ราชันย์สิบโลก

    ตอนที่ 60 ตื่นตะลึงทั้งทวีปฟ้าคราม

            เมื่อถึงวันทดสอบ

            สถานที่จัดทดสอบหลอมโอสถองค์กษัตริย์ได้ใช้ลานประลองหน้าพระราชวังซึ่งมีขนาดกว้างขวางสามารถรองรับผู้คนนับล้านได้ซึ่งลานประลองได้ดัดแปลงให้ตรงกลางกลายเป็นลานทดสอบหลอมโอสถส่วนอัศจรรย์คนดูต่างเปิดให้ผู้ที่สนใจทั่วไปเข้ามารับชมได้ โดยจะมีค่ายกลป้องกันรอบด้านป้องกันและให้ความปลอดภัยแก่ผู้ทดสอบ พร้อมทหารที่ออกตรวจตรา จำนวนมาก

            สายตาเหล่าศิษย์สำนักเทพดาราต่างกระตือรือร้นพร้อมร่องรอยแห่งความคาดหวังในตอนนี้เหล่าศิษย์ทั้งหลายต่างพากันตื่นเต้นเพราะเป็นครั้งแรกที่พวกเขาจะทำการทดสอบหลอมโอสถเป็นนักปรุงโอสถเต็มตัวหลังจากเวลาผ่านไปไม่นาน

            กระแสลมอันอ่อนโยนพัดมาจากที่ห่างไกลออกไปราวกับฤดูใบไม้พลิอันสวยงาม ปกคลุมไปทั่วทั้งสถานที่ทดสอบสีหน้าของผู้คนพลันตื่นตะลึง ขณะที่พวกเขาเงยศีรษะขึ้นชมดู ลมหายใจที่เนิบช้าขณะที่รับรู้ถึงแรงกดดันอันยิ่งใหญ่ ในยามนี้มีเสียงหนึ่งดังขึ้นเป็นเสียงของขุนนางที่รับผิดชอบในงานนี้

            “ท่านผู้อาวุโสตำหนักโอสถสวรรค์มาถึงแล้ว....”ติดตามมาด้วย

            “องค์ชายเหวินเทียนองค์หญิงหนิงเอ๋อเสด็จมาถึงแล้ว”

            “องค์กษัตริย์และองค์ราชินีเสด็จมาถึงแล้ว” ทุกคนต่างลุกขึ้นทำความเคารพ

            เมื่อทุกคนประจำที่นั่งของตนที่ได้ถูกจัดเตรียมไว้เสร็จสิ้นองค์กษัตริย์ส่งสัญลักษณ์มือให้ทุกคนนั่งลงได้ผู้อาวุโสตำหนักโอสถสวรรค์ซึ่งเป็นนักหลอมโอสถระดับเจ็ดคนหนึ่งพลันเดินขึ้นมากลางเวทีพร้อมกับกล่าว

            “การทดสอบนักปรุงโอสถครั้งนี้เป็นการจัดขึ้นเป็นกรณีพิเศษซึ่งได้รับเกียรติจากท่านผู้นำตำหนักโอสถสวรรค์มาเป็นพยานในครั้งนี้”

            ชายชราผมขาวโพลนในชุดเสื้อคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ก้าวออกมาอย่างสบายราวกับเดินชมสวนชายชราผู้นี้กวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ พลันสังเกตผู้เข้าทดสอบทุกคนเขาผงกศีรษะเล็กน้อย ขณะที่เอ่ยเสียงก้องกังวานว่า

            “ไม่เลวอนาคตต้องมีนักหลอมจำนวนมากมายเป็นแน่ การทดสอบแบ่งเป็นสองรอบรอบแรกพวกเจ้าต้องบรรยายสรรพคุณของสุมนไพรชนิดต่าง ๆ ที่อยู่ในแบบทดสอบ รอบที่สองพวกเจ้าสามารถปรุงโอสถชนิดใดก็ได้ทางตำหนักจะตัดสินจากระดับของโอสถ และความบริสุทธิ์ของโอสถเป็นหลัก พวกเจ้าทุกคนมีเวลาในการตอบคำถามรอบแรกหนึ่งชั่วยามและเวลาในการปรุงโอสถทั้งหมดสามชั่วยามในการปรุงโอสถ แต่ละคนจะได้สมุนไพรจำนวนสามชุดดังนั้นพวกเจ้าจะมีโอกาสเพียงแค่คนละสามครั้งเท่านั้นพวกเจ้าทุกคนจงเพียรพยายามให้ดี ข้าจะชมดูการหลอมกลั่นของงพวกเจ้าอย่างใกล้ชิด”

            เมื่อกล่าวจบก็มีคนลำเลียงแบบทดสอบขึ้นบนเวทีจนครบทุกคน เหล่าศิษย์ทั้งหลายต่างแสดงออกถึงความกระตือรือร้น

            “เอาละตอนนี้ก็ได้เวลาแล้วขอให้พวกเจ้าทุกคนโชคดีในการทดสอบ”

            ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาทำแบบทดสอบแต่ดูเหมือนว่าแบบทดสอบที่พวกเขาได้รับเป็นระดับพื้นฐานที่พวกเขาได้เรียนรู้มาตลอดเวลาภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ดังนั้นเมื่อเสร็จหนึ่งชั่วยามทุกคนส่งแบบทดสอบกันทันเวลาทุกคน ผู้อาวุโสตำหนักโอสถสวรรค์จำนวนห้าร้อยคนตรวจคำตอบใช้เวลาในการตรวจคำตอบไปหนึ่งชั่วยามเต็ม ซึ่งผลปรากฏออกมาทำให้เหล่าผู้อาวุโสตำหนักโอสถสวรรค์ต่างพากันแตกตื่นเพราะทุกคนสามารถทำคะแนนได้เต็มทุกคนแถมยังไม่มีใครพลาดแม้แต่ข้อเดียว

            "การทดสอบรอบแรกทุกคนผ่านเป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งที่ทุกคนสามารถตอบคำถามได้ถูกต้องครบถ้วนหมดทุกข้อโดยไม่มีข้อใดผิดพลาดแม้แต่ข้อเดียวและไม่มีคนตอบผิดแม้แต่คนเดียว”

            เมื่อสิ้นเสียงของผู้อาวุโสกลุ่มผู้คนที่เข้ามาชม มาดูการทดสอบครั้งประวัติศาสตร์เลยก็ว่าได้ต่างส่งเสียงดังกันไปทั่วบริเวณสถานที่ทำการทดสอบ

            “เอาละต่อไปเป็นการทดสอบรอบที่สองขอให้พวกเจ้าจงทำให้ได้ดีเหมือนรอบแรก ขอให้โชคดีทุกคน”

            หลังจากผู้อาวุโสพูดจบก็มีคนนำสมุนไพรหลากหลายชนิดขึ้นมากองหน้าเวที พวกศิษย์สำนักเทพดาราเดินออกมาหยิบสมุนไพรอย่างเป็นระเบียบไม่มีใครแย่งกับใคร จนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้ชนแม้แต่เหล่าผู้อาวุโสเองก็ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นภาพแบบนี้ได้เพราะทุกครั้งที่ทำการทดสอบทีไรแม้จะมีผู้คนสอบจำนวนไม่มาแต่ก็จะเห็นภาพที่ผู้คนต่างวิ่งออกไปแย่งสมุนไพรกันจนเป็นเรื่องปกติแต่ศิษย์สำนักเทพดารากลับทำกันตรงกันข้าม ทุกคนหยิบสมุนไพรตามที่ตัวเองต้องการเท่านั้นที่สำคัญทุกคนต่างหยิบไปเพียงชุดเดียวเท่านั้น

            การหลอมกลั่นโอสถเป็นไปด้วยดีเหตุการณ์ทำให้ทุกคนตะลึงกับความสามารถของแต่ละคน เริ่มตั้งแต่การกลั่นหัวเชื่อสมุนไพร ทุกคนทำเสร็จแทบจะพร้อมๆ กันจากนั้นนำหัวเชื้อจากสมุนไพร มารวม และบีบอัดเป็นเม็ดยาโดยใช้กำลังภายในของแต่ละคนขั้นตอนที่ดูยุ่งยากซับซ้อน แต่เมื่อเห็นคนนับหมื่นทำกันอย่างพร้อมเพียงกลับเป็นภาพแห่งความทรงจำของผู้ที่เข้ามาเฝ้าดูชม หลังจากผ่านไปสามชั่วยาม ทุกคนต่างมีเม็ดยาวางอยู่ตรงหน้ากันทุกคน  ไม่มีเหตุการณ์หม้อหลอมระเบิดไม่มีเหตุการณ์หลอมผิดพลาด แต่โอสถของแต่ละคน ไม่ใช่ชนิดเดียวกัน เหล่าผู้อาวุโสตำหนักโอสถต่างเดินขึ้นมาบนเวทีและเริ่มตรวจเม็ดยาที่เหล่าศิษย์สำนักเทพดาราเป็นผู้หลอมออกมา

            “เม็ดยาสมานแผลระดับห้าความบริสุทธิ์ระดับเจ็ด”

            “เม็ดยาบำรุงจิตระดับหกความบริสุทธิ์ระดับเจ็ด”

            “เม็ดยาวิญญาณเพลิงระดับเจ็ดความบริสุทธิ์ระดับเจ็ด”

            “เม็ดยาเชื่อมกระดูกระดับห้า ความบริสุทธิ์ระดับหก”

            “เม็ดยาบำรุงเลือดระดับหก ความบริสุทธิ์ระดับเจ็ด”

            ............................เสียงประกาศจากผู้อาวุโสตำหนักโอสถสวรรค์ดังออกมาอย่างต่อเนื่อง  โดยใช้เวลาในการตรวจสอบช่วงระยะเวลาสองชั่วยามจนกระทั่งถึงคนสุดท้าย

            “เม็ดยาหัวใจปฐพีระดับแปด ความบริสุทธิ์ระดับสิบ” 

            ซึ่งเม็ดยานี้จะเป็นของใครไม่ได้นอกจากของเฟิ่งหยูที่เข้าร่วมการทดสอบด้วย ในการทดสอบครั้งนี้มีลูกศิษย์สำนักจำนวนหนึ่งหมื่นสองพันสามสิบแปดคน ผู้อาวุโสเขาโอสถจำนวนห้าสิบคนและเฟิ่งหยูที่เข้าร่วมการทดสอบ

            “เม็ดยาระดับแปดความบริสุทธิ์ระดับสิบ  เม็ดยาระดับเทวะ”

             ผู้นำตระกูลใหญ่เหล่าบรรดาตัวแทนอาณาจักรต่างๆ รวมถึงองค์กษัตริย์ เจ้านำตำหนักโอสถสวรรค์ถึงกับอ้าปากค้างกันเลยทีเดียว

            “รวมผู้ผ่านการทดสอบจำนวนหนึ่งหมื่นสองพันแปดสิบเก้าคน”

            ผู้ที่ผ่านเป็นนักหลอมโอสถระดับแปด   จำนวนหนึ่งคน

            ผู้ที่ผ่านเป็นนักหลอมโอสถระดับเจ็ด จำนวนสองร้อยสิบห้าคน

            ผู้ที่ผ่านเป็นนักหลอมโอสถระดับหก จำนวนเก้าพันเจ็ดร้อยห้าสิบสองคน

            ผู้ที่ผ่านเป็นนักหลอมโอสถระดับห้าจำนวนสองพันหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดคน”

            เมื่อผู้อาวุโสกล่าวรายงานเหล่าศิษย์สำนักเทพดาราทั้งหลายต่างมีสีหน้ายินดีปรีดา แสดงความตื่นเต้นออกมาเสร็จสิ้นประกาศเสียงพูดคุยดังกันกึกก้องทั่วทั้งสถานที่จัดงานอีกครั้งหนึ่งบางคนถึงกับรีบวิ่งไปรายงานยังต้นสังกัด องค์กษัตริย์ลุกขึ้นยืนพร้อมกับประกาศก้อง

            “น่ายินดียิ่งนักเหล่านักหลอมโอสถทุกท่าน วันนี้เราขอเลี้ยงฉลองให้กับพวกท่านทุกคนเอง”กษัตริย์เหวินชิง กล่าวด้วยเสียงอันดังก้อง

            ประชาชนทุกคนโห่ร้องด้วยความยินดีไม่นานนักข่าวคราวการสอบเป็นนักหลอมโอสถจำนวนนับหมื่นคนที่ผ่านการทดสอบได้กระจายไปทั่วทั้งทวีปฟ้าครามทั้งเจ็ดอาณาจักรต่างตกตะลึงกับข่าวนี้เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอาณาจักร อาณาจักรเฟยหลง อาณาจักรเทเรน และอาณาจักรบราติสที่ขาดแคลนนักหลอมโอสถอย่างหนัก แม้แต่นักหลอมโอสถระดับสามระดับสี่ก็มียศถามบรรดาศักดิ์ อันสูงส่งแล้ว

            ข่าวลือแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วเพียงไม่กี่ชั่วยามทั่วทั้งทวีปก็ได้รับข่าวสารกันครบถ้วน

            ดังนั้นข่าวนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่เป็นอย่างมากสำหรับแต่ละอาณาจักรอาณาจักรที่ได้รับข่าวนี้เหมือนโดนระเบิดทิ้งตูมใหญ่เข้าให้ทุกอาณาจักรต่างตกใจกับข่าวนี้เป็นอย่างมากยกเว้นอาณาจักรเมฆาหวนซึ่งตอนนี้กำลังจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างใหญ่โตเพราะถือเป็นข่าวดีอย่างยิ่งสำหรับอาณาจักร

             แต่คนที่ยิ้มไม่หุบกลับเป็นคนของตำหนักโอสถสวรรค์

            “พวกเราได้นักปรุงโอสถทีเดียวเพิ่มถึงหนึ่งหมื่นสองพันกว่าคนในคราวเดียวทำให้คู่แข่งอย่างตำหนักนภาเทียบไม่ติดนี่เป็นเวลาของตำหนักโอสถสวรรค์ของพวกเราแล้วที่จะรุ่งโรจน์รุ่งเรืองในยุคของพวกเรา”

            ผู้นำตำหนักโอสถสวรรค์กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มที่ไม่ยอมหุบตั้งแต่ประกาศผลการทดสอบ มีผู้คนหลากหลายเข้าหาผู้นำตำหนักโอสถสวรรค์เพื่อแสดงความยินดีอย่างไม่หยุดหย่อนส่วนเฟิ่งหยูกลับมาร่วมฉลองอยู่กับทางราชวงศ์อย่างเป็นกันเอง

            งานเลี้ยงดำเนินไปเรื่อย อย่างสนุกสนาน ทุกคนต่างมีความสุข เฟิ่งหยูได้สอบถามผู้อาวุโสจางเว่ย

                        “ท่านผู้อาวุโสจางมีผู้ที่สอบผ่านและมีภูมิลำเนาอยู่ที่เมืองหลวงกี่คน”

                        “มีทั้งหมดสามร้อยหกสิบสี่คนทุกคนพร้อมใจอยู่ที่เมืองหลวง มีนักหลอมโอสถระดับห้า ยี่สิบหกคน ที่เหลือเป็นนักหลอมระดับหก”  

             ผู้อาวุโสจางเอ่ยตอบเฟิ่งหยูในทันที ซึ่งเขาได้ตรวจสอบล่วงหน้าไว้ก่อนแล้วเพราะมั่นใจว่าทุกคนต้องทดสอบผ่านพร้อมกับถามความสมัครใจของแต่ละคนด้วย  

            “หนิงเอ๋อ สามร้อยหกสิบสี่คนให้ทำงานร่วมกับเมืองหลวงแห่งนี้เจ้าพอใจไหม”

            “ท่านพ่อ ท่านว่าไงบ้าง ท่านพี่ให้ท่านพ่อน้อยไปหรือเปล่า”

            เหล่าขุนนาง เสนาบดีทั้งหลายต่างอ้าปากค้างกันไปทั่วดีที่พวกเขาไม่นินทาเฟิ่งหยูก่อนหน้านี้มิเช่นนั้นพวกเขาคงไม่มีหน้ามายืนอยู่ตรงนี้อย่างแน่นอนหนิงเอ๋อแหย่พ่อของเขา ทั้งทั้งที่รู้อยู่แล้วเพราะพ่อของเขายิ้มจนแก้มจะฉีกอยู่แล้วแค่คนนักหลอมโอสถระดับห้าคนเดียวอาณาจักรอื่นแทบจะทำสงครามกันอยู่แล้วนี่เขาได้มาตั้งสามร้อยหกสิบสี่คน จะไม่ให้องค์กษัตริย์ดีใจได้อย่างไร องค์กษัตริย์คิดถูกแล้วที่ฟังลูกชายของเขาที่ยอมให้ผูกสัมพันธ์กันเฟิ่งหยูซึ่งตอนนี้ผลก็ปรากฏอย่างชัดเจนแล้วว่าผลประโยชน์และสิ่งที่เฟิ่งหยูทำให้มันมากมายมหาศาลเพียงใด

            “พอแล้วหละ แค่นี้ก็ไม่มีอาณาจักรใด มีนักหลอมโอสถมากกว่านี้แล้ว”

            “ท่านพ่อที่เมืองของท่านพี่มีทั้งช่างตีเหล็ก ผู้เชี่ยวชาญค่ายกล..........”หนิงเอ๋ออธิบายสาธยายให้บิดาของเขาฟัง

            “เอาเป็นว่าให้บิดาเจ้าไปเลือกเอาเองดีกว่าไหม ว่าจะเอาใครบ้างเจ้าเล่นสาธยายเสียจนเหล่าขุนนางอ้าปากค้างกันหมดแล้ว”เฟิ่งหยูกล่าว

            “ท่านพี่ก็บอกไปให้หมดสิ ท่านพ่อจะได้ให้ข้าไปอยู่กับท่านพี่ อิอิอิ” หนิงเอ๋อทำหน้าทะเล้นนิดนิด

            “องค์กษัตริย์ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยของหนิงเอ๋อ ตอนนี้เมืองจินเฟิงมีกำลังทหารสิบล้านคนประชากรประมาณหกสิบล้านคนแล้ว” เฟิ่งหยูเอ่ยกับกษัตริย์

            ทุกคนในห้องจัดงานเลี้ยงเมื่อได้ยินเฟิ่งหยูกล่าวยิ่งพากันตกตะลึงสิ่งนี้คืออะไร คืออาณาจักรอีกอาณาจักรหนึ่งเลยทีเดียว

            “ข้าขอให้ท่านปกปิดเรื่องนี้ให้เป็นความลับก่อน เพราะตอนนี้มีหลายสิ่งที่ข้าตั้งใจทำยังมีอีกมากว่าง ๆ ท่านก็ไปเยี่ยมเมืองจินเฟิงบ้างสิ”

    คล้ายกับเรื่องราชันย์สิบโลก ที่คุณอ่าน