหว่านหนิงไม่รู้จะอธิบายอย่างไรได้แต่ปล่อยให้แม่กล่าวโทษต่อไป
ติงฮุ่ยหรูกอดสวีหว่านหนิงพลางพร่ำเพ้อกับเธออยู่สักพักก่อนจะผละออกอย่างอาลัยอาวรณ์
“อาหนิงพี่รองของลูกบอกว่าลูกเร่งเดินทางมาปักกิ่งจนแทบไม่ได้พักผ่อนเลยตลอดทางตอนนี้กลับบ้านกับแม่ไปนอนพักสักหน่อยเถอะนะ”
“แม่รู้ว่าลูกเป็นห่วงหลินอันแต่ถ้าลูกอยากดูแลเขาก็ต้องคำนึงถึงสุขภาพร่างกายของตัวเองด้วยลูกคงไม่อยากให้หลินอันตื่นขึ้นมาเห็นสภาพอ่อนเพลียของตัวเองใช่ไหม”
ป้าสะใภ้ใหญ่ช่วยเกลี้ยกล่อมอีกแรง“พี่สะใภ้ของหลานเตรียมอาหารไว้ที่บ้านแล้ว ตามพวกป้ากลับไปกินข้าวให้อิ่มท้องแล้วนอนพักสักตื่นเถิด พรุ่งนี้เช้าค่อยมาโรงพยาบาลอีกครั้งคืนนี้ให้เม่าหนิงเฝ้าอยู่ที่โรงพยาบาลก่อนมีอะไรจะได้แจ้งข่าวกับที่บ้านได้ทันที”
สวีเม่าหนิงที่ยืนนิ่งเป็นฉากหลังให้กับทุกคนมาโดยตลอด“......”
สวีหว่านหนิงมองผ่านกลุ่มคนแล้วพบกับสวีเม่าหนิงที่ตัวสูงกว่าเธอหนึ่งช่วงศีรษะก่อนจะถามว่า “น้องชาย จะรบกวนเธอมากไปหรือเปล่า”
ใบหูของสวีเม่าหนิงกระตุกเล็กน้อยเขารีบโบกไม้โบกมือกลบเกลื่อนความเก้อกระดากของตัวเองทันที “แค่คืนเดียวเอง!”
“ถ้าอย่างนั้น...ฉันกลับบ้านก่อนดีไหมคะ?”
“ไปพวกเรากลับบ้านกัน!”
นอกจากพ่อของสวีหว่านหนิงลุงใหญ่ ลุงรอง พี่ใหญ่ และพี่รอง คนตระกูลสวีมาที่โรงพยาบาลกันหมดทุกคน
คนกลุ่มใหญ่ยกโขยงกันมาแล้วก็ยกโขยงกันกลับ
เพียงแต่ขากลับสวีหว่านหนิงนั้นถูกประคบประหงมราวกับไข่มุกล้ำค่าเธอถูกพามาเดินอยู่ตรงกลางของวงล้อม
ร่างเดิมได้รับความรักจากตระกูลสวีมากขนาดไหนสวีหว่านหนิงได้สัมผัสมันกับตัวเองแล้ว
สวีเม่าหนิงที่ถูกทิ้งให้เฝ้าอยู่ที่โรงพยาบาลมองหลินอันที่กำลังหมดสติอยู่เตียงแล้วเบ้ปากพึมพำ“ถึงจะด้อยกว่าคนตระกูลสวีของพวกเราสักหน่อยแต่อย่างน้อยก็ดีกว่าไอ้ชั่วกู้จวิ้นมาก เห็นแก่ที่นายทำให้พี่สาวฉันกลับบ้านได้แถมยังมีหลานให้กับพวกเราถึงสองคน ฉันจะยอมรับพี่เขยอย่างนายชั่วคราวก็แล้วกัน”
“แต่จำไว้เลยนะว่าพี่สาวฉันถูกเลี้ยงดูมาด้วยความรัก ต่อไปถ้านายกล้าทำไม่ดีกับเธอแม้แต่นิดเดียวฉันจะเป็นคนแรกที่อัดนายเอง!”
พูดจบสวีเม่าหนิงก็ยกกำปั้นขึ้นมาข่มขู่
โดยไม่สนใจว่าหลินอันได้ยินคำพูดของเขาหรือไม่
หลินอันรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลทหารซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับบ้านพักของข้าราชการทหารมากคนตระกูลสวีไม่ต้องขับรถ แค่เดินเท้าไม่กี่นาทีก็กลับมาถึงบ้าน
นายทหารที่ยืนเฝ้ายามอยู่ตรงป้อมรักษาความปลอดภัยรวมถึงต้นไม้ที่ยังเขียวขจีแม้จะอยู่ท่ามกลางฤดูหนาวทำให้สวีหว่านหนิงรู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเก่า
ไม่รู้ว่ามันคือจิตใต้สำนึกที่ร่างเดิมหลงเหลือเอาไว้ให้หรือไม่เธอเพิ่งเคยมาที่บ้านพักข้าราชการทหารครั้งแรกแท้ๆ แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยกับมันมาก
และระหว่างทางก็เจอกับคนรู้จักไม่น้อย
“นี่คือ...หว่านหนิง?”
“ใช่หว่านหนิงของพวกเรากลับมาแล้ว”
“หว่านหนิงอย่าหาว่าย่าซุนจุ้นจ้านเลยนะ แต่เธอไม่กตัญญูเอาเสียเลยไม่รู้หรือว่าช่วงที่ไปอยู่ชนบท คนที่บ้านคิดถึงเธอมากแค่ไหน ทำไมไม่กลับมาเยี่ยมกันบ้าง”
สวีหว่านหนิงที่ถูกติงฮุ่ยหรูกับเฉินเซียวควงแขนซ้ายขวาได้แต่ยิ้มเจื่อน
เธอไม่รู้จักคนตรงหน้าและไม่อยากฟังใครตำหนิติเตียนตัวเองด้วยท่าทีของผู้ที่อาวุโสกว่า
แต่เพื่อเกียรติของตระกูลสวีเธอจะเถียงกลับไม่ได้
ลำบากแท้!
ทว่า กวนอ้ายฉินป้าสะใภ้รองที่มีนิสัยอ่อนโยนที่สุดในบ้านกลับดึงสวีหว่านหนิงมายืนด้านหลังตัวเอง
“ป้าซุนอาหนิงของพวกเราลงไปช่วยพัฒนาพื้นที่ชนบทตามคำสั่งของประเทศพวกเราทั้งตระกูลสนับสนุนเธอค่ะ อีกอย่างแม้หลายปีมานี้เธอจะไม่ได้กลับมาที่บ้านแต่ก็คิดถึงพวกเราเสมอ ก่อนตรุษจีน เป็ดไก่ตากแห้ง รวมถึงเนื้อหมูรมควันต่างๆที่พวกเราได้มา ก็เป็นของที่อาหนิงส่งมาให้จากมณฑลเฮยทั้งนั้น!”
ย่าซุนยิ้มเจื่อน“ฉันก็แค่ช่วยพูดแทนพวกเธอ มีลูกหลานคนไหนบ้างไม่ยอมกลับมาเยี่ยมบ้านตั้งหลายปี”
“ป้าซุนฉันจะพูดซ้ำอีกครั้งนะคะ อาหนิงของพวกเราไปเป็นจือชิงที่ชนบท ไม่ได้ไปเที่ยวเล่นเธอไม่กลับมาย่อมมีเหตุผลของเธอ ในฐานะคนในครอบครัวพวกเราไม่ควรเอาความปรารถนาของตัวเองไปกดดันเธอจริงไหมล่ะคะ”
“อีกอย่างฉันจำได้ว่าหลานสาวของป้าก็ไม่ได้กลับมาที่บ้านตั้งหลายปีแล้วหลังจากออกเรือนไป ทั้งที่แต่งเข้าตระกูลคนที่ตั้งรกรากอยู่ในปักกิ่งแท้ๆหลายปีมานี้ ถ้ามีขาก็คงเดินกลับมาที่บ้านได้ไม่ใช่เหรอคะ”
ย่าซุนหน้าดำหน้าแดงในชั่วพริบตา
“ฉันต้องไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าคงไม่มีเวลาคุยกับพวกเธอแล้ว” พูดจบย่าซุนก็รีบเดินจากไป
คนตระกูลสวีไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีเลยจริงๆ!
คนที่เดินมาพร้อมกับย่าซุนกระซิบว่า“เธอเองก็น่าจะรู้ว่าคนตระกูลสวีลำเอียงเข้าข้างลูกหลานแค่ไหนแล้วจะไปหาเรื่องพวกเขาทำไม”
“ใครจะคิดว่าเด็กคนนั้นที่ไม่ได้กลับบ้านมาหลายปีแล้วคนตระกูลสวียังจะตามใจเหมือนเดิม”
“อาหนิงคือไข่มุกเม็ดงามของตระกูลสวีและจะเป็นแบบนี้ไปตลอดชาติพวกเรายินดีตามใจเธอ!”
ด้านหลังบรรดาพี่ชายของสวีหว่านหนิงพากันตะโกนไล่หลังย่าซุนอย่างพร้อมเพรียงกัน