กลิ่นดินชื้น กลิ่นหินผา และกลิ่นสนิมโลหะเจือจาง แผ่ซ่านไปทั่วโพรงถ้ำอันเงียบสงัด สะท้อนกลับเพียงเสียงหยดน้ำทีละหยดที่ร่วงหล่นจากเพดานหิน้า บางหยดตกกระทบลงบนร่างเด็กชายซึ่งนอนแน่นิ่งกลางถ้ำ
หลิงเซียว
เืแห้งกรังแต้มแก้มซ้าย เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งจากการตกผาชัน เขาควรตายไปแล้วั้แ่ร่างกระแทกพื้นหิน แต่วินาทีสุดท้ายก่อนหมดสติ เขากลับรู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ห่อหุ้มร่างไว้ บางอย่างที่ไม่ใช่พลังปราณ…แต่มืดมิด หนักแน่น และเก่าแก่เกินคำบรรยาย
บัดนี้ เมื่อเปลือกตาคู่นั้นเริ่มกระพริบเบา ๆ เสียงลมหายใจก็กลับมาอีกครั้ง
“…อึก…”
เขาขยับตัวช้า ๆ ก่อนยันร่างขึ้นนั่ง ดวงตาสั่นไหวจากอาการเวียนหัว แต่ยังฝืนลืมตาเพื่อปรับแสงสลัวในโพรง
“ข้า…ยังไม่ตาย”
เสียงแหบพร่ารอดจากลำคอ พร้อมกับความเ็ปแล่นผ่านซี่โครง เขาััแผลแตกสองแห่ง และรอยช้ำอีกหลายจุดทั่วร่าง แต่กระดูกส่วนใหญ่ยังอยู่ครบ
เขาคลำหาเชือกหนังเก่าในมือ มันยังอยู่ — แม้จะเปื้อนเืและโคลน แต่ก็ไม่ขาด
เขายิ้มจาง ๆ
เชือกเส้นนี้ เป็อาวุธเดียวที่เขาสร้างเองจากเศษหนังเก่าของสัตว์ป่าในหมู่บ้าน ถึงจะไร้ค่าในสายตาคนอื่น แต่สำหรับเขา นี่คือ “จุดเริ่มต้น”
หลิงเซียวสูดลมหายใจลึก พลางทอดสายตามองไปรอบตัวอีกครั้ง ภายในถ้ำนี้ แม้จะอับชื้นและไร้แสงสว่างโดยสิ้นเชิง แต่ด้านหนึ่งของโพรงกลับมีแสงเรืองสลัวสีม่วงอมดำเล็ดลอดออกมา
เขาพยุงตัวลุกขึ้น เดินเซไปตามทางแคบอย่างระมัดระวัง กระทั่งมาหยุดอยู่หน้าก้อนศิลาขนาดมหึมา
ก้อนศิลานั้นมีลวดลายเรืองแสงวาบผ่านหน้าผิวอันแตกร้าว ลวดลายนั้นไม่ใช่อักษรจีน ไม่ใช่อักษรของโลกยุทธ์นี้ แต่กลับเป็…
“ภาษาเทคโนอัลฟ่า…”
ดวงตาหลิงเซียวเบิกกว้างในทันที
เขา “จำได้” ว่านี่คือภาษาโบราณที่เคยใช้ในยุคเทคโนจักรวรรดิ ซึ่งเขาเคยศึกษาและเขียนเองในชาติที่แล้ว!
แต่นี่คือโลกยุทธภพ…แล้วทำไม?
เขายื่นมือแตะลงบนศิลา อักษรที่ว่างเปล่าพลันเรืองแสงขึ้นมาราวกับมีชีวิต
เสียงคำรามแว่วออกมาจากใต้แท่นหิน พื้นดินสั่นไหวเบา ๆ แล้วตรงหน้าก็ปรากฏ…
แท่นศิลาอีกแท่นหนึ่ง ที่เคลื่อนขึ้นมาจากใต้ดินอย่างช้า ๆ
มันเป็แท่นหินสีดำมีลวดลายคล้ายตราประทับของสัตว์เทพทั้งสี่ทิศ
บนแท่นมีหนังสือหนึ่งเล่มวางอยู่ — หนังสือปกดำสนิท ล้อมด้วยอักขระเก่าจารึกเป็วงกลมล้อมสี่ทิศ
เพียงแค่จ้องมอง หลิงเซียวก็รู้ได้ทันที…โดยไม่ต้องอ่าน
“คัมภีร์สัตว์เทพา…สี่ทิศ”
ทันทีที่คิดถึงชื่อนั้น แสงสีดำจาง ๆ พลันลอยออกจากหนังสือเข้าสู่หน้าผากของเขาในพริบตา
“อึก!”
หลิงเซียวทรุดลงไปกับพื้น ร่างกายสั่นสะท้านด้วยพลังประหลาดที่แทรกซึมเข้าสู่จิติญญาอย่างรุนแรง
ภาพปรากฏขึ้นในหัวของเขา — สัตว์วิเศษสี่ตัว
นกเพลิงดำแผ่ปีกกลางฟ้า เสือขาวคำรามเหนือธารน้ำแข็ง เต่าั์ที่แบกหินูเาไฟไว้บนหลัง และัทองมรกตพ่นสายฟ้าเก้าสีข้ามเวหา
แต่ละภาพที่ฉายผ่านหัวของเขานั้นไม่เพียงแค่ “เห็น” เท่านั้น
แต่เขา “รู้สึก” ได้ถึงพลังของพวกมัน — พลังที่ฝังอยู่ในผืนแผ่นดิน และเหนือวิถีแห่งยุทธภพโดยสิ้นเชิง
“โลหิตทมิฬ…คือกุญแจ”
เสียงหนึ่งดังขึ้นในห้วงสำนึก เสียงนั้นไม่ใช่มนุษย์ หากเป็พลังบางอย่างที่สื่อสารผ่านสายโลหิต
“เืข้า…เป็สิ่งต้องห้ามงั้นหรือ…”
หลิงเซียวกัดฟันแน่น ความเจ็บแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับโลหิตในกายกำลังเดือดพล่าน
แต่ยิ่งเขาฝืนทน…พลังในจุดตันเถียนกลับยิ่งเริ่มขยับ!
ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าชายชราท่านปู่จะให้ยาทิพย์ใด
ไม่ว่าตำราฝึกจะถูกต้องเพียงใด
จุดตันเถียนของเขาก็เหมือน “ตายแล้ว”
แต่ตอนนี้…
“ข้า…รู้สึกถึงมัน…พลังปราณ!”
จุดนั้นเปล่งแสงจาง ๆ สายหนึ่ง ลากเป็วงวนเคลื่อนไปรอบแนวกระดูกสันหลังของเขาช้า ๆ
เป็ครั้งแรกในชีวิต ที่เขา “หมุนวน” พลังปราณได้สำเร็จ!
หลิงเซียวนั่งนิ่ง สงบลมหายใจ และข่มความตื่นเต้นที่พลุ่งพล่านในใจ
เขารู้—นี่ไม่ใช่การฝึกปราณธรรมดา
สิ่งที่กำลังเคลื่อนไหวในร่าง ไม่ใช่เพียงพลังปราณที่คนทั่วไปฝึกกัน แต่มันคือพลังบางอย่างที่ถูก “ปลุก” ขึ้นจากพันธะโลหิตระหว่างเขากับคัมภีร์สัตว์เทพ!
โลหิตทมิฬในตัวเขาที่เคยถูกสาป…ตอนนี้ กลับกลายเป็สายเชื่อมระหว่างิญญาของเขาและ “สัตว์า”
“โลกนี้…หลอกลวงข้า ว่าโลหิตข้านั้นคือคำสาป”
เขาลืมตาช้า ๆ ดวงตาสองข้างเปล่งแสงสีเทาดำแ่จาง
“แต่ข้าจะเปลี่ยนมันเป็บัลลังก์!”
เขาลุกขึ้นยืน พลังปราณยังคงหมุนวนอยู่ในร่าง แม้ยังอ่อนแอ แต่ก็มั่นคง นี่คือก้าวแรกของเขาในฐานะผู้ฝึกยุทธ์
—ผู้ฝึกยุทธ์ ที่ถือกำเนิดจากความพ่ายแพ้
หลิงเซียวหันไปมองแท่นศิลาอีกครั้ง ครานี้ไม่มีแสง ไม่มีเสียง ไม่มีคัมภีร์ แต่เขารู้ว่าทุกอย่างได้ฝังลงในดวงจิตของเขาเรียบร้อยแล้ว
“คัมภีร์ไม่ได้สลักบนกระดาษ หากแต่สลักไว้ในโลหิตข้า…”
ทันใดนั้น เสียงกรอบแกรบของหินถล่มดังขึ้นจากด้านหลัง แผ่นผนังถ้ำด้านหนึ่งที่เคยปิดแน่นเริ่มแตกร้าว เผยให้เห็นโพรงเล็ก ๆ ที่แสงธรรมชาติลอดเข้ามาได้
เขารีบพุ่งเข้าไปอย่างระมัดระวัง และเมื่อดวงตาค่อย ๆ ปรับกับแสงภายนอก ก็พบว่าอีกฟากหนึ่งของโพรงนั้นเชื่อมต่อกับหน้าผาเล็กซึ่งสามารถปีนขึ้นได้
เขายิ้มบาง ๆ
นี่คงเป็ทางเดียวที่์เปิดไว้ให้เขากลับขึ้นไปยังโลกเบื้องบน
หลิงเซียวใช้เศษไม้ทำเป็ไม้เท้าช่วยพยุง และเริ่มปีนขึ้นตามชั้นหิน แม้าเ็แต่แรงศรัทธาและเป้าหมายใหม่หล่อเลี้ยงหัวใจ
หัวใจที่เปล่งเสียงเพียงหนึ่งเดียว…
“ข้าจะกลับไป…และลบคำสบประมาทของพวกมันจนหมดสิ้น”
⸻
ขณะที่เขาค่อย ๆ ไต่หน้าผากลับขึ้นมาอีกครั้ง ดวงอาทิตย์ก็โผล่พ้นขอบฟ้า
ยามรุ่งอรุณฉายแสงลงสู่ป่าที่เคยอำพรางเขาไว้ทั้งคืน
หมอกบางจางหาย
เสียงนกร้องแว่วมาแต่ไกล
และในใจของเด็กชายที่ไม่มีใครยอมรับ บัดนี้มีเพลิงที่แม้แต่ฟ้าดินก็ไม่อาจดับได้
⸻
“ท่านปู่…”
เสียงแ่เบาหลุดออกมาขณะเขากลับมาถึงชายป่าหมู่บ้านซื่อหาน
ในระยะไกล เขาเห็นเงาชายชรานั่งอยู่หน้าบ้านไม้ไผ่หลังเดิม ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล มือข้างหนึ่งยังกำเสื้อเด็กไว้แน่น
เมื่อชายชราเห็นร่างเล็กที่กลับมา เขาก็ลุกพรวด ดวงตาเบิกกว้างก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปหา
“เซียวเอ๋อร์!”
“ท่านปู่…” เด็กชายล้มลงกอดชายชราแน่น “ข้ากลับมาแล้ว”
น้ำตาของชายชราไหลออกโดยไม่รู้ตัว เขากอดร่างสั่นเทานั้นไว้แน่น มือสั่นเครือแต่เต็มไปด้วยความอบอุ่น
“เ้ารอดมาได้ยังไง…เ้า…เ้า…”
หลิงเซียวไม่ตอบ เขาเพียงซบใบหน้าลงกับบ่าชายชรา แล้วกระซิบในใจ…
“ข้าจะไม่ยอมให้ท่านร้องไห้อีก…ข้าจะทำให้พวกมันต้องคุกเข่าต่อหน้าท่าน”