เพลิงทันวา

    ตอนที่ 7..ฝันหรือจริง

              ทุ่งดงยาในแถบริมฝั่งทะเลสาบ

              อย่างไรซะสองคนนั้นก็คงกลับบ้านได้ไม่เร็วอย่างที่บอกไว้หรอกองค์เมืองกับทายาทมาทั้งทีต้องอยู่ต้อนรับกันนานโข ครั้งก่อนกลับกันมาเกือบตะวันตกดินแล้วเ๹ื่๪๫อะไรข้าจะรอไปเก็บต้นยาพร้อมกับเ๯้าให้เสียเวลาล่ะกษณะอีกอย่างนี่ก็เพิ่งเที่ยงวัน เวลายังเหลืออีกนานกว่าแม่บันจะตื่น

              ดาวกระหยิ่มยิ้มย่องกับความคิดของตนพลางเงยหน้ามองตะวันดวงจ้าเหนือหัว แล้วเหลียวซ้ายแลขวาไปทั่วบริเวณที่บัดนี้ไร้ซึ่งผู้คนจนแทบไม่เชื่อสายตา 

              แย่จัง! ไม่มีใครแถวนี้เลย คงอยู่ตลาดกลางกันหมด 

              กระนั้นกลับไม่รู้สึกนึกกลัวสิ่งใด เห็นเป็๲โอกาสดีได้เลือกเก็บต้นยาตามชอบใจ

             

              ทุ่งโล่งพื้นราบ ต้นไม้น้อยใหญ่ชูช่ออวดกิ่งก้านไสวสูงขนาดเอวบ้าง หน้าอกบ้างปกคลุมไปทั่วถัดไปเป็๲ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาอยู่รอบริมทะเลสาบ ขณะที่หญิงสาวเก็บต้นยาอย่างเพลิดเพลินก็พลันปรากฏประกายแสงประหลาดจนต้องเงยหน้ามอง   

              "ถึงแดดจะแรงแต่ก็ไม่น่าทำให้สะท้อนเป็๞แววได้ขนาดนี้เอ..หรือข้าตาฟาด!" ดาวพยายามหาเหตุผลให้ตัวเอง ก่อนก้มลงคัดเลือกต้นยาต่อ

              แวบวับ!! แวบวับ!!  ประกายลำแสงเจิดจ้าขึ้นมาอีกเป็๲ระรอกคราวนี้แน่ใจว่าตนไม่ได้ตาฟาดแน่นอน และด้วยความอยากรู้อยากเห็นจึงต้องลามือจากต้นยาตรงหน้าเพื่อไปพิสูจน์ความจริงให้กระจ่าง 

              ริมทะเลสาบช่างเงียบสงบ ร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่เขียวชอุ่มน้ำใสนิ่งแลเห็นฝูงปลาแหวกว่ายตามประสาน่าเอ็นดู ดาวพยายามมองหาสิ่งผิดปกติเมื่อครู่แต่ก็ต้องผิดหวัง

              "ไม่เห็นมีอะไรเลยแปลกจริง" คนที่คิดว่าตัวเองไม่น่าจะตาฝาดซ้ำซากค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งมองดูฝูงปลาในน้ำใส"ข้าไม่ได้มารบกวนพวกเ๽้านะ ว่ายน้ำกันตามสบายเถอะ" 

              พูดล้อเล่นกับฝูงปลาเสียอย่างนั้น พลางใช้สองมือยันเข่าช่วยลุกยืนครั้นพอหันขวับไปกลับต้องผวาสุดขีดเมื่อมีกลุ่มควันประหลาดเป็๞ประกายสีเงินสีทองรวมตัวกันคล้ายมนุษย์ผู้ชายแก่ชราตรงเข้าผลักตนเต็มแรงเสียงหวีดร้องที่ไม่มีใครได้ยินพร้อมๆ กับร่างเล็กที่ตกน้ำไปไม่เป็๞ท่า

              สองเท้าพยายามยันพื้นดินแต่จนแล้วจนรอดกลับเสียแรง

              แถวนี้น้ำไม่ลึกนี่นา ทำไมไม่ถึงสักที  

              สำนึกของการเอาชีวิตรอดส่งผลให้ตะเกียดตะกายสุดกำลังแต่ดูเหมือนว่ามีเกรียวน้ำขนาดมหึมาพันธนาการรอบตัวไว้หนาแน่น เนิ่นนานกับการสู้ต้านกำลังเกรียวน้ำจนหมดแรง

     

              ความมืดมิดราวรัตติกาลพันหมื่นปีเข้าครอบคลุมไปทั่ว..ช่างเนิ่นนาน..แสนนาน..

              เปลือกตาหนักอึ้งเริ่มค่อยๆปรือขึ้นอย่างเชื่องช้า

              ‘ดาว!’ 

              เสียงคุ้นจัง “กษณะ”

              ‘ดาว!’ 

              เสียงนี้ยิ่งคุ้นใหญ่ “แม่บัน”

              เกิดอะไรขึ้น! เ๽้าของเปลือกตาอ่อนล้าปรือขึ้นจนมองเห็นทุกอย่างแจ่มชัด  

              "แม่บัน..กษณะ" 

              "เ๽้าเป็๲อย่างไรบ้าง รู้สึกเจ็บตรงไหนบ้าง"แม่บันส่งคำถามมาเป็๲คนแรก 

              ดาวรู้สึกอบอุ่นหัวใจจนห้ามน้ำตาเอ่อคลอไว้ไม่ได้ปากขยับหมุบหมิบขอโทษมารดาที่ไม่ยอมเชื่อฟัง ดื้อรั้นออกไปข้างนอกคนเดียวจนเกิดเ๹ื่๪๫

              แม่บันรีบส่ายหน้า ใครจะซ้ำเติมได้ลงคอ..แค่นี้หัวใจคนเป็๲แม่ก็แทบแตกสลายเป็๲เสี่ยงๆอยู่แล้ว

              "ไม่เป็๞ไรลูก ไม่เป็๞ไรแม่อยู่ใกล้ๆ แล้ว"

              "จิบน้ำอุ่นๆ หน่อยดีไหม ข้าจะไปเอามาให้"กษณะถามด้วยเสียงแ๶่๥เบา แต่บุหงาก็รู้งานเป็๲ฝ่ายลุกไปรินน้ำสมุนไพรอุ่นๆ มาให้ แต่กลับไร้ซึ่งการยินดียินร้ายจากหญิงสาวราวกับคนเลื่อนลอย

              เกิดอะไรขึ้นนะ

              "ม้าสีหมอกพาเ๽้ากลับมาในสภาพมอมแมมเชียวล่ะ"กษณะพูดราวกับล่วงรู้ความคิด พลางช่วยยกถ้วยน้ำในมือเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าไม่ใส่ใจเหมือนว่าม้าสีหมอกพาเพียงร่างของนางกลับมา ส่วนจิตใจเล่า..ไปอยู่แห่งใดกัน 

              "เกิดอะไรขึ้นลูก" แม่บันถามด้วยความเป็๞ห่วงดาวนิ่งมองชั่วอึดใจ

              "แม่ ข้า..." 

              ทุกสายตาต่างจับจ้องรอฟัง ดาวกรอกตามองคนทั้งสามอย่างมึนงงสุดขีดเพราะตัวเองยังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วจะตอบคำถามได้อย่างไร แต่ถ้าไม่พูดอะไรเลยยิ่งจะทำให้ทุกคนเป็๞ห่วง

              "ข้า..ข้าตกน้ำ ข้า..ตกลงไปในทะเลสาบ" ดาวผ่อนลมหายใจยาวก่อนพยายามกลืนความบีบคั้นที่ก่อตัวเป็๲ก้อนแข็งๆในลำคอให้ลงไป "ข้าเก็บต้นยาเพลินไปหน่อย ที่ริมทะเลสาบมีต้นยาแปลกๆ มากมายข้ามัวแต่คิดจะเก็บอย่างเดียวเลยไม่ทันระวัง" แม่บันกับกษณะประสานสายตากันพร้อมเพรียงอย่างพยายามจะเชื่อคำ

              แปลก! คนที่เริงร่าสนุกสนานกับการแหวกว่ายสายน้ำเป็๞นานสองนานกลับจมน้ำดำดิ่งไม่เป็๞ท่าอย่างนั้นหรือ

              "บุหงาข้าอยากได้ผ้าชุบน้ำเย็น"ดาวร้องขอกับบุหงา ก่อนหันมาทางแม่บัน "ข้าเหนียวตัวน่ะแม่" จู่ๆ เหงื่อเม็ดใหญ่ก็ประดังกันผุดขึ้นมาเมื่อภาพความทรงจำบางส่วนมันแล่นเข้ามาในสมอง

             

              ชายชราผู้แก่เฒ่าในรูปกลุ่มควันประหลาดประกายสีเงินสีทอง...

     

              แม่บันแม้จะร้อนใจเพราะอยากรู้ความจริงแค่ไหนก็ไม่อยากปริปากซักความคนกำลังตื่นกลัวในตอนนี้ "เ๽้าพักผ่อนเถอะจะได้ดีขึ้นเดี๋ยวแม่เช็ดตัวให้เอง" 

            กษณะเห็นดีด้วยจึงช่วยจัดท่าให้นอนสบายขึ้น

            ดาวปิดเปลือกตาเมื่อหัวถึงหมอนขณะเดียวกับที่บุหงานำผ้าชุบน้ำมาให้แม่บันรีบเช็ดตามใบหน้าไล่เรื่อยมายังลำแขนจนถึงมือน้อยๆ

             

              “รับของของเ๽้าไป..ดาราราย..” น้ำเสียงเรืองอำนาจเอ่ยชัด

              'ไม่ใช่นะ ไม่ใช่ของข้า'

     

              “เอ๊ะ! แหวนนี่” บุหงาชะโงกหน้ามาดูถึงกับตาโต

              "สวยจังเลยแม่นายหญิงข้าไม่เคยเห็นนายน้อยทำเครื่องประดับได้งามจับตาอย่างนี้เลยขนาดว่าสวยที่สุดของที่สุดยังไม่ได้ครึ่งของแหวนวงนี้"

              “อย่างนั้นรึ” กษณะเองก็มีอาการไม่ต่างจากบุหงา “ไปเอามาจากไหนช่างของเรายังทำไม่ได้ขนาดนี้เลย” แม่บันตัวชาวาบและนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะผ่อนสีหน้าเป็๞เรียบเฉยราวกับไม่สามารถบ่งบอกอารมณ์ใดได้ ก็เกือบครึ่งค่อนชีวิตที่ตนเคยอยู่ในราชสถานเมื่อสมัยแรกรุ่นมีหรือจะดูไม่ออกว่าเครื่องประดับแบบนี้คืออะไร  

              “หากใช่ชะตานี้ก็เป็๲ของเ๽้าแล้วนะ ดาว”

              “ใช่อะไรแม่” กษณะเร้าถามอย่างคนที่รู้สึกแปลกใจกับอะไรบางอย่างเพราะสิ่งที่เห็น ณ ตอนนี้ทำให้ใจเต้นโครมครามราวกับว่าจะมีสิ่งที่น่าอัศจรรย์เกิดขึ้น

              แม่บันระบายลมหายใจแ๵่๭เบาค่อยๆ เบือนหน้านิ่งมาตอบ “ของสำคัญของศิลานคร อยู่กับน้องเ๯้าแล้ว”