เมืองลู่ อำเภอซ่างโซ่ว
ในที่สุดอวี้จื่อลู่ก็เดินทางมาถึงเมืองลู่ตลอดระยะการเดินทาง มักจะหยุดแวะตามหัวเมืองต่างๆเพื่อชมบรรยากาศและสรรหาของอร่อยของแต่ละเมือง ไม่ว่าจะเป็ขนมหรืออาหารขึ้นชื่อทุกอย่างนางก็ไม่เคยพลาดที่จะได้ลิ้มลองมัน
นางมองดูการใช้ชีวิตของชาวบ้านแต่ละคนมักจะเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ทุกคนต่างช่วยเหลือกันอย่างจริงใจ ไม่เว้นแม้กระทั่งเมืองลู่ผู้คนต่างก็เต็มไปด้วยไมตรีจิตบ่งบอกได้ว่าเ้าเมืองลู่คนนี้เป็คนดีไม่น้อย ปกครองดูแลชาวบ้านได้ดีแทบจะไม่มีขอทานให้เห็น ข้าวของทุกร้านมักจะมีคนเดินเข้าออกไม่ขาดสายไม่ว่าจะเป็ของกิน ของใช้ เหลาอาหารหรือโรงเตี๊ยมทั้งหลาย ต่างครึกครื้นเต็มไปด้วยผู้คน
แต่พอนึกถึงหน้าใครบางคนที่นางกำลังไปเจอบรรยากาศรอบข้างพลันลดฮวบจนผู้ติดตามคุ้มกันถึงกับหนาวสั่นไปทั้งตัวด้วยความหวั่นเกรงได้แต่มองตาพากันสงสัย ทว่าก็ไม่มีใครใจกล้าพอที่จะเดินเข้าไปหามัจจุราชในยามนี้ยามร่าเริงสดใสนางนั้นน่ารักเกินกว่าเด็กทั่วไป แต่ถ้ามีโทสะเมื่อไรไม่ว่าผู้ใดต่างก็ขยาดไม่กล้าเฉียดเข้าใกล้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแรงกดดันที่ถูกปล่อยออกมายามนางโกรธทำเอาพวกเขาบางคนถึงกับกระอักเืหมดสติกันไปก็มี
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนไม่ได้อยู่คนเดียวอวี้จื่อลู่ก็รีบดึงสติตนเองและเก็บแรงกดดันกลับมาพร้อมเอ่ยขอโทษทุกคนด้วยสีหน้าเจื่อนๆ ทำให้บรรยากาศรอบตัวค่อยๆกลับมาเป็เหมือนเดิม จนคนรอบข้างถึงกับเข่าทรุดลงไปกองกับพื้นอย่างโล่งใจได้แค่คิดอยู่ในใจหากนานกว่านี้เกรงว่าตัวเองนั้นอาจจะได้กินน้ำแกงยายเมิ่งแทนข้าวมื้อถัดไปเป็แน่
่เย็นของวัน อวี้จื่อลู่ได้สั่งให้ลูกเผ็ดนำตัวอวี้เจียวเมิ่งไปปล่อยทิ้งไว้ในป่าชั้นในบนูเาฟ่านที่ชาวบ้านต่างร่ำลือกันว่ามีสัตว์ปราณอาศัยอยู่ไม่มีชาวบ้านคนไหนกล้าย่างกรายเข้าไปล่าพวกมันเพราะต่างรู้กันดีว่าสัตว์ปราณเ่าั้ดุร้ายและมีพละกำลังหากมิใช่ผู้ฝึกตนก็ยากยิ่งต่อการล่าจึงทำได้เพียงล่าพวกมันที่อาศัยอยู่ตามป่าชั้นนอกเท่านั้น
ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาอวี้จื่อลู่คอยเฝ้ามองการทำของอวี้หนิงซวงมาตลอดอยู่บนหลังคาของโรงเตี๊ยมแม้คืนนี้อากาศจะหนาวเย็นสักเท่าไหร่ แต่นางกลับไม่รู้สึกหนาวเลยสักนิดเดียวอาจเป็เพราะนางกลายเป็ผู้ฝึกตนการนั่งจับตามองใครสักคนทั้งคืนก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิดเพราะตรงหน้ามีทั้งน้ำชาชั้นดีและขนมต่างๆ มากมายวางอยู่ด้านหน้าต้องขอบคุณเหล่าผู้ติดตามที่สรรหาของกินมาให้มือเรียวเล็กหยิบจับขนมขึ้นมากินไม่หยุดปาก รู้ตัวอีกทีขนมและน้ำชาก็ได้หมดแล้ว
“นี่ยามใดแล้ว”
“ปลายยามห้ายแล้วขอรับคุณหนู”
“ดีพอใกล้รุ่งสางนำตัวนางไว้ทิ้งไว้ที่ป่าชั้นในสุด”แล้วเหลือบตามองลงไปด้านล่างด้วยแววตาสมเพชเมื่อเห็นอีกฝ่ายนอนหลับไหลเข้าสู่ห้วงนิทราหลังจากผ่านพ้นคืนนี้ไปจะเป็คืนที่เ้าจะจดจำไปชั่วชีวิตแม้ตายก็มิอาจจะลืมมันได้ ข้าจะทำให้เ้ามีชะตาที่เลวร้ายไม่ต่างจากบุตรชายของเ้า
เมื่อคิดบางอย่างขึ้นมาได้ รอยยิ้มน้อยก็เผยออกมา“น้าชุ่น”
“ขอรับ”
“นำว่านอสูรเหล่าไปโยนทิ้งไว้ในป่าชั้นในเอาแค่พอดีล่ะ เดี๋ยวพวกสัตว์ปราณจะคลุ้มคลั่งเอาได้หากมากจนเกินไป”
“ขอรับคุณหนู”
“ส่วนคนที่เหลือแยกย้ายกันไปพักผ่อนได้”
ผู้ติดตามทั้งหมดต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนและทำหน้าที่ของตนเองส่วนตัวนางยังคงนั่งดื่มด่ำกับบรรยากาศบนหลังคา ได้แต่คิดในใจ มิน่าล่ะในหนังจีนทำไมพวกเขาถึงพากันไปนั่งร่ำสุราบนหลังคากันเพราะแบบนี้นี่เองชักจะติดใจแล้วสิ
ระหว่างรอเื่สนุกในวันพรุ่งนี้อวี้จื่อลู่ก็นึกถึงเื่ที่ได้รับมอบหมายมาแบบมัดมือชกจะใช่บุรุษคนนั้นหรือเปล่านะที่นางรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาตอนวิ่งกลับเข้าห้องในตอนนั้น แม้จะไม่มั่นใจเท่าไรทว่าสัญชาตญาณมันบ่งบอกว่าใช่ อีกไม่นานนางและเขาต้องได้เจอกันอีกแน่นอนเขาจะเป็คนแบบไหนกันนะ ชักอยากจะเจอเร็วๆแล้วสิหวังว่าจะไม่ใช่บุรุษปากเสียคนนั้นก็พอแล้วไม่อย่างนั้นนางคงได้ฆ่าเขาตายคามือก่อนจะได้รักษาเป็แน่นางคงไม่ใจเย็นพอสำหรับคนที่ปากเสียใส่ั้แ่ครั้งแรกที่เจอ
อีกอย่างคงต้องจัดเตรียมสมุนไพรบางส่วนเผื่อไว้สักหน่อยเพราะผู้ที่โดนพิษเหมันต์หวนคืนเข้าไป ต้องแก้พิษด้วยโอสถสลายเหมันต์เท่านั้นการปรุงโอสถแก้พิษนี้ ต้องใช้สมุนไพรทั้งหมดหกชนิดนั่นคือ หญ้าลิ้นัหญ้าปราณชีพจร ดอกเบญจมาศโลหิต ดอกจันทร์นวล หยดวารีมรกต และน้ำตาหงส์เพลิงอวี้จื่อลู่มีสมุนไพรครบเกือบทุกชนิดยกเว้นเพียงสิ่งเดียวที่นางขาดไปก็คือแต่น้ำตาหงส์เพลิงนั่นเอง
จากที่นางศึกษาหาข้อมูลในตำรามา น้ำตาหงส์เพลิงนั้นหายากยิ่งกว่าสมุนไพรที่อยู่ภายใต้การของนางอีกการจะได้น้ำตาหงส์เพลิงนั้นต้องเดินทางไปยังเทือกเขาเพลิงมรณะและที่ตั้งของเทือกเขาเพลิงมรณะคือดินแดนของชาวเซียน์หรือก็คือบ้านเกิดของท่านพ่อ
การที่เข้าไปแล้วไม่ได้หมายความว่าจะได้สิ่งที่้าดั่งใจหวังหงส์เพลิงเป็สัตว์ในตำนาน แม้จะบ่งบอกถึงการมีอยู่ของมันก็ใช่ว่าจะได้เจอกันง่ายๆถึงเจอก็อาจจะโดนแผดเผาด้วยเพลิงของมันตายเสียก่อน ส่วนสำคัญที่สุดคือต้องทำอย่างไรถึงจะได้น้ำตาหงส์เพลิงมาแม้ในตำราโบราณที่นางได้อ่านมาทั้งหมด ก็มิได้บอกว่าต้องทำเช่นไรนี่จึงเป็อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มันเป็ตัวยาสำคัญที่หายากยิ่งเหมือนจะง่ายแต่ก็ไม่ง่าย
เพราะว่าน้อยคนนักที่เข้าไปเยือนเทือกเขามรณะแล้วจะมีชีวิตรอดออกมาคนที่เคยเข้าไปแทบไม่เคยมีใครรอดกลับออกมาเลยสักราย ผู้คนเ่าั้มักจะหายสาบสูญไร้ร่องรอยแรกๆมักจะมีผู้คนลองดีเพราะไม่เชื่อ แต่พอนานเข้าทุกอย่างเริ่มกระจ่างชัด จนไม่มีใครกล้าเข้าไปอีกเลยจึงทำได้เพียงอยู่บริเวณรอบนอกของเทือกเขาเพลิงมรณะ
เห้อ!! ช่างน่าปวดหัวยิ่งรอข้าอายุสักสิบสี่สิบห้าหนาวค่อยเดินทางไปหาก็ยังไม่สาย ค่อยๆ หาข้อมูลไปเรื่อยๆก่อนดีกว่า ตอนนี้ต้องจัดการเื่ตรงหน้าให้เรียบร้อยเสียก่อนเื่อื่นค่อยว่ากันทีหลัง
และแล้วการล่าที่แท้จริงก็ได้เริ่มขึ้นยามที่แสงแรกของวันสาดส่อง
“ได้เวลาแล้วสินะ” ว่าแล้วะโลงจากบนหลังคา มุ่งหน้าไปยังด้านทิศตะวันออกเป้าหมายคือใจกลางป่าฟ่าน
อวี้จื่อลู่ใช้เวลาไม่ถึงสองเค่อก็มาถึงป่าชั้นในพลางกวาดตามองไปรอบๆบริเวณ ก็พบว่าพื้นใกล้ๆพบร่องร่อยการต่อสู้ระหว่างสัตว์ปราณและร่องรอยของเป้าหมายในครั้งนี้ ดูจากรอยเท้าที่วิ่งสะเปะสะปะแล้วบ่งบอกได้ว่าเหยื่อมีอาการใและหวาดกลัว พบรอยเืหยดไปตามทางเล็กน้อยแม้ไม่มากแต่หากสังเกตก็สามารถมองเห็นได้
อวี้จื่อลู่ะโไปมาตามยอดไม้ค้นหาร่องรอยของอวี้หนิงซวงเพียงชั่วน้ำชาเดือดก็พบเป้าหมายเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ภายในถ้ำเล็กๆ นั่งคุดคู้กอดเข่าด้วยเนื้อตัวสั่นเทาผมเผ้ายุ่งเหยิงไม่เป็ทรง เสื้อผ้าขาดวิ่นเปื้อนดินโคลนร่างกายเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน เืเกรอะกรัง ริมฝีปากแห้งผากเป็ขุย ั์ตาฉายแววอ่อนล้าแต่เมื่อนึกถึงเื่ราวในอดีตที่นางเคยกระทำมาก็สงสารไม่ลงจริงๆแต่ก็...ให้นางพักเหนื่อยสักหน่อยดีกว่าเกิดนางน้อยใจขึ้นมาชิงข้าตัวตายไปเสียก่อนมันก็หมดสนุกพอดี ใครมันจะไม่ยอมกันล่ะ
อวี้จื่อลู่เอนหลังพิงกิ่งไม้ใหญ่ปากก็งับกินองุ่นที่หยิบออกมาจากมิติอย่างสบายอารมณ์ทว่าสายตายังคงจดจ้องไปยังปากถ้ำ จนเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป พลันั์ตาวาววาบแพรวพราวนำองุ่นลูกสุดท้ายเข้าปาก ก่อนลุกขึ้นนั่งแล้วล้วงเอาว่านอสูรออกมาจากแหวนมิติ โยนออกไปด้านหน้า
หมดเวลาพักแล้วท่านป้าเวลาเพียงหนึ่งก้านธูปก็มากเกินไปสำหรับคนอย่างท่านแล้ว นับจากนี้ขอให้โชคดีนะยามที่ได้ยินเสียงกรีดร้องของอวี้หนิงซวงดังขึ้นมา ชั่งเป็อะไรที่ดีต่อใจนางนักอวี้จื่อลู่เหม่อมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาเฉยชาแต่ก็ไม่ละสายตาคล้ายกับว่าจะสลักภาพที่อวี้หนิงซวงโดนสัตว์ปราณทำร้าย แม้นางจะหยิบจับท่อนไม้ขึ้นมาเหวี่ยงด้านหน้าอย่างไร้ทิศทางใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตา ปากก็ร่ำร้องสาปแช่งต่างๆนานาแต่อวี้จื่อลู่ก็หาได้ใส่ใจไม่
เพราะภาพตรงหน้ามันช่างเป็อะไรที่ครื้นเครงหัวใจนางการที่คอยเฝ้ามองเหยื่อดิ้นรน ทั้งที่รู้ว่าไม่สามารถหลุดพ้นไปได้แต่ก็ยังพยายามเหมือนจะรอด ถึงอย่างไรมันก็เป็การกระทำที่สูญเปล่าอยู่ดี
วันแล้ววันเล่าที่อวี้หนิงซวงต้องเอาชีวิตรอดจากการโดนสัตว์ปราณเข้าโจมตีและโดนอวี้จื่อลู่ปั่นหัวไปมาซ้ำๆ นางหมดแรงแทบเดินแทบก้าวขาไม่ออก แต่ก็ยังต้องพยายามฝืนร่างกายบังคับขาทั้งสองข้างให้พาตนเองออกไปยังที่ตรงนี้ชั่ววูบหนึ่งก็มีคิดที่อยากให้ตนเองได้รับความตายไปสักทีแต่ทุกอย่างกลับไม่เป็ดั่งใจเมื่อครั้งหนึ่งนางคิดหยุดวิ่งและหันหลังกลับพาตัวเองพุ่งเข้าใส่สัตว์ปราณอย่างหมูป่าทมิฬกลับกลายเป็ว่าหมูป่าทมิฬตัวนั้นได้ตายลงตรงหน้านางทันที ครั้งแรกและครั้งสองสามอาจจะเป็เพราะเื่บังเอิญหรือโชคช่วย
ทว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เื่บังเอิญแต่เป็การตั้งใจของอวี้จื่อลู่นางเด็กสารเลวนั่นทุกครั้งที่นางพยายามหาหนทางปลิดชีพตนเพื่อหลุดพ้นจากเื่ราวทั้งหมดแต่นางก็ไม่สามารถทำมันได้ช่างน่าสมเพชนักอายุปูนนี้แล้วกลับต้องตกมาอยู่ในกำมือของเด็กสาวที่เคยหวาดกลัวนาง
“นางเด็กสารเลว ข้ารู้ว่าเ้าอยู่ใกล้ๆ”
“ข้าอยู่แล้วอย่างไร อยากได้ความตายจากข้างั้นเหรอลองขอร้องข้าสิ เผื่อข้าใจอ่อน โดยแลกกับ...”
“แลกกับอะไร” ไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายพูดจบนางก็พร้อมยินยอมที่จะสละมันไป หากมันทำให้นางมีชีวิตรอดและหลุดพ้นออกไปจากตรงนี้
“บุตรชายเพียงคนเดียวของท่านดีหรือไม่?” สิ้นเสียงอีกฝ่ายก็มีท่าทีอึกอักลังเล สีหน้ายุ่งเหยิงของนางคล้ายกับตบตีอยู่กับตัวเองในใจเพียงชั่วครู่ก็ได้คำตอบตรงกับสิ่งที่อวี้จื่อลู่คาดเดาไว้ั้แ่แรก
“...ดะ ได้สิ”
นั่นปะไร ผิดจากที่คิดไว้ซะที่ไหน “เห...จะดีรึท่านป้า นั่นบุตรชายที่ท่านรักมากมิใช่หรือ” น้ำเสียงยียวนเอ่ยออกมาอย่างนึกสนุก การที่ทำให้เหยื่อมีความหวังทั้งๆที่ไม่มีหวังนี่ เป็อะไรที่ดีจริงๆ
“เ้าอยากได้ก็เอาไปเลย ข้ายกเขาให้”
“ต่อให้เป็ชีวิตเขาก็ตามหรือเ้าคะ?”
“ใช่”น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาปราศจากความลังเล ไม่มีเหลือแม้ความห่วงใยหรือสายสัมพันธ์แม่ลูกช่างเป็มารดาที่... เกินคาดไปมาก เช่นนั้นท่านก็อย่าอยู่ให้มันหนักแผ่นดินเลยเถิดลาก่อนท่านป้าหวังว่าภพชาติหน้าข้าและท่านจะได้ไม่พบกันอีก
ฉับ!
ตุ้บ!!
ชั่วพริบตาศีรษะนางกระเด็นหลุดออกจากบ่าโดยไม่ทันตั้งตัวอวี้จื่อลู่เดินมาหยุดตรงหัวของอวี้หนิงซวง แล้วพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
"จบแล้วสินะเื่ท่านกับข้าอ้อ...ไม่ต้องกังวลอีกไม่นานบุตรชายท่านก็จะตามท่านไปแน่นอน"ก่อนจะหันหลังเดินออกไปจนลับสายตา เหลือทิ้งไว้เพียงแค่ร่างไร้ิญญาของอวี้หนิงซวงไว้เื้ั