บุปผาราชัน

    08 คนร้ายตัวจริง (1)


    8คนร้ายตัวจริง (1)
    “นานเหลือเกินแล้วที่ไม่ได้มีคำสั่งให้เข้าเฝ้า ข้าตั้งใจไปที่นั่นเพื่อที่จะแสร้งทำตัวว่าได้รับบาดเจ็บ เพื่อเรียกร้องความสนใจจากฝ่าบาท แต่กลับพลาดท่าลื่นหกล้มลง ในตอนที่เงยหน้าเพื่อจะลุกขึ้นยืนนั้นใบหน้าของข้าก็กรีดเข้ากับหินแหลมที่ฝังอยู่ในพื้นดิน ข้ากรีดร้องแทบบ้าเมื่อรู้สึกว่ามีเลือดไหลหยดออกมาจากใบหน้า มิหนำซ้ำในตอนนั้นเองยังรู้สึกว่าถูกตัวอะไรบางอย่างกัดเข้า มันคงจะเป็นตัวคูโมนั่นเอง
    ข้ากลัวความผิดเหลือเกิน หากฝ่าบาทได้รู้ความจริงว่าข้าไปที่นั่นเพื่ออะไรก็คงจะถูกลงโทษหนักเป็นแน่ จึงได้สร้างเรื่องขึ้นมาว่าถูกคนลอบทำร้าย บาดแผลนี้คงเกิดจากกรรมตามสนองที่คิดบังอาจหลอกลวงเบื้องสูง ตั้งแต่เกิดเรื่องข้าได้แต่ฝันถึงเหล่าเทพพิทักษ์ผู้เกรี้ยวโกรธ ข้าละอายเหลือเกินกับสิ่งที่ตนได้คิดได้ทำลงไป ข้าได้โป้ปดก่อเรื่องใหญ่ทำให้ฝ่าบาทต้องวุ่นวายพระทัยตามจับตัวคนร้ายเพื่อบิดเบือนความผิดของตัวเอง ข้าสำนึกแล้วในบาปทุกสิ่งที่ทำลงไป และข้าก็ไม่มีหน้าที่จะกล้ากลับไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทได้อีกแล้ว...”
    บทคัดลอกจากจดหมายสั่งเสียของนางในโอลลีถูกอ่านประกาศขึ้น นางในทุกคนรวมตัวอยู่ที่ห้องอาหารในโรงครัวทิศใต้ ทุกคนอยู่ในสภาพตื่นตระหนก บางคนก็มีท่าทีน้ำตาซึม บ้างก็เพียงเศร้าเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
    ท้ายที่สุดแล้วดูเหมือนนางในพิเศษผู้นั้นก็ได้ตัดสินใจฆ่าตัวตาย เพราะสำนึกบาปในความผิดที่คิดกระทำ ซึ่งก่อให้เกิดผลร้ายอย่างเหลือแสน โดยปกติก็แทบไม่ได้เข้าเฝ้าอยู่แล้ว นับประสาอะไรกับการมีบาดแผลขนาดใหญ่บนใบหน้าเช่นนั้น ชีวิตจากนี้ไปไม่ต้องให้ใครบอกก็คงมองออกได้ไม่ยากว่าจะลงเอยเช่นไร
    เหล่านางในพิเศษซึ่งไม่ได้เป็นที่โปรดปรานต่างเริ่มตระหนัก แล้วอนาคตของตนข้างหน้านั้นเล่าจะเป็นอย่างไรต่อไป
    เสียงกรีดร้องที่ดังขึ้นนั้นมาจากหมอหญิงที่เริ่มเข้าไปทำงานในตอนเช้า โอลลีคงเริ่มวางแผนปลิดลมหายใจตัวเองในคืนนั้นด้วยความเงียบสงบ จนแม้แต่ทหารที่เดินยามผ่านไปมาหรือเฝ้าอยู่หน้าปากประตูทางเข้าออกยังไม่รู้เรื่อง
    บรรยากาศทั่วทั้งพระราชวังเต็มไปด้วยความอึมครึมขมุกขมัว ฝ่าบาทเสด็จลงมาดูศพของโอลลีก่อนจะเสด็จออกว่าราชกิจตามปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
    เพราะยังไม่ได้มียศศักดิ์เป็นถึงพระสนม จึงไม่สามารถจัดพิธีไว้อาลัยภายในเขตของพระราชวังได้ ร่างไร้วิญญาณของนางในโอลลีถูกบรรจุใส่โลงศพที่อย่างน้อยก็ตกแต่งสวยงามอย่างสมเกียรตินางในพิเศษ ซึ่งเป็นสตรีคนหนึ่งที่เคยได้ถวายงานแก่พระราชา
    เหล่านางในพิเศษและคนครัวเขตทิศใต้ต่างมาร่วมไว้อาลัยวางดอกไม้ในโลกศพเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ศพจะถูกขนนำออกไปเผาที่เตาเผาศพของประชาชนทั่วไปนอกพระราชวังภายในเย็นนี้
    หลังเกิดเรื่องวุ่นวายชวนสลด กว่าใครบางคนจะรู้ตัววันเวลาก็ดำเนินไปถึงช่วงย่ำค่ำแล้ว ฟีออนยืนมองส่งขบวนขนศพของนางในโอลลีออกไปจากประตูพระราชวังจนลับสายตา
    พ่อแม่พี่น้องครอบครัวของนางจะรู้สึกอย่างไรกันนะ ตอนที่ทางสำนักพระราชวังส่งเถ้ากระดูกของนางกลับไปพร้อมกับสินทรัพย์ค่าทำขวัญที่ฝ่าบาทพระราชทานให้ ฟีออนไม่รู้ว่าใครคนอื่นจะคิดอย่างไร แต่สำหรับนางแล้วสิ่งของมีค่าใดๆ ก็คงไม่สามารถทดแทนคนในครอบครัวอันเป็นที่รักได้เลยแม้แต่น้อย
    ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าท้องนภายาตราเข้าสู่ความมืด อาจยังมีใครอีกหลายคนที่ยังคงจับกลุ่มพูดคุยถึงเรื่องราวสะเทือนใจที่เกิดขึ้นในวันนี้ ในที่ที่มีแสงสว่างอย่างเพียงพอ แต่หนึ่งในนั้นไม่ใช่หญิงสาวหน้าบากผู้ไม่เคยกลัวเกรงความมืดใดๆ
    ฟีออนนั่งกอดขาซุกใบหน้าลงกับหัวเข่าอยู่ในอุทยาน แม้จะอยู่ไกลจากแหล่งทิ้งขยะไม่มากนัก แต่มันก็ไกลพอที่จะกลบกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ให้พ้นตัวได้ แต่ถึงแม้ตอนนี้บริเวณโดยรอบจะเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นฟีออนก็คงจะไม่รู้สึก สิ่งเดียวที่วนเวียนอยู่ในหัว อยู่ในภาพความคิดจิตสำนึกของหญิงสาวในตอนนี้คือภาพใบหน้ารอยยิ้ม และคำพูดสุดท้ายที่นางในผู้นั้นเอ่ยไว้กับนางก่อนจากโลกนี้ไป
    เพราะตัวเองหรือเปล่า เพราะนางเองใช่ไหม ฟีออนได้แต่โทษตัวเองในใจนับครั้งแทบไม่ได้แล้วหลังจากได้เห็นภาพเมื่อเช้ากับตาตัวเอง เพราะหญิงสาวขอร้องให้ท่านคาอูลช่วยพูดแบบนั้น ให้กดดันโอลลีให้พูดความจริงแบบนั้น เป็นสิ่งที่นำพานางไปสู่ความตาย
    “มาอยู่ที่นี่นี่เอง ฟีออน ข้าตามหาเจ้าแทบแย่”
    แม้ไม่ต้องเงยหน้าหรือหันไปมอง ฟีออนก็จำได้ขึ้นหูแล้วว่านั่นคือเสียงของใคร นายทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์คาอูลซึ่งถือตะเกียงน้ำมันอยู่ในมือ วิ่งเข้ามาหาหญิงสาวด้วยทีท่ากระหืดกระหอบไม่น้อย
    “มานั่งอะไรในที่มืดๆ แบบนี้กัน ข้าต้องวิ่งผ่านตรงนี้สองรอบเชียวนะกว่าจะสังเกตเห็นเจ้าขึ้นมา” คาอูลแทบไม่อยากพูดต่ออีกว่านอกจากตรงนี้แล้ว เขายังวิ่งไปที่ไหนแห่งใดและอีกกี่รอบบ้างเพื่อที่จะตามหานางให้เจอ
    “เพราะข้า นางตายเพราะข้า”
    ชายหนุ่มถอนใจเมื่อได้ยิน เป็นอย่างที่คาดคิดไว้ไม่มีผิด ฟีออนจะต้องโทษว่าเป็นความผิดของตัวนางเอง
    “นี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้าเลยนะ” คาอูลวางตะเกียงไฟลงตรงหน้าแล้วนั่งลงเคียงข้างหญิงสาว
    “ข้าเป็นคนบอกให้ท่านบังคับให้นางเลือก จะอยู่แล้วโดนลงโทษ หรือจะตายไถ่โทษ”
    “ไปกันใหญ่แล้ว ฝ่าบาทเองก็ทรงรู้เรื่องนี้ถึงคราวนี้จะไม่มีเจ้าอยู่มารู้มาเห็น หากฝ่าบาทให้โอกาสแล้วแต่นางยังไม่ยอมพูด พระองค์ก็คงจะหาวิธีบีบเค้นนางให้สารภาพออกมาจนได้นั่นแหละ แต่เอาเข้าจริงๆ เลยเถอะ จากวันนั้นที่ได้คุยกัน นางดูไม่สนใจข้าที่พูดขู่นางเลยด้วยซ้ำ นางเอาแต่ถามเจ้าเรื่องแผลเหล่านั้น ข้าว่านะ...จริงๆ แล้วนางอาจจะไม่ได้เลือกตายเพราะกลัวความผิดหรือละอายต่อบาปก็ได้ แต่เลือกวิธีการนั้นเพราะทนสภาพที่จะต้องอยู่อย่างมีบาดแผลบนใบหน้าแบบนั้นไม่ได้ต่างหาก วันนี้ตอนไปตรวจสอบที่เกิดเหตุกับฝ่าบาท ได้ยินพวกหมอหญิงคุยกันอยู่เหมือนกันว่านางวิตกจริตเรื่องแผลบนใบหน้ามาก”
    “หญิงสาวต่างก็รักใบหน้าของตัวเองทั้งนั้น”
    เมื่อได้ฟังคำนี้ ไม่ทราบด้วยเหตุใดคาอูลถึงได้รู้สึกว่ามันเหมือนเสียงสะท้อนที่ดังออกมาจากใจคนข้างตัวนี้มากกว่า
    “เจ้าเป็นคนเข้มแข็งมาก ฟีออน ยิ่งเห็นนางในที่แทบบ้าเพราะเรื่องแบบนี้แล้วข้าก็ยิ่งรู้สึกนับถือเจ้าขึ้นมา ที่ผ่านมาเจ้าเองก็คงผ่านอะไรมาเยอะมากสินะ กว่าจะเข้มแข็งพูดคุยยิ้มและหัวเราะอย่างทุกวันนี้ได้”
    “ฮึก...” เสียงสะอื้นดังออกจากหญิงสาวข้างตัว คาอูลหันไปมองนางอีกครั้งแล้วทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้จากนอกจากยกมือขึ้นมา แม้จะเกร็งๆ ลังเลอยู่เล็กน้อยว่าจะเป็นการล่วงเกินหญิงสาวหรือไม่ แต่จนท้ายมือนั้นก็แตะที่หัวไหล่ฟีออนเบาๆ
    คำพูดสุดท้ายของนางในโอลลีที่ยังติดอยู่ในโสตประสาททุกส่วนในหูของฟีออนนั้นดังย้ำขึ้นอีกครั้ง นางไม่สามารถเข้มแข็งได้เหมือนฟีออน นั่นคงจะเป็นสาเหตุที่ทำให้นางจากไปอย่างแท้จริง
    “หากข้าไม่ได้อยู่ที่นี่ หากนางไม่ได้เห็นสภาพทุเรศทุรังแบบหน้าของข้า นางอาจจะไม่รู้สึกกลัวจนด่วนคิดสั้นขนาดนี้ก็ได้ นางคงรอจนแผลหาย แล้วตอนนั้นฝ่าบาทก็คงหมดความอดทนที่จะรอให้นางสารภาพ เค้นให้นางพูดความจริง แล้วลงโทษนางเป็นอย่างอื่นแทน...แทนความตาย”
    จนท้ายฟีออนก็ยังขุดคุ้ยข้อหาใส่ตัวเอง คาอูลได้แต่ถอนใจอีกครั้ง คงต้องใช้วันเวลาอีกสักพักกระมัง กว่าความรู้สึกนี้จะเบาบางลงไปได้
    “เจ้าเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ กับท่านพ่อของเจ้ามาตั้งมากมาย ไม่เคยพบเจอเรื่องแบบนี้บ้างหรือ”
    “เคยเห็นแต่คนอื่น แต่ไม่เคยเจอกับตัวแบบนี้...”
    “ฟังข้านะฟีออน เจ้าอยากโทษตัวเองก็โทษไปถ้ามันจะทำให้สบายใจขึ้น แต่ยังไงความจริงที่ว่านี่ไม่ใช่ความผิดของเจ้าหรือความผิดของใครก็ยังเป็นความจริงอยู่ดี นางทำตัวของนางเอง พวกเราก็แค่ได้รับหน้าที่มาค้นหาความจริงเหล่านั้นให้กระจ่าง หากเจ้ายังต้องการทำงานให้ฝ่าบาท เจ้ายังจะต้องพบเจอเรื่องแบบนี้อีกมากมายนะ”
    ฟีออนเงยหน้าขึ้นมาได้ในที่สุดเมื่อคาอูลพูดจบ หญิงสาวหันไปมองชายหนุ่มข้างตัวราวกับนึกบางอย่างขึ้นได้
    “ความจริงงั้นหรือ...” ฟีออนพึมพำออกมา
    “ใช่ความจริง ความจริงทำไมรึ”
    “ข้า...”
    เมื่อมองดูคาอูลให้ถนัดตาอีกครั้งฟีออนก็ชะงักไป ความคิดที่เหมือนจะหยุดทำงานไปแล้วในวันนี้แล่นพล่านขึ้นมาในหัวเต็มไปหมด
    “นั่นสินะ จะเป็นความผิดของข้าได้ยังไง”
    แม้คาอูลจะแปลกใจที่ปุบปับหญิงสาวก็เปลี่ยนความคิดขึ้นมาได้ แต่อย่างน้อยหากเลิกคิดแบบนั้นได้ก็นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดี ทว่าอยู่ๆ ฟีออนก็ลุกขึ้นยืนจนนายทหารหนุ่มลุกขึ้นตามแทบไม่ทัน
    “ท่านคาอูล ท่านช่วยไปทูลฝ่าบาทว่าข้าขอเข้าเฝ้าได้มั้ยคะ”
    “จริงสินะ เจ้ายังไม่ได้เข้าเฝ้าฝ่าบาทเลย เรื่องนี้จบแล้วเจ้าเองก็ควรจะกลับไปทำหน้าที่ที่แท้จริงของตัวเองสักที แต่ข้าไม่แน่ใจนะว่าตอนนี้จะทรงอยากพบเจอใครหรือไม่ หลังว่าราชกิจเสร็จแล้ววันนี้ฝ่าบาททรงประทับอยู่ที่ห้องทรงอักษรตามลำพังทั้งบ่าย แต่ข้าจะลองไปทูลถามดูให้ก่อนก็แล้วกัน ข้าเองก็ไม่อยากเห็นเจ้าทำงานในห้องครัวนั่นอีกแล้ว”
    วันเวลาภายในห้องทรงอักษรดำเนินไปด้วยความเงียบมาตลอดช่วงบ่ายจนถึงหัวค่ำ เจ้าเหนือหัวแห่งจีโอเนราฟากำลังนอนหลับตาเอนหลังอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวที่ปูเบาะนุ่มรองรับไว้เป็นอย่างดี เสียงทหารมหาดเล็กที่จำได้ว่าเป็นเสียงของคาอูลดังขึ้น แล้วก็เป็นดังที่คาดไว้ไม่ผิด เขาคงจะพาหญิงสาวคนหนึ่งเพื่อมารอเข้าเฝ้าด้วยอย่างแน่นอน
    “ทุกคนออกไปให้หมด”
    คาอูลและเหล่าทหารมหาดเล็กฯ คนอื่นแปลกใจไม่น้อยเมื่อองค์แดริสทรงมีรับสั่งเช่นนั้น แต่ถึงจะข้องใจก็หาได้มีใครบังอาจถามเน้นย้ำคำสั่งนั่น...ซึ่งรับสั่งด้วยพระสุรเสียงอันขุ่นมัวเหลือเกิน ฟีออนในคราบของเด็กรับใช้ในครัวถวายพระพรทำความเคารพในทันที
    “ตามข้ามา” ตรัสจบก็เดินนำออกไปก่อนแล้วเปิดประตูบานหนึ่งที่เชื่อมต่อกับห้องทรงอักษรนี้ขึ้น แม้หญิงสาวจะไม่เข้าใจว่าต้องไปไหนทำอะไร แต่ก็ทำได้เพียงเดินตามไปเงียบๆ อย่างเชื่อฟัง
    ภายในห้องที่ฝ่าบาทเสด็จนำเข้ามามีลักษณะเป็นห้องประชุมขนาดเล็ก มีโต๊ะตัวยาวกับเก้าอี้แปดตัวและอุปกรณ์ต่างๆ จำพวกแผนที่และสิ่งของทางยุทธศาสตร์การทหารอีกมากมายซึ่งคงจะเอาไว้ใช้ในการหารือเรื่องสำคัญของบ้านเมือง
    “ภายในนี้เก็บเสียงได้ดีกว่าห้องด้านนอก จะไม่มีใครได้ยินสิ่งที่เราคุยกัน ข้ารู้ว่าเจ้ามีบางสิ่งที่สำคัญจะมาบอกข้าใช่หรือไม่”
    “ทรงพระปรีชายิ่งแล้ว ใช่เพคะฝ่าบาท” หญิงสาวมีสีหน้าปลื้มปิติขึ้นมา ฝ่าบาทจะต้องทรงคิดเหมือนกับนางอยู่แน่ๆ จึงได้พาเดินเข้ามาคุยในนี้เพื่อไม่ให้ใครข้างนอกได้ยิน
    “ว่ามาสิ”
    “ก่อนอื่นหม่อมฉันอยากจะถามให้แน่ใจ หากนางในโอลลีสารภาพความผิดที่คิดเรียกร้องความสนพระทัยแบบนั้น โทษของนางจะเป็นอย่างไรก็คงไม่ถึงแก่ความตายใช่ไหมเพคะ”
    “แน่นอน ข้าไม่ได้จะสั่งตัดหัวใครง่ายๆ ด้วยเรื่องไร้สาระของพวกผู้หญิงแบบนี้หรอกนะ”
    “ถ้าอย่างนั้นหม่อมฉันก็สงสัยว่า จดหมายลาตายนั่นจะมีความบิดเบือนอยู่”
    “บิดเบือนรึ... ยังไงกัน”
    “หากลองพิจารณาจากเสียงกรีดร้องและบาดแผลบนใบหน้าของนาง แม้ว่าเรื่องที่เขียนในจดหมายอาจมีความเป็นไปได้ แต่อย่างไรก็ตาม หม่อมฉันก็ยังมั่นใจว่านางกรีดร้องตอนถูกทำร้าย และนั่นเกิดขึ้นก่อนที่จะโดนตัวคูโมกัด แม้ว่าหม่อมฉันจะไม่ได้ยินเองกับหู แต่จากคำบอกเล่าของคนมากมายที่บอกว่าเสียงนั้นดังก้องไปทั่วบริเวณได้ยินไปจนถึงโรงครัวทิศใต้ได้นั้นก็คงจะดังอยู่เอาการจริงๆ และเป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะกรีดร้องได้ดังเช่นนั้นหากถูกตัวคูโมกัดแล้ว”
    “แต่ในจดหมายนั่นก็บอกว่านางร้องตอนก่อนถูกตัวคูโมกัดนะ”
    “ก็จริงเพคะ แต่เพราะแผลที่แก้มของนาง หม่อมฉันได้เห็นบาดแผลนั้นแล้วตอนหมอหญิงทำความสะอาดแผลให้นาง บาดแผลนั่นเกิดจากคมมีดคมดาบแน่ๆ ท่านหมอหลวงและท่านคาอูลเองก็ยืนกรานเช่นนั้น โขดหินแหลมไม่เรียบเสมอดังเช่นใบมีดหรือใบดาบ หากถูกบาดในระยะเพียงผิวเผินแผลอาจเรียบแต่คงไม่ลึกมากเท่านี้ และหากถูกบาดจากหินแหลมลึกมากกว่านี้ ปากแผลก็ไม่น่าจะเรียบเนียนกริบได้ถึงเพียงนี้เลยเพคะ”
    “เจ้าเลยคิดว่าสิ่งที่อยู่ในจดหมายเป็นเรื่องโกหกสินะ แล้วทำไมนางต้องเขียนจดหมายทิ้งไว้แบบนั้น”
    “เรื่องนั้นหม่อมฉันคิดความเป็นไปได้อยู่หลายทางเพคะ อย่างแรกคือ หม่อมฉันคาดเดาผิดทั้งหมด นางฆ่าตัวตายเองและเขียนสารภาพบาปทุกอย่างเอาไว้ อย่างที่สอง นางฆ่าตัวตายและเขียนจงใจเขียนจดหมายทิ้งไว้แบบนั้นเพื่อปิดบังความจริงบางอย่างไว้ อย่างที่สามนางฆ่าตัวตายแต่จดหมายฉบับจริงของนางถูกสับเปลี่ยนไป และอย่างที่สี่...นางไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่มีใครสักคนมาสังหารนางเพื่อฆ่าปิดปากพร้อมทั้งวางจดหมายลาตายนี้ไว้เพื่อให้ทุกอย่างยุติคดีจบลง คนร้ายอาจเป็นคนเดียวกับที่ทำร้ายนางก็อาจเป็นได้”
    “แล้วทางไหนที่เจ้าคิดว่าเป็นไปได้ที่สุด”
    “ตัดอย่างแรกไปเพราะหม่อมฉันมั่นใจว่านางถูกทำร้ายและจดหมายนั้นบิดเบือนเป็นเท็จ มีเสียงกรีดและบาดแผลเป็นหลักฐานที่ชัดเจน และเท่าที่ได้พูดคุยกับนางในโอลลีมา นางไม่ได้แสดงความรู้สึกหวาดกลัวต่อสิ่งที่นางทำสักเท่าไรเพคะ สิ่งที่นางกังวลคือเรื่องใบหน้าของนางเสียมากกว่า หากเป็นความจริงที่ว่านางไปที่นั่นเพื่อเรียกร้องความสนพระทัย แต่พลั้งพลาดทำให้บาดเจ็บเสียเอง นางก็ไม่น่าจะให้ปากคำว่ามีคนมาทำร้ายนาง เพราะนั่นจะยิ่งทำให้เรื่องนี้ถูกขุดคุ้ยขึ้นมา ฝ่าบาททรงพระปรีชาอยู่แล้ว ไม่นานต้องทรงทราบได้แน่ว่านางให้ความเท็จ สู้ทูลว่าทุกอย่างเป็นอุบัติเหตุแต่แรก หรือไม่ก็บอกความจริงแล้วรับโทษสถานเบาไม่ดีกว่าหรือ ดีกว่าการที่จะต้องได้รับโทษสถานหนักที่ทูลความเท็จ ก่อให้เกิดความวุ่นวายไปทั่วทั้งวังเพื่อตามหาตัวคนร้ายแบบนี้ ใช่หรือไม่เพคะ”