“เจลจะทำยังไงดีครับคุณอา อันที่จริงเจลก็ไม่อยากเก็บบริษัทไว้แล้ว เจลอยากวางมือแล้วไปอยู่ต่างประเทศ อยู่ที่นี่เจลทำใจไม่ได้ ได้ยินจากคุณเลขาว่าเขาติดต่อคนที่จะซื้อบริษัทกับหุ้นต่อจากเจลได้แล้ว ถ้าเปลี่ยนเ้าของใหม่ บรรดาผู้ถือหุ้นคงไม่มีปัญหาแล้วใช่มั้ยครับ”
“เอ่อ…หนูเจล” ดิเรกเริ่มเอ่ยเสียงตะกุกตะกัก เอ็นเจลแทบหลุดขำกับท่าทางที่ดูอยากจะเอ่ยแย้งเพราะอยากเก็บไว้เอง นี่ถ้าเขาได้มีโอกาสเห็นอนาคตในอีก 2 ปี ข้างหน้า ยังจะอยากเก็บบริษัทของเขาเอาไว้อีกมั้ยนะ
“อาเคารพการตัดสินใจของหนูเจลนะลูก แต่ว่าถึงกับขายบริษัทให้คนอื่นไปเลยนี่ มันดูเป็วิธีแก้ปัญหาที่รุนแรงไปหรือเปล่า นี่มันบริษัทของบ้านหนูที่ก่อตั้งมาเองเลยนะ เอาอย่างนี้มั้ย อาอาสาขึ้นมาเป็กรรมการบริษัทเอง อาสัญญาว่าจะไม่ทรยศความไว้ใจของหนูเจลเด็ดขาด แต่ถ้าหนูเจล้าเงินจริงๆ อาก็พอจะมีเก็บอยู่นิดหน่อย เอาของอาไปใช้ก่อนก็ได้ หนูว่ายังไงลูก”
เอ็นเจลหรี่ตาลงอย่างหงุดหงิด ตาเฒ่าคนนี้เ้าเล่ห์เสียจริง อยากจะได้บริษัทของเขาจนตัวสั่น แต่ไม่อยากจะลงทุนอะไรเลย กล้าที่จะมาอ้างขอความไว้ใจจากเขาอีก ก่อนหน้านี้ที่อดีตสามีของเขาขึ้นบริหาร ไม่เห็นอีกฝ่ายจะมีท่าทีเกรงอกเกรงใจอะไรเขาเลย แถมยังร่วมมือกับจักรกฤษณ์ยักยอกเงินในบริษัทไปอีกหลายสิบล้าน
“จะว่ายังไงดีล่ะครับคนที่จะซื้อเขายื่นขอเสนอให้เจลดีมากเลย ให้เจลตั้งสามหมื่นห้าพันล้าน เขาเสนอราคามาขนาดนี้แล้วจะให้เจลปฏิเสธก็คงยาก เอาอย่างนี้มั้ยครับ วันเซ็นโอนบริษัทเจลจะพาอาดิเรกไปแนะนำตัวกับเขาด้วยเพื่อรับประกันตำแหน่งเดิมในบริษัทให้ เจลจะสนับสนุนอาดิเรกเองดีมั้ยครับ”
เอ็นเจลตอบกลับเสียงใส แอบได้ยินเสียงกัดฟันดังกรอดลอดมาในสาย ใบหน้าสวยยกยิ้มอย่างสะใจ
“เอาอย่างนี้ละกันหนูเจล อาให้เราสามพันหกร้อยล้านเลย แต่อาขอเวลาซักสามเดือนได้มั้ย อาต้องใช้เวลารวบรวมหน่อยน่ะ” อีกฝ่ายเริ่มต่อรอง อีกครั้ง คราวนี้ยอมเสนอราคาที่มากกว่าถึงพันล้าน แต่ขอยืดเวลาออกไปสามเดือน
“เจลขอแจ้งคนแรกที่จะเข้ามาซื้อก่อนนะครับ เจลค่อนข้างเกรงใจเขานิดหน่อย เพราะเขาพร้อมจ่ายทันทีที่เซ็นสัญญา จะให้ปฏิเสธเขาโดยให้เหตุผลว่าจะขายให้คนรู้จักทั้งๆ ที่เขาเสนอราคามาแล้ว มันดูจะไร้มารยาทนิดหน่อยนะครับ”
สุดท้ายแล้ว ดิเรกยอมเสนอราคาที่สามหมื่นหกพันล้านและจ่ายทันทีที่เซ็นโอนกรรมสิทธิ์ เพราะไม่อยากพลาดชิ้นปลามัน จากประสบการณ์การทำธุรกิจของเขา เขาเชื่อว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 2 ปีครึ่งในการคืนทุนอย่างแน่นอน
เอ็นเจลตอบตกลงทันที พลางนัดวันเซ็นสัญญา ในหัวก็วางแผนแปลงทรัพย์สินที่กำลังจะได้มาเป็ทุนสำรองในวันสิ้นโลก
.................................
เย็นวันนั้นเพื่อนสนิททั้งสองของเอ็นเจลก็มาหาเขาจริงๆ เอ็นเจลพาทั้งสองคนพร้อมคุณมณีขึ้นไปบนห้องและเล่าทุกอย่างให้ฟังจนหมดเปลือก พอฟังจบแล้วทั้งคู่ไม่มีท่าทีสงสัยใดๆ พวกเธอเชื่อและไว้ใจเอ็นเจลเต็มร้อย ด้านซินดี้ที่ยังแค้นมากถึงขั้นอยากฆ่าจักรกฤษณ์และบ้านเล็กของเขาให้ตาย ยังดีที่ลลินผู้เยือกเย็นห้ามเอาไว้
“เอาอย่างนี้มั้ยเจล ฉันมีญาติผู้พี่อยู่คนหนึ่ง เขาเคยเป็ทหารกองกำลังลับหน่วยรบพิเศษ ตอนนี้เขาลาออกมาแล้วเพราะคุณป้าอยากให้มาบริหารธุรกิจที่บ้านต่อ เื่ฝีมือการต่อสู้ไม่ต้องพูดถึง เขาเชี่ยวชาญการใช้อาวุธทุกชนิด การต่อสู้ด้วยมือเปล่าของเขาก็เยี่ยมยอดมาก ฉันจะลองติดต่อให้เขามาเป็ครูพิเศษให้พวกเรา ดีมั้ย” ลลินเสนอความคิด เอ็นเจลและซินดี้มองหน้ากันและพยักหน้ารัวๆ อย่างเห็นด้วย
“ลินให้เขาเสนอราคามาได้เลยนะ เจลยินดีจ่าย แต่มีข้อแม้ว่าทุกอย่างต้องเป็ความลับ เจลอยากได้คอร์สแบบการันตีผลว่าเจลจะสามารถใช้อาวุธและต่อสู้มือเปล่าได้คล่องทันทีที่จบหลักสูตร จากความคิดของเจล ลินต้องฝึกพวกมีดสั้นและอาวุธลับ ส่วนซินดี้เป็ปืนกับธนู ส่วนเจลจะฝึกดาบ ส่วนการต่อสู้ระยะประชิต เราจะต้องเรียนด้วยกันทั้งหมด และก่อนจะถึงวันอาทิตย์สีเื เราจะมารวมตัวกันที่นี่ เพื่อออกล่าเก็บไอเทมก่อนใคร ถึงตอนนั้นเจลจะหลอมอาวุธให้ทุกคนเอง”
“ส่วนคุณมณี…”
“ค่ะคุณเจล”
“เจลจะให้คุณมณีเรียนปืนและฝึกขับรถ แต่รถที่เจลจะให้คุณมณีขับไม่ใช่รถธรรมดา คุณมณีจะต้องฝึกขับรถที่ใช้ในสนามรบให้ได้ เจลจองคอร์สไว้ให้แล้ว อาสิงห์จะเป็คนจัดการให้ เจลรู้ว่ามันอาจจะลำบากเกินไปสำหรับผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างคุณมณี แต่เจลอยากให้คุณมณีรู้ไว้ว่า เื่พวกนี้จะกลายเป็เื่จำเป็มากในอนาคต เจลขอโทษที่ไม่ได้ถามความสมัครใจของคุณมณีเลย”
“ไม่เป็ไรเลยค่ะคุณเจล ถ้าจะสามารถแบ่งเบาภาระคุณเจลได้ มณียินดีทำทุกอย่างตามที่คุณเจลบอกทุกอย่างค่ะ แต่เื่คนดูแลในบ้านก็สำคัญนะคะ มณีว่าคนที่คุณหนูจะคัดเลือกไว้ดูแลบ้าน อย่างน้อยก็ต้องมีวิชาต่อสู้ติดตัวไว้บ้าง เอาอย่างนี้มั้ยคะ ระหว่างที่มณีไปฝึกขับรถภาคสนาม คุณเจลก็ให้คนของคุณเสือมาสอนศิลปะการต่อสู้พื้นฐานที่นี่ จะได้มีคนช่วยดูแลคุณเจลระหว่างที่มณีไม่อยู่”
ซินดี้และลลินที่นั่งฟังอยู่นาน รู้สึกประทับใจในความรักที่คุณมณีมีให้เอ็นเจล ทั้งคู่จึงให้ความเคารพคุณมณีมากกว่าแต่ก่อนขึ้นไปอีก
เมื่อประชุมกันเรียบร้อยแล้ว ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปพักผ่อน ซินดี้และลลินตัดสินใจค้างคืนที่บ้านเอ็นเจล ด้านลลินติดต่อไปที่คุณป้าของตน เพื่อขอให้ญาติผู้พี่มาเป็ครูสอนการต่อสู้จำเป็ให้ ด้านผู้เป็ป้าประหลาดใจเล็กน้อย เพราะหลานสาวคนนี้ของตนเป็คนไม่ค่อยพูดหรือขอความช่วยเหลือจากใครง่ายๆ จึงตกปากรับคำว่าจะพูดกับลูกชายให้
แน่นอนว่าญาติผู้พี่ของเธอตกลง เพราะไม่มีเหตุผลให้ปฏิเสธ ลลินถอนหายใจอย่างโล่งอก พร้อมถามค่าสอนที่พี่ชายของตนอยากได้ แต่อีกฝ่ายเพียงเงียบและตัดสายทิ้ง ลลินที่คิดว่าตัวเองเป็คนใจเย็นพอสมควรยังอดที่จะอ้าปากค้างไม่ได้ ญาติเธอคนนี้นี่เอาแต่ใจเสียจริง
ด้านซินดี้ก็กำลังดูกระเป๋าในคอลเลกชั่นที่ตนเองสะสมเอาไว้พลางกัดปากอย่างใช้ความคิด กว่าเธอจะได้มาแต่ละใบไม่ใช่เื่ง่ายเลย จึงปัดหน้าจอไปดูรองเท้าที่เธอเก็บสะสมเอาไว้ พระเ้า กระเป๋าที่ว่าหามายากยังสู้รองเท้าของเธอไม่ได้เลย ซินดี้เปลี่ยนใจไปดูแอคเซสเซอรี่อย่างอื่นแทน สุดท้ายเธอก็ตัดใจปล่อยลูกรักพวกนั้นไปไม่ได้ เอาน่า อย่างน้อยในวันสิ้นโลก เธอก็ยังเป็นักล่าซอมบี้ที่เริศที่สุดในวงการแฟชั่น ยังไงซะเื่เงินก็ไม่ใช่ปัญหา เธอจินตนาการภาพตัวเองสะพายกระเป๋าแบรนด์ดังคอลเลกชั่นสุดท้ายของโลกเอาไว้ พลางเดินนวยนาดจิกส้นสูงคู่โปรดถือมีดสั้นไปกระโจนปาดคอซอมบี้
อ่า…กระเป๋าดูจะเกะกะที่สุดในบรรดาเครื่องประดับเลยสินะ
แต่ของบางอย่างมันก็จำเป็ต้องมี เธอยอมขายหุ้นธุรกิจบ้านตัวเองทั้งหมด ดีกว่าขายของรักของเธอแบบนี้
สุดท้ายแล้ว ค่ำคืนของซินดี้ก็จบลงด้วยการซื้อคอลเล็กชั่นล่าสุดทั้งหมดของแบรนด์โปรดจนเงินในบัญชีขยับนิดๆ อย่างพึงพอใจ แล้วก็โยนหน้าที่ซื้อเสบียงกักตุนให้ลลินรับผิดชอบแทน จนอีกฝ่ายหัวหมุนกับการออกคำสั่งให้คนของตัวเองกว้านซื้ออาหารกึ่งสำเร็จรูป เครื่องอุปโภคบริโภค และของใช้จำเป็อื่นๆ อีกมากมายจนแทบจะยกห้างมาไว้
แล้วทำไมเธอไม่ซื้อห้างไปเลยล่ะ…
ไม่ได้การ!! เธอต้องไปปรึกษากับเอ็นเจล เื่ขยายกำแพงรอบฐาน ไหนๆ ยัยซินดี้ก็ดูเป็คนเอาแต่ใจแล้ว เดี๋ยวใช้บัญชีของยัยเพื่อนคนนั้นซื้อห้างเอาไว้เลยแล้วกัน เวลาใครถามว่าซื้อทำไม จะได้บอกคนอื่นไปว่าคุณหนูซินดี้ขาช้อปไม่ชอบเดินห้างร่วมกับใคร
เวลาเป็ข่าวดราม่า จะได้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเธอและเอ็นเจล
กว่าลลินจะได้นอนก็เกือบตีสี่
วันรุ่งขึ้น่สายๆ มีรถ KNIGHT XV คันสีดำสนิทมาจอดอยู่หน้าคฤหาสน์ของบ้านเอ็นเจล ทันทีที่ชายหนุ่งลงจากรถลงมา ต้องยอมรับว่าที่นี่ช่างไม่เหมือนกับคฤหาสน์ที่อื่นจริงๆ สนามหน้าบ้านที่น่าจะเคยมีหญ้าสีเขียวราคาแพงและบริเวณที่คล้ายกับเคยเป็แปลงดอกไม้ถูกพลิกกลับหน้าดิน ราวกับเตรียมการเพาะปลูกครั้งใหญ่ สระน้ำสีฟ้าใสที่ปูด้วยกระเบื้องโมเสกราคาแพงถูกปล่อยน้ำออกจนแห้ง ริมสระมีผ้าใบสีดำขนาดใหญ่และถุงพันธุ์ปลามากมาย เหมือนเตรียมพร้อมจะทำเป็สระเลี้ยงปลา
ช่างเป็คฤหาสน์ที่ดู…เหมาะที่จะเป็แหล่งกบดานเสียจริง
ลลินที่เพิ่งเดินออกมาหน้าบ้านก็เจอเข้ากับร่างสูงใหญ่ของพี่ชายพอดี เธอเดินเข้ามาทักทายอีกฝ่ายเงียบๆ และทำเป็ไม่สนใจแววตาที่แสนจะสงสัยของลูกพี่ลูกน้องเลยสักนิด ด้านคนตัวสูงเอง ในเมื่อน้องสาวไม่สะดวกใจที่จะบอก เขาก็จะไม่ถามให้ลำบากใจ
เอ็นเจลที่เพิ่งทานอาหารเช้าเสร็จเข้ามาต้อนรับอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ ฟังจากที่ลลินเล่า เขารู้สึกว่าครูฝึกจำเป็คนนี้ค่อนข้างใช่ได้เลยทีเดียว แม้จะอยู่ในชุดลำลอง แต่กลิ่นอายอันตรายก็เล็ดลอดออกมาไม่ใช่น้อย เผลอๆ อาจมีของมากกว่าพี่เสือของตนเสียอีก
“สวัสดีครับ ผมชื่อเอ็นเจล เรียกสั้นๆ ว่าเจลก็ได้ครับ ได้ยินมาจากลินว่าคุณเก่งมากๆ ขอบคุณที่ตอบรับคำขอของเรานะครับ” เอ็นเจลแนะนำตัวเองอย่างเป็ทางการ ยื่นมือออกไปเขย่ากับอีกฝ่ายอย่างรักษามารยาท
“สวัสดีครับ ผมลิลิต อาชีพเก่าของผมลินคงเล่าให้ฟังแล้ว ถ้ายังไงเรามานั่งวางแผนการฝึกกันก่อนดีมั้ยครับ”
ลิลิตเข้าประเด็นอย่างตรงไปตรงมา ทำให้เอ็นเจลรู้สึกดีกับอีกฝ่ายมากขึ้นไปอีก เขาชอบคนที่สนใจหน้าที่เป็อันดับแรกอย่างมาก เพราะเขาไม่ต้องมานั่งชวนคุยยืดเยื้อนอกประเด็นอะไรมากมาย และประหยัดเวลาทำอย่างอื่นไปได้เยอะ
เอ็นเจลผายมือเชิญลิลิตไปนั่งที่โซฟารับแขกทันที แล้วแอบกระซิบให้ลลินไปลากซินดี้เพื่อนตัวแสบของเขาให้มานั่งฟังด้วยกัน ส่วนคุณมณีรีบยกกาแฟและของว่างออกมาต้อนรับ
“คุณเอ็นเจลครับ นี่อาจเป็การละลาบละล้วงเกินไปหน่อย แต่ผมขออนุญาตถามว่าทำไมจู่ๆ ถึงได้เปลี่ยนคฤหาสน์ของตัวเองให้กลายเป็บังเกอร์แบบนี้ครับ แถมคุณยังมาเรียนการต่อสู้แบบนี้อีก มีอะไรที่ผมควรรู้ก่อนจะเริ่มคอร์สมั้ยครับ” ลิลิตถามอย่างตรงไปตรงมา สถานการณ์ตรงหน้าดูน่าสงสัยมากเกินไป ในฐานะอดีตกองกำลังลับ เขาไม่สามารถเมินเฉยมันได้
“ต้องยอมรับกับสัญชาตญาณของคุณลิลิตจริงๆ นะครับ อันที่จริงผมตั้งใจเปลี่ยนที่นี่และบริเวณโดยรอบให้กลายเป็บังเกอร์จริงๆ นั่นแหละครับ ที่คุณเห็นนี่ยังไม่ถึง 10% ที่ผมคิดเอาไว้เลยด้วยซ้ำ ในฐานะที่คุณเป็ลูกพี่ลูกน้องของลิน ผมจะบอกคุณตรงๆ เลยแล้วกันครับ ปลายปีหน้าจะเกิดเหตุการณ์ที่เงินและทรัพย์สินมีค่าไม่สามารถแก้ได้ อาหาร น้ำดื่ม ที่อยู่อาศัยที่แ่าและปลอดภัยเป็สิ่งที่สำคัญมาก กฎหมายจะไม่สามารถบังคับใช้งานได้ พูดง่ายๆ ก็คือ เราจะย้อนไปในยุคหินอีกครั้งน่ะครับ”
“คุณรู้ตัวบ้างมั้ยว่าที่คุณพูด มันเหมือนว่าคุณกำลังจะบอกผม ว่าปลายปีหน้าคือวันสิ้นโลก”
“ผมประทับใจในความฉลาดของคุณลิลิตจริงๆ นะครับ” เอ็นเจลปรบมือและเอ่ยชมอีกฝ่าย “อันที่จริงมันก็ใช่นั่นแหละครับ ถ้าคุณตามข่าวในวงธุรกิจ ก็คงจะทราบว่าตอนนี้ผมได้ปล่อยขายบริษัทให้กับหนึ่งในกรรมการบริษัทไปแล้วเพราะอกหัก ผมเองก็ไม่คิดจะแก้ข่าวอะไรเพราะไม่อยากให้มูลค่าทรัพย์สินของตัวเองตกไปมากกว่านี้ เพราะในอนาคตอันใกล้ ผมยังต้องขายอะไรอีกเยอะ คุณเองก็เตรียมตัวไว้บ้างก็ดีนะครับ กลางปีนี้ผมจำได้ว่าเศรษฐกิจค่อนข้างแย่ คนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับตัวเลขหลักลอยในตลาดจะขาดทุนกันระนาว หุ้นของหลายๆ บริษัทตกลงเกือบสิบจุด”
เอ็นเจลพูดพลางไขว่ห้างจิบกาแฟ ท่วงท่าดูสง่างามชวนให้ลิลิตอดที่จะเชื่อฟังอย่างเลี่ยงไม่ได้
“แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ เดี๋ยวตอนต้นปีสถานการณ์เศรษฐกิจจะดีขึ้นมานิดหน่อยให้พอหายใจหายคอได้บ้าง จะมีข่าวมาจากบริษัทเคมีคอลแห่งหนึ่งว่าสามารถผลิตเนื้อเยื่อเทียมที่สามารถใช้ทดแทนอวัยวะมนุษย์ได้ ทำให้อัตราการเสียชีวิตของผู้คนน้อยลง ตามมาด้วยปัญหาประชากรล้นโลก อาชญากรเต็มห้องขัง ปัญหาข้าวยากหมากแพงตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ่ก่อนถึงวันสิ้นโลกประมาณสามเดือน รัฐบาลจะแอบปล่อยนักโทษออกมาเงียบๆ เพื่อลดปัญหาเื่งบประมาณอาหารที่ไม่เพียงพอ ผู้มีอำนาจทางการเมืองจะเริ่มทยอยออกจากประเทศไปทีละคนเพื่อหนีปัญหาหนี้สาธารณะที่ได้ก่อเอาไว้ แน่นอนว่าสถานการณ์ตอนนั้นมันเลวร้ายสุดๆ ไปเลยล่ะครับ”
“แล้วเื่นี้เกี่ยวอะไรกับที่คุณต้องมาเรียนต่อสู้”
“แล้วทำไมคุณต้องรู้เื่นี้ล่ะ สิ่งที่ควรบอกผมก็บอกไปหมดแล้วในฐานะที่คุณเป็ญาติสนิทกับลิน ส่วนคุณจะเชื่อผมมั้ยนั่นเป็สิ่งที่ผมไม่สน อีกอย่างถ้าคุณรู้ไป ผมจะได้อะไรล่ะ”
เอ็นเจลกดยิ้มมุมปาก ดวงตากลมสวยฉายแววเ้าเล่ห์แบบนักธุรกิจมือฉมัง นิ้วเรียวสวยลูบไล้แก้วกาแฟเนื้อดีไปมา รออีกฝ่ายคายข้อเสนอดีๆ ออกมาสักสองสามข้อ
“ผมขอเดาว่าที่คุณลงเรียนต่อสู้แบบเร่งด่วนแบบนี้ แสดงว่าอาจจะมีเหตุการณ์จลาจลที่กองทัพไม่สามารถควบคุมได้ หรืออาจมีเหตุการณ์อะไรที่ต้องเอาตัวรอดแบบใช้สัญชาตญาณดิบ คุณเอ็นเจลบอกผมเองว่าทุกอย่างจะกลับไปอยู่ในยุคหิน แสดงว่าความแข็งแกร่งเป็ปัจจัยสำคัญพอๆ กับอาหาร”
“แล้วคุณเชื่อที่ผมพูดทั้งหมดได้ยังไง ผมอาจจะแค่เพ้อเจ้อไปเองก็ได้” เอ็นเจลยิ้มสบายๆ เอนตัวลงพิงเบาะนุ่มๆ จิบกาแฟหอมๆ ต่ออย่างไม่สนใจลิลิตแม้แต่น้อย
“ถ้าคุณโกหกผมจริงๆ ก็ต้องยอมรับว่าคุณลงทุนมากจริงๆ เดาว่าสวนกับสระว่ายน้ำคุณลงทุนไปไม่น้อย อีกอย่างนี่เป็ประเด็นที่ผมตั้งคำถามขึ้นมาเอง ไม่มีเหตุผลอะไรที่คุณต้องมานั่งโกหกผม ถ้าคุณเล่าทุกอย่างที่คุณรู้ให้ผมฟัง ผมสัญญาว่าจะปรับรูปแบบการเรียนให้คุณพร้อมสำหรับอนาคตมากที่สุด ถ้าคุณอยากได้คนมีฝีมือ ผมสามารถแนะนำให้คุณได้ ผู้พันของผมเพิ่งจะอายุ 35 ปีนี้ เขามีฝีมือมากกว่าผมอย่างแน่นอนผมรับประกันได้ ผมและเขาสามารถช่วยคุณจัดการเื่อาวุธา ข้อมูลแผนที่ดาวเทียมทางทหาร คลังแสงและยุ้งฉางกักตุนของกองทัพ คุณว่ายังไง”
เอ็นเจลวางแก้วกาแฟพลางยิ้มเผล่อย่างพอใจ นี่แหละข้อเสนอดีๆ ที่เขา้า