บทที่ 35 เดิมทีข้าก็มิใช่คนมากรัก
เซี่ยงเฉิงหลีหลุบตาลง มองดูสัญญาที่ถูกยัดใส่มือ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น
เนื้อหาคร่าว ๆ ในสัญญาระบุว่า หากวันหน้าเขาต้องการรับอนุภรรยาหรือแต่งภรรยาเสมอศักดิ์ เขาต้องเซ็น หนังสือหย่า ให้ฮูหยินตัวน้อยก่อนเป็นอันดับแรก
หรือหากเขารู้สึกว่าฮูหยินตัวน้อย มีคุณสมบัติไม่เหมาะสมที่จะเป็นแม่เรือนของตระกูลเซี่ยง เขาก็สามารถเซ็นหนังสือหย่าให้นางได้ทุกเมื่อเช่นกัน
และเมื่อหย่าขาดจากกัน ฮูหยินตัวน้อยจะไม่ขอแบ่งทรัพย์สินที่เขาหามาได้แม้แต่แดงเดียว มิหนำซ้ำยังจะแบ่งทรัพย์สินที่นางหามาได้ครึ่งหนึ่ง มอบให้แก่เขาอีกด้วย
ดูจากสัญญาฉบับนี้ ไม่ว่าจะมองมุมไหนเขาก็มีแต่ได้กับได้
แต่ทว่า...เหตุใดในใจของเขาถึงได้รู้สึกไม่มั่นคงเช่นนี้?
ราวกับว่าฮูหยินตัวน้อยของเขา ไม่เคยคิดที่จะใช้ชีวิตร่วมกับเขาไปชั่วชีวิต...มันรู้สึกจุกแน่นอยู่ในอก
เขาเงยหน้าขึ้นมองฮูหยินตัวน้อยแล้วเอ่ยถาม “ฮูหยิน หรือเจ้าไม่เคยคิด...ที่จะจับมือเดินร่วมทางไปกับข้าจนชั่วชีวิต?”
ดวงตาใสกระจ่างของจี้หานลั่ว ไม่ปิดบังความชื่นชมและเลื่อมใสที่มีต่อเซี่ยงเฉิงหลีแม้แต่น้อย
“คุณชายเซี่ยง ท่านรูปงาม หล่อเหลา จิตใจหนักแน่นมั่นคง เป็นวีรบุรุษผู้กล้าหาญที่ไม่เกรงกลัวต่อภยันตราย ท่านมีคุณสมบัติครบถ้วนตามภาพฝันของคู่ชีวิตที่ข้าต้องการ”
“สำหรับข้าในตอนนี้...ข้าปรารถนาอย่างยิ่งที่จะได้ครองคู่กับท่านจนแก่เฒ่า”
“ท่านดูแลเรื่องภายนอก ข้าดูแลเรื่องภายใน เราจับมือร่วมกันสร้างครอบครัวนี้ให้ดียิ่งขึ้น มีลูกด้วยกันสักสามคน เฝ้าดูพวกเขาเติบโต แล้วพวกเราก็ค่อย ๆ แก่เฒ่าไปพร้อมกัน”
“ข้าไม่สนว่าท่านจะมียศถาบรรดาศักดิ์สูงส่ง หรือตกต่ำจนถึงขีดสุด ข้าสนเพียงแค่ว่า...ในใจของท่าน มีข้าเพียงคนเดียวหรือไม่”
“ทว่า...ชีวิตคนเรานั้นยาวนาน และใจคนนั้นแปรเปลี่ยนง่าย”
“ข้าหวงแหนท่านมากเท่าไหร่ ข้าก็ยิ่งไม่อาจทนเห็นผู้หญิงอื่นแทรกเข้ามาได้มากเท่านั้น ข้าไม่อยากให้วันข้างหน้า ความริษยาจะเปลี่ยนข้าให้กลายเป็นผู้หญิงที่น่ารังเกียจ จนจำเค้าเดิมไม่ได้”
ถ้อยคำที่กลั่นออกมาจากใจของจี้หานลั่ว
ทำให้เซี่ยงเฉิงหลียกยิ้มมุมปากด้วยความพึงพอใจ
ที่แท้เขาก็มองไม่ผิด ฮูหยินตัวน้อยชอบเขา นางอยากจะครองคู่กับเขาจนแก่เฒ่า อยากจะมีลูกกับเขาถึงสามคน...เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว
“ฮูหยิน เพิ่มเงื่อนไขในสัญญาอีกข้อหนึ่ง...หากข้าเป็นฝ่ายผิดต่อเจ้า ข้าจะยกทรัพย์สินทั้งหมดที่ข้าหามาได้ ให้แก่เจ้าแต่เพียงผู้เดียว”
เขาจะใช้การกระทำของตนเอง พิสูจน์ให้ฮูหยินตัวน้อยวางใจไปชั่วชีวิต
เดิมทีเขาก็มิใช่คนมากรักอยู่แล้ว
มิเช่นนั้น ชาติก่อนจนกระทั่งตัวตาย เขาคงไม่ครองตัวอยู่เพียงลำพัง
จี้หานซวน: “...”
บ้าไปแล้ว
ทั้งสองคนบ้าไปแล้วจริง ๆ
คนหนึ่งร้อง คนหนึ่งรับ ถึงขนาดเซ็นสัญญาหย่าร้างเพื่ออนาคตกันจริง ๆ
มุมปากของเขากระตุกยิก รู้สึกเข็ดฟันขึ้นมาชอบกล
เขาสบัดชายแขนเสื้อ แล้วเดินหนีออกจากห้องไปทันที
เมื่อเห็นจี้หานซวนจากไปแล้ว เซี่ยงเฉิงหลีก็ไล่สาวใช้ทั้งสองออกไปบ้าง รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งกว้างขึ้น เขาคว้าตัวฮูหยินตัวน้อยเข้ามา
กอดนางไว้ในอ้อมอก พรมจูบยุบยิบลงบนใบหน้า ริมฝีปากและลำคอของนาง…
ครู่ใหญ่ผ่านไป เขาจึงยอมปล่อยฮูหยินตัวน้อย ดวงตาสีนิลคู่นั้นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “ฮูหยิน วาจาเมื่อครู่ของเจ้า คือสิ่งที่เจ้าวาดฝันไว้สำหรับอนาคตของเราใช่หรือไม่?”
ฮูหยินตัวน้อยของเขา ไม่สนว่าเขาจะสูงส่งหรือตกต่ำ สนเพียงแค่ว่าในใจเขามีนางคนเดียวหรือไม่
เห็นได้ชัดว่าฮูหยินตัวน้อยรักเขาเข้ากระดูกดำ
ชั่วขณะนั้น เขารู้สึกเหมือนทั่วร่างเปี่ยมไปด้วยพลัง
การมีใครสักคนให้ความสำคัญกับเขามากถึงเพียงนี้ ทำให้รู้สึกว่าอุปสรรคและความเสี่ยงใด ๆ ในอนาคต ล้วนไม่ใช่เรื่องน่ากังวลอีกต่อไป
จี้หานลั่วนวดแก้มที่ร้อนผ่าวของตัวเอง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ท่านพี่ เรื่องสำคัญที่สุดตอนนี้ คือต้องแก้ปัญหา รายรับไม่พอกับรายจ่าย ของตระกูลเซี่ยงนะเจ้าคะ”
รอยยิ้มกระหยิ่มใจของเซี่ยงเฉิงหลีพลันชะงัก เปลี่ยนเป็นความขัดเขิน “ฮูหยิน เรื่องของตระกูลเซี่ยง ต้องลำบากเจ้าแล้ว”
“ท่านพี่ ข้าคิดดูแล้ว ช่วงนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ เหมาะแก่การฟักลูกเจี๊ยบ พรุ่งนี้ให้แม่นมเฉียนเข้าเมือง ไปกว้านซื้อลูกเจี๊ยบมาปล่อยเลี้ยงให้เยอะหน่อยเถอะเจ้าค่ะ”
“เขาหมอบเสือพื้นที่กว้าง หญ้าก็เยอะ เหมาะจะทำสวนเพาะเลี้ยงมาก”
[ไก่บ้านปล่อยทุ่ง: สตรีมเมอร์ ที่นั่นงูชุมถ้าจะเลี้ยงไก่ต้องเลี้ยงห่านตัวใหญ่ ๆ หรือหมาที่รู้ความไว้ก่อน ไม่งั้นลูกเจี๊ยบโดนงูคาบไปกินหมดแน่]
เซี่ยงเฉิงหลีชะงักไปเล็กน้อย “สวนเพาะเลี้ยง? หมายความว่าอย่างไร?”
จี้หานลั่วเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าในยุคสมัยนี้ ยังไม่มีแนวคิดเรื่องการทำปศุสัตว์ขนาดใหญ่ ส่วนมากชาวบ้านแค่เลี้ยงไก่ไว้กินไข่ไม่กี่ตัวเท่านั้น
“หมายถึงการเลี้ยงสัตว์จำนวนมาก ๆ เจ้าค่ะ”
“ไม่เพียงแค่เลี้ยงไก่ แต่ยังเลี้ยงเป็ด เลี้ยงห่าน แล้วก็เลี้ยงหมูได้ด้วยนะเจ้าคะ” ยิ่งคิดนางก็ยิ่งตื่นเต้น นี่มันโอกาสทำเงินมหาศาลกำลังกวักมือเรียกนางอยู่ชัด ๆ
“ท่านพี่ รอให้สวนปศุสัตว์ของเราเป็นรูปเป็นร่าง พวกท่านก็ไม่ต้องเสี่ยงอันตรายเข้าป่าไปล่าสัตว์ทุกครั้งแล้ว”
แววตาของเซี่ยงเฉิงหลีเป็นประกาย ฮูหยินตัวน้อยผู้รอบรู้ของเขาช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ ถึงขนาดคิดรู้วิธีการเลี้ยงสัตว์ขนานใหญ่ได้
ทว่า...พอหวนนึกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า
แววตาของเขาก็หมองลง “ฮูหยิน เขาหมอบเสือมักจะเกิดภัยแล้งอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งแม้แต่น้ำกินน้ำใช้ก็ยังหายาก”
จี้หานลั่วกระพริบตาปริบ ๆ “แล้งขนาดไหนหรือเจ้าคะ?”
เซี่ยงเฉิงหลี: “บ่อน้ำลึกยี่สิบเมตร ยังขุดไม่เจอน้ำ”
“งั้นก็ขุดบ่อให้ลึกขึ้นอีกหน่อย แล้วก็ขุดอ่างเก็บน้ำ ไว้กักเก็บน้ำในยามปกติด้วยสิเจ้าคะ” จี้หานลั่วครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วเอ่ยต่อ “โจรภูเขาที่จับกลับมาคราวก่อน ตอนนี้ยังว่างงานอยู่ใช่ไหมเจ้าคะ?”
นางลุกขึ้น หยิบปึกกระดาษออกมาจากโต๊ะข้างหัวเตียง
บนกระดาษเหล่านั้นบันทึกแบบแปลน เตาเผาอิฐ กรรมวิธีและเทคนิคการเผาอิฐเอาไว้
นางยื่นกระดาษปึกนั้นให้เซี่ยงเฉิงหลี “ท่านพี่ นี่เป็นสูตรที่ข้าเคยเห็นในตำราโบราณ ท่านรีบจัดคนไปทำสิ่งนี้ขึ้นมาเถิดเจ้าค่ะ”
“การเผาอิฐหรือ?” เซี่ยงเฉิงหลียิ้มด้วยความประหลาดใจระคนดีใจ “ฮูหยิน มีสิ่งนี้แล้วพวกเราทำอะไรได้อีกเยอะเลย”
ไม่ว่าจะสร้างอ่างเก็บน้ำหรือขุดบ่อบาดาล
มีสิ่งนี้แล้วย่อมช่วยผ่อนแรงได้มากโข
ฮูหยินตัวน้อยของเขาผู้นี้ ช่างเป็นขุมทรัพย์เคลื่อนที่จริง ๆ
“งั้นท่านก็รีบไปจัดการเถอะ” จี้หานลั่วอมยิ้ม ผลักดันหลังให้เซี่ยงเฉิงหลีลุกขึ้น “รอให้ท่านเผาอิฐออกมาได้แล้ว ข้าจะมอบของขวัญเซอร์ไพรส์ให้อีกอย่าง”
เซี่ยงเฉิงหลีเดินยิ้มร่าออกมาจากถ้ำ
ก็เจอกับหวังซิวเหยา ที่ดักรออยู่หน้าประตู
อีกฝ่ายรีบปรี่เข้ามาหาเขาทันที “คุณชายใหญ่ เรื่องตำราแพทย์นั่น ท่านได้คุยกับฮูหยินน้อยให้หรือยังขอรับ?”
เซี่ยงเฉิงหลีชะงักกึก “หมอหวัง ตอนนี้ข้ามีเรื่องด่วนกว่าต้องทำ...”
“แปลว่ายังไม่ได้พูดสินะ?” หวังซิวเหยาร้อนใจ ไม่รอให้เซี่ยงเฉิงหลีพูดจบก็สวนขึ้นมา “คุณชายใหญ่ การยกระดับวิชาแพทย์ สำคัญต่อเขาหมอบเสือของพวกเรามากนะขอรับ?”
“ตำราในหอสมุดจวนจี้กั๋วกง นั่นเป็นของล้ำค่าที่ต่อให้มีเงินก็หาซื้อไม่ได้เชียวนะ”
เสียงคุยของทั้งสองดังลอดเข้าไป
จี้หานลั่วที่นั่งอยู่ในถ้ำได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ นางลุกขึ้นเดินไปที่ปากถ้ำ “ท่านหมอหวัง ตำราของจวนจี้กั๋วกง ข้าให้ท่านยืมคัดลอกสักชุดก็ได้ แต่ข้ามีเงื่อนไขข้อหนึ่ง”
“เงื่อนไขอะไรหรือขอรับ?” หวังซิวเหยาถามอย่างอดรนทนไม่ไหว
เพื่อตำราแพทย์ของจวนจี้กั๋วกง ต่อให้ต้องขายบ้านขายช่องมาแลกเขาก็ยินดี
จี้หานลั่วยกยิ้มมุมปาก “ข้าต้องการให้ท่านเซ็นสัญญาความร่วมมือระยะยาวกับข้า หลังจากเรียนรู้สำเร็จแล้ว ท่านต้องทำงานให้ข้าตลอดไป โดยข้าจะจ่ายค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้”
หวังซิวเหยาถามงง ๆ “หมายความว่าอย่างไรขอรับ?”
“พูดง่าย ๆ คือ ข้าหาตำรามาให้ท่านเรียน พอท่านเก่งแล้ว ห้ามทรยศข้า อย่างเช่น ออกไปเป็นหมอประจำจวนของคนอื่น”
มุมปากของหวังซิวเหยากระตุกยิก “ฮูหยินน้อย เดิมทีข้าก็เป็นบ่าวที่เกิดในเรือนของตระกูลเซี่ยงอยู่แล้วนี่ขอรับ”
เซี่ยงเฉิงหลีช่วยอธิบาย “หมอหวังกับหมอโจว ล้วนเป็นบ่าวที่เกิดในเรือนตระกูลเซี่ยง เคยติดตามเรียนวิชาแพทย์กับหมอประจำจวนเซี่ยงอยู่หลายปี”
“พอตระกูลเซี่ยงตกอับ หมอประจำจวนก็แยกย้ายไปหาความก้าวหน้าอื่น”
“เรื่องการตรวจโรคจ่ายยา ก็ได้พวกเขาสองคนนี่แหละที่ช่วยแบกรับไว้”