- สิบสองปีต่อมา -
บรรยากาศสี่ทิศทั่วทั้งพื้นพิภพเบื้องล่าง ดูอึมครึมขมุกขมัวกระทั่งเย็นะเืหนาวเหน็บจนเสียดแทงซึมลึกเข้ากระดูกทุกส่วน กระทั่งเมฆหมอกที่แผ่เป็แพปกคลุมอยู่เบื้องบน ก็กับดูเหมือนมันถูกฉาบแต้มไปด้วยสีของโลหิตอันแดงฉานผสมกลิ่นอายคล้ายกับการฆ่าฟันราวกับพึ่งผ่านมาเมื่อไม่นาน นั้นเป็เพราะว่า...
พระจันทร์เต็มดวงที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้ามันดูเหมือนถูกเติมเต็มไปด้วยสีของโลหิตฉาบย้อมนั้นเอง
และเหตุการณ์แปลกประหลาดในวันนี้ มันช่างน่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่าสิ่งใด
ขณะเดียวกันที่บนพื้นปฐีเบื้องล่าง
เท้าของ ‘สัตว์อสูริญญา’ สีนิลห้าเขา กำลังสับรัวถี่ ก้าวเท้าห้อเหยียดด้วยความรวดเร็วปานดาวตกแต่ทว่าเสียงฝีเท้านั้นกับแ่เบาเงียบเชียบ ราวกับว่ามันกำลังทะยานวิ่งอยู่บนก้อนเมฆโดยที่เท้าทั้งสี่ของมัน ดูแล้วแทบไม่ได้เหยียบย้ำลงบนพื้นดินแม้แต่เพียงปลายเล็บกระทั่งต้นไม้ใบหญ้าทั้งสองฟากฝั่ง ครั้นเมื่อมันห้อทะยานพุ่งผ่านยังต้องเอนลู่ไหวตามลมพายุหอบใหญ่ หญ้าทุกต้นแทบหมอบกราบติดกับพื้นดินอย่างกับกำลังก้มตัวลงเพื่อคารวะ
โดยมีหนึ่งบุรุษผู้ลึกลับที่สวมชุดคลุมสีดำปกปิดอำพรางร่างกายของตนเองไว้อย่างมิดชิดกำลังนั่งควบอยู่บนหลังของพาหนะสัตว์อสูรเ้าประหลาดตัวนี้ พร้อมกับร่างกายหมอบก้มต่ำโน้มตัวลู่ตามลมไปด้านหน้า
มือข้างหนึ่งของเขา จับไปยังโคนเขาของสัตว์อสูริญญาอย่างแแ่ที่มันงอกขึ้นมาตรง่สุดของคอพอดี ซึ่งอยู่ระหว่างขาหน้าคู่ทั้งสองข้างโดยที่เขาของมันมีลักษณะโค้งโน้มไปด้านหน้า คล้ายกับงาช้างที่โค้งพลิกกลับด้าน
รูปร่างของมันสูงใหญ่กว่าผู้ที่นั่งอยู่บนหลังหลายเท่าตัว โดยที่ความยาวของมันนั้นราวสามจั้งพร้อมกับดวงตาสีแดงวาววับ ราวกับมีเม็ดมณีงามเลิศ ถูกเลี่ยมประดับไว้แทนดวงตาทั้งสองข้างกระทั่งยังเปล่งประกายสดใสอยู่ตลอดเวลา และถึงแม้จะห้อเหยียดสุดกำลัง แต่ทว่าเสียงลมหายใจนั้นกับแ่เบาเหมือนไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อย
ในขณะที่เบื้องบนฟากฟ้าด้านหลังของบุรุษผู้นั้นก็พลันปรากฏเงาร่างของบุคคลสามคน ซึ่งอยู่ห่างออกไปไกลกว่าร้อยจั้ง โดยมีแสงของดวงจันทร์ที่ถูกอาบย้อมไปด้วยสีเืเป็ฉากเื้ั
ทั้งหมดสวมชุดคลุมปิดบังใบหน้ามองเห็นดูเลือนราง ซึ่งกำลังทะยานตามติดมาอย่างไม่ลดละเช่นกัน
และบุคคลทั้งสามที่กำลังตามมา
หนึ่งคนที่อยู่ด้านหน้า คือชายชราเคราขาว ที่นั่งหลังเหยียดตรงราวกับเสาศิลาปักพื้นท่าทีสงบนิ่งดูสูงส่งไม่สามัญ ส่วนอีกสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลัง ต่างก็ดูน่าเกรงขามไม่น้อยเช่นกัน
แล้วเหตุใด? พวกเขาจึงสามารถล่องลอยอยู่บนอากาศธาตุอันว่างเปล่าได้โดยไม่จำเป็ต้องเหยียบยืนบนกระบี่เหมือนคนอื่น
และคำตอบก็คือ แท้ที่จริงแล้ว พวกเขานั่งอยู่บน ‘เวทวงแหวนดาราจักร’ซึ่งจัดอยู่ในประเภท ‘ศาสตรายุทธเคลื่อนิญญา’ อีกรูปแบบหนึ่ง
และหากบุคคลธรรมดามองด้วยตาเปล่าก็มิอาจสามารถที่จะมองเห็นรูปลักษณ์ของมันได้ กระทั่งมองว่าพวกเขาเ่าั้เป็เทพเซียนผู้สูงส่งนอกเสียจากว่าคนเ่าั้จะเป็ผู้บ่มเพาะ ‘พลังปราณิญญา’ด้วยกันเพียงเท่านั้น
ขณะที่พวกเขาทั้งสามคนก็กำลังเร่งรีบทะยานตามติดผู้อยู่เบื้องล่างอย่างไม่ลดละ
“ท่านอาจารย์! พวกเราตามมันมาเกือบสามเดือนแล้ว แล้วก็ยังไม่ได้หยุดพักแม้เพียงครึ่งลมหายใจแต่ระยะห่างนั้นกลับไม่สามารถขยับเข้าไปได้ใกล้กว่านี้เลยสักครั้ง!”
เด็กหนุ่มที่สวมชุดคลุมยาวสีเทา กล่าวออกมาด้วยเสียงฮึดฮัด มีท่าทีดูเหมือนเป็กังวลเล็กน้อยขณะยืนมือกอดอกอยู่ทางด้านขวามือ ของชายชราผู้ชุดคลุมสีขาวราวหิมะที่นั่งอยู่ และใคร่ว่าเหมือนจะไม่พอใจด้วยเช่นกันที่ความเร็วของพวกเขา ไม่สามารถเข้าใกล้ถึงเป้าหมายได้เสียที
เพราะการติดตามไล่ล่ามานาน ตลอดสามเดือนเต็มที่ผ่านมาบุคคลที่อยู่เบื้องล่าง ดูเหมือนจะทะยานเหยียดทิ้งระยะได้อย่างพอดิบพอดี โดยที่ผ่านป่าเขาและแม่น้ำหลายสาย ซึ่งกินระยะทางถึงแสนลี้ด้วยกัน!
ก่อนชายชราผู้ที่นั่ง จะกล่าวตอบกลับด้วยเสียงราบเรียบ เหมือนดูแล้วเขาไม่ค่อยใส่ใจอะไรมากนัก
“เยี่ยฟง...เ้าไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอก...ข้าเองก็อยากรู้เช่นกัน ว่ามันจะสามารถหลบหนีไปได้ไกลสักแค่ไหนกันเชียว?เผลอๆ พวกเรา...” เขาชะงักคำพูดไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อไปว่า “ไม่แน่ว่าพวกเรา อาจจะตามเขาไปถึงที่หมายก็เป็ได้!”
คำตอบนั้นดูเหมือนว่า ตัวเขาเองจะเชื่อมั่นเป็อย่างมาก ใน ‘พลังปราณิญญา’ ของตัวเองไม่น้อยเช่นกันในขณะที่สายตา ก็ยังคงจับจ้องไปยังบุรุษผู้นั้นที่นั่งควบอยู่บนหลังสัตว์อสูริญญาอย่างไม่กะพริบ
ส่วนอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านซ้าย
ซึ่งสวมชุดคลุมยาวสีเทาด้วยเช่นกันกับคนด้านขวา ขณะที่มือทั้งสองข้างยังคงไพล่หลังในอริยะบทที่ดูสบาย คล้ายว่าจะไม่แยแสต่อสิ่งใดในโลกนี้ก่อนจะกล่าวออกมาด้วยเสียงใสกังวานดั่งระฆังหยก กระทั่งยังมั่นใจในการวิเคราะห์ของตัวเอง
“หึ!...เ้าสัตว์อสูริญญาห้าเขาตัวนี้ มันไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย สมแล้วที่มันอยู่ในระดับราชันย์อสูรและดูเหมือนกำลังก้าวข้ามขึ้นไปสู่ระดับจักรพรรดิอสูรอีกไม่นาน แต่ก็ช่างน่าเสียดายนัก...”
หลังจากชายชราที่นั่งได้ยินเช่นนั้น ก็พลางพยักหน้าลงเล็กน้อยแล้วเอ่ยชมศิษย์อีกคนที่พึ่งกล่าวจบไปเมื่อครู่
“อืมม...ชิงหยุน เ้าเองก็เก่งมากขึ้นทีเดียว ในการมองเ้าสัตว์อสูริญญาพวกนี้การที่เ้าคาดการณ์ได้เช่นนั้น ก็นับว่าตรงกับที่อาจารย์คิดไว้เช่นเดียวกัน”
พวกเขาไล่ล่ากันมาแล้วถึงสามเดือนเต็มๆ แต่ทว่า...โอกาสที่จะลงมือเพื่อเปิดศึกปะทะกันกับไม่มีเลยแม้สักครั้งเดียว ซึ่งดูตามสถานการณ์เช่นนี้ของผู้ไล่ล่าแล้ว เป็ไปได้ว่าอาจจะเพียงแค่ดูเชิงของอีกฝ่ายไปก่อน
หรือว่า...? มันยังไม่ถึงเวลา และสถานที่ที่พวกเขาจะลงมือเพื่อสังหารเขา!!!
ในขณะที่ทั้งสามคนกำลังพูดคุยกัน และด้วยท่าทีที่ยังดูหวั่นเกรงต่อศัตรูผู้อยู่เบื้องล่างกระทั่งยังมิยอมที่จะคิดลงมือแต่อย่างใด
บุรุษผู้นั้นในมืออีกข้างของเขา ซึ่งกำกระบี่เล่มยาวแแ่เอาไว้ในมือพลันกระบี่เล่มยาวก็หายวูบไปในทันใด!
ก่อนที่มือข้างเมื่อครู่ที่กระบี่หายไป จะปรากฏแทนที่ด้วยลูกแก้วสีขาวบริสุทธิ์อยู่ในอุ้งมือ
ทันใดนั้น!
ก็เกิดเหตุการณ์แปลกประหลาดขึ้น เมื่อมีมวลอากาศธาตุมากมาย ได้เริ่มไหลวนมารวมกันอย่างบ้าคลั่งทั่วทุกทิศทางโดยที่เ้าลูกแก้วสีขาวนั้น มันเริ่มสูบกินไอปราณิญญาฟ้าดินตลอดระยะทางถึงแม้สัตว์อสูริญญาตัวนั้นจะวิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วก็ตาม
จนกระทั่งมันก่อเกิดเป็กลุ่มก้อนแสงเรืองรองขึ้นมาสว่างจ้าบนอุ้งมือของเขาที่มีลูกแก้วสีขาวพร้อมทั้งมันเปล่งประกายเป็สีเหลืองส้มออกมา
จากแค่เพียงก่อนหน้าที่ดูเหมือนดวงไฟเล็กๆ ไม่สว่างเจิดจ้ามากนักซึ่งขนาดของมันนั้นเกือบเท่ากับกำปั้นของเขาเล็กน้อยแต่ต่อมารูปร่างก็เริ่มพองตัวขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งส่องสว่างเจิดจ้า ยิ่งกว่าโคมไฟทั้งสิบดวงมัดรวมกันที่ส่องสว่างพร้อมกันเหมือนเป็ดั่งเช่นแสงไฟส่องนำทาง
ต่อมาก็ปรากฏเสียงดั่งฟ้าคำราม เมื่อมีเส้นสายฟ้าจำนวนหลายสิบเส้นได้ก่อตัวปรากฏเกิดขึ้นเป็ริ้วรอบๆ ที่ก้อนพลังนั้นและยังส่งเสียงครืนครั่นราวกับท้องฟ้ากำลังพิโรธ ยามเมื่อครั้งเมฆสีดำเริ่มก่อตัวขึ้นจนทำให้ผู้ที่ติดตามไล่ล่าทั้งสามคน สามารถได้ยินเสียงนั้นอย่างชัดเจน
กระทั่งชายชราผู้ที่เป็อาจารย์ ถึงกับเลิกคิ้วสูงหมุนแน่นเขาหากันขึ้นในทันทีแล้วเผยสีหน้าที่หวาดหวั่นใไม่น้อย ก่อนจะะโเสียงดังออกไป เพื่อให้ศิษย์ทั้งสองตั้งสติสมาธิเอาไว้
“ระวัง!!!...มันจะเริ่มลงมือแล้ว ทุกคนจงเตรียมตัวไว้ให้ดี!”
แต่ทว่าชายชราเองก็ยังคงเหยียดยิ้มเยาะที่มุมปากเล็กน้อยเพราะสิ่งที่เขาเฝ้ารอมานานหลายเดือน ในที่สุดเขาเองก็จะได้รู้เสียทีว่า บุคคลผู้อยู่เบื้องล่างจะมีระดับขั้นพลังปราณิญญาอยู่ที่ขอบเขตใดกันแน่!
บุรุษผู้นั้นเอี้ยวตัวมองมาทางด้านหลังแวบหนึ่งเขาเองก็พลันยกยิ้มบางออกมาด้วยเช่นกัน
ซึ่งแสงสว่างของก้อนพลังจาก ‘อาวุธเวทิญญา’ที่ส่องสว่างเจิดจ้า มันทำให้ทั้งสามคนมองเห็นแค่เพียงว่า เขาผู้นั้นสวมใส่หน้ากากสีดำสนิทเพื่อปิดบังใบหน้าเอาไว้อย่างมิดชิด
เพียงชั่วไม่กี่อึดใจ
ก้อนพลังจากอาวุธเวทิญญาที่อยู่ในมือของเขา ก็ลอยเคว้งพุ่งแหวกกรีดอากาศออกไปทันทีราวกับพลุไฟที่พุ่งทะยานสู่เบื้องบนไปยังท้องฟ้า แล้วมุ่งตรงดิ่งแนววิถีโค้งมายังบุคคลทั้งสามที่กำลังลอยตัวอยู่บนอากาศธาตุเบื้องบน
แต่ทว่า...ก้อนพลังนั้นมันกับหยุดลอยอยู่กลางอากาศ! พร้อมกับส่งเสียงทุ้มดังก้องราวกับฟ้าร้อง
จนทำให้อาจารย์พร้อมกับศิษย์ทั้งสองคน ต่างชะงักงันอย่างใ และพลันหยุดเคลื่อนตัวลงในทันทีโดยที่พวกเขาได้ทิ้งระยะห่างพอสมควรหลายจั้ง มองดูก้อนพลังนั้นอย่างระแวดระวัง
ก่อนที่ชายชราจะบ่นพึมพำในใจ กระทั่งสีหน้าของเขาเอง ก็ดูซับซ้อนยุ่งยากขึ้นมาแล้วทันที
‘นี่มัน!!!...อาวุธเวทิญญาที่หาได้ยากยิ่ง!’
ในขณะสายตาของเขา ทำได้แต่เพียงจ้องมองตามแผ่นหลังของบุรุษผู้นั้นที่นั่งอยู่บนหลังของเ้าสัตว์อสูริญญา ก่อนที่มันจะวิ่งห้อทะยานห่างออกไปจนกระทั่งเงาร่างนั้นหายลับเข้าไป ในความมืดสลัวของป่าทึบหนาเบื้องหน้า
ทันใดนั้นเ้าก้อนประหลาดสีเหลืองส้ม ที่มาพร้อมกับการเหนี่ยวนำจากพลังปราณิญญาของบุรุษผู้นั้นมันก็เริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้นไปอีกเรื่อยๆจนทำให้แสงสีเหลืองส้มอร่ามส่องสว่างเจิดจ้ามากขึ้น แผ่กระจายครอบคลุมกินพื้นที่กว้างไกลออกไปราวหนึ่งลี้
ทำให้ผู้ที่เป็อาจารย์ถึงกับดวงตาเบิกโพลง ดูตื่นตระหนกใเป็อย่างมากเขารีบหยัดตัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว และสีหน้าของเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็มืดครึ้มลงในทันทีหลังจากที่รับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของพลังปราณิญญา ที่แฝงเร้นพวยพุ่งออกมาก่อนจะร้องเตือนศิษย์ทั้งสองด้วยเสียงที่สั่นเครือตะกุกตะกัก
“บัดซบ!!! พวกเราแย่แล้ว มะ...มันคือ!!!...ตะ ตะ... ‘ตาข่ายเวทอสนีบาต’ มันมีพลังปราณิญญาอยู่ในระดับสองดาราทุกคนจงระวังไว้ให้ดี!!!”
.
.
.
.
.
………………………………