“อืม” ถังฉือเย่ตอบพลางค้อมศีรษะลงเล็กน้อย “ข้าเองก็เพิ่งนึกขึ้นได้เหมือนกัน คนพวกนั้นคงคิดว่าข้าตายไปแล้ว พอเห็นข้าฟื้นขึ้นมายังคิดว่าข้าเป็ผีด้วยซ้ำ ตกอกใกันไม่น้อยเชียวล่ะ”
“ข้าขอโทษ ข้าไม่รู้เื่เลยสักนิด” ถังฉือหรงพูดเสียงแ่ ความที่ไม่ได้อยู่ปกป้องน้องสาวจนทำให้นางได้รับอันตรายทำให้เขารู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย
“ไม่เป็ไร ท่านพี่ไม่ต้องรู้สึกผิดไปหรอก เพราะถึงอย่างไรตอนนี้ข้าก็ปลอดภัยแล้ว” ถังฉือเย่พูดปลอบ ก่อนที่จะนึกอะไรบางอย่างได้จึงถามขึ้น “ว่าแต่…เพราะเหตุใดข้าถึงถูกท่านย่าขายล่ะ?”
“เื่นี้…ข้าเองก็ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน” ถังฉือหรงตอบพลางส่ายหน้าสองสามทีเป็เชิงปฏิเสธ เื่นี้ก็เป็สิ่งที่เขาคิดสงสัยอยู่เหมือนกัน…ว่ากันว่าในหมู่บ้านมีสตรีนางหนึ่งนามว่า ถังสุ่ยจือ ถูกซื้อไปเป็นางบำเรอให้กับตระกูลที่ร่ำรวยในเมือง จึง้าซื้อเด็กผู้หญิงสักคนในหมู่บ้านเข้าไปเป็สาวรับใช้ ท่านย่าจึงขายถังฉือเย่ไปในราคาสามร้อยอีแปะ
แล้วเพราะเหตุใดครอบครัวนี้จึง้าซื้อคนปัญญาอ่อนอย่างถังฉือเย่ไปเป็สาวรับใช้กันล่ะ จะบอกว่า้าคนเพิ่ม แต่การจะซื้อคนโง่เขลาไปทำงานนั้นคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะฉะนั้นเื่นี้จะต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ ๆ เพียงแต่ตอนนี้ถังฉือหรงเองยังไม่อาจรู้ได้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร
ถังฉือเย่เองก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มและถามเปลี่ยนเื่คุย “ท่านพี่ ท่านไม่ต้องไปศึกษาที่สำนักศึกษาหรอกรึ ข้าจำได้ว่าท่านได้หยุดแค่สิบวัน?”
“อืม…วันหยุดพักข้าหมดเมื่อวันก่อน แต่เ้าก็มาาเ็เข้าพอดี ข้าไม่วางใจจึงกลับมาดู คิดไม่ถึงว่าจะพบกับ…” ถังฉือหรงหยุดพูดไปชั่วครู่ ก่อนจะถอนหายใจออกมาแ่เบา “เมื่อวานข้าก็เลยวานให้สหายร่วมชั้นลาหยุดให้อีกหนึ่งวัน”
“ไม่ต้องลาแล้ว ตอนนี้ในบ้านมีข้าอยู่ ท่านพี่กลับไปที่สำนักศึกษาเถอะ ไม่ต้องห่วง”
ถังฉือหรงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อมมือมาลูบศีรษะนางเบา ๆ “เย่เย่ การที่พี่มีเ้าอยู่ตอนนี้มันดีมากจริง ๆ ดีจริง ๆ! ท่านแม่จิตใจอ่อนแอ บางครั้งก็…หลง ๆ ลืม ๆ ต่อไปหากมีเ้าอยู่ในบ้าน พี่ก็วางใจขึ้นมาก”
“ต่อไปท่านไม่ต้องห่วงเื่ที่บ้านหรอก” ถังฉือเย่กล่าว สุ้มเสียงจริงจัง “ท่านดูแลตัวเองให้ดีก็เพียงพอแล้ว”
ได้ฟังดังนั้นชายหนุ่มก็อดยิ้มออกมาได้ พร้อมกับอธิบายให้ถังฉือเย่ฟังอย่างละเอียดว่าจะออกไปหาผักและผลไม้ป่าได้จากที่ไหนบ้าง นางพยักหน้ารับรู้อย่างเสียมิได้ ก่อนจะเอ่ยปากถามเขาเื่ค่าใช้จ่ายในสำนักศึกษา เพราะรู้มาว่าค่าอาหารนั้นต้องจ่ายก่อนล่วงหน้า พอรู้ว่าถังฉือหรงจัดการเรียบร้อยแล้วก็วางใจอย่างน้อยครึ่งเดือนหลังเขาก็ไม่ต้องอดอาหาร
หลังจากนั้นไม่นานนัก อาจจะเป็เพราะคำพูดเร่งของน้องสาวที่ทำให้ถังฉือหรงกินอาหารไปได้เพียงสองคำก็รีบออกไปทันที
ถังฉือเย่เดินออกไปส่งเขาที่หน้าห้อง สายตามองเห็นว่าเสี่ยวเหยาถือชามอยู่ในมือกำลังตักอาหารเข้าปาก ส่วนวังซื่อกลับเอาแต่นั่งมองผักเ่าั้ด้วยสายตาที่ทั้งแค้นและขมขื่น นางไม่ทำแม้แต่จะหยิบตะเกียบขึ้นมาด้วยซ้ำ
แต่หญิงสาวก็ไม่ได้สนใจ นางทรุดกายนั่งลงและเริ่มทานอาหารโดยใช้ตะเกียบคีบผักชนิดหนึ่งขึ้นมา ผักชนิดนี้เรียกว่าผักหางไม้กวาดซึ่งพบเห็นอยู่ทั่วไปทั้งบนูเาและเชิงเขา ต้นแก่ ๆ ของมันสามารถนำมาทำเป็ไม้กวาดทำความสะอาดได้ ส่วนต้นอ่อน ๆ นั้นต้องเด็ดปลายออกแล้วค่อยนำมาผสมกับกระเทียมหรือไม่ก็นำไปต้มสด ๆ จึงจะสามารถรับประทานได้
ถังฉือเย่มองกับข้าวซึ่งมีแต่ผักป่าตรงหน้าด้วยความรู้สึกไม่ได้ยากลำบากอะไรเท่าไหร่ เพราะปกตินางก็ต้องกินผักต้มบ้าง น้ำต้มผักบ้างเพื่อรักษารูปร่างของตัวเองในชีวิตก่อนหน้านี้อยู่ตลอด เพราะฉะนั้นถังฉือเย่จึงใช้ตะเกียบคีบผักป่าเหล่านี้เข้าปากได้อย่างเอร็ดอร่อย
แต่แล้วในขณะที่กำลังนั่งล้อมวงรับประทานอาหารอยู่นั้น จู่ ๆ ก็ผู้คนสี่ห้าคนเดินใกล้เข้ามา ถังฉือเย่คิดในใจ ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใดข่าวลือก็แพร่กระจายไปได้รวดเร็วเสียจริง!
นางจึงสงบนิ่ง ไม่สะทกสะท้านเมื่อเห็นคนพวกนั้นกำลังจับกลุ่มพูดคุยถึงข่าวใหม่ในหมู่บ้านที่สร้างความบันเทิงเล็ก ๆ และความประหลาดใจไปพร้อมกัน ใครจะไปเชื่อกันล่ะว่า วันดีคืนดีเด็กผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าปัญญาอ่อนจะกลับมาพูดจาฉะฉาน รู้เื่รู้ราวเยี่ยงนี้
ถังฉือเย่คิดว่าหลังจากนี้ทั้งปี เื่ที่นางและพี่ชายทะเลาะกับถังฉือหยินคงเป็ประเด็นที่ถูกพูดถึงบ่อย ๆ แน่นอน…ใคร ๆ ก็อยากเห็นอะไรที่แปลกประหลาดมิใช่หรือ?
นางคิดอย่างปลง ๆ และเมื่อคนกลุ่มนั้นจากไปถังฉือเย่ก็ทานผักป่าจดหมด นางจึงลุกขึ้นเพื่อจะเอาชามไปเก็บ ซึ่งเป็จังหวะเดียวกับใครบางคนที่วิ่งเข้ามาด้วยอาการร้อนรน ถังฉือเย่ยกมุมปากขึ้นก่อนจะยิ้มกว้างพลางเรียก
“คุณนายจ้าว”
โดยปกติแล้วหากเป็คนต่างสกุล ต่างตระกูลกัน จะไม่ได้เรียกว่าลุงหรือป้าถ้าอีกฝ่ายเป็คนที่เราเคารพหน่อยก็จะเรียกว่าคุณหญิง คุณนายแทน เพียงแต่ตอนนี้ถังฉือเย่ไม่รู้ขนบธรรมเนียมหรือข้อจำกัดของราชวงศ์นี้ เพราะจนถึงตอนนี้นางยังไม่รู้เลยว่าตัวเองนั้นข้ามกาลเวลามาอยู่ในยุคสมัยใด!
แต่ในบ้านของคุณนายจ้าวผู้นี้ นางมีบุตรสาวโง่เขลาอยู่คนหนึ่งมีนามว่า เจินเอ๋อร์ โดยที่สติปัญญาของเจินเอ๋อร์นั้นเทียบเท่ากับเด็กอายุเพียงสี่ห้าขวบที่สามารถร้องเรียกพ่อแม่หรือบอกว่าหิวกระหายได้ เช่นนี้คุณนายจ้าวจึงคิดมาเสมอว่าบุตรสาวของตนนั้นสูงส่งกว่าถังฉือเย่อยู่หน่อย ๆ เพราะฉะนั้นเมื่อถังฉือเย่อ้าปากพูด คุณนายจ้าวผู้นี้ก็เบ้ปาก พลางส่งสายตาอาฆาตแค้นจนแทบจะล้นทะลักออกมานอกดวงตาก่อนจะกล่าวว่า
“เ้าไม่ได้โง่แล้วนี่! ใช้วิธีการแบบใด จงรีบบอกข้ามาเดี๋ยวนี้”
ถังฉือเย่ยิ้มพลางเก็บถ้วยชามอย่างใจเย็น รู้ได้ทันทีว่าคุณนายจ้าวผู้นี้คงได้ยินข่าวลือมาแล้วทั้งหมด ส่วนแขกผู้มาเยือนนั้นไม่ได้ถามอะไรอีก ถังฉือเย่ได้ยินนางสบถเสียงต่ำขณะหันมองไปรอบ ๆ
“ดูพวกเ้าสิ เพราะเหตุใดพวกเ้าถึงได้ตกต่ำเพียงนี้! ต้องมาอาศัยหลับนอนอยู่ในบ้านที่หลังคาก็รั่วจนฝนสาดเข้ามา” คุณนายจ้าวส่ายหน้าช้า ๆ สีหน้าและแววตาดูแคลนอีกฝ่ายเต็มที่
“แล้วดูสิ! เ้ากินอะไรเข้าไปน่ะคุณนายวัง ตอนที่คุณชายสามตระกูลถังยังมีชีวิตอยู่ เ้าเคยกินอาหารพวกนี้เสียที่ไหน อาหารเยี่ยงนี้สำหรับตระกูลเราเอาไว้เลี้ยงหมูนะ…อาหารหมูน่ะ! ไม่ใช่อาหารที่คนมีชาติตระกูลอย่างพวกเ้าสมควรจะกิน” พูดไปคุณนายจ้าวก็ถอนหายใจไป “หากรู้เร็วกว่านี้ว่าถังฉือเย่ไม่ได้เป็อะไร พวกเ้าก็คงไม่ต้องถูกขับไล่ออกจากบ้านตระกูลถังแบบนี้ ไม่ต้องทนทุกข์กับชีวิตที่แสนจะ…ขมขื่น”
เมื่อเห็นคุณนายจ้าวยังพูดพล่ามไม่หยุด วังซื่อก็ทนไม่ไหวเอามือปิดปาก ปลดปล่อยความเศร้าโศกออกมาเป็หยดน้ำตา ก่อนจะลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไปจนเกือบชนกับผู้พูดที่ยืนอ้อยอิ่งอยู่ตรงข้างประตู จนเซผงะไปด้านหลัง
“เ้าจะรีบไปไหนกัน?” คุณนายจ้าวพูดอย่างหัวเสีย ในขณะที่ถังฉือเย่ที่เห็นเหตุการณ์มาตลอดจึงเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้ากึ่งบึ้งกึ่งยิ้ม
“ท่านแม่ข้าจะไปทำอะไรที่ไหน ท่านไม่รู้หรอกหรือ พูดมาตั้งมากมายหรือว่ามันไม่มีค่าอะไรเลย?”
คุณนายจ้าวผงะไปครู่หนึ่ง นางเบะปากทอดสายตามองมาด้วยความดูถูกดูแคลนก่อนจะหันหลังแล้วเดินจากไปทันที
จากนั้นหญิงสาวจึงละสายตามาหาเสี่ยวเหยาที่นั่งอยู่บนโต๊ะและกำลังมองมาที่นางด้วยดวงตากลมโต นางสังเกตเห็นแววตาคู่นั้นตื่นตระหนกแต่ก็ไม่ได้ร้องหรือพูดอะไร ในใจของถังฉือเย่จึงรู้สึกสงสารเด็กคนนี้จับใจ นางจึงยกชามข้าวของวังซื่อให้เสี่ยวเหยาและพูดกับเขาว่า
“ถ้าเ้าไม่อิ่มก็กินอีกหน่อยเถอะ เื่อื่นไม่ต้องไปสนใจ เดี๋ยวพี่จะจัดการเอง”
เสี่ยวเหยาพยักหน้าอย่างเชื่อฟังก่อนจะกระซิบเรียกนาง “ท่านพี่”
ถังฉือเย่จึงเอื้อมมือมาลูบที่ศีรษะเสี่ยวเหยาเบา ๆ แล้วเดินออกมาด้วยฝีเท้าเบากริบ กระทั่งมาถึงลานบ้าน โสตประสาทก็ได้ยินเสียงร้องไห้พูดคร่ำครวญของวังซื่อ
“ท่านแม่! ท่านแม่! เย่เอ๋อร์ไม่ได้โง่นะ ท่านให้พวกข้ากลับไปเถอะ เื่ทั้งหมดล้วนเป็ความผิดของข้า ท่านให้พวกข้ากลับไปแล้วจะลงโทษอย่างไรก็ได้!”
วังซื่อเอาแต่คร่ำครวญเป็เวลาเกือบหนึ่งเค่อ ถังฉือเย่มองด้วยความอ่อนใจ ก่อนที่เสียงดุดันเ็าของท่านย่าจะดังขึ้น “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเ้าต้องกลับมา! หญิงชั่วไร้ยางอายอย่างเ้ามีหรือจะอดใจไม่กลับมาเสพสุขกับตระกูลถังของข้าได้!”
เมื่อเห็นวังซื่อยังคงร้องไห้ไม่หยุด ถังฉือเย่ก็ได้ยินท่านย่าซุนกล่าวต่อไปอีกว่า “ข้ามั่นใจอยู่แล้วว่าหญิงชั้นต่ำและไร้ยางอายอย่างเ้าขาดผู้ชายไม่ได้หรอก เป็เพราะลูกสามของข้าโง่เขลาสติเลอะเลือนที่มองแผนการของเ้าไม่ออก ไม่ว่าจะทำอะไรก็ขึ้นอยู่กับเ้า แม้แต่ข้าที่เป็แม่แท้ ๆ ยังไม่อาจทำอะไรได้ แล้วผลสุดท้ายเป็อย่างไร ก็ได้คนไร้ค่าที่ไม่มีสติปัญญาเกิดออกมา! หมาข้างทางมันยังรู้วิธีที่จะปกป้องลูกของมัน แต่เ้า!...” พูดไปหญิงชราก็ตัวสั่นเทาด้วยความโกรธพลางชี้นิ้วมาที่วังซื่อ ก่อนจะตะคอกเสียงดังลั่น
“แม้แต่หมา เ้าก็ยังเทียบไม่ได้เลย!”
เมื่อได้ยินคำผรุสวาทที่ท่านย่าซุนด่าทอวังซื่อนั้น ถังฉือเย่ก็ได้แต่นึกยิ้มเยาะอยู่ในใจ…ทั้งบอกทั้งเตือนไปอย่างชัดเจนแล้ว แต่วังซื่อก็ยังรนหาที่ไปให้ตัวเองถูกด่าอย่างเจ็บแสบ ไม่รู้ว่าสมองของนางได้รับความกระทบกระเทือนหรืออย่างไร ถึงไม่รู้สึกอะไรเลยกับคำด่าทอที่ได้ยิน
หญิงสาวคิดเพียงลำพัง แล้วทันใดนั้นเองหางตานางก็เหลือบเห็นความผิดปกติบางอย่าง พอแหงนหน้าขึ้นไปก็เห็นชายหนุ่มคนหนึ่งกำลังถือธนูและคันศรยืนอย่างสงบนิ่งอยู่ตรงประตูด้านนอก
ชายหนุ่มผู้นั้นดูเหมือนอายุน่าจะประมาณสิบหกสิบเจ็ด รูปร่างสูงโปร่ง ดวงตาเฉียบคมราวกับนกเฟิงหวง คิ้วทั้งสองข้างดกดำสลวย ใบหน้ามีเค้าโครงชัดเจน ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริง ซึ่งบุคลิกลักษณะที่เห็นนั้นดูเป็บุรุษผู้แข็งแกร่งและสง่างามเหลือเกิน!
ถังฉือเย่เห็นเขายืนห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวจากครึ่งหนึ่งของประตู พร้อมกันนั้นก็ทอดสายตามองมาด้วยท่าทีสงบนิ่งจนนางไม่อาจคาดเดาความคิดของเขาได้ แม้จะรู้สึกว่าเขากำลังตั้งใจมองมาอย่างละเอียด
หลังจากทั้งคู่จ้องมองกันไม่นาน ชายหนุ่มคนนั้นก็สาวเท้าเดินตรงมาพร้อมถามถังฉือเย่ว่า “เ้าหายปัญญาอ่อนแล้วหรือ?”
หญิงสาวผู้ถูกถามเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายอย่างไม่อยากเชื่อสายตา เพราะดูจากลักษณะภายนอกแล้ว เขาไม่น่าเป็คนชอบซุบซิบนินทาเลยสักนิด
ถังฉือเย่จึงส่งเสียง ‘อืม’ ออกไปด้วยความไม่ตั้งใจ เขาก็เลยถามอีกครั้ง
“รักษาหายได้อย่างไร?”
“ไม่ได้รักษา มันหายเอง”
ถังฉือเย่มองเห็นสายตาของเขาจ้องมองมาครู่หนึ่งราวกับ้ายืนยันว่าสิ่งที่นางพูดนั้นเป็เื่จริงไม่ใช่เื่โกหก เมื่อแน่ใจแล้วก็กล่าวคำขอโทษที่เข้ามารบกวนก่อนจะหันหลังแล้วเดินจากไป
หญิงสาวงุนงงเล็กน้อยกับพฤติกรรมแปลกประหลาดของชายหนุ่มที่ดูแล้วไม่น่าใช่คนในหมู่บ้าน แต่พอคิดใคร่ครวญอย่างละเอียดก็ไม่พบว่าเคยรู้จักหรือเห็นเขาที่ไหนมาก่อนในความทรงจำเดิม ท้ายที่สุดก็เหนื่อยที่จะนึกถึงจึงปล่อยความสงสัยนี้ผ่านไป
สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนางตอนนี้คือการทำให้อิ่มท้อง! อาหารมื้อนี้กินไปแล้ว แต่ก็ไม่รู้ว่ามื้อหน้าจะหามาจากไหน!
ถังฉือเย่คิดพลางเดินไปรอบ ๆ ลานกว้าง มองเห็นมุมด้านหนึ่งซึ่งเคยมีกองฟางตั้งอยู่ บัดนี้เหลือเพียงเศษฟางบางส่วนกองพะเนินอยู่ นางเพ่งสายตาไปเมื่อสังเกตเห็นบางอย่าง ก่อนจะหยิบกิ่งไม้ที่อยู่ข้าง ๆ เขี่ยไปที่พื้นอย่างระมัดระวังเพื่อให้แน่ใจว่ามันเป็รูหนูจริง ๆ นางรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที
ถังฉือเย่คุกเข่าลงข้างหนึ่งด้วยความรู้สึกตื่นเต้นและไม่ได้สนใจเลยว่าตัวเองจะสกปรก นางขุดดินทีละน้อย ๆ แต่ยังไม่ทันจะขุดได้ลึก นางก็พบอ่างน้ำที่แตก ไม่รู้ว่ามันถูกฝังอยู่ใต้ดินนี้ได้อย่างไร แต่ดูเหมือนว่ามันจะได้แปรสภาพไปเป็รังของพวกหนูเสียแล้ว หญิงสาวยิ้มออกมานิดหนึ่งและมีความสุขขึ้นมาทันทีเมื่อเอาเศษฟางออกจากอ่างน้ำใบนั้น!
.
.
.