ก๊อกๆ ๆ
“ตื่นได้แล้วลูกสายแล้ว”
“….”
“แม่ต้องไปทำงานแล้วนะ”
“…”
“ตายละจะไปประชุมสายแล้ว…แม่ต้องไปแล้วนะ รีบตื่นได้แล้วนะลูก”
ไม่มีเสียงใดๆตอบรับจากเ้าของห้องมีเพียงแค่ร่างของเ้าของห้องที่นอนคุดคู้คลุมโปงเอาหมอนปิดหูปิดหน้าหลีกหนีจากเสียงที่รบกวนการนอนของตัวเองทำให้ผู้เป็เ้าของบ้านอย่างคุณปานวาดจนใจจะปลุกต่อพอก้มมองนาฬิกาข้อมือเรือนสวยก็พบว่าเป็เวลา 6:30 น. แล้วใกล้เวลาที่จะต้องเข้าประชุมเต็มทีเขาจำต้องทิ้งความตั้งใจที่จะปลุกลูกชายสุดที่รักไว้ แล้วออกไปทำงานแม้ในใจจะเป็ห่วงลูกชายว่าจะไปเรียนในวันเปิดเทอมวันแรกไม่ทันขนาดไหนแต่งานของเขาก็สำคัญไม่แพ้กันจนต้องตัดสินใจเลือกที่จะออกไปทำงาน และหันไปฝากฝังลูกชายเพื่อนสนิทที่บ้านอยู่ติดกันให้ช่วยดูอีกแรง
“สวัสดีครับคุณน้า”
พอออกจากบ้านมาก็ได้รับเสียงทักทายของเด็กหนุ่มร่างสูงที่ยืนรดน้ำที่แปลงดอกไม้หน้าบ้านตัวเอง
“สวัสดีจ้าตื่นมารดน้ำต้นไม้แต่เช้าเลยนะจ๊ะ มาร์ค”
“ครับพอดีวันนี้เป็วันเปิดเทอม ผมเลยตื่นเช้ากว่าปกติน่ะครับ”
พูดจบก็ส่งยิ้มให้ในใจพลางนึกว่าไม่ได้อยากจะออกมารดสักหน่อยถ้าไม่ติดว่าโดนคุณนายเขาใช้ออกมา
“เป็เด็กดีจังเลยนะเฮ้อ ถ้าลูกน้าได้สักครึ่งหนึ่งของเราก็ดีนะสิ ดูสิป่านนี้ยังไม่ยอมตื่นเลย”
“ไม่หรอกครับยังไม่ถึงเวลาตื่นของน้องมากว่า” มาร์คว่าเพราะรู้นิสัยของอีกคนดี
“ก็วันนี้น้าเห็นว่าเป็วันเปิดเทอมวันแรกก็อยากจะให้ตื่นเช้าสักหน่อยแล้ววันน้าจะดันมีประชุมเช้าอีกอยากจะไปส่งที่โรงเรียนก็ไม่ได้ไปอีกแล้ว”ปานวาดถอนหายใจนึกเสียดายไม่น้อยที่อดไม่ส่งลูกชายที่โรงเรียน
“ไม่เป็ไรหรอกครับผมว่าน้องคงเข้าใจ คุณน้ารีบไม่ใช่เหรอครับ”
“ว้าย...ตายจริงงั้นน้าฝากมาร์คดูลูกชายน้าหน่อยนะ น้าละกลัวว่าจะนอนไม่ตื่นจนไม่ได้ไปเรียนน้าต้องไปแล้ว”
“ครับไม่ต้องห่วงเดี๋ยวผมดูแลน้องให้เอง”มาร์ครับคำอย่างเคยชิน จะไม่ให้เขาชินได้ยังไงคุณน้าฝากเขาแบบนี้มากี่ปีแล้ว
“ขอบใจเรามากนะ”
มาร์คส่งยิ้มสุภาพเป็การตอบรับก่อนที่คุณน้าจะขับรถออกจากตัวบ้านไปเขายืนรดน้ำต้นไม้อีกสักพักใหญ่ก็เก็บสายยางให้เข้าที่แล้วเดินเข้าบ้านซึ่งไม่ใช่บ้านตัวเองแต่อย่างใดกลับเป็บ้านหลังข้างๆ ที่เขาเข้านอกออกในจนแทบจะเป็บ้านหลังที่สองอยู่แล้ว เพื่อมาทำหน้าที่ พี่เลี้ยงเด็ก และไม่ใช่เด็กธรรมดาเสียด้วยเดินมาไม่นานนักเขาก็เข้ามาหยุดอยู่ที่บานประตูห้องนอนที่คุ้นตาที่ไม่ได้เห็นมาเกือบเดือนเพราะ่ปิดเทอมไม่คิดจะเคาะประตูก่อนด้วยซ้ำเพราะเคาะให้ตายยังไงก็ไม่ตื่นมาถึงเขาก็เปิดประตูห้องเข้าไปเจอกับก้อนอะไรสักอย่างบนเตียง มาร์คส่ายศีรษะยิ้ม ๆั้แ่เล็กยันโตเป็ยังไงก็เป็อย่างนั้นไอ้นิสัยรำคาญแล้วชอบคลุมโปงเนี่ย
มาร์คยืนมองอยู่สักพักก็เดินเข้าไปที่ข้างเตียงยื่นมือไปเขย่าก้อนผ้านวมั์ แต่แทนที่จะตื่นก้อนผ้านั้นกลับกลิ้งหนีมือเขาไปฝั่งของเตียง แถมยังส่งเสียงอู้อี้ที่บ่งบอกถึงความรำคาญคนที่มารบกวนการนอนอีกด้วยมาร์คเลยเดินข้ามฝั่งมาอีกทีหนึ่งพยายามนะแงะเ้าก้อนผ้าห่มนี้ออกแต่คนที่อยู่ในผ้าห่มก็ยังไม่ยอมง่ายๆ ใช้มือตะคลุบ ไว้ไม่ยอมให้ดึงออก มาร์คได้แต่กลั้นขำไว้ในใจที่ยังไม่ส่งเสียงเรียกก็เพราะอยากจะแกล้งอีกสักหน่อย แต่พอมองนาฬิกาเห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้วก็เอ่ยเสียงที่พยายามทำให้เรียบปลุก
“แบมแบม ตื่นได้แล้ว”
พรึบ
“เฮือกกกก”คนบนเตียงสะดุ้งสุดตัวเพียงแค่ได้ยินเสียง
“จะไปไหมโรงเรียน”
“พี่มาร์ค!”แบมแบมเรียกมาร์คหน้าตาตื่น ที่เขาไม่ยอมใช่เสียงปลุกั้แ่แรกก็เพราะแบบนี้แหละไม่รู้ไอ้เด็กคนนี้เป็อะไรกับเสียงเขานักหนาทุกเช้าเวลามาปลุกเป็อันต้องผวาใตลอด
“นึกว่าใครล่ะ”
“พี่บอกแล้วไงว่าไม่ต้องเข้ามาปลุกแบบนี้”แบมแบมที่พึ่งตื่นนอนนั่งขยี้ตาทำหน้ายุ่งอยู่บนเตียง
“ก็ไม่เรียกแล้วไม่ยอมตื่นเองนี่”
“ก็เสียงพี่มันน่ากลัวนี่หว่าเข้ามาปลุกทีไรผมเป็อันผวาทุกที”บ่นงึมงำหน้าตางวนเงียทำท่าจะทิ้งตัวนอนอีกรอบแต่มาร์คก็ดึงแขนไว้ได้ทัน
“พี่มาร์คขออีกสิบนาที”แม้ปากจะพูดแต่ตานี้หลับลงไปพร้อมนอนต่อและทิ้งตัวลงเตียงเต็มที่ครั้งนี้มาร์คไม่ได้ดึงไว้แต่ปล่อยให้เ้าของห้องนอนแผ่หลาบนเตียงยืนกอดอกมองเด็กขี้เซาที่งองแงจะนอนต่อท่าเดียว
“ไม่ตื่นดีๆ งั้นอย่าหาว่าฉันไม่รอละกัน”มาร์คทำท่าไม่สนใจแล้วจะออกจากห้องเพื่อกลับบ้านตัวเอง
“ฮืออออตื่นแล้วก็ได้ไม่เห็นต้องขู่เลย” ครั้งนี้เด็กดื้อยอมตื่นแต่โดยดีถึงแม้จะมีท่าทีหงุดหงิดอยู่บ้านก็เถอะทำไมมาร์คจะไม่รู้ว่าไอ้เด็กแสบนี่กลัวโดนทิ้งขนาดไหนถึงแค่จะโดนทิ้งไปโรงเรียนก่อนก็เถอะ
“ฉันยังไม่ได้ขู่สักนิดแค่บอกว่าจะไม่รอเฉย ๆ” มาร์คไหวไหล่ยกยิ้มขัน ๆ ให้คนน้องหมั่นไส้เล่น
“นั่นแหละเขาเรียกว่าขู่ ไม่ต้องมายิ้มเลยนะไอ้พี่มาร์ค”
“ไม่ต้องมาโวยวายเลยตื่นแล้วก็ไปอาบน้ำอาบท่าแต่งตัวเสร็จให้เรียบร้อยแล้วไปกินข้าวที่บ้านฉัน”มาร์คหุบยิ้มแล้วออกปากสั่ง
“พี่หรือ พ่อวะเนี่ยสั่งเก่ง” แบมแบมหันหน้าไปอีกทางแอบบ่นพึมพำ
โป้ก
“พี่มาร์คเจ็บนะโว้ย”แต่สงสัยไม่เนียนพอเลยได้รางวัลเป็มะเหงกลงมาเน้น ๆ เต็มกะบาลเลย
“เจ็บก็ดีสมน้ำหน้าลุกได้แล้วให้เวลา 15 นาทีถ้าฉันกลับบ้านไปเปลี่ยนชุดเสร็จแล้วยังไม่เห็นหน้านายก็ไปเรียนเองแล้วกัน”
ว่าจบก็ไม่ได้สนใจเด็กแสบที่ทำปากขมุบขมิบล้อเลียนเขาเดินตรงดิ่งกลับบ้านตัวเองแวะบอกแม่ที่ห้องครัวว่าวันนี้จะมีเด็กมากินข้าวเช้าด้วยเสร็จก็ขึ้นห้องไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดนักเรียนเตรียมตัวสำหรับการเปิดเทอมวันแรก
หลังจัดการธุระตัวเองเสร็จเรียบร้อยมาร์คก็เดินสะพายกระเป๋าเดินลงมาชั้นล่างก็ได้ยินเสียงแจ้ว ๆ ออกมาจากห้องครัวไม่ต้องเดาก็รู้ได้ทันทีเลยว่าแบมแบมกำลังออดอ้อนแม่ของเขาเก็บแต้มความเอ็นดูใส่กระเป๋าอีกแล้วแค่นี้เขาก็จะกลายเป็หมาหัวเน่าอยู่แล้ว
“ช้าจริงเ้ามาร์คน้องมารอกินข้าวหิวจนน่าสงสารแล้วรู้ไหม”นั่นไงพูดผิดเสียที่ไหนไอ้เด็กแสบมันสู้เขาไม่ได้เลยใช้แม่มาจัดการเขาเองมาร์คมองหน้าแบมแบมตาเขียวคิดเข่นเขี้ยวในใจ ได้ทีนี่เอาใหญ่เลยนะเดี๋ยวจะโดนแล้วดูมันสิพอลับหลังแม่เขาก็หันมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่
“ไม่เป็ไรหรอกครับหิวแค่นี้ผมทนไหว”พูดไม่พอยังหันไปทำตาปริบ ๆอย่างน่าหมั่นท่าทางที่น่าเอ็นดูในสายตาแม่แต่น่าหมั่นไส้จนอยากถีบในสายตาเขา
“แล้วทำไมมองน้องตาเขียวแบบนั้นเ้ามาร์คจะแกล้งอะไรน้องอีก”
“เฮ้อ...เมื่อไหร่แม่จะเลิกหลงกลมันสักที”มาร์คถอนหายใจอย่างเบื่อหน่ายแอบเคีองแม่ตัวเองนิด ๆที่เห็นไอ้เด็กข้างบ้านอย่างแบมแบมดีกว่าตัวเอง
เพียะ
“โอ๊ยแม่ตีผมทำไมเนี่ย” มาร์คลูบแขนตัวเองป้อย ๆ ที่จู่ ๆ มารดาสุดที่เดินมาตี
“อย่าว่าน้องน้องยังไม่ได้ทำอะไรให้เราเลยนะ”แบมแบมยิ้มผมเห็นมันกลั้นขำจนตัวสั่นแต่พอแม่ผมหันไปหน้าตาใสซื่อก็กลับมาแทบทันที
“แม่เข้าข้างมันอีกแล้ว”ผมตัดพ้อแม่ตัวเองอะไร ๆ ก็น้องแบมแบม นี่ผมยังเป็ลูกแม่อยู่ไหมเนี้ย
“พอๆ เลิกคุยกินข้าวกันได้แล้ว แบมลูกกินเยอะ ๆ นะตัวเล็กเหลือเกินลูกเอ๊ย”ผมเลิกสนใจแม่ที่ประคบประหงมมันเหลือเกินแต่พอเห็นน้องมันยิ้มมีความสุขได้แบบนี้ผมก็เบาใจ จะยกให้อีกสักวันละกันอย่างน้อยก็ดีกว่าหน้าอมทุกข์เหมือนเด็กโดนทิ้งเหมือนแต่ก่อนแล้วกัน
8 ปีที่แล้ว
แกร๊กแกร๊ก แกร๊ก
มาร์คในวัย10 ขวบที่กำลังนั่งเล่นเกมPS4 ที่พ่อพึ่งซื้อให้หลังจากที่เขาสอบได้ที่1 อยู่บ้านอย่างเมามันอยู่นั้นจู่ๆก็โดนคุณนายเ้าของบ้านหรือก็คือแม่ของเขาร้องเรียกให้ออกไปหาขัดจังหวะเขาที่กำลังตีบอสในเกมอยู่แล้วจนเขาตายและต้องเริ่มเล่นใหม่มาร์คถอนหายใจดังเฮือกอย่างหงุดหงิดวางจอยเกมในมือลงอย่างเซ็งๆหน้าตาที่หล่อเหลาั้แ่เด็กบึ้งตึงลุกขึ้นเดินไปหาแม่ที่ยืนเรียกเขาอยู่หน้าบ้าน
“มาร์คมานี่เร็วลูก” เสียงของคุณนายอี้หลินร้องเรียกลูกชายด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นไม่ได้ดูหน้าลูกชายตัวเองสักนิดว่าหน้าบูดไปถึงไหนแล้ว
“มาแล้วครับ”เสียงเอื่อย ๆ ที่ต่างจากแม่อย่างสิ้นเชิงตอบกลับ
“สวัสดีคุณน้าปาดวาดสิลูก”แม่จับผมมายืนด้านหน้าตัวเองทำให้ผมเห็นว่าแม่กำลังยืนคุยอยู่กับใครสักคนท่าทางตื่นเต้นเป็พิเศษที่ผมไม่เคยเห็นหน้า
“สวัสดีครับ”ผมทำตามที่แม่บอกถึงแม้จะยังไม่รู้เื่อะไรเท่าไหร่นัก
“สวัสดีจ้าน้องมาร์คใช่ไหม หล่อั้แ่เด็กนะเนี่ย”
“ครับ”ผมไม่ได้เขินกับคำชมนั้นเท่าไหร่เพราะโดนจนชินแล้วแถมยังนึกเคือง ๆอยู่ที่โดนขัดจังหวะเล่นเกม
“ใช่มะหล่อเหมือนพ่อเขาสมัยหนุ่ม ๆ เลยล่ะ คิก” แต่มีคนเขินแทนผมไปแล้วนี่สิ
“ใช่เหมือนมากเลย คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้เจอเธอแล้วมาอยู่บ้านข้างกันแบบนี้”
“นั้นน่ะสิบังเอิญจังเลย ดีแล้วละฉันคิดถึงเธอมาเลยรู้ไหม”
“เหมือนกันไม่ได้เจอกันเสียนานเลย”
ผมไม่ได้สนใจฟังแม่ๆ เขาคุยกันเท่าไหร่นักเพราะใจผมตอนนี้ อยากจะรีบกลับเข้าบ้านมาเล่นเกมใจแทบขาดแล้วแต่ก็มีบางอย่างที่ดึงความสนใจผมอะไรสักอย่างที่ขยับยุกยิกหลบหลังอยู่หลังน้าคนข้างหน้าผมด้วยความสงสัยผมเผลอเลยเอี้ยวตัวไปมองด้านข้างด้วยความสงสัยแต่เหมือนยิ่งผมพยายามมองยิ่งมองไม่เห็นและพอมองไม่เห็นผมก็ยิ่งหงุดหงิดจนคิ้วขมวดเป็ปม จะซ้อนอะไรนักหนา เหมือนผู้ใหญ่ทั้งสองคนเห็นผมทำท่าทางแปลก ๆเลยเหมือนนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“ว้าย...ตายจริงน้าลืมแนะนำไปเลย”
“...”
“แบมแบมลูกออกมาสวัสดีพี่มาร์คเขาสิลูก”
“’ งื้อ”
“เด็กดีไม่งองแงครับมาทักทายพี่เขาเร็วไม่อยากมีเพื่อนเล่นเหรอ”
“เพื่อน...อยากครับ”
“มาร์คจ้ะนี่น้องแบมแบมนะจ๊ะลูกชายน้าเอง”
เด็กคนนั้นที่ซ่อนนตัวอยู่โดนแม่ตัวเองดันมายืนข้างแทนใบหน้ากลม ๆ แดงก่ำตา ตากลม ๆ มองมาที่ผมแต่พอเห็นหน้าผมกลับทำท่าจะร้องไห้เสียอย่างนั้น
“แง...กลัวน่ากลัว” จู่ ๆ เด็กนั่นก็งองแงขึ้นมานั้นยิ่งทำให้ผมขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม
“มาร์คทำหน้าดี ๆ หน่อยน้องกลัวหมดแล้วเห็นไหม”แม่ที่ก้มลงมาเห็นผมที่ยืนหน้าบึ้งขมวดคิ้วอยู่ก็เอ็ดผม
“ผมทำอะไร”ผมที่ไม่เข้าใจถามแม่ตัวเอง
“ยิ้มให้น้องสิทำหน้าบึ้งน่ากลัวแบบนี้ได้ที่ไหน ใช่ไม่ได้เลย”
“อย่าว่าน้องมาร์คเลยหลินน้องแบมขี้กลัวเองไม่เป็ไรหรอก”
“ไม่ได้สิมาร์คเลิกทำหน้าบึ้งได้แล้วยิ้มกว้าง ๆ แล้วพาน้องไปกินขนมในบ้านไป” ไหงจู่ ๆผมเป็ฝ่ายโดนดุเฉยเลย เพราะไม่อยากโดนแม่บ่นไปมากกว่านี้เลย ยอมยิ้มนิด ๆแล้วชวนเด็กขี้แยตรงหน้าไป
“เอ่อ...นายไปกินขนมกับฉันไหม” เด็กนั่นเลิกร้องไห้มองมาที่ผมอย่างหวาด ๆ
“ทำเสียงในมันดีๆ กว่านี้หน่อยสิ”
“ฉัน...พาไปกินขนมเลิกร้องได้แล้ว”ผมชวนอีกครั้งเด็กนั้นมองหน้าผมสลับกับแม่ตัวเองอย่างลังเล
“จูง...ได้ไหม”เด็กนั้นร้องถามมือเล็ก ๆ ยื่นมาตรงหน้าผม ผมมองหน้าตัวเองแม่ก็พยักหน้าให้ทีหนึ่ง ผมถอนหายใจนิด ๆ แล้วก็ยื่นมือ ไปจับมือเล็ก ๆ นั้นพอเห็นผมยอมจูงมือจากที่ร้องไห้เพราะกลัวยิ้มร่าทันทีนายทำให้ฉันอดเล่นเกมยังไม่พอแถมยังโดนแม่ดุฟรียังมีหน้ามายืนยิ้มหน้าระรื่นอีกนะไอ้เด็กบ้า