เล่มที่ 2 บทที่ 35 ศาสตราอาคม
เสียงพูดอันดังสนั่น ไม่รู้ว่ามาจากศิษย์เก่าคนใดแต่ตอนนี้ไม่มีใครไปสนใจที่มาของเสียงแล้ว เพราะทุกคนล้วนกำลังตื่นตะลึงกับเถาวัลย์สีเขียวที่กำลังเลื้อยไปมาเส้นนั้น
ไม่เว้นแม้แต่เจียงอวิ๋น!
แต่ทว่าเขาไม่ได้ตกใจที่วิชาอาคมของอู๋ซางลึกล้ำพิสดารเพียงใดแต่เป็นเพราะวิชาอาคมสายพฤกษ์วิชานี้ ทำให้เขานึกถึงปู่ของตนเจียงว่านหลี่!
ก่อนหน้านี้เขาไม่รู้อันใดเกี่ยวกับวิชาอาคมเลยทว่าหลังจากเขาได้ฝึกฝนวิชาอาคมด้วยตัวเองแล้ว เขาก็ได้รู้ว่าแม้ปู่ของเขาสามารถใช้วิชาอาคมได้หลายชนิด แต่ที่ทรงพลังมากที่สุดและใช้บ่อยมากที่สุด ก็บังเอิญเป็นวิชาอาคมสายพฤกษ์เช่นกัน
จะสายพสุธาก็ดี จะสายพฤกษ์ก็ดีทั้งหมดล้วนถือเป็นวิชาอาคมเบญจธาตุขอเพียงระดับเบิกปราณขั้นสามแล้วล้วนสามารถเรียนรู้ได้และเมื่ออู๋ซางได้เข้าร่วมนิกายแสวงมรรคแล้วเขาก็ได้ถูกยอดเขาเบญจธาตุรับเป็นศิษย์สายในทันทีจะใช้วิชาอาคมเบญจธาตุได้ย่อมมิใช่เรื่องแปลก
ทว่า วิถีแห่งวิชาอาคม สำคัญที่ความเชี่ยวชาญมิใช่ความหลากหลาย หากโลภมากก็มีแต่จะล้มเหลวไปทุกทาง
ไม่ว่าจะเป็นวิชาอาคมสายใดสายหนึ่งอย่าว่าแต่ฝึกฝนถึงขีดจำกัด เพียงฝึกฝนให้คล่องแคล่วเชี่ยวชาญก็ยังต้องใช้เวลาและความพยายามค่อนข้างมากเลยทีเดียว
นักพรตบางคนนั้นถึงกับใช้เวลาทั้งชีวิตในการศึกษาวิชาอาคมเพียงชนิดเดียว จะเห็นได้ว่าวิชาอาคมมีความลึกลับซับซ้อนมากเพียงใด
สำหรับนักพรตที่เพิ่งเริ่มบำเพ็ญสิ่งที่พวกเขาต้องทำอย่างแรก มิใช่การฝึกฝนวิชาอาคมให้ได้หลากหลายมากที่สุดแต่เป็นการเลือกวิชาอาคมที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุดมาหนึ่งชนิดฝึกฝนให้เชี่ยวชาญก่อนค่อยใคร่ครวญเรื่องการฝึกชนิดอื่น
ซึ่งการฝึกฝนให้เชี่ยวชาญนั้นแม้จะไม่ได้มีมาตรฐานมากำหนดไว้อย่างชัดเจน แต่อย่างน้อยก็ต้องทำได้ถึงขั้นใช้ได้ดั่งใจนึกทั้งยังต้องแสดงอานุภาพออกมาได้เหมาะสมกับระดับการบำเพ็ญของตน
อย่างเช่นวิชาอาคมสายอัคคีมาตรฐานของระดับเบิกปราณขั้นสามมีแค่การปล่อยลูกบอลเพลิงขนาดเท่าฝ่ามือออกมาให้ได้เท่านั้นและเมื่อถึงระดับเบิกปราณขั้นห้าก็ต้องยกระดับให้ใหญ่ขึ้นเท่าลูกแตงโม
เรื่องนี้เจียงอวิ๋นได้สัมผัสกับตัวแล้ว
แม้เขาจะเลือกฝึกวิชาอาคมสายอัคคีและวิชากระบี่ตามคำแนะนำของตงฟางโป๋ทว่าช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาเขาไม่ได้สัมผัสวิชากระบี่เลยอย่างสิ้นเชิงศึกษาแต่เพียงวิชาอาคมสายอัคคีเท่านั้นแต่จนบัดนี้เขาก็ยังไม่กล้ากล่าวว่าตนใช้ได้เชี่ยวชาญแล้ว
ทว่าอู๋ซางเพิ่งเข้านิกายแสวงมรรคได้ครึงปีไม่เพียงแต่สามารถใช้วิชาอาคมได้สองชนิดพร้อมกันเท่านั้น ทั้งยังสามารถใช้ได้ตามใจเห็นได้ชัดว่าเขาฝึกฝนสองวิชานี้ได้ถึงระดับที่สามารถใช้ได้ดั่งใจนึกโดยสมบูรณ์แล้วพรสวรรค์ในวิชาอาคมที่สูงล้ำเพียงนี้ นับว่าน่าทึ่งอย่างมากจริงๆ
บนใบหน้าของสวี่เฉิงซานบัดนี้ไม่เหลือสีเลือดแม้แต่น้อยแม้เขาไม่อยากยอมรับว่าตนพ่ายแพ้ให้กับศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้านิกายได้ไม่นานทว่าหนามแหลมคมที่ส่ายไปส่ายมาอยู่ตรงหน้าเขามันกลับทำให้เขาจำใจต้องยอมรับว่าเขาได้พ่ายแพ้อย่างแท้จริง
“ข้า... ยอมแพ้!”
เมื่อสวี่เฉิงซานเอ่ยปากยอมแพ้หนามแหลมท่อนนั้นพลันหดกลับเข้าไปในเถาวัลย์อย่างพิสดารทันที ด้านเถาวัลย์เองก็ค่อยๆโปร่งใสขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งหายไปอย่างสมบูรณ์ ราวกับว่าไม่เคยมีมาก่อน อู๋ซางหันหลังเดินกลับไปยังที่เดิมของตนยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน
ดูออกได้ไม่ยากว่า การประลองครั้งนี้เขายังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมดเลยเสียด้วยซ้ำ
ฝูงชนที่ดูอยู่รอบๆ ต่างก็เงียบกริบไปครู่หนึ่งถึงจะดึงสติกลับมาได้
แม้การประลองรอบนี้ไม่ได้ตื่นเต้นเร้าใจเลยสักนิดทว่าความสำเร็จในด้านวิชาอาคมของอู๋ซาง กลับทิ้งเป็นปมในใจของผู้คนทั้งหมดแล้วกระทั่งเซียวอี้ซูก็ยังมองทางอู๋ซางด้วยสายตาครั่นคร้ามมากขึ้นหลายส่วน
ส่วนฮั่วหย่วน สีหน้าของเขาบึ้งตึงจนถึงขีดสุดเขากับอู๋ซางเป็นผู้ที่ผ่านสามด่านได้เหมือนกันและเขาก็คิดว่าตนไม่ได้มีด้านใดด้อยกว่าไปอู๋ซางเลยด้วย ทว่าการทดสอบซ้ำก่อนหน้านี้หรือจะเป็นการประลองเล็กในตอนนี้ทั้งหมดล้วนแสดงให้เห็นว่าระหว่างเขากับอู๋ซางนั้นห่างชั้นกันมากเพียงใด
ในบรรดาผู้คนทั้งหมด กลับเป็นเจียงอวิ๋นที่สงบที่สุดเขาสัมผัสถึงความรู้สึกอันตรายจากตัวอู๋ซางได้นานแล้ว ซึ่งสิ่งที่อู๋ซางแสดงให้เห็นตอนนี้แค่พิสูจน์ว่าลางสังหรณ์ของเขาถูกต้องเท่านั้น
ต่อจากนั้น การประลองได้ดำเนินต่อไป
แม้จะมีศิษย์ใหม่อย่างอู๋ซางที่สามารถชนะการประลองได้แต่ก็มิได้หมายความว่าศิษย์ใหม่คนอื่นๆ จะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้ต่อให้เป็นศิษย์หญิงที่มีกายามรรคเบิกคู่อย่างหลูโหย่วหยงก็พ่ายแพ้ให้กับคู่ต่อสู้เช่นกัน
มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เหนือความคาดหมายของฝูงชนเล็กน้อยนั่นคือถังอี้
ชายหนุ่มร่างกายใหญ่โตผู้นี้เป็นผู้บำเพ็ญกายที่พบเห็นได้ยากแม้สุดท้ายเขาจะพ่ายแพ้เช่นกัน ทว่าเขากลับสามารถต่อสู้ได้นานที่สุดทำให้คู่ต่อสู้ของเขาที่เป็นศิษย์สายนอกแห่งยอดเขายันต์สวรรค์นั้นชนะไปด้วยสภาพที่ค่อนข้างสะบักสะบอมเช่นกันเกือบต้องใช้แผ่นยันต์ทั้งหมดที่มีแล้ว
เมื่อการประลองทั้งเก้ารบเสร็จสิ้นผลการประลองของศิษย์ใหม่ก็มีเพียงคนเดียวที่ชนะได้ แม้จะมีเรื่องผิดคาดอยู่บ้างแต่ก็อยู่ในความคาดหมายของผู้คน
“เจียงอวิ๋น ฟางยั่วหลิน!”
ในที่สุด เมื่อเซียวอี้ซูประกาศชื่อออกมาเจียงอวิ๋นก็ได้รู้ชื่อของผู้ที่ปองร้ายลู่เซี่ยวอวี๋เสียที
ทั้งสองไปยืนตรงใจกลางของลานกว้าง ยืนจ้องตากัน รอบข้างยังคงจมอยู่ในความเงียบงัน
แม้ฝูงชนล้วนจินตนการผลการประลองรอบนี้ได้อยู่แล้วแต่พวกเขาก็ยังรู้สึกสงสัยอยู่บ้างว่าผู้ที่สามารถดึงความสนใจของประมุขยอดเขาทั้งสามได้แต่ก็ทำให้พวกเขากลับไปโดยไม่พูดไม่จาอย่างเจียงอวิ๋นเหตุใดจึงเลือกฟางยั่วหลินเป็นคู่ต่อสู้?
ต้องรู้ว่า แม้ฟางยั่วหลินจะเป็นเพียงศิษย์สายนอกทว่าด้วยฐานะของพี่ชายนาง กระทั่งศิษย์สายในก็ยังต้องให้เกียรตินางหลายส่วนไม่มีผู้ใดกล้าไปล่วงเกินนาง
ซึ่งก็ดูออกได้ไม่ยากจากท่าทีนอบน้อมที่เซียวอี้ซูปฏิบัติต่อนางก่อนหน้านี้
แต่ไม่รู้เป็นเพราะเจียงอวิ๋นไม่ทราบฐานะของฟางยั่วหลินหรือเป็นเพราะมีคนหนุนหลังที่ทรงพลังยิ่งกว่าถึงได้กล้าเป็นฝ่ายไปท้าทายฟางยั่วหลินก่อนเช่นนี้?
เจียงอวิ๋นจ้องตากับฟางยั่วหลินครู่หนึ่งจากนั้นเขาก็เอ่ยปากขึ้น “เจ้าน่าจะรู้เป้าหมายของข้าอยู่แล้ว!”
เจียงอวิ๋นไม่ได้รีบเค้นถามตำแหน่งของลู่เซี่ยวอวี๋ทันทีเพราะเขารู้ดีว่า ท่ามกลางสายตาของฝูงชนเช่นนี้ นางไม่มีทางยอมรับเด็ดขาดอย่างไรเสียนี่ก็เป็นเรื่องที่ละเมิดกฎของนิกาย
“รู้!” แม้ฟางยั่วหลินจะมีสีหน้ายิ้มแย้มทว่าแววตาของนางกลับฉายแววดูถูกเย้ยหยันอย่างไม่ปิดบัง “แต่ถึงข้าจะบอกเจ้าตอนนี้กว่าเจ้าจะไปถึง เกรงว่าเจ้าก็คงหาอะไรไม่เจอเล้ว! ยิ่งกว่านั้นเหตุใดข้าต้องบอกเจ้า? เป็นแค่ศิษย์จิปาถะเจ้ายังไม่มีสิทธิ์ถามคำถามข้า!”
เจียงอวิ๋นพลันมีสีหน้าบึ้งตึง “เจ้าจะพูดไม่พูด!”
“ฮิฮิฮิ!” ฟางยั่วหลินส่งเสียงหัวเราะยั่วยวนออกมาจากนั้นก็ยื่นนิ้วออกมากระดิกใส่เจียงอวิ๋น “ถ้าอยากรู้ ชนะข้าให้ได้ก่อนแล้วกัน!”
“ได้!”
เจียงอวิ๋นก็ชัดเจนอย่างยิ่ง ทันทีที่สิ้นเสียงเงาร่างพลันกะพริบวูบหายลับไปจากจุดที่ยืนอยู่ก่อนจะปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าฟางยั่วหลินอย่างฉับพลันชี้นิ้วข้างหนึ่งออกไปเช่นกัน จี้ตรงไปทางลำคอของฟางยั่วหลิน
ภาพที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเช่นนี้ทำให้ฝูงชนที่กำลังฟังบทสนทนาระหว่างเจียงอวิ๋นกับฟางยั่วหลินอยู่ต่างก็ตื่นตกใจทันทีกระทั่งเซียวอี้ซูและอู๋ซางก็ยังเผยสีหน้าตื่นตกใจออกมา
เพราะความเร็วของเจียงอวิ๋น สูงเกินไป!
ในบรรดาผู้คนทั้งหมดในที่นี้ผู้ที่มองเห็นเขาเคลื่อนไหวได้ทัน นับได้ไม่เกินหนึ่งฝ่ามือแน่นอน!
แม้เจียงอวิ๋นจะไม่รู้ธรรมเนียมการอ่อนข้อเอาใจสตรีเพศอีกทั้งยังเกลียดชังฟางยั่วหลินอย่างมาก ทว่าตัวเขาที่เป็นถึงผู้ชายอกสามศอกย่อมไม่ลดตัวลงไปทำร้ายสตรี ดังนั้นเขาจึงคิดจะสั่งสอนนางสักหนึ่งบทเรียนเล็กๆเท่านั้น
ฟางยั่วหลินสีหน้าเปลี่ยนนางเองก็ตื่นตกใจกับความเร็วของเจียงอวิ๋นเช่นกัน ทว่าปฏิกิริยาของนางเองก็ไม่ช้าพลันสะบัดข้อมือออก มีแสงสีดำเรืองออกมาจากในร่างของนาง ทั้งยังแปรเปลี่ยนเป็นโล่มาขวางที่ด้านหน้านางอย่างรวดเร็วป้องกันดัชนีของเจียงอวิ๋นไว้
“ซีด!”
ในฝูงชนมีเสียงสูดหายใจดังขึ้นเมื่อครู่พวกเขาเพิ่งตะลึงกับความเร็วของเจียงอวิ๋นได้ไม่ทันไรตอนนี้ก็ต้องตะลึงยิ่งกว่าเมื่อได้เห็นโล่ที่ปรากฏขึ้นตรงหน้าฟางยั่วหลิน
“ศาสตราอาคมป้องกันระดับสอง โล่เกล็ดทมิฬสร้างขึ้นจากหนังของจะละเม็ดเกล็ดหนาม!”
“มีฐานะเป็นศิษย์สายนอกแต่กลับมีศาสตราอาคมชั้นสองในครอบครองแล้วสมเป็นน้องสาวแท้ๆ ของใครบางคนเลย!”
“เกรงว่าของดีบนตัวนาง คงมิได้มีแค่ศาสตราอาคมระดับสองแค่ชิ้นนี้แน่!”
เหมือนเป็นการพิสูจน์คำพูดของคนเหล่านี้ก็ไม่ปานเมื่อเห็นว่าโล่ของตนต้านทานเจียงอวิ๋นได้แล้วฟางยั่วหลินก็ส่งเสียงหัวเราะยั่วยวนอีกครั้ง บนนิ้วมือได้มีก้อนแสงสีม่วงปะทุขึ้นเป็นจื่อเตียว* ที่มีขนาดตัวเท่าฝ่ามือมันได้พุ่งออกจากแหวนวงหนึ่งที่สวมอยู่บนนิ้วของนางพุ่งตรงเข้าหาเจียงอวิ๋นอย่างรวดเร็วดุจสายลมกระโชก
*จื่อเตียว ชื่อไทยคือเซเบิลสัตว์ในวงศ์พังพอนชนิดหนึ่ง