ณ ก่อนวันออกเดินทางสองวัน องค์หญิงเซียงเซียงทรงอนุญาตให้เหวยเซียงพักเพื่อจัดเก็บข้าวของส่วนตัวของนางเพื่อจะได้เตรียมออกเดินทางไปแคว้นฝาง
ดังนั้นวันนี้เหวยเซียงจึงมีโอกาสได้ไปตลาดในเมืองหลวงเพื่อหาซื้อของใช้ส่วนตัวสักพักนางก็เห็นชาวบ้านพากันต่อแถวเพื่อทำอะไรบางอย่าง
“ท่านป้าเ้าคะ! พวกเขาทำอะไรกันอย่างนั้นหรือ” เหวยเซียงสงสัย
“ดูดวงเห็นชาวบ้านเล่าลือกันว่าหมอดูท่านนี้ดูดวงแม่นมากอย่างกับตาเห็นเลยนะลองดูดวงด้วยกันมั้ย” ท่านป้าชวน
“ก็ดีเหมือนกันเ้าค่ะ”เหวยเซียงคิดว่าตนต้องออกเดินทางไปไกลไม่รู้เลยว่าชะตาชีวิตนั้นจะเป็เช่นใด ดังนั้นดูไปก็ไม่เสียหลาย
แต่ทว่าแถวนั้นก็ช่างคิวยาวเหลือเกินภายใต้แดดเปรี้ยงๆแบบนี้ เหวยเซียงก็เลยกำลังจะเปลี่ยนใจเดินออกจากแถวเพื่อล้มเลิกการดูดวง
“เดี๋ยวก่อนขอรับแม่นางอย่าเพิ่งไป ลูกศิษย์ของหมอดูมาถึงแล้ว ท่านสมัครใจไปดูกับลูกศิษย์แทนหรือไม่พอดีว่าด้านหน้าของท่านยังคงมั่นที่จะดูดวงกับท่านหมอดูาุโ” เด็กรับใช้กล่าว
เหวยเซียงคิดว่าบางทีลูกศิษย์ก็คงมีวิชาโหราศาสตร์ไม่ต่างจากอาจารย์นักนางก็เลยยินยอม “ข้ายินดีไปดูดวงกับลูกศิษย์ของท่านหมอดู”
“งั้นเชิญทางนี้ขอรับ”เด็กรับใช้นำทาง
เหวยเซียงเลยเดินตามเด็กรับใช้ของท่านหมอดูไปอีกห้องหนึ่ง
“เชิญนั่งรอตรงนี้ก่อนนะขอรับนางกำลังเปลี่ยนเครื่องแต่งกาย” เด็กรับใช้กล่าว
เหวยเซียงพยักหน้าและคิดในใจว่า “ลูกศิษย์ของท่านหมอดูเป็ผู้หญิงหรือนี่”
“อ้าว เ้านั่นเอง”
“เอิ่นลั่วนี่เ้าเป็หมอดูด้วยงั้นหรือ” เหวยเซียงใ
“ก็ในเมื่อข้าจะต้องเป็กุนซือข้าจำเป็ต้องมีวิชาโหราศาสตร์ช่วยด้วยสิ” เอิ่นลั่วกล่าว
“งั้นข้ากลับล่ะ” เหวยเซียงไม่กล้าดูกับนาง
“ไม่เชื่อใจข้าอย่างนั้นหรือหรือว่ากลัวข้ารู้ความลับอะไร” เอิ่นลั่วพูดยิ้มๆ
“ข้าไม่มีความลับอะไรอยู่แล้วเท่านี้เ้าก็รู้เื่ราวของข้าจนหมดเปลือก แล้วข้าจะรู้ได้ยังไงว่าเ้าดูดวงแม่น”เหวยเซียงคิดว่าเอิ่นลั่วรู้จักนางดี
“ลองก่อนก็ไม่เสียหลายนี่ก็ในเมื่อเ้าล้มเลิกที่จะรอให้อาจารย์ของข้าดูดวงให้เ้าแล้ว” เอิ่นลั่วกล่าว
“ก็ได้งั้นเ้าดูจากอะไรล่ะ” เหวยเซียงใจอ่อนยอมดูดวงด้วย
“ทำนายอักษร อะนี่กระดาษและพู่กัน เชิญท่านเขียนสิ่งที่อยากเขียนลงไปก็แล้วกัน” เอิ่นลั่วยื่นพู่กันให้
เหวยเซียงไม่มั่นใจในวิชาโหราศาสตร์ของเอิ่นลั่วแต่นางก็ยอมให้เอิ่นลั่วทำนาย
เอิ่นลั่วยกกระดาษขึ้นมาดู “ลายมือของเ้าช่างงดงามยิ่งนัก”
“ไหนว่าจะทำนายไฉนมาวิจารณ์ลายมือของข้า” เหวยเซียงบ่น
“แค่นี้ก็ดุด้วยเอาล่ะข้าทำนายนะ” เอิ่นลั่วตั้งจิตให้มีสมาธิพร้อมกับอ่านอักษรที่เหวยเซียงเขียน“เ้าเขียนคำว่า หมอหลวง เ้าคงจะอยากเป็มากสินะ แต่จงจำไว้เมื่อเ้าไปอยู่แคว้นฝางห้ามเ้าแสดงตัวว่าเป็หมอเด็ดขาด” เอิ่นลั่วเตือน
“ทำไมล่ะ” เหวยเซียงไม่เข้าใจ
“ฝ่ายศัตรูจะหาทางทำให้เ้าแยกตัวออกจากองค์หญิงเซียงเซียงและนั่นจะทำให้องค์หญิงทรงมีภัยถึงแก่ชีวิต” เอิ่นลั่วคิดว่าเหวยเซียงต้องปกป้ององค์หญิงได้แน่
“ทำไมดูเหมือนเ้ากำลังบอกวิธีปกป้ององค์หญิงเซียงเซียงมากกว่าทำนายชะตาให้ข้าเลยล่ะ”เหวยเซียงไม่เชื่อ
“หากเ้ายอมเสียสละปกป้ององค์หญิงยิ่งชีวิตเ้าจะได้ทุกอย่าง สิ่งที่เ้าเคยขอพรหรือปรารถนามาเนิ่นนานเ้าก็จะได้สมดังใจหวัง” เอิ่นลั่วกล่าวน้ำเสียงจริงจัง
“นี่เ้ากำลังหลอกให้ข้าปกป้ององค์หญิงล่ะสิ”เหวยเซียงยิ่งไม่เชื่อไปใหญ่
“จะเชื่อหรือไม่ก็ตามหากเ้าทำสำเร็จ เ้าจะได้เป็หมอหลวงที่แคว้นฉีแห่งนี้นี่แหละ” เอิ่นลั่วทำนาย
“แล้วข้าจะกลับมาแคว้นฉีได้ยังไงในเมื่อข้าต้องรับใช้องค์หญิงเซียงเซียง”เหวยเซียงไม่เข้าใจ
“เป็ความลับ์เปิดเผยไม่ได้”เอิ่นลั่วกล่าวมากไม่ได้
“แล้วยังไงต่อ” เหวยเซียงอยากรู้
“ในภายภาคหน้าเ้าและสามีของเ้าจะเป็แรงสำคัญที่ช่วยโอบอุ้มแคว้นฉีให้เจริญก้าวหน้าผู้คนจะยอมรับความสามารถของผู้หญิงมากขึ้นเพราะมีเ้าเป็ตัวอย่าง” เอิ่นลั่วกล่าว
“ดูข้ายิ่งใหญ่มากทั้งๆที่ฐานะชาติกำเนิดข้าก็เป็เพียงลูกหมอจนๆคนหนึ่ง”นั่นยิ่งทำให้เหวยเซียงไม่เชื่อ
“อย่าดูถูกตัวเองสิความดีของเ้าจะช่วยให้เ้าผ่านเคราะห์กรรมไปได้ชีวิตของเ้าจะเหมือนได้เกิดใหม่เลยนะ” เอิ่นลั่วทำนายอีก
“เอาเถอะข้าฟังต่อไปข้าก็คงไม่เข้าใจหรอก” เพราะเหวยเซียงปักใจไม่เชื่อไปแล้วนางจึงไม่อยากฟังต่อ
“ตอนนี้เ้ายังคงมองไม่ออกแต่เมื่อถึงตอนนั้น เ้าจะต้องซูฮกให้ข้า ว่าข้าดูดวงแม่นมากเพียงใด” เอิ่นลั่วท้า
“เ้าเคยดูดวงให้ตัวเองหรือไม่สรุปแล้วเ้าจะได้เคียงคู่กับใคร องค์รัชทายาทหรือองค์ชายรอง” เหวยเวียงท้าทาย
“หมอดูส่วนใหญ่จะไม่ดูดวงให้ตัวเองหรอกและเื่ที่เ้าอยากรู้นั้น ข้าขอบอกตรงนี้ว่าคงไม่ใช่ทั้งสองคนนั่นแหละ” เอิ่นลั่วกล่าวเสียงแข็ง
“ทำไมล่ะ ในเมื่อชายสูงศักดิ์ทั้งสองคนต่างก็รักเ้า”เหวยเซียงสงสัย
“พวกเขาหาทางหลอกใช้ข้ามากกว่าแต่ก็ช่างเถอะ ปล่อยชีวิตไปตามชะตาก็แล้วกัน” เอิ่นลั่วรู้สึกปลงชีวิต
“ค่าดูดวงเท่าไหร่ล่ะ”เหวยเซียงกำลังควักอัฐ
“ค่าไม่คิดอัฐแต่มีประโยคสุดท้ายที่ข้าจะบอกเ้า” เอิ่นลั่วกล่าว
“บอกว่าอะไร” เหวยเซียงรอฟัง
“จงปกป้องบุตรขององค์หญิงเซียงเซียงยิ่งชีวิตบุตรของพระองค์ทรงเป็ผู้มีบุญญาธิการจะได้เป็ใหญ่ในแคว้นฝาง หากเ้าทำได้เ้าจะได้ทุกอย่าง” เอิ่นลั่วทำนาย
“ข้าคงไม่ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ข้าปรารถนาหรอกแต่ข้าจะพยายามทำเพื่อปกป้องชีวิตทุกชีวิตก็แล้วกัน”เหวยเซียงมีจรรยาบรรณของหมออย่างเต็มเปี่ยม
“คิดอย่างนั้นได้ก็ดีแล้วหากพวกเรามีบุพเพต่อกัน พวกเราคงได้เจอกันอีก” เอิ่นลั่วกล่าวยิ้มๆ
“ลาก่อนแม่นางเอิ่นลั่ว” เหวยเซียงรู้สึกว่าชีวิตในภายภาคหน้ามันซับซ้อนมากกว่าที่คิด
เอิ่นลั่วมองเหวยเซียงลุกจากไปนางคิดในใจว่า “เ้ามีชะตาที่แปลกมากชีวิตของเ้ามีเคราะห์กรรมถึงแก่ชีวิต แต่ด้วยกุศลที่เ้าช่วยชีวิตคนจะทำให้เ้าได้เกิดใหม่อีกครั้ง”
******************************
ตกกลางคืนเหวยเซียงต้องไปพบองค์ชายรองคืนนี้นางตัดสินใจว่าจะขอป้ายหยกประจำตระกูลคืนให้จงได้
ณ ตำหนักองค์ชายรอง
“อะนี่ยาเม็ดสุดท้ายแล้ว” องค์ชายรองทรงยื่นยาให้
“ขอบพระทัยเพคะ” เหวยเซียงรับมากินทันที
“เดินทางปลอดภัยก็แล้วกันเราคงไม่ได้ไปส่ง”
“เอ่อในเมื่อหม่อมฉันจะได้ไปต่างแคว้นแล้ว งั้นหม่อมฉันขอป้ายหยกคืนได้มั้ยเพคะ”เหวยเซียงขอร้องดีๆ
“ไม่ได้!” องค์ชายรองตรัสห้วนๆ
“ทำไมล่ะเพคะป้ายหยกนั่นก็ไม่ได้มีค่าอะไรสำหรับพระองค์เลยด้วยซ้ำ” เหวยเซียงรีบแย้ง
“เราจะใช้เป็เครื่องต่อรอง” องค์ชายรองทรงมีแผน
“พระองค์ทรงจะให้หม่อมฉันทำอะไรอีกเพคะ”เหวยเซียงอยากรู้
“เ้าต้องส่งข่าวทางนกพิราบสื่อสารให้เราเป็ระยะๆห้ามลืมเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นเราจะนำป้ายหยกเ้าไปขายต่อ” องค์ชายรองทรงใช้ป้ายหยกเป็เครื่องต่อรอง
“พระองค์ทรงทำอย่างนั้นไม่ได้นะเพคะป้ายหยกนั่นมีค่าต่อหม่อมฉันมาก” เหวยเซียงใที่พระองค์จะทรงขายสิ่งมีค่าของนาง
“ทำตามข้อกำหนดเราถึงจะเก็บป้ายหยกเ้าเป็อย่างดี” องค์ชายรองตรัส
“ก็ได้เพคะหม่อมฉันจะส่งข่าวคราวให้พระองค์ทราบ” เหวยเซียงยอมทำตาม
“ฝากดูแลน้องสาวเราให้ดีด้วย”องค์ชายรองตรัส
“เพคะ” เหวยเซียงรับคำ
“เ้ากลับไปได้แล้วเดินทางปลอดภัยก็แล้วกัน” องค์ชายรองตรัสอวยพรสั้นๆ
เหวยเซียงทำท่าคารวะแล้วเดินกลับไปที่ตำหนักองค์หญิงเซียงเซียง
เหวยเซียงเห็นองค์หญิงทรงบรรทมหลับทั้งน้ำตานางจึงเช็ดคราบน้ำตาให้และพูดพึมพำว่า “ทรงเข้มแข็งนะเพคะพวกเราจะเผชิญหน้าไปด้วยกัน”
องค์หญิงเซียงเซียงละเมอจับข้อมือหญิงสาว“อย่าทิ้งเราไปไหนนะเหวยเซียงอย่าทิ้งให้เราโดดเดี่ยวต้องต่อสู้โดยลำพังนะ”
“หม่อมฉันสัญญาว่าจะปกป้องดูแลพระองค์ยิ่งชีวิตเพคะ” เหวยเซียงกล่าวคำมั่นทั้งๆที่องค์หญิงทรงยังไม่ได้สติ
******************************
และแล้วองค์หญิงเซียงเซียงก็เสด็จไปแคว้นฝางพร้อมกับขบวนเสด็จอย่างสมพระเกียรติ
ผู้ที่มาส่งองค์หญิงนั้นมากันครบยกเว้นองค์ชายรองซึ่งเป็บุคคลที่องค์หญิงทรงอยากพบมากที่สุด
เอิ่นลั่วมองออกว่าองค์หญิงทรงทอดพระเนตรมองหาพระเชษฐานางจึงรีบถวายจดหมายขององค์ชายรองให้กับองค์หญิง
“องค์ชายรองทรงมีธุระต้องไปทำเพคะพระองค์ทรงส่งหม่อมฉันมาแทน นี่เพคะจดหมายของพระองค์”เอิ่นลั่วยื่นจดหมายให้
“ขอบใจมากฝากบอกเสด็จพี่ด้วย เราขออวยพรให้พระองค์สมปรารถนา” องค์หญิงทรงเสียดายที่ไม่ได้พบพระเชษฐาสายเืเดียวกัน
“เพคะ” เอิ่นลั่วกล่าว
องค์หญิงทรงประทับนั่งในรถม้าพร้อมกับเหวยเซียงตอนนี้องค์หญิงทรงทอดพระเนตรดูเหล่าขุนนางและปวงชนมาส่งพระองค์
เหวยเซียงยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ “ทรงอย่ากรรแสงไปเลยนะเพคะ”
“เราต้องจากบ้านเกิดไปไกลเรารู้สึกอาลัยที่นี่จริงๆ” องค์หญิงทรงเช็ดน้ำตา
“ได้ยินข่าวว่าฝ่าาแคว้นฝางทรงเป็คนโอบอ้อมอารีพระองค์ไม่ต้องกลัวนะเพคะ”เหวยเซียงพยายามปลอบพระทัย
“แต่พระสนมของพระองค์ทรงหวงฝ่าาพระองค์นี้มากความหึงหวงของผู้หญิงน่ากลัวมากที่สุด แรงริษยาของผู้หญิงนั้นจะไม่จู่โจมซึ่งหน้าเหมือนผู้ชายแต่พวกนางจะใช้มารยาเล่ห์กลต่างๆมากมาย เ้าเองก็รู้”องค์หญิงเซียงเซียงทรงกังวล
“ทรงอย่ากังวลมากเกินไปเพคะเื่ราวอาจไม่เลวร้ายอย่างที่คิด” เหวยเซียงพยายามพูดในแง่ดีไว้
“ดังนั้นสิ่งที่เราจะให้เ้าช่วยก็คือทำยังไงก็ได้ที่ทำให้ฝ่าาทรงไม่สนพระทัยในตัวเราทำให้ทรงลืมว่ามีเราไปเลยได้ยิ่งดี นั่นจะทำให้เราอยู่รอดปลอดภัยในแคว้นฝาง” องค์หญิงตรัส
“พระองค์ทรงมีสิริโฉมงดงามเช่นนี้แล้วฝ่าาจะทรงไม่สนพระองค์ได้อย่างไรเพคะ” เหวยเซียงคิดว่าเป็ไปไม่ได้
“นั่นเป็หน้าที่ของเ้าเหวยเซียง” องค์หญิงทรงยื่นคำขาด
เหวยเซียงคิดในใจว่า “แต่ก่อนข้าอิจฉาสาวงาม ที่นางไปที่ไหนก็มีแต่คนรักคนชอบแต่ตอนนี้ข้าคงต้องภูมิใจในตัวเองแล้วสินะที่ไม่ต้องปวดหัวกับเื่รักๆใคร่ๆ”
******************************
ณ ตำหนักของฝ่าาแคว้นฉี
พระสนมเอกทรงกำลังนวดให้ฝ่าาอย่างเพลินๆแต่สักพักอยู่ดีๆก็มีขุนนางขอเข้าเฝ้าอย่างเร่งด่วน
“เ้ามีอะไรหรือเปล่าใต้เท้าสง หรือว่าเมืองซูจิ้งเกิดอะไรขึ้น” ฝ่าาทรงสงสัย
“กระหม่อมรู้สึกละอายใจพะย่ะค่ะอยู่ดีๆผู้หญิงสาวๆในหมู่บ้านพากันหายตัวไป ยังคงหาตัวไม่พบ ที่สำคัญไม่พบเบาะแสอะไรเลยพะย่ะค่ะ”ใต้เท้าสงกล่าว
“งั้นเราจะส่งมือปราบเยี่ยเฉินไปช่วยสืบก็แล้วกัน”ฝ่าาตรัส
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ” ใต้เท้าสงรู้สึกจนปัญญาจำต้องขอความช่วยเหลือ
“หม่อมฉันมีความเห็นว่าเอิ่นลั่วน่าจะช่วยเป็ที่ปรึกษาได้ ทรงส่งนางไปช่วยด้วยเถิดเพคะ” พระสนมเอกทรง้าแนะนำบุตรสาวขุนนางให้กับองค์รัชทายาทเลยหาวิธีกำจัดเอิ่นลั่วให้พ้นทาง
“นางเป็คนสนิทขององค์ชายรองไม่ใช่หรือพะย่ะค่ะ” ใต้เท้าสงสงสัย
“นางเป็คนที่มีความสามารถก็ดีเหมือนกันให้นางช่วย คดีอาจสืบได้เร็วขึ้น” ฝ่าาทรงทอดพระเนตรเห็นความสามารถของเอิ่นลั่วแล้ว
พระสนมเอกทรง้าแนะนำบุตรสาวของท่านอำมาตย์ให้กับองค์รัชทายาทพระนางเองก็ทรงรู้ว่าองค์รัชทายาททรงหมายปองเอิ่นลั่ว แต่ในเมื่อเอิ่นลั่วไม่อยู่บางทีทรงอาจจับคู่พระองค์กับบุตรสาวขุนนางได้
******************************
เอิ่นลั่วเดินทางไปเมืองซูจิ้งเพื่อเป็ที่ปรึกษาให้กับมือปราบเยี่ยเฉินตามพระราชโองการ
แต่สำหรับมือปราบเยี่ยเฉินกลับได้รับาเ็จากการจับโจรป่าทำให้ไม่สามารถไปเมืองซูจิ้งได้ดังนั้นองค์รัชทายาทจึงทรงอาสาไปช่วยสืบคดีแต่พระองค์นั้นได้บอกให้ทุกคนปกปิดฐานะของพระองค์ และให้เรียกพระองค์ว่ามือปราบเยี่ยเฉินแทนเนื่องจากเกรงว่าเอิ่นลั่วจะปฏิเสธที่จะไปเมืองนั้นเพราะพระองค์เป็ต้นเหตุ
“เหตุใดท่านต้องสวมหน้ากากด้วยล่ะมือปราบเยี่ยเฉิน” เอิ่นลั่วสงสัย
“สามวันก่อนข้าปะทะกับกองโจรใบหน้าของข้าถูกฟันเป็รอยแผลน่ากลัวมาก ข้าไม่้าให้ใครกลัวข้า ยามเมื่อมองหน้าข้า” องค์รัชทายาททรงสวมรอยเป็มือปราบที่สวมหน้ากาก
“ข้าเสียใจด้วยแต่ข้าพอมียารักษาาแ รับรองว่าท่านไม่มีแผลเป็แน่นอน” เอิ่นลั่วยื่นยาให้
“ขอบคุณแม่นางมาก” มือปราบตัวปลอมรับมาและยิ้มมุมปากที่นางไม่สงสัยอะไร
ดังนั้นเอิ่นลั่วจึงได้นั่งรถม้าไปพร้อมกับองค์รัชทายาทโดยไม่รู้ตัวเพราะถ้านางรู้ตัวจริงของพระองค์ นางไม่มีวันยินยอมใกล้ชิดพระองค์เป็แน่
******************************
ทางด้านพระสนมเอกทรงรู้สึกผิดหวังที่มันไม่เป็ไปตามแผนดังนั้นพระองค์ก็เลยทรงแนะนำบุตรสาวท่านอำมาตย์ให้กับองค์ชายรองแทน
แต่พอผ่านไปเพียงแค่หนึ่งวันบุตรสาวของท่านอำมาตย์ก็เลยขอเข้าเฝ้าพระสนมเอกเป็การด่วน
“เป็อย่างไรบ้างองค์ชายรองทรงถูกใจเ้าหรือไม่” พระสนมเอกทรงรอฟัง
“พระองค์ทรงติทุกการกระทำของหม่อมฉันเพคะไม่ว่าหม่อมฉันจะทำอะไร ก็ดูผิดดูแย่ในสายตาของพระองค์ และที่สำคัญพระองค์ทรงทำตามแต่พระทัยทรงไม่เคยสอบถามความเห็นของหม่อมฉันเลยเพคะ” บุตรสาวของท่านอำมาตย์รู้สึกอึดอัดมาก
“น่าแปลกที่เอิ่นลั่วนั้นทนองค์ชายรองได้อย่างไร”พระสนมเอกตรัส
“ได้โปรดอย่าแนะนำหม่อมฉันให้องค์ชายรองเลยนะเพคะถือว่าหม่อมฉันขอร้อง” บุตรสาวท่านอำมาตย์ทนไม่ไหวจริงๆ
“ก็ได้เอาไว้องค์รัชทายาททรงกลับมาจากเมืองซูจิ้งเมื่อไหร่เราจะแนะนำเ้าให้กับพระองค์ก็แล้วกัน” พระสนมเอกตรัส
“เห็นองค์รัชทายาททรงถูกพระทัยเอิ่นลั่วนาง เอ่อ อาจตกเป็ของพระองค์ไปแล้วก็ได้นะเพคะ” บุตรสาวท่านอำมาตย์กังวล
“ต่อให้เป็เช่นนั้นจริงองค์รัชทายาทก็ทรงไม่อาจยกย่องให้นางเป็พระชายาได้หรอกคงเป็ได้เพียงนางสนมคนหนึ่งเท่านั้น เ้าอย่าได้กังวลไป” พระสนมเอกตรัส
“ก็ได้เพคะงั้นหม่อมฉันทูลลา” บุตรสาวท่านอำมาตย์ทำการคารวะแล้วจากไป
พอวันต่อมาองค์ชายรองทรงเสด็จเข้าเฝ้าพระสนมเอก
“ทรงมีอะไรหรือเปล่าเพคะองค์ชายรอง” พระสนมเอกตรัส
“เรารู้สึกถูกใจบุตรสาวท่านอำมาตย์เราอยากพบนางอีก” องค์ชายรองตรัส
“เอ่อ คือว่านางนั้นมีคนรักอยู่แล้วเพคะ” พระสนมเอกทรงแต่งเื่เพื่อปกป้องนาง
“ถ้าเช่นนั้นท่านแนะนำนางให้เราทำไมล่ะ” องค์ชายรองทรงสงสัย
“ท่านอำมาตย์ท่านอยากให้บุตรสาวมองชายที่มีฐานะเหมาะสมกับนางเพคะแต่ในเมื่อนางมีรักคงมั่น หม่อมฉันก็เลยห้ามนางไม่ได้” พระสนมเอกทรงหาข้ออ้าง
“เอาล่ะ งั้นเราขอตัว”องค์ชายรองทรงหันหลังและทรงยิ้มมุมพระโอษฐ์เพราะพระองค์นั้นทรงแกล้งแสดงว่าพระองค์นั้นเอาแต่พระทัยและทรงเผด็จการไม่ยอมถามความเห็นของฝ่ายหญิงเลยเพื่อให้นางรู้สึกไม่อยากครองคู่กับพระองค์เสียเอง
ทางด้านพระสนมเอกก็ทรงดำริในพระทัยว่า“ดีที่เราหาข้อแก้ตัวให้เ้าได้นะ ไม่เช่นนั้นหากเ้าได้อภิเษกกับองค์ชายรองเ้าจะต้องทนพฤติกรรมของพระองค์ไปชั่วชีวิต เอิ่นลั่วมองเห็นอะไรในตัวองค์ชายรองกันนะเหตุใดกัน นางถึงยอมเป็คนของพระองค์”
******************************
ณ จวนผู้ว่าเมืองซูจิ้ง
“ข้าได้ข่าวว่าเมืองแห่งนี้แล้งมานานแล้วหรือเ้าคะ”เอิ่นลั่วถาม
“ใช่แล้วล่ะน่าแปลกที่ไม่ว่าชาวบ้านจะทำพิธีกรรมอะไร ฝนก็ไม่ยอมตกเสียทีชาวบ้านก็เลยต้องไปเป็ลูกจ้างให้กับหมู่บ้านอื่นเพื่อทำการเกษตรน่ะ ว่าแต่เ้าไม่ไปสำรวจหมู่บ้านพร้อมกับมือปราบเยี่ยเฉินงั้นหรือ” ใต้เท้าสงกล่าว
“ข้ามีแผนการบางอย่างข้ายังไม่อยากให้ชาวบ้านรู้จักข้าเ้าค่ะ” เอิ่นลั่วกล่าว
“ข้าเข้าใจมีอะไรให้ช่วยก็บอกได้นะ งั้นข้าขอตัวไปปรึกษาราชการกับลูกน้องก่อน” ใต้เท้าสงต้องรีบไปสะสางงานที่ค้างอยู่
“ข้าน้อยน้อมส่งเ้าค่ะ”เอิ่นลั่วคารวะ
สักพักมือปราบเยี่ยเฉินก็เข้ามารายงาน
“เป็อย่างไรบ้างท่านพอได้เบาะแสหรือไม่” เอิ่นลั่วรอฟัง
“ชาวบ้านทุกคนต่างบอกว่าไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น”มือปราบรายงาน
“บางทีข้าอาจจะต้องปลอมตัวเป็หญิงชาวบ้านเพื่อล่อตัวคนร้าย”เอิ่นลั่วกล่าว
“มันอันตรายเกินไปข้าไม่ยอมเด็ดขาด” มือปราบกล่าวด้วยความเป็ห่วง
“มีท่านอยู่ทั้งคนท่านคงไม่ปล่อยให้ข้าเป็อะไรไปหรอกใช่มั้ย” เอิ่นลั่วกล่าวยิ้มๆ
“แต่ว่า….” องค์รัชทายาททรงอยู่ในฐานะมือปราบจึงไม่สามารถตรัสสั่งห้ามนางได้
“ข้ารู้สึกว่าชาวบ้านไม่ยอมให้ความร่วมมือเหมือนปิดบังอะไรบางอย่าง” ความจริงเอิ่นลั่วปกปิดใบหน้าแล้วแอบไปสำรวจหมู่บ้านโดยลำพัง
“เ้าจะบอกว่าชาวบ้านมีความเกี่ยวข้องด้วยอย่างนั้นหรือ”
“ก็ไม่เชิงพวกเราต้องสืบให้แน่ชัดเสียก่อน” เอิ่นลั่วไม่แน่ใจ
******************************
และแล้วเอิ่นลั่วก็ปลอมตัวเป็หญิงชาวบ้านที่มาจากต่างเมืองนางนั่งดีดพิณร้องเพลงข้างทางเพื่อแลกกับอัฐ
“เอาอย่างไรดีพะย่ะค่ะ นางร้องเพลงจนเสียงแหบแห้งแล้ว ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะมีคนร้ายมาลักพาตัวนางไปเลย”ทหารคนสนิทกล่าว
“รอดูไปก่อนเถิด หากไม่เป็ไปตามคาด นางก็จะเลิกแสดงเองนั่นแหละ” องค์รัชทายาทตรัส
สักพักผู้ใหญ่บ้านก็เชิญแม่นางเอิ่นลั่วไปทานน้ำชาเพราะสงสาร
“ขอบคุณท่านมากเ้าค่ะ” เอิ่นลั่วรับถ้วยน้ำชามาดื่ม
“อากาศที่แห้งแล้ง ประกอบกับชาวบ้านส่วนใหญ่มีฐานะยากจนคนต่างถิ่นมาหาอัฐที่นี่คงจะยากเสียหน่อย” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว
“วันพรุ่งนี้ข้าก็จะเดินทางต่อแล้วเ้าค่ะ” เอิ่นลั่วกล่าวเพราะนางตั้งใจปลอมตัวแค่วันเดียว
“งั้นหรือ หายเหนื่อยเมื่อไหร่ค่อยไปนั่งร้องเพลงต่อเถอะนะ” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว
“เ้าค่ะ” แต่ทว่าพอเอิ่นลั่วลุกขึ้นยืนนางก็เริ่มหน้ามืดและฉุกคิดขึ้นได้ เลยว่า “ท่านวางยาข้างั้นหรือ”
“อย่าโกรธข้าเลยแม่นาง ข้าทำเพื่อหมู่บ้าน” ผู้ใหญ่บ้านยิ้มอย่างมีชัย
สักพักลูกน้องของผู้ใหญ่บ้านก็รีบมาประคองตัวหญิงสาวที่เผลอดื่มน้ำชาที่ผสมกับยาสลบไปไหนสักแห่ง
ทางด้านองค์รัชทายาทที่สวมรอยเป็มือปราบก็ใที่เห็นหญิงสาวเสียรู้แต่พระองค์ก็ทรงยังไม่บุ่มบ่ามทำอะไรยังคงทำตามแผนการคือลอบติดตามว่าผู้ใหญ่บ้านจับตัวเอิ่นลั่วไปทำไม
******************************
ตกกลางคืน ณลานกลางป่าในหมู่บ้านซูจิ้ง
เอิ่นลั่วถูกจัดมัดติดกับไม้กางเขนพร้อมหญิงสาวอีกสองคนนางมองไปก็เห็นนักพรตกำลังทำพิธีกรรมอะไรบางอย่าง
“พวกท่านจับพวกข้ามาทำไม” เอิ่นลั่วะโถาม
“พวกเ้าล้วนเป็ผู้เสียสละเป็เครื่องบูชายัญประกอบพิธีกรรมเรียกฝนครั้งนี้”นักพรตกล่าว
“แสดงว่าที่ผ่านมา หญิงสาวที่หายไปล้วนเป็เครื่องบูชายัญสินะถ้าบูชาไปแล้ว แล้วไหนล่ะฝน หยดลงสักเม็ดก็ไม่มี” เอิ่นลั่วกล่าว
“เป็เพราะเทพเ้าท่านไม่พอใจหญิงสาวพรหมจรรย์เ่าั้น่ะสิ” นักพรตหาข้อแก้ตัว
“ท่านจะหลอกลวงชาวบ้านไปถึงเมื่อไหร่ ต้องตายทั้งหมู่บ้านเลยใช่มั้ยท่านถึงจะพอใจน่ะ” เอิ่นลั่วกล่าวอย่างเอาเื่
“บังอาจ! เ้าไม่มีสิทธิ์ลบหลู่ท่านนักพรตนะ” ผู้ใหญ่บ้านรีบปกป้องนักพรต
“พวกท่านเลิกเชื่อนักต้มตุ๋นคนนี้ได้แล้ว หากเป็อย่างที่นักพรตว่าจริงฝนต้องตกไปนานแล้วสิ” เอิ่นลั่วกล่าวตามเหตุผล
“พวกท่านฟังข้า ครั้งนี้แหละที่ฝนต้องตกอย่างแน่นอน”นักพรตมั่นใจมาก
“พวกข้าเชื่อท่าน ท่านทำพิธีต่อไปเถิด” ผู้ใหญ่บ้านศรัทธามากถึงขั้นงมงาย
“หยุดนะ พวกเ้าช่างไร้ซึ่งความเมตตาแบบนี้์จะเมตตาประทานฝนมาให้พวกเ้าได้ยังไง” มือปราบกล่าว
“พวกเ้าเป็คนของทางการที่เมืองหลวงส่งมานี่” ผู้ใหญ่บ้านใ
“เป็ถึงผู้ใหญ่บ้านยังร่วมมือกับพวกนอกรีตเข่นฆ่าลูกบ้านของตัวเองอีก”มือปราบกล่าวอย่างเอาเื่
“พวกเ้าเชือดคอผู้หญิงซะ ฝนจะได้ตกลงมาเสียที” นักพรตรีบสั่ง
มือปราบและพรรคพวกกระโจนเข้าไปตรงบริเวณไม้กางเขนพวกเขาสามารถถีบชายเพชฌฆาตออกไปได้ พร้อมกับตัดเชือกแก้มัดให้หญิงสาว
“ทหารจับกุมชาวบ้านและนักพรตเดี๋ยวนี้” มือปราบสั่ง
“ขอรับ” ทหารรับคำ
ตอนนี้เอิ่นลั่วและผู้หญิงอีกสองคนเป็อิสระแล้ว
“เ้าปลอดภัยดีใช่มั้ยเอิ่นลั่ว” มือปราบรีบถาม
“ข้าปลอดภัยดีท่านมือปราบ” เอิ่นลั่วกล่าว
“พวกเราจะไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายท่านนักพรตหรอก” ผู้ใหญ่บ้านะโ
“ผู้หญิงที่จับมามีตั้งหลายคน เหตุใดเ้าถึงนำมาบูชายัญแค่สามคนล่ะ”มือปราบสงสัย
“ก็มีแค่สามคนนี้เท่านั้นที่เป็สาวพรหมจรรย์” นักพรตกล่าวสั้นๆ
เอิ่นลั่วหน้าแดงเพราะทุกคนมองนางเป็ตาเดียว เลยว่า “ท่านพิสูจน์ได้ยังไงข้าไม่เคยเห็นท่านแตะต้องตัวใครเลยด้วยซ้ำ”
“ข้าใช้วิธีดมจากกลิ่นยังไงล่ะ ในระหว่างสามคนเ้ามีกลิ่นสาวพรหมจรรย์ชัดเจนที่สุด” นักพรตกล่าว
“เอ่อ ท่านเป็ผู้หญิงขององค์ชายรองไม่ใช่หรือ” ทหารคนสนิทสงสัย
“อย่าไปเชื่อเขา เขาเป็นักพรตจอมหลอกลวง” เอิ่นลั่วรีบอ้าง
“ไม่เชื่อก็ลองถามอีกสองคนนั่นสิ” นักพรตท้า
ผู้หญิงทั้งสองต่างพยักหน้ายอมรับว่าตนเป็หญิงพรหมจรรย์
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่านักพรตนอกรีตคนนี้จะมีอิทธิฤทธิ์จริงๆไม่งั้นท่านก็พิสูจน์ให้เห็นสิ” เอิ่นลั่วท้า
“ข้าจะแสดงให้เ้าดู” นักพรตร่ายมนตร์สักพักก็ออกคำสั่ง“พวกเ้าจงต่อสู้กัน”
ราวกับสะกดจิตทั้งทหารและชาวบ้านต่างพากันต่อสู้กันเองอย่างคนไร้สติ
“เป็ไปได้ยังไง หรือว่าจะเป็…” สักพักเอิ่นลั่วก็ะโบอกทุกคน“บริเวณนี้มีควันพิษรีบปิดจมูกเร็วเข้า”
“ข้ายังสามารถทำอย่างอื่นได้อีกนะ” สักพักนักพรตก็ะโ“พวกเ้าจงจุมพิตกัน”
พอทั้งทหารและชาวบ้านได้ยินก็เปลี่ยนท่าทีจากต่อสู้กลายเป็จับคนที่อยู่ข้างเคียงมาจูบปากกันไม่ว่าคนข้างๆจะเป็เพศไหนก็ตาม
มือปราบเองก็โดนพิษกล่อมประสาทไปด้วยดังนั้นเขาจึงกอดเอิ่นลั่วและกำลังจะจูบกับนาง
เอิ่นลั่วพยายามผลักฝ่ายชายแต่นางก็ไร้เรี่ยวแรงดังนั้นนางตั้งใจเหยียบเท้าอย่างแรงพร้อมกับตบหน้าเขาเข้าอย่างจัง
โชคดีที่หน้ากากไม่หลุด“โอ๊ย! นี่เ้าตบหน้าข้าทำไม”มือปราบเพิ่งได้สติ
“ท่านดูนั่นสิ” เอิ่นลั่วชี้ให้ดู
“ทำไมพวกเขาแสดงท่าทางจูบกันแบบนั้นล่ะ” มือปราบสงสัย
“ท่านรีบจับตัวนักพรตและบังคับให้มันสั่งให้ชาวบ้านหยุดการกระทำควันพิษคงออกฤทธิ์ได้ไม่นานนักหรอก” เอิ่นลั่วกล่าวแผน
“ได้ งั้นเ้ารอตรงนี้นะ” มือปราบกล่าว
มือปราบเลยรีบะโไปดักหน้านักพรตพร้อมกับใช้ดาบจ่อไปที่คอของเขา “สั่งชาวบ้านและทหารหยุดการกระทำบ้าๆได้แล้วถ้าไม่อยากตาย”
“ได้ ข้าจะสั่งให้หยุดเดี๋ยวนี้ อย่าฆ่าข้าเลย” นักพรตยะโกนสั่งให้ทุกคนหยุดการกระทำเพราะกลัวตาย
พอทหารได้สติก็เลยพากันจับกุมตัวชาวบ้านที่ร่วมพิธีบูชายัญทุกคนมาไต่สวนทั้งหมด
“ท่านจะลงโทษนักพรตของเราไม่ได้นะไม่เช่นนั้นหมู่บ้านของพวกเราต้องแล้งไปอีกนาน” ผู้ใหญ่บ้านกังวล
“ถ้าข้าสามารถทำให้ฝนตกได้ โดยไม่ต้องใช้วิธีบูชายัญล่ะต่อไปพวกท่านจะเลิกหลงเชื่อและทำร้ายผู้บริสุทธิ์หรือไม่” เอิ่นลั่วเสนอ
“เ้าเป็เพียงผู้หญิงตัวเล็กๆ จะทำได้ได้ยังไง” ผู้ใหญ่บ้านกล่าวอย่างดูถูก
“งั้นก็ลองทดสอบกันดู” เอิ่นลั่วท้า
“ได้หากเ้าทำได้ พวกเราพร้อมที่จะสำนึกผิดรับโทษและไม่กระทำการบูชายัญแบบนั้นอีก”ผู้ใหญ่บ้านกล่าวคำมั่น
“ท่านสัญญาแล้วนะ อย่าผิดคำพูดล่ะ” เอิ่นลั่วย้ำ
ชาวบ้านทุกคนต่างพากันยกมือสาบาน
ความจริงเอิ่นลั่วไม่ได้มีวิชาเรียกลมเรียกฝนแต่นางเคยร่ำเรียนมาจากอาจารย์ท่านหนึ่งเกี่ยวความชื้นของอากาศระดับไหนที่ฝนจะตกลงมาซึ่งตอนที่เอิ่นลั่วแอบไปสำรวจหมู่บ้านโดยลำพังนางก็สามารถทำนายได้ว่าฝนจะตกในเช้าวันรุ่งขึ้นดังนั้นเอิ่นลั่วจึงแกล้งตั้งพิธีกรรมในตอนเช้าตรู่
และแล้วผลก็เป็ไปตามการทำนายสภาพภูมิอากาศฝนค่อยๆตกพรมลงมาในระหว่างทำพิธีจริงๆ
“ฝนตกแล้วพวกเรา หมู่บ้านพวกเราจะไม่แล้งอีกแล้ว” ผู้ใหญ่บ้านกล่าวอย่างยินดี
“ทำตามสัญญาด้วย” เอิ่นลั่วย้ำ
“พวกข้าสำนึกผิดแล้ว พวกข้าพร้อมรับโทษทัณฑ์” ผู้ใหญ่บ้านกล่าว
“งั้นปล่อยให้ศาลตัดสินความผิดก็แล้วกัน” มือปราบกล่าว
ใต้เท้าสงจึงตัดสินให้ปะาชีวิตนักพรตฐานหลอกลวงชาวบ้านให้เข่นฆ่าหญิงสาวพรหมจรรย์ไปตั้งหลายคนส่วนที่เหลือที่ไม่ได้ถูกคัดเลือกว่าเป็ผู้หญิงพรหมจรรย์ก็มีชีวิตรอดกลับไปใช้ชีวิตปกติในหมู่บ้านส่วนหัวหน้าหมู่บ้านนั้นก็ถูกปลดจากตำแหน่ง
และสำหรับชาวบ้านที่ร่วมพิธีศาลก็ไม่เอาผิดโดยให้ถือว่าเป็เหยื่อถูกหลอก แต่ศาลนั้นให้ชาวบ้านเ่าั้ชดใช้ค่าเสียหายให้กับบ้านที่ลูกสาวตายอีกทั้งช่วยกันประกอบพิธีทางศาสนาให้หญิงสาวเ่าั้ด้วย
นับว่าคดีในครั้งนี้ถูกปิดได้อย่างง่ายดาย
เอิ่นลั่วพร้อมกับมือปราบก็เลยออกเดินทางกลับเมืองหลวง
ก่อนออกเดินทางเอิ่นลั่วได้แวะซื้อขนมที่มีชื่อเสียงประจำท้องถิ่นนางยื่นให้กับท่านมือปราบ
“ลองชิมดูสิ เขาว่ากันว่าอร่อยมากเลยนะท่าน” เอิ่นลั่วยื่นขนมให้แบบยิ้มๆ
มือปราบเยี่ยเฉินรับมาเขากัดไปคำนึง ก็เลยว่า “อร่อยจริงๆด้วย”
“ท่านซื้อไปฝากฮูหยินของท่านดีมั้ย” เอิ่นลั่วแนะนำ
“เอ่อ ข้ายังไม่มี…” มือปราบกล่าวไม่จบ
“แหม ท่านหลอกข้าไม่ได้หรอก ข้าเคยไปร่วมงานแต่งของท่านด้วยท่านจำไม่ได้งั้นหรือ” เอิ่นลั่วกล่าว
“พาข้าไปซื้อหน่อยสิ” มือปราบรีบเปลี่ยนเื่กลัวฝ่ายหญิงจับได้
“ได้ ไปทางนี้”เอิ่นลั่วนำทางมือปราบไปซื้อขนมกับหญิงชราคนนึง
“ขอบใจมากนะหนู ที่พาสามีมาอุดหนุน” หญิงชรากล่าวยิ้มๆ
“ท่านยาย ท่านเข้าใจผิดแล้วเ้าค่ะ เขาเป็เพื่อนข้าเท่านั้น” เอิ่นลั่วรีบแย้ง
“ขออภัย เห็นพวกท่านสนิทสนมกัน ก็เลยคาดเดาไปอย่างนั้น” หญิงชรากล่าว
“พวกเราบริสุทธิ์ใจ พวกเราไม่ถือหรอกเ้าค่ะ” เอิ่นลั่วไม่ถือสา
และแล้วมือปราบก็เหมาขนมของท่านยายทั้งร้านเพื่อนำไปจ่ายแจกให้กับทหารที่มาช่วยงาน
“ท่านใจดีจัง อย่าลืมแบ่งส่วนหนึ่งให้กับฮูหยินท่านด้วยนะ” เอิ่นลั่วกล่าว
และอยู่ดีๆท่านมือปราบก็ยื่นขนมมาให้เอิ่นลั่ว
“ให้ข้าทำไมล่ะ ข้ามีอยู่แล้ว” เอิ่นลั่วแปลกใจ
“รับไปเถอะ พวกเราต้องรีบเดินทางกลับเมืองหลวงแล้ว” มือปราบกล่าว
เมื่อมาถึงเมืองหลวงอยู่ดีๆก็มีขบวนทหารมาต้อนรับ
เอิ่นลั่วลงจากรถม้านางก็ใที่มองเห็นมือปราบเยี่ยเฉินยืนอยู่ที่ประตูเมืองด้วย
“ไหนว่าท่านไปเมืองซูจิ้งไง เหตุใดถึงอยู่ที่นี่ แล้วคนที่ไปกับข้าเป็ใคร” เอิ่นลั่วงง
พอมือปราบตัวปลอมลงจากรถม้าทุกคนก็คุกเข่าทำการคารวะ
“ถวายบังคมพะย่ะค่ะ องค์รัชทายาท”
เอิ่นลั่วใเพราะนึกไม่ถึงว่านางนั้นได้อยู่กับองค์รัชทายาทเกือบตลอดเวลาตอนนี้นางทำได้เพียงคุกเข่าตามคนอื่นไปด้วย
“ลุกขึ้นเถิด ขอบคุณมากที่มาต้อนรับเราเราต้องพาเอิ่นลั่วไปเข้าเฝ้าเพื่อรายงานสถานการณ์หมู่บ้านซูจิ้งแล้ว” องค์รัชทายาททรงถอดหน้ากากและตรัส
“พะย่ะค่ะ” ทุกคนยอมลุกขึ้น
องค์รัชทายาททรงประคองเอิ่นลั่วให้ลุกขึ้นพร้อมกับจับมือนางแล้วพาไปนั่งรถม้าคันเดียวกัน
“พระองค์ทรง้าอะไรเพคะ เหตุใดถึงกระทำเช่นนี้” เอิ่นลั่วกล่าวอย่างเอาเื่
“ถ้าหากว่าเราเผยตัว เ้าจะยอมไปหมู่บ้านซูจิ้งอย่างนั้นหรือ” องค์รัชทายาททรงรอฟัง
“หม่อมฉัน เอ่อ” เอิ่นลั่วคิดว่านางคงไม่ยอมไปอย่างแน่นอน
“เ้าเป็คนแยกงานกับเื่ส่วนตัวไม่ออก เรารู้ดี เราถึงต้องทำเช่นนี้ไง”องค์รัชทายาทตรัสอ้าง
“ตอนนี้หม่อมฉันขอตัวไปนั่งรถม้าอีกคันเพคะ” เอิ่นลั่วไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วย
องค์รัชทายาททรงจับข้อมือหญิงสาวไว้แน่นและตรัสว่า“ที่แท้เ้ายังไม่ได้เป็ผู้หญิงขององค์ชายรองสินะ”
“ทรงเอาอะไรมาตรัสเพคะ ทรงเชื่อนักพรตลวงโลกนั้นได้อย่างไร” เอิ่นลั่วแสดงสีหน้ามีพิรุธ
“สักวันเราจะเป็ผู้พิสูจน์ด้วยตัวเอง” องค์รัชทายาทตรัสยิ้มๆ
“ไม่มีวันนั้นเพคะ หม่อมฉันขอตัว” เอิ่นลั่วรีบสะบัดมือแล้วรีบลงจากรถม้าไปนั่งอีกคันตอนนี้หญิงสาวมีอาการหน้าแดงจัดนางไม่คิดว่าผู้ที่ไปร่วมชะตากรรมที่หมู่บ้านซูจิ้งจะเป็ชายสูงศักดิ์และพระองค์ก็ทรงล่วงรู้ว่านางโกหกถึงเื่ที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับองค์ชายรองเอิ่นลั่วคิดในใจว่า “แบบนี้พระองค์ก็ทรงหาวิธีปั่นหัวหม่อมฉันเล่นอีกล่ะสิ”