ปราณเทวะมังกรส่องสว่างสดใสวิบวับราวแก้วมณี พลังปราณศักดิ์สิทธิ์แห่งสวรรค์ห่อหุ้มร่างขององค์ชายฤทธาเอาไว้ ก่อเกิดพลังปราณเป็นรูปมังกรเทวะสยายปีกโก่งคอร้องคำราม ..
.. ฮ๊ากกกกกก ! .. เสียงมังกรดังกึกก้องไปทั่ววิหาร ทำจิตใจผู้คนสั่นสะท้าน
“ช้าก่อน ..” เสียงสูงวัยจากบุคคลหนึ่งดังขึ้น นั่นคือราชิตผู้เป็นบิดา
มันวิ่งเข้ามายังห้องวิหาร ร้องเตือนขึ้นว่า “เจ้าถูกพิษร้าย .. หากยังใช้พลังวัตร จะเกิดผลเลวร้ายติดตามมา”
มังกรเรืองโรจน์ก็รีบกล่าวร้องเรียก “ใจเย็นก่อน .. ฤทธา หลานรัก ..”
แต่คำเตือนนั้นหาได้หยุดยั้งองค์ชายฤทธาเอาไว้ได้ คนยิ่งโคจรพลังปราณเพิ่มพูนขึ้น ปากกล่าววาจาอย่างมั่นใจ “วันนี้ข้าจะแสดงพลังเทวะแห่งมังกรสวรรค์อันยิ่งใหญ่ ให้พวกเจ้าชมเป็นขวัญตา”
ฮา ฮา ฮา .. แสงสูรย์หัวเราะท้าทาย “มังกรเทวะเช่นนั้นหรือ .. ข้าว่า คงเป็นมงกรป่วยมากกว่า”
ทันใดแสงสูรย์ก็ระเบิดพลังออกจนโต๊ะรอบข้างปลิวกระเด็น ปราณอัคคีสีแดงคล้ำปรกคลุมร่างกายของมัน แล้วก่อตัวเป็นรูปวิหคสยายปีกร้องดังจนแสบแก้วหู
.. แกร๊สสสสสส ! .. ปักษาอัคคีสวรรค์แหกปากร้อง
วิหคสวรรค์ดวงตาเรียวเล็กดุร้ายกราดเกรี้ยว สยายสองปีกกว้าง แพนหางแผ่ยาวไสว พลังอัคคีอันร้อนลวกจนไม่มีใครสามารถเข้าใกล้
พลังปราณของแสงสูรย์กร้าวแกร่งรุนแรงกว่าตอนที่ประมือกับอุทัยราวเป็นคนละคน .. เป็นไปได้หรือ ที่ในเวลาอันสั้น มันสามารถก้าวข้ามระดับชั้นของขอบเขตปราณไปอีกระดับหนึ่ง
.. หรือมันเก็บงำฝีมือเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว
ทุกคนภายในวิหารต่างตื่นตะลึง .. ภาพที่เบื้องหน้าคือสองพลังเทวะในตำนาน .. มังกรเทวะวิบวับสดใสปะทะกับปักษาอัคคีอันแรงกล้า
ในความอัศจรรย์ทำราชิตอ้าปากค้าง
.. พลังปักษาอัคคีเช่นนี้ ช่างคล้ายกับเด็กน้อยผู้นั้น ผู้ที่ถือกำเนิดใหม่ในค่ำคืนที่หนีออกจากเมืองเพชรปราการ
.. หรือเป็นสมาพันธ์ปักษาเทวาได้นำดวงจิตปักษาอัคคีสวรรค์มาบรรจุสร้างบุรุษผู้นี้ขึ้นมาอีกคนหนึ่ง
.. พลังจากดวงจิตสัตว์เทวะระดับสูง จะมีอานุภาพเพียงใดกัน
ในพลังอันรุนแรง องค์ชายฤทธาและแสงสูรย์ตาเขม็งจ้องมองกันและกัน .. ทั้งสองไม่ขออยู่ร่วมแผ่นดินกันอีกต่อไป
องค์ชายฤทธากล่าว “วันนี้ข้าจะสังหารเจ้า เซ่นสรวงดวงวิญญาณเทพเจ้ามังกรเทวะ”
ฮิ .. แสงสูรย์สบถ กล่าวขึ้นว่า “ฟังดูยิ่งใหญ่อะไรเช่นนี้ .. แต่ข้าว่าคงเป็นเจ้า ที่ต้องสลายกลายเป็นผงธุลี .. ฮา”
ฮึ ฮึ .. องค์ชายฤทธาหัวเราะในลำคอ กล่าวต่อ “เช่นนั้นเชียว .. เจ้าคนชั้นต่ำ กล้ากล่าววาจาประดานี้ ช่างสมควรตาย”
แสงสูรย์แสยะยิ้ม “เหม .. เหม .. คำก็สังหาร คำก็สมควรตาย .. นี่องค์ชายผู้สูงส่ง เอาตัวให้รอดก่อนเถิด .. ฮา”
คำท้าทายทำองค์ชายฤทธาส่งสายตากราดเกรี้ยว แล้วจึงดีดกายออกปากร่ำร้อง “คิดว่าแน่ ก็เข้ามา ..”
ร่างขององค์ชายฤทธารวดเร็วประดุจสายวิชชุ คนถูกห่อหุ้มด้วยปราณมังกรเทวะเป็นแก้วมณีเรืองรอง ทำการปลดปล่อยท่าสังหารอย่างสุดกำลัง
.. ฝ่ามือมังกรเทวะสยบปฐพี !
.. ฮ๊ากกกกกก ! .. ปราณมังกรเทวะตัวมหึมาส่งเสียงคำรามดังกึกก้อง
แสงสูรย์ยิ้มเยาะ ร้องออกมาว่า “เจ้าจะได้รับรู้ ว่าพลังสวรรค์ที่แท้จริงเป็นเช่นไร” แล้วจึงกระโจนตัวเข้าหา ประกบสองนิ้วชี้กลางเป็นวิชาดัชนี
ขณะลอยตัวที่ปลายนิ้วก่อเกิดกลุ่มปราณอัคคีม้วนตัวเป็นก้อนกลม .. ปราณอัคคีนั้นสะสมพลังแล้วขยายใหญ่จนเท่ากำปั้น
.. ดัชนีปักษาอัคคีเผาผลาญ !
.. แกร๊สสสสสส ! .. ปราณปักษาอัคคีสวรรค์กระพือปีกโผทะยานอย่างดุดัน
ทั้งสองลอยตัวพบกันกันที่กลางอากาศ .. หนึ่งฝ่ามือสุดกร้าวแกร่งปะทะหนึ่งดัชนีอัคคีอันร้อนแรง
.. เปรี้ยงงงงง !!! เสียงดังสนั่น ปราณเทวะมังกรและอัคคีสวรรค์สาดกระจายจนผู้คนหลบกันชุลมุน
แสงสูรย์ถูกแรงกระแทกจนผงะออก ส่วนองค์ชายฤทธาคล้ายมีเปรียบกล่าวว่า “พลังวิหคอัคคีเหรอ .. ช่างอ่อนหัดนัก ..” แล้วจึงทำการรุกไล่ฟาดไปอีกหนึ่งฝ่ามือ
.. เปรี้ยงงงงง !!! แสงสูรย์ใช้วิชาดัชนีสกัดเอาไว้
แสงสูรย์กล่าวยั่วยุว่า “เจ้างั่ง! พลังมังกรกระจอก มีเพียงเท่านี้เองหรือ” แล้วใช้ท่าร่างปักษาล่องนภาพลิกตัวกลับมาทางด้านซ้าย มันกางนิ้วเป็นกรงเล็บอัคคีตะปบเข้าชายโครงขององค์ชายฤทธา
ฮึ .. องค์ชายฤทธานำหนึ่งหมัดเข้าสกัดกั้นกรงเล็บนั้น .. เปรี้ยงงง !
ฮา .. แสงสูรย์พลิกกายอีกครั้ง คราวนี้นำกรงเล็บอัคคีโจมตีมาทางด้านขวา “ข้าใช้พลังเพียงสองส่วนก็ส่งเจ้าลงปรโลกได้”
องค์ชายฤทธานำหนึ่งฝ่ามือปิดกั้นกรงเล็บอัคคี .. เปรี้ยงงง !
แสงสูรย์ใช้ท่าร่างอันรวดเร็วพลิกกายไปมาโจมตีรุกไล่ด้วยกรงเล็บอัคคี ส่วนองค์ชายฤทธาร่ายรำหมัดฝ่ามือปะทะอย่างหักหาญ .. เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยงงง!
กลยุทธ์ของแสงสูรย์เพียงใช้วิธีพัวพันให้องค์ชายฤทธาเร่งเร้าพลังปราณให้มากขึ้น .. และมากขึ้น
.. จนสุดท้าย .. อั๊กกก !
องค์ชายฤทธารู้สึกผิดปกติในพลังปราณ พลังในกายก็สูญหาย ตามมาด้วยความเจ็บปวดอย่างสุดแสน ดังนำเข็มแหลมนับพันหมื่นที่ถูกเผาไฟจนร้อนแดง แล้วทิ่มแทงไปทั่วอณูชีพจรปราณ .. อ๊ากกกกก!!!
แสงสูรย์กล่าว “เจ้าองค์ชายโง่! ถูกพิษแล้วยังไม่เจียมตัว .. ฮา”
องค์ชายฤทธาเจ็บปวดจนตาเบิกโพลง ส่วนแสงสูรย์ประกบนิ้วสะสมพลังอัคคีที่ปลายดัชนีอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นกลุ่มปราณอัคคีเล็กเท่าปลายนิ้วแต่แดงเข้มข้นบริสุทธิ์
.. ดัชนีอัคคีทะลวงนภา !
.. เปรี้ยงงง ! เปรี้ยงงง ! เปรี้ยงงง ! .. สามดัชนีสังหารทะลุผ่านร่างองค์ชายฤทธาในระยะประชิด
ร่างขององค์ชายฤทธาปลิดปลิวดังว่าวสายป่านขาด แล้วร่วงลงกระแทกพื้นวิหารดัง .. โครมมม !
องค์ชายฤทธานอนตาค้างร่างกระตุกเบาๆ มันหารับรู้ถึงพลังดัชนีที่ทำร้ายมันไม่ ที่เจ็บปวดทรมานในตอนนี้คือชีพจรปราณทั้งร่างกายกำลังถูกพิษร้ายเข้าแทรกซึม
แสงสูรย์ไม่หยุดอยู่เพียงนั้น คนโคจรพลังอัคคีเป็นก้อนกลมในฝ่ามือ กล่าวอย่างเลือดเย็นขึ้นว่า “ข้าบอกแล้วไงว่าจะเผาเจ้าให้เป็นธุลี ..”
เมื่อก้อนปราณอัคคีใหญ่ได้ที่ มันจึงเหวี่ยงซัดปราณอัคคีนั้นเข้าใส่อย่างไร้ปรานี ปากตะโกนร้องอย่างบ้าคลั่ง “ไปตายซ่ะ ....”
.. ปราณอัคคีล้างโลกา !
อุณหภูมิในห้องวิหารเพิ่มความร้อนแรงเป็นเท่าทวี ปราณอัคคีทรงพลังพุ่งตรงเข้าหาองค์ชายฤทธาที่นอนกองอยู่อย่างไม่มีทางตอบโต้
.. แต่แล้ว .. ที่เบื้องหน้าองค์ชายฤทธาปรากฏกลุ่มพลังปราณขึ้น
เป็นกำแพงปราณสีฟ้าใสมีรูปสัญลักษณ์สามเหลี่ยมทับซ้อนดังรูปดาวหกแฉก อักขระโบราณส่องประกายสีน้ำเงินวาบ ..
สิ่งนั้นกลายเป็นปราการปราณขวางกั้นกลุ่มปราณอัคคีสังหารนั้นไว้
.. ตูมมม ! ปราณอัคคีระเบิดดังสนั่น พร้อมการแตกสลายของปราการปราณนั้น
ร่างบุคคลหนึ่งปรากฏขึ้นที่ข้างกายองค์ชายฤทธา เป็นมันที่เข้ามาขัดขวาง คนยังคุกเข่าร่ำร้องตะโกนว่า “เจ้าธรรม! .. โอววว .. เจ้าธรรม ..”
แสงสูรย์หยุดยืนลงบนพื้น แล้วกล่าวขึ้นว่า “ที่แท้ก็ .. จอมเวทมนตราพิสุทธิ์ ผู้เก็บตัว .. ฮา”
ราชิตผู้เป็นบิดาตาแดงก่ำ กล่าวอย่างมีโทสะว่า “เจ้าต้องชดใช้”
ชิ ..แสงสูรย์สบถกล่าว “ชดใช้เช่นนั้นหรือ .. ช่างน่าขัน .. ฮา” มันกล่าวต่อ “ใครขวาง ข้าจะสังหารเสียให้สิ้น ..”
“เช่นนั้นหรือ ..” เป็นเสียงอันทรงพลัง พร้อมร่างกายอันสง่างามมาหยุดยืนขวางพวกมันบุตรบิดาไว้
.. คนผู้นั้นคือมังกรเรืองโรจน์ !
มังกรเรืองโรจน์เคลื่อนกายราวปาฏิหาริย์ ผู้คนในสถานที่ยังไม่สามารถมองได้ทันว่ามันเคลื่อนที่มาอย่างไร แสงสูรย์ใบหน้าเปลี่ยนเครียดขึงกล่าวขึ้นว่า “ท่านถูกพิษอยู่หนา แน่ใจหรือว่าวันนี้จะรอดพ้นชะตากรรมไปได้ ..”
มังกรเรืองโรจน์กล่าวโดยไม่นำพา “ถึงจะมีพิษร้ายในร่างกาย .. แต่ในกระบวนท่าเดียว ข้าก็ตัดศีรษะเจ้าลงมาได้ .. สมควรลองดูหรือไม่ ..”
.. เพียงพลังจิตที่จ้องมอง ทำปราณปักษาอัคคีรอบกายแสงสูรย์สั่นกระตุก
.. เจอการข่มขู่เช่นนี้ แสงสูรย์ถึงกับชะงัก พลังปราณอัคคีสลายวาบ มันแอบก้าวถอยหลังอย่างลืมตัว
ฮา ฮา ฮา .. เสียงหัวเราะดังขึ้นขัดจังหวะ เป็นกระบี่ทลายนภาผู้เฒ่าแห่งยุทธภพ มันกล่าวสอดว่า “ล้วนเป็นการประลองของผู้เยาว์ ท่านมิควรติดใจเรื่องราวเช่นนี้”
นักพรตสัมผัสฟ้าก็กล่าวเห็นด้วยว่า “ใช่ .. พวกเราล้วนเป็นผู้เฒ่า ไม่ควรถือสาการต่อยตีของทารกเหล่านี้” แล้วยังกล่าวต่อ “มังกรเรืองโรจน์ .. ทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ท่านจะฝืนชะตาฟ้าไปไย ..”
เทวีจินเยว่กล่าวสนับสนุน “สะใภ้ขอกราบเรียน .. เพียงท่านก้าวลงจากอำนาจ การล้มตายจะไม่เกิดขึ้น ..”
ฟังไปฟังมาล้วนเป็นคำกล่าวเอาแต่ได้ .. นอกจากบัลลังก์แคว้นโอริสา ยังมีสำนักต่างๆ ในยุทธภพที่ต้องยอมสยบแทบเท้าบุคคลเหล่านี้
“เหลวไหล! .. ข้ายอมตายดีกว่า ที่จะต้องรับใช้บุคคลเลวทรามเช่นพวกเจ้า” เสียงของโบตั๋นหิมะ เจ้าสำนักบุบผาเหมันต์
เทวีจินเยว่หันมายิ้มหวานกล่าวว่า “พี่สาว .. ช่างไม่รู้สถานการณ์”
แล้วจึงก้าวเดินอย่างแช่มช้อย ดวงตาเปลี่ยนเป็นหรี่เรียวจ้องมองมา นางกล่าวต่อ “วาจาเช่นนี้ อาจทำท่านเจ้าสำนักอื่น เข้าใจพวกข้าผิดได้”
เทวีจินเยว่สะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง ปรากฏผ้าแพรยาวสะบัดพลิ้วพุ่งใส่โบตั๋นหิมะ .. ฟ้าวววว ..
.. แพรสุวรรณบุปผา !
.. ผ้าแพรสีขาวถูกบรรจุด้วยปราณสังหาร พุ่งฉวัดเฉวียนราวอสรพิษฉกเหยื่อ
เงาร่างสายหนึ่งไม่รอช้าพุ่งกายเข้ามารับหน้า
.. เปรี้ยง! ปราณวารีเหมันต์สีฟ้าระเบิดพลังมาขวางเอาไว้
เป็นวาวาระเบิดปราณวารีเหมันต์เข้าสกัดผ้าแพรสังหารไว้ได้
วาวายืนขวางประจันหน้า รูปร่างสะโอดสะองในชุดสีฟ้ายาวพลิ้ว ผมดำรวบตึงถักเป็นเปียยาวสะบัด ใบหน้าของนางงดงามหมดจดแต่แฝงความกังวลตึงเครียด
เทวีจินเยว่กล่าว “ที่แท้ เป็นคลื่นลูกใหม่ของบุปผาเหมันต์”
.. มีอีกบุคคลก้าวเข้ามาสมทบ
อุษาออกมายืนเคียงคู่ ร่างสมส่วนสูงโปร่งในชุดสีขาวยาวเข้ารูป ผมเกล้ามวยเรียบร้อย นางมิได้สวมงอบสานทำให้มองเห็นใบหน้าอันงามงดอย่างชัดตา
.. ทั้งสองช่างเป็นสตรีที่งดงาม เป็นความงามที่แตกต่าง .. หนึ่งงามโศกซึ้งชวนถวิลหา อีกหนึ่งงามพิสุทธิ์สดใสเที่ยงธรรม
................
ในถ้ำมังกรเทวะ อุทัยตกอยู่สถานการณ์ยากลำบาก .. มันโจมตีอย่างสุดกำลัง แต่ยังไม่สามารถทำอย่างไรเจ้ามังกรอัสนีสวรรค์ได้
อุทัยลุกขึ้นยืน .. ความจริงมันรับรู้อยู่แล้วว่ามังกรเทวะนั้นแข็งแกร่งสุดประมาณ .. ด้วยระดับพลังของมัน เป็นเพียงการนำไข่ไก่กระทบกับภูผาหินแกร่ง
.. ไข่ไก่ฟองนั้นเป็นเหมือนชีวิตน้อยๆ ของมันแล้ว
.. อุทัยตั้งจิตสมาธิโคจรพลังปราณทั้งสามไปทั่วอณูชีพจรปราณ
เจ้ามังกรเทวะก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ร่างกายของมันขยายพองออก เกิดเส้นสายอัสนีม่วงเคลื่อนไหวเปรี๊ยะปร๊ะไปทั่วกายา
“ตายเสียเถอะ เจ้าวานรน้อย ..” มังกรเทวะสยายปีกกว้าง มันแอ่นอกมีกลุ่มแสงสีม่วงส่องสว่างผ่านเกล็ดหนา แสงกลุ่มนั้นเคลื่อนผ่านลำคอผ่านมายังปากที่อ้ากว้าง ..
.. โฮ๊กกกกกกก !!! เกิดแสงสว่างวาบ เส้นสายอัสนีม่วงเข้มข้นนับร้อยนับพันลั่นเปรี๊ยะปร๊ะพุ่งเข้าใส่อุทัย
.. เปรี๊ยะ ! เปรี๊ยะ ! .. เปรี๊ยงงงงง ! .. สายอัสนีฟาดดังสนั่นเลื่อนลั่น
จ๊ากกก ! เจ้าเวรุงกะร้องอุทาน
อุทัยที่เตรียมพร้อมอยู่ก่อนถึงกับตื่นตระหนก มันใช้ท่าร่างมายาอสูรกระโดดหลีกหนีอย่างสุดกำลัง
.. เปรี๊ยงงงงง ! เปรี๊ยงงงงง ! เปรี๊ยงงงงง ! .. แสงอัสนีม่วงทำโถงถ้ำสว่างโพลง
ท่าร่างของอุทัยที่ว่ารวดเร็ว แต่ก็ไม่รวดเร็วไปกว่าเส้นสายอัสนีของเจ้ามังกรเทวะ ร่างของมันถูกสายอัสนีฟาดใส่อย่างจัง
.. เปรี๊ยงงงงง !!! .. อุทัยสมองขาวโพลน ร่างร่วงผล็อยถูกสอยลงพื้นดัง .. ตุ๊บบบ !
จ๊ากกก ! เจ้าเวรุงกะร้องเสียงหลง
ฮา ฮา ฮา .. มังกรเทวะหัวเราะลั่น “เป็นไง สุกเลยสิเมิง ..”
อุทัยถูกสายอัสนีฟาดจนนอนกองอยู่บนพื้น ตามร่างเต็มไปด้วยรอยไหม้ดำ มันสั่นกระตุกมีกลุ่มควันลอยคละคลุ้ง มังกรเทวะแลบลิ้นเลียปากกล่าวว่า “แต่ เฮ้อออ สุกไปหน่อย .. ข้าชอบกินเนื้อดิบดิบมากกว่า .. หั่นเป็นกี่ชิ้นดี กินน่องก่อนดีกว่า เนื้อเยอะดี .. ฮี ฮี”
ทันใดนั้นเจ้าเวรุงกะกระโดดออกมาจากก้อนหินที่มันหลบซ่อนอยู่ แล้วร้องตะโกนว่า “เจ้ามังกรบัดซบ ! เจ้าทำร้ายนายข้า ..”
มังกรเทวะหันมามองกล่าวว่า “อ่า ยังเหลืออีกตัว”
เจ้าวานรน้อยเห็นอุทัยพลาดท่าทำอารมณ์ของมันพลุ่งพล่าน ชี้หน้าเจ้ามังกรเทวะแล้วกล่าวขึ้นว่า “ข้าจะสังหารเจ้า”
ก๊ากกก ก๊ากกกกก .. มังกรเทวะได้ยินเช่นนั้นจึงหัวเราะเยาะ “เจ้านี่นะ เจ้าวานรตัวจ้อย จะมาสังหารข้า .. ฮา ฮา”
“นะ นะ .. หนีไป .. เจ้าจ๋อ หนีไป ..” เสียงอันแหบพร่าออกมาจากร่างกายอันสั่นกระตุกมีควันคลุ้งของอุทัย
อ่าาา .. มังกรเทวะหันมองอุทัยแล้วกล่าวว่า “เจ้าตัวโตนี่ก็อึดแห๊ะ โดนสายฟ้าฟาดไปจังจังยังไม่ตาย สงสัยต้องซ้ำอีกที”
อุทัยยังกล่าวกับเจ้าเวรุงกะอย่างอ่อนแรง “นะ .. หนีไป เจ้าสู้มันไม่ได้ ..”
“ไม่ .. ข้าไม่มีทางทิ้งเจ้านาย” เจ้าเวรุงกะกล่าวอย่างเด็ดเดี่ยวมีน้ำตาคลอที่เบ้าตา มันด่าเจ้ามังกรเทวะ “เจ้าตะกวด ข้ามศพข้าไปเสียก่อน”
ฮา ฮา .. มังกรเทวะกล่าว “ปากดีนักนะ เจ้าวานรตัวเหม็น”
แจ๊กกก ! เจ้าวานรน้อยร้องราวเสียสติ มันกระโดดขึ้นไปบนจมูกเจ้ามังกรเทวะตัวโต แล้วจึงระดมเล็บมือเท้าตะปบใส่ ทั้งยังใช้ปากกัดเจ้ามังกร
.. แต่ก็ไม่สามารถทำอันใดเจ้ามังกรเทวะได้
เจ้ามังกรเทวะสะบัดหัวทีเดียว เจ้าเวรุงกะถึงกับกระเด็นตกลงพื้นดัง .. ตุ๊บบบ !
แจ๊กกก ! เจ้าวานรน้อยน้ำหูน้ำตาไหล กระโดดขึ้นไปบนหัวเจ้ามังกรเทวะอีกครั้ง มันสาวหมัดทั้งชกทั้งทุบใส่อย่างบ้าคลั่ง .. ตุ๊บบบ ! ตั๊บบบ ! ตุ๊บบบ ! ตั๊บบบ !
.. เจ้ามังกรเทวะรู้สึกคันยุบยิบ มันสะบัดหัวด้วยความรำคาญ จนเจ้าเวรุงกะลอยละล่องหล่นกลิ้งไปตามพื้น .. คลุ๊ก .. คลุ๊ก .. คลุ๊กกก
เจ้าวานรน้อยลุกขึ้นอย่างว่องไว .. ดวงตาของมันแดงฉาน น้ำลายไหลยืดราวลิงบ้า มันออกแรงยกก้อนหินก้อนโตกว่าตัวมันสี่ห้าเท่าจนลอยอยู่บนหัว
แจ๊กกกกก ! เจ้าเวรุงกะร้องลั่น วิ่งนำก้อนหินใหญ่นั้นทุ่มลงนิ้วตีนเจ้ามังกรเทวะ .. พลั๊กกก !
ฮ๊ากกก ! เจ้ามังกรรู้สึกเสียวแปล็บกระโดดเหยงๆ .. เจ้าวานรน้อยก่อกวนไม่หยุดหย่อน จากความรำคาญจึงเปลี่ยนเป็นมีโทสะ
“ว่าจะเก็บไว้กินพรุ่งนี้ แต่ในเมื่อเจ้ารนหาที่ .. เช่นนั้นก็ได้” แล้วจึงอ้าปากคำราม .. โฮ๊กกก !
.. ปร๊ะ .. ปร๊ะ .. เปรี๊ยงงง ! เสียงดังสนั่น สายอัสนีม่วงฟาดใส่เจ้าเวรุงกะเข้าอย่างจัง
จ๊ากกก ! เจ้าเวรุงกะตาถลนร้องอย่างเจ็บปวด
.. เจ้าวานรน้อยถูกสายอัสนีฟาดใส่จนล้มลง
.. ร่างคุดคู้ในท่าคุกเข่า ขนไหม้เกรียม ควันลอยคลุ้ง
“เจ้าจ๋อ!” อุทัยร้องเสียงหลง มันยังไม่สามารถขยับร่างกาย ได้แต่นอนดูเจ้าวานรน้อยถูกสังหาร
ฮา ฮา ฮา .. มังกรเทวะหัวเราะร่า “เป็นไงหล่ะ ได้ตายสมใจ”
“เจ้า .. เจ้าจ๋อ ..” อุทัยร้องเรียก มันสำนึกเสียใจ เจ้าวานรน้อยแน่นิ่งไปเสียแล้ว
เจ้าเวรุงกะยังแน่นิ่งคุกเข่าคุดคู้ ควันคลุ้งโขมง ตามร่างมีสายอัสนีวิ่งวน .. เปรี๊ยะ .. ปร๊ะ
.. แต่แล้ว
.. สิ่งไม่คาดคิดได้บังเกิด
.. เจ้าวานรน้อยร่างสั่นระริก อยู่ๆ มันก็เงยหน้าลืมตาขึ้น
.. ดวงตาทั้งสองแดงก่ำ มีกลุ่มอัคคีแดงสดพวยพุ่ง
.. ปากอ้ากว้าง น้ำลายหนืดยืดย้อย เขี้ยวขาวขยายยาวออก
เจ้าเวรุงกะแหกปากร้องคำรามดัง .. ฮ๊ากกกกก !!!
.. กล้ามเนื้อตามร่างกายค่อยๆ ขยายออก .. และขยายออก
.. มันยืดตัวขึ้นยืน ร่างกายแปรเปลี่ยนเป็นใหญ่ขึ้น .. และใหญ่ขึ้น
.. ร่างปรกคลุมด้วยขนสีขาวหยาบฟู ช่วงคอถึงบ่าหยาบใหญ่ แขนมีกล้ามยืดขยายทิ้งยาวถึงหัวเข่า
.. ขาทั้งสองก็ยืดยาวออก สะโพกน่องเป็นมัดกล้ามเนื้อ ที่บั้นท้ายมีหางสีขาวยาวม้วน แผงอกและช่วงท้องไม่มีขนเห็นเป็นกล้ามสีแดงบึกบึน
ที่ยืนอยู่คือวานรขนาดมหึมา ใบหน้าสีแดงดวงตาเป็นเปลวอัคคี จมูกใหญ่ย่นยับ ปากอ้ากว้างเห็นเขี้ยวสีขาวโง้งยาวทั้งบนและล่าง
เจ้าเวรุงกรกลายร่างเป็นวานรยักษ์ มันนำกำปั้นทั้งสองทุบหน้าอก .. ปั๊กกก .. ปั๊กกก .. ปั๊กกก .. ปั๊กกก .. แล้วจึงแหกปากร้องคำรามดังสนั่นจนทั่วโถงถ้ำสั่นไหว .. ฮ๊ากกกกกกกกก !!!