บ่ายวันอาทิตย์หลินตื่นสายกว่าที่ตั้งใจนอนต่อหลังปิดนาฬิกาสองรอบ แล้วก็ตื่นตอนบ่ายโมงด้วยความรู้สึกสองอย่างพร้อมกัน
หนึ่งคือหิว
สองคือยังจำเสียงสังข์จากฝันเมื่อคืนก่อนได้
เธอทำอาหารกลางวันด้วยสิ่งที่มีในตู้เย็นซึ่งก็คือไข่สองฟองกับข้าวจากหม้อหุงข้าวที่หุงไว้สามวันก่อน ยังพอกินได้ข้าวผัดไข่ง่ายๆ กินคนเดียวหน้าจอโน้ตบุ๊กเปิดพอดแคสต์เื่สัทศาสตร์ไทยที่ค้างไว้แต่ไม่ได้ฟังจริงๆ
แล้วก็เปิดงานที่ค้างอยู่
สคริปต์พากย์ที่ต้องส่งอีกสี่วัน ยาวและน่าเบื่อตัวละครหลักพูดแบบที่หลินเรียกว่า "ภาษาหนังซีรีส์ คนจริงๆไม่พูดแบบนี้"แต่งานก็คืองาน เธอเปิดไฟล์เสียงบันทึกเสียงที่ทำไว้เมื่อสองวันก่อน ฟังตัวเองทำโน้ตว่าตรงไหนต้องแก้
แล้วก็สะดุดที่แท็บหนึ่งที่เปิดทิ้งไว้ั้แ่สัปดาห์ก่อน
เป็บทความเกี่ยวกับสัทศาสตร์ของภาษาโบราณที่ใช้ในงานแสดงและพิธีกรรมเธอโหลดมาตอนกำลังค้นเื่การออกเสียงภาษาบาลีสันสกฤตเพื่องานพากย์ชุดหนึ่งแล้วก็ลืมทิ้งไว้
หลินเลื่อนดูบทความมีตัวอย่างบทสวดพร้อมคำอ่านอักขรวิธี บางบทมาจากภาษาที่เธอไม่รู้จักชื่อบางบทมีโน้ตว่าใช้สำหรับพิธีกรรม
เธออ่านผ่านๆ แล้วหยุดที่บทหนึ่ง
ไม่รู้ว่าทำไมถึงหยุดไม่มีอะไรพิเศษในบทนั้นมากกว่าบทอื่น แต่เหมือนสายตาเธอดึงดูดมาที่นั่นเองเป็บทสั้น แค่สี่บรรทัด อักขระแปลกๆ ที่เธอไม่รู้ว่าอ่านออกเสียงยังไงแต่มีคำอ่านกำกับไว้ข้างๆ
"ฝึกออกเสียงดีกว่า" เธอพูดกับตัวเอง"สัทศาสตร์ก็สัทศาสตร์ ฝึกได้ทุกภาษา"
เธอหยิบขลุ่ยออกจากลิ้นชักโดยไม่ได้คิดอะไรเป็พิเศษ แค่คิดว่าถ้าจะฝึกเสียงการเป่าขลุ่ยประกอบน่าจะช่วยจังหวะและการควบคุมลม
วางขลุ่ยไว้ข้างๆ เปิดไฟล์บันทึกเสียง กดบันทึกแล้วเริ่มอ่านออกเสียงตามคำอ่านที่กำกับไว้
---
บทแรกออกมาเกร็ง เธอรู้ตัวเอง สระยาวไปนิดพยัญชนะบางตัวออกเสียงไม่ถูกหลักตามที่บทความบอก เธออ่านซ้ำ แก้ ลองใหม่
ดีขึ้น
เธออ่านต่อ จังหวะเริ่มนิ่งเริ่มรู้สึกว่าเสียงอยู่ที่ไหน รู้สึกว่าลมหายใจต้องดันออกมาจากจุดไหนเธอหยิบขลุ่ยขึ้นมาเป่าโน้ตสั้นๆ เพื่อหาระดับเสียง แล้วกลับมาอ่านประกอบ
ขลุ่ยกับเสียงเธอเข้ากันได้ดีกว่าที่คิด
เธออ่านถึงบรรทัดที่สาม
ตรงนี้มีคำอ่านกำกับว่า *[ออกเสียงจากกะบังลมไม่ใช่จากลำคอ สำหรับผู้มีสิทธิ์เท่านั้น]*ซึ่งเธออ่านผ่านไปโดยไม่ได้สนใจโน้ตนั้นมากนัก ที่สนใจคือ"ออกเสียงจากกะบังลม" ซึ่งเป็เทคนิคที่เธอรู้จัก
เธออ่านบรรทัดที่สาม
เสียงออกมาจากลึกกว่าปกติ
ไม่ใช่แค่จากกะบังลมตามเทคนิค แต่จากลึกกว่านั้นจากที่ที่เธอไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหนในตัวเอง เหมือนว่าไม่ใช่แค่เธอที่พูดแต่เป็บางสิ่งในเธอที่รู้จักเสียงนี้อยู่แล้ว และแค่รอให้เธอเปิดทาง
ขนลุกทั่วแขน
หลินหยุด
มองหน้าจอ มองอักขระในบทความมองมือตัวเองที่ถือขลุ่ยอยู่
"โอเค" เธอพูดเบาๆ"นั่นออกมาดีมากเลย"
แต่เสียงที่เธอพูดว่า "โอเค"ไม่ได้มาจากที่เดียวกับเสียงที่เพิ่งออกมาตอนอ่านบทนั้น มันต่างกัน ชัดเจนเหมือนเปรียบเทียบน้ำประปากับน้ำพุธรรมชาติ ทั้งคู่คือน้ำ แต่ไม่ใช่น้ำเดียวกัน
เธอกดหยุดบันทึก เล่นฟังเสียงตัวเองย้อนกลับ
เสียงที่ได้ยินจากไฟล์บันทึกเสียงฟังดูเหมือนเธอ แต่ก็ไม่เหมือนเธอ มีอะไรบางอย่างที่หนักกว่า มีน้ำหนักมากกว่ามีบางอย่างที่ทำให้รู้สึกว่าถ้าได้ยินในที่มืดจะไม่แน่ใจว่าใครพูด
หลินปิดไฟล์บันทึก ถอนหายใจ
"เหนื่อยเกินไป" เธอบอกตัวเองเป็ประโยคเดิมที่ใช้ทุกครั้งที่รู้สึกแบบนี้ "แค่นั้นเอง"
เธอยกขลุ่ยขึ้นมาเป่าโน้ตเบาๆเพื่อเคลียร์ความรู้สึก เพื่อทำให้ทุกอย่างกลับเป็เื่ของเสียงธรรมดาอีกครั้ง
แล้วผนังก็สั่น
---
ไม่แรง แค่เบาๆเหมือนรถบรรทุกหนักวิ่งผ่านข้างล่าง แต่ไม่มีเสียงรถและผนังที่สั่นไม่ใช่ผนังฝั่งถนน มันคือผนังด้านในของห้อง
หลินวางขลุ่ยลงบนโต๊ะ
อักขระในบทความบนหน้าจอโน้ตบุ๊กเรืองแสง
เธอกะพริบตา
อักขระยังเรืองแสงอยู่ สีทองอ่อนๆราวกับมีไฟอยู่หลังหน้าจอ แต่ไฟหน้าจอมันเป็สีขาว ไม่ใช่สีทอง
ขลุ่ยสั่นบนโต๊ะ
หลินดึงมือออกห่างจากมัน มองโน้ตบุ๊ก มองขลุ่ยมองผนังที่นิ่งสนิทแล้ว
หัวใจเต้นเร็ว
"โอเค" เธอพูด เสียงสั่นเล็กน้อย "โอเคโอเค โอเค นี่คืออะไร"
ไม่มีใครตอบ ตามที่คาด
เธอเปิดปากจะพูดต่อ
แต่ก็หยุด
เพราะอากาศหน้าเธอแตก
---
ไม่ใช่ผนัง ไม่ใช่กระจก ไม่ใช่อะไรที่จับต้องได้มันเป็อากาศ อากาศว่างๆ ระหว่างตัวเธอกับโน้ตบุ๊กที่วางอยู่บนโต๊ะอากาศที่ควรจะไม่มีอะไร
แตกออก
ราวกับมีใครเอาบางอย่างมาขีดลงในอากาศรอยแตกยาวประมาณสามสิบเิเ บางอย่างรั่วออกมาจากรอยนั้น แสงสีทองอ่อนๆ อุ่นๆพร้อมกับ...
กลิ่น
กลิ่นดินหลังฝน กลิ่นใบไม้เปียกกลิ่นของต้นไม้เยอะๆ ในที่ที่อากาศยังสะอาดอยู่กลิ่นที่หลินเคยได้ยินครั้งเดียวในชีวิตตอนไปดอยอินทนนท์ตอนอายุสิบสี่และจำมาได้ตลอด
และเสียงสังข์
เสียงเดียวกับในฝันเสียงเดียวกับที่ยังค้างอยู่ในหัวตลอดสองวัน ดังขึ้นมาจากรอยแตกในอากาศก้องออกมาชัดกว่าในฝันมาก ชัดจนรู้สึกได้ว่ามันสั่นะเืในหน้าอก
แล้วรอยแตกก็กว้างขึ้น
ทีละนิดๆ เหมือนรอยฉีกผ้า ช้าๆ แต่ไม่หยุดผ่านรอยนั้นเธอเห็นป่า ป่าเขียวเข้มจนเกือบดำ ต้นไม้สูงมากแสงสีทองกรองผ่านใบไม้ลงมา เป็ภาพที่เธอเคยเห็นในกระจกโชว์เคสหน้าร้านซ่อมนาฬิกา
แต่ตอนนี้มันอยู่ข้างหน้าเธอห่างไม่ถึงหนึ่งเมตร
หลินพูดไม่ออก
ครั้งแรกในชีวิตที่เธอไม่มีคำพูด ไม่มีมุกไม่มีเสียงที่จะออกมาก่อนที่สมองจะทันคิด ไม่มีอะไรเลย
แค่นั่งอยู่มองรอยแตกในอากาศที่กำลังกว้างขึ้นทีละนิด
---
ความอยากรู้เป็สิ่งที่อันตรายที่สุดในตัวหลิน
เธอรู้เื่นี้ดีรู้ว่าทำไมจึงลงเรียนคอร์สฝึกเสียงที่โฆษณาแปลกๆรู้ว่าทำไมจึงซื้อขลุ่ยที่ไม่มีเหตุผลต้องซื้อรู้ว่าทำไมถึงกดเปิดแท็บบทความสัทศาสตร์โบราณในบ่ายวันอาทิตย์ที่ควรจะทำงานสคริปต์
ความอยากรู้ว่า"ถ้าลองดูแล้วมันจะเป็ยังไง"
มือเธอขยับก่อนที่สมองจะสั่ง
เธอยื่นนิ้วออกไปแตะขอบรอยแตก
เหมือนแตะผิวน้ำ มีความรู้สึกบางๆ ที่ปลายนิ้วอุ่น สั่น เหมือนสิ่งมีชีวิต เหมือนอะไรบางอย่างที่หายใจ
รอยแตกกว้างออกทันที
ไม่ใช่ค่อยๆ กว้างอีกต่อไป แต่กว้างวูบเดียวกว้างจนเห็นป่าครึ่งห้อง เห็นพื้นดินนุ่มและรากไม้ใหญ่เห็นแสงสีทองที่ไม่ใช่แสงไฟห้อง
และกระแสลมจากฝั่งนั้นพัดออกมา
ลมที่มีกลิ่นป่าลมที่เย็นกว่าห้องแอร์เสียที่หลินอาศัยอยู่ ลมที่รู้สึกเหมือนลมจริงๆไม่ใช่ลมที่เครื่องทำขึ้น
ลมดึงเธอเข้าไป
ไม่แรง แต่หลินน้ำหนักตัวน้อยและเธอยืนอยู่ใกล้รอยแตกมากเกินไป เธอเสียหลักเพียงก้าวเดียว ก้าวที่ไม่ตั้งใจแต่ก็เพียงพอ
หลินกรีดร้อง
เสียงกรีดร้องของเธอดังออกมาเต็มปาก ดังจริงๆครั้งแรกในรอบหลายปีที่เธอกรีดร้องโดยไม่มีแอ็กติ้งเข้ามาเกี่ยว แค่เสียงกลัวล้วนๆ
แล้วทุกอย่างก็มืด
---
ในป่าหิมพานต์ลึกเข้าไปจากชายขอบที่มนุษย์เดินถึงมีต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่รากของมันพันรัดอยู่กับหินก้อนใหญ่ราวกับโอบกอดบนหินนั้นมีอักขระแกะสลักเป็วงซ้อนกันหลายชั้น เรืองแสงสีทองอ่อนๆมาตลอดหลายร้อยปี
ตอนนี้มันเรืองแสงสีแดง
เรนรู้สึกได้ถึงมันก่อนที่จะเห็น
เขาอยู่ระหว่างตรวจผนึกรอบที่สองของวันยืนอยู่ห่างออกไปสองร้อยเมตร เมื่อพลังงานแผ่ออกมาจากทิศนั้นเขารู้สึกได้ที่ฝ่ามือก่อน อุ่นผิดปกติ แล้วก็รู้สึกที่หน้าอก แน่นเล็กน้อยแบบที่รู้สึกเวลากฎของป่าถูกฝืน
เขาวิ่งไปที่หินผนึก
แสงแดงจากอักขระสว่างมากจนต้องหรี่ตาเขายืนห่างออกไปสองก้าว ยกมือขึ้นบังแสง แล้วก็อ่านรูปแบบที่เกิดขึ้นอ่านแบบที่ผู้พิทักษ์อ่านสัญญาณจากผนึก ไม่ใช่อ่านด้วยตา แต่รับรู้ด้วยพลังงาน
มีอะไรบางอย่างเพิ่งฝืนกฎ
มีเสียงที่ไม่ควรมาจากฝั่งนั้น มาจากฝั่งนั้น
มีประตูที่ไม่ควรเปิด เพิ่งเปิด
เรนยืนนิ่งอยู่สักสองวินาที ไม่มากกว่านั้นแล้วก็พูดเบาๆ กับตัวเอง เสียงที่คนอื่นฟังอาจได้ยินว่าเป็แค่เสียงลมหายใจ
"เสียงนั้น..."
หยุด
"กลับมาแล้ว"
เขาไม่รู้ว่าเป็เื่ดีหรือเื่ร้ายยังตัดสินใจไม่ได้ ไม่มีเวลาตัดสินใจ
เรนหยิบคทาจากเอว หันหน้าไปทางที่ผนึกบ่งบอกแล้ววิ่ง
---