ลิลิธที่ได้ยินก็อึ้งเล็กน้อย
“เธอทำเค้กมาให้พี่เหรอ” เออร์วินยิ้มให้เธอแล้วพูดว่า
“พอดีผมเห็นท่านพี่กำลังงอนก็เลยทำเค้กมาง้อน่ะครับ” คำพูดของน้องชายทำให้เธอเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว เหล่าผู้คนที่อยู่ในบริเวณต่างไม่เชื่อสายตาว่าเ้าหญิงที่มักแสดงท่าทีเ็าผู้นี้จะยิ้มออกมาได้ เพราะไม่มีใครเลยสักคนที่ได้เห็นรอยยิ้มของเธอมาก่อนแม้แต่มีเรียเองก็ด้วย ลิลิธไม่สนใจปฏิกิริยารอบ ๆ เธอตอบน้องชายไปว่า
“ปกติคนทำของมาง้อกันเขาจะไม่บอกกันหรอกนะว่าทำของมาง้อเพราะอีกฝ่ายงอนน่ะ” เออร์วินยิ้มให้เธอแล้วพูดว่า
“อร่อยนะครับท่านพี่ผมทำสุดฝีมือเลยมั่นใจได้เลยว่าท่านพี่ต้องชอบแน่”
ลิลิธที่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มแล้วมองน้องชายของเธออย่างอ่อนโยนท่ามกลางสายตาตกตะลึงระคนไม่เชื่อสายตาของคนรอบข้าง แต่ไหนแต่ไรมาเ้าหญิงลิลิธนอกจากจะขึ้นชื่อเื่ความเป็อัจฉริยะในทักษะเวทมนตร์แล้วยังมีอีกสิ่งที่ขึ้นชื่อไม่แพ้กันก็คือความเ็าที่มักแสดงให้เห็นอยู่เสมอ การได้เห็นเ้าหญิงผู้นี้แสดงด้านที่อ่อนโยนออกมาจึงเป็อะไรที่ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ของเธอที่พวกเขารู้จัก ขณะที่พี่น้องกำลังสนทนากันอยู่นั้นออกัสที่ไม่รู้โผล่มาจากไหนกลับทำท่าลูบคางพลางมองกล่องที่เออร์วินถืออยู่ในมือ
“เอ... นี่เ้าชายทำเค้กเองเชียวหรือพะย่ะค่ะ ถ้ายังไงขอกระหม่อมทานด้วย...”
ออกัสพูดยังไม่ทันจบลิลิธก็ชิงตัดบททันที “ขอตัวก่อนนะคะอาจารย์ออกัส” พูดจบลิลิธก็คว้ากล่องเค้กในมือเออร์วินมาถือไว้แล้วพูดว่า “ไปกันเถอะเออร์วิน” แล้วเธอก็หิ้วคอเสื้อน้องชายของเธอเดินจากไปทันทีทิ้งให้ออกัสยืนค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น ออกัสมองสองพี่น้องเดินจากไปแล้วก็เกาหัวเดิมทีเขาอยากจะถามเ้าชายน้อยว่า อิเล็กตรอนคืออะไรแต่เ้าหญิงกลับไม่เปิดโอกาสให้เขาพูดเสียอย่างนั้น
ออกัสยักไหล่แล้วตัดสินใจว่าเดี๋ยวจะไปถามวันหลังเขาก็ได้ยินเสียงซุบซิบจากเหล่าทหาร
“ได้ยินหรือเปล่าพวกที่บอกว่าทำอาหารเองว่ะ”
“ได้ยินสิวะ เดิมทีก็เกิดมาไร้ค่าอยู่แล้วยังไปทำงานของพวกชนชั้นล่างอีกขยะนี่ก็ขยะจริง ๆ เลยนะ” ทหารคนหนึ่งแสดงความเห็นออกมาเพราะเดิมทีงานในครัวจัดเป็หนึ่งในงานชั้นล่างตามค่านิยมของทวีปอาร์เคนัส จึงมักเป็เื่ปกติที่พวกขุนนางหรือเชื้อพระวงศ์มักจะหลีกเลี่ยงงานในครัว
“ไม่รู้ว่าพระาานึกยังไงถึงได้ยังคงเลี้ยงมันเอาไว้แบบนี้ เป็ข้าถ้ามีลูกแบบนี้นะข้าไม่ทนเลี้ยงมันให้เป็รอยด่างพร้อยหรอก”
“ว่าแต่พวกเอ็งเมื่อกี้เห็นเ้าหญิงลิลิธยิ้มหรือเปล่าวะ”
“เห็นดิวะ อย่างหลอนอะ ไม่นึกว่าเ้าหญิงที่มักแสดงท่าทีเ็าตลอดเวลาแบบนั้นจะยิ้มเป็กับเขาด้วย”
“แต่เหมือนเธอจะยิ้มให้เ้าชายขยะนะ งั้นที่ลือกันว่าพวกราชวงศ์ต่างก็เอ็นดูเ้าชายขยะนั่นท่าจะเป็เื่จริงซะล่ะมั้ง”
“น่าจะอย่างงั้นนะแต่นึกแล้วก็รู้สึกสงสัยนะว่า ทั้งที่เป็พี่น้องกันแท้ ๆ แต่ทำไมมันถึงต่างกันได้ขนาดนี้นะ”
“อะแฮ่ม” ออกัสที่เห็นเหล่าทหารต่างพากันซุบซิบนินทากันโดยไม่มีความคิดจะปิดบังก็กระแอมขัดจังหวะ ทุกคนต่างหยุดพูดแล้วหันมามองเขา “ดูเหมือนว่าพวกเ้าจะว่างกันนักนะถึงขนาดมีเวลามานินทาเชื้อพระวงศ์ได้เนี่ย พอดีเลยงั้นข้าจะขอทดสอบความสามารถของพวกเ้าทีละคนแล้วกัน”
จบคำพูดของออกัสเหล่าทหารต่างก็พากันหน้าซีดเป็ไก่ต้ม ที่ว่าทดสอบความสามารถที่ออกัสพูดถึงนั้นแท้จริงแล้วก็คือประลองตัวต่อตัว เพื่อใช้ในการทดสอบพัฒนาการและความก้าวหน้าส่วนบุคคลของเหล่าทหาร และผลลัพธ์ทุกครั้งที่เกิดจากการทดสอบความสามารถก็คือการถูกทุบตีฝ่ายเดียว
ขณะที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนกจากการประกาศทดสอบความสามารถ กิลเบิร์ตลูกชายของลอร์ดอาร์เทมิสกลับทำสีหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เขาได้เห็นมา ที่เขาได้มาเป็อัศวินฝึกหัดอย่างตอนนี้จุดประสงค์ก็เพื่อที่จะมีโอกาสสร้างความสนิทสนมกับเ้าหญิงเป็การเปิดโอกาสให้ได้รับการหมั้นหมายในอนาคตเมื่อยามที่เ้าหญิงอายุถึงเกณฑ์ แต่ด้วยนิสัยของเ้าหญิงที่มักแสดงท่าทีเ็าและปฏิบัติกับเขาเหมือนเป็อากาศธาตุทำให้ที่ผ่านมาไม่มีความคืบหน้าใด ๆ แต่ทันทีที่เขาเห็นความอ่อนโยนของเ้าหญิงซึ่งเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้เห็นซึ่งเป็ท่าทีที่เธอแสดงออกมาให้น้องชายของเธอเขาก็รู้ได้ทันทีว่าจะย่นระยะห่างระหว่างเธอกับเขาได้ยังไง กิลเบิร์ตยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพึมพำแบบไม่ให้ใครได้ยินว่า
“ดูเหมือนว่าเ้าชายขยะจะพอเป็ขยะที่มีประโยชน์อยู่บ้างล่ะนะ”
เดิมทีลิลิธอยากลากเออร์วินกลับไปที่พระราชวัง แต่พอเธอนึกถึงน้องสาวต่างมารดาตัวแสบที่อาจจะโผล่มาแล้วขอแบ่งเค้กที่น้องชายของเธอทำจึงตัดสินใจมาที่โรงอาหารในค่ายทหารแทน ภายในโรงอาหารตอนนี้กำลังโล่งนอกจากเสียงคนครัวที่ก้มหน้าทำอาหารแล้วก็แทบไม่มีเสียงอะไรอีก ลิลิธลากเออร์วินมาโต๊ะยาวแบบมีที่นั่งยื่นออกมาเธอนั่งลงที่ฝั่งหนึ่งส่วนเออร์วินก็นั่งลงที่ฝั่งตรงข้าม เด็กชายถามด้วยท่าทีสงสัย
“ไม่กลับไปทานที่วังจะดีเหรอครับ”
“ทานที่นี่ไม่เห็นจะเป็อะไรเลยนี่พอดีพี่อยากทานเค้กฝีมือเธอเร็ว ๆ น่ะ”
เออร์วินที่ได้ยินพี่สาวของตนพูดเช่นนี้ก็ยิ้มออกมาพร้อมกับเปิดกล่องเผยให้เห็นเค้กผลไม้ ลิลิธมองเค้กอย่างสงสัยเพราะนี่เป็ครั้งแรกที่เธอเห็นเค้กชนิดนี้เธอรู้สึกว่าสีสันมันน่าทานมากกลิ่นหอมที่โชยออกมากระตุ้นน้ำลายของเธอจนเธอต้องกลืนน้ำลายลงคอแต่ยังคงรักษาท่าทีไว้ แต่ไหนแต่ไรมาเมนูไหนไม่ว่าจะเป็ของคาวหรือของหวานหากเป็ของที่น้องชายของเธอคนนี้แนะนำหรือทำขึ้นมาล้วนแต่ถูกใจเธอทั้งสิ้น
เออร์วินส่งมีดตัดเค้กกับส้อมเงินให้พี่สาว ลิลิธก็รับแล้วเริ่มทานทันทีที่ได้ทานคำแรกลิลิธถึงกับต้องทำตาโตก่อนจะเริ่มทานโดยยังสงวนท่าทางของเธอไว้ แม้จะเป็อย่างนั้นเออร์วินก็มองออกว่าเค้กที่เขาทำดูจะถูกใจเธอไม่น้อย เขายิ้มออกมาทันทีที่เห็นปฏิกิริยาของพี่สาว การได้เห็นครอบครัวของเขามีความสุขกับอาหารที่เขาทำเป็หนึ่งสิ่งที่ทำให้เขามีความสุข
แม้ว่าคนส่วนใหญ่ในทวีปอาร์เคนัสจะมีอคติกับงานในครัวแต่กับเออร์วินกลับคิดสวนทางกับพวกเขาอย่างสิ้นเชิง เพราะสำหรับคนที่ชาติก่อนเคยใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์อย่างเขาแล้วอาหารอร่อยเพียงหนึ่งมื้อคือสิ่งที่จะเป็พลังให้คน ๆ หนึ่งก้าวไปเผชิญวันพรุ่งนี้ได้ไม่ว่ามันจะเป็วันที่ดีหรือร้าย ดังนั้นในความรู้สึกของเด็กชายฐานะคนทำอาหารจึงไม่ใช่สิ่งที่น่าละอายหรือต่ำชั้นแต่อย่างใด
ลิลิธที่ทานเค้กอย่างเอร็ดอร่อยไปได้ครึ่งหนึ่งก็เหมือนจะนึกขึ้นได้เพราะตอนนี้น้องชายของเธอก็เอาแต่มองเธอทานเค้กพร้อมกับยิ้มโดยไม่พูดอะไร ลิลิธจึงหน้าแดงถามว่า
“เออร์วินเธอไม่ทานเหรอ”
“แค่ได้เห็นท่านพี่ทานเค้กที่ผมทำอย่างเอร็ดอร่อยก็พอแล้วล่ะครับเพราะว่าเค้กนี้ผมทำมาเพื่อง้อท่านพี่โดยเฉพาะ”
เออร์วินตอบพี่สาวพร้อมกับยิ้มให้เธอลิลิธเพียงเชิดหน้าใส่แต่มุมปากของเธอกลับปรากฏรอยยิ้มเล็กน้อย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่น้องชายคนนี้ทำให้เธอโกรธแต่จนแล้วจนรอดเธอก็เป็อันต้องหายโกรธเพราะว่าอีกฝ่ายมักทำอาหารมาง้อเธอเสมอและก็เป็เธอที่มักใจอ่อน ก่อนที่เธอจะนึกอะไรได้ถึงสาเหตุที่ทำให้เธอนอยด์น้องชายตัวดีคนนี้จนเขาต้องทำเค้กมาง้อเธอ จึงถามเขาไปว่า
“ว่าแต่สาวใช้ส่วนตัวของเธอไปไหนแล้วล่ะ”
“ถ้าคุณเรเวนล่ะก็เธอถูกคุณลาน่าลากไปอบรมเกี่ยวกับหน้าที่และงานของเมดน่ะครับ” เออร์วินตอบพร้อมนึกถึงเหตุการณ์ที่อยู่ ๆ เรเวนก็ถูกลาน่าคนที่เป็หัวหน้าสาวใช้ลากออกไปขณะที่เขากำลังทำเค้กมาง้อพี่สาวอยู่ เขาจำได้ดีว่าตอนนี้สีหน้าของเธอดูเอ๋อ ๆ ปนงง ๆ ส่งสายตามาทางเขาประมาณว่านี่ฉันต้องทำหน้าที่เมดจริง ๆ สิ พอคิดถึงตรงนี้เออร์วินก็เผลอยิ้มออกมา
“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียวนะดูท่าเธอจะชอบสาวใช้ที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้าคนนั้นมากเลยทีเดียว” คำพูดของลิลิธดึงสติของเออร์วินกลับมาอยู่ตรงหน้า
“เฮือก!!!” เออร์วินสะดุ้งทันทีเพราะว่าเขาเห็นว่าพี่สาวของตนกำลังยิ้มอยู่ ใช่เธอยิ้มแต่เป็รอยยิ้มที่ทำให้เขารู้สึกเสียวไปทั้งสันหลัง “ทะทะท่านพี่ครับ”
“หืม อะไรเหรอ” ลิลิธถามทั้งที่ยังยิ้มอยู่แต่มันกลับทำให้เออร์วินรู้สึกสยองอย่างบอกไม่ถูก เขาตัดสินใจถามว่า
“เอ่อ ท่านพี่ครับคือว่า...” เด็กชายกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากถามต่อไปว่า “ท่านพี่โกรธอะไรผมอยู่หรือเปล่าครับ”
“ก็ไม่นี่กับน้องชายที่แสนน่ารักผู้อุตส่าห์ทำเค้กอร่อย ๆ มาง้อพี่สาวเนี่ยพี่จะโกรธได้ยังไงล่ะจริงไหม” แม้ว่าลิลิธจะพูดเช่นนั้นแต่มันกลับไม่ได้ช่วยให้เด็กชายโล่งใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย ขณะที่ไม่รู้ว่าจะทำยังไงกับสถานการณ์นี้ดีลิลิธก็พูดต่อไปอีกว่า “แต่ว่านะ...” แล้วลิลิธก็ทิ้ง่ไป
“ครับ...” เออร์วินรับคำอย่างยากลำบาก ลิลิธยังคงรอยยิ้มแต่กลับหรี่ตามองน้องชายของตนแล้วถามอย่างช้า ๆ ว่า
“พอดีพี่สงสัยว่าในสายตาของเธอผู้หญิงคนนั้นสวยมั้ย”
ทันทีที่ได้ยินคำถามเออร์วินก็นิ่งอึ้งไปทันที ‘อะไรหว่าอยู่ ๆ ก็มาถามว่าคุณเรเวนสวยไหม’ เขาคิดในใจก่อนจะมองหน้าพี่สาวตนพบว่าอีกฝ่ายยังคงส่งรอยยิ้มที่แสนเย็นะเืมาที่เขา เขาไม่รู้ถึงจุดประสงค์อีกฝ่ายแต่ก็ตัดสินใจตอบไปตามตรง
เด็กชายนึกถึงครั้งแรกที่เขาเห็นเธอตอนนั้นเป็คืนที่เขาแอบออกไปล่าค่าหัว ทว่าระหว่างที่เขากำลังจะข้ามสะพานกลับมาที่เมืองนั้นเขากลับพบเห็นร่างร่างหนึ่งนอนกองอยู่ริมตลิ่งของแม่น้ำซิลเวอร์ริล ด้วยความสงสัยจึงเข้าไปดูพบว่าเป็ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ในสภาพร่อแร่ปางตาย ตอนนั้นเป็เวลากลางคืนแม้ว่าผู้หญิงคนนี้จะได้รับาเ็สาหัสจนผิวซีดเพราะเสียเืแต่จากแสงจันทร์และดาราที่ส่องลงมายังทำให้ทราบว่าเธอเป็หญิงสาวที่สวยมากคนหนึ่ง แต่ที่เออร์วินตัดสินใจช่วยเธอนั้นไม่ใช่เพราะความสวยของเธอหรือเป็เพราะ้าใช้ประโยชน์จากความสามารถในการลอบสังหารของเธอ แต่เป็เพราะว่าส่วนหนึ่งในตัวเขาบอกว่าผู้หญิงคนนี้ก็เหมือนกับเขาในชาติก่อนที่เกิดมาในฐานะอาวุธถูกเลี้ยงดูมาในฐานะอาวุธและโตมาในฐานะอาวุธ หลังจากที่เขาตัดสินใจช่วยเธอนั้นเมื่อลองตรึกตรองดูจึงพบว่าการกระทำของเขาเป็อะไรที่น่าหวาดเสียวมาก เพราะเขาไม่รู้เลยว่าผู้หญิงคนนี้เป็คนยังไงมีนิสัยยังไง และที่สำคัญเลยคือเขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำอะไรได้บ้างมีความสามารถขนาดไหนนั่นคือเหตุผลที่เด็กชายตัดสินใจล่ามผู้หญิงคนนั้นเอาไว้ทั้งที่เขาเป็ฝ่ายช่วยเธอ
เออร์วินมองพี่สาวของตนพบว่าเธอยังคงจ้องมองเขาพร้อมกับรอยยิ้มที่แสนจะสยดสยองนั่น เขาไม่รู้ว่าทำไมพี่สาวถึงถามคำถามนี้กับเขาแต่ก็ยังตัดสินใจตอบไปตามตรงว่า
“สวยครับ”
สิ้นคำของเออร์วินบรรยากาศรอบด้านก็เย็นะเืขึ้นทันใดไม่รู้ว่าเป็ความรู้สึกหลอนไปเองหรือเปล่า แต่เด็กชายรู้สึกเหมือนเห็นผมของพี่สาวกำลังสยายขึ้นทั้งที่ไม่มีลมพร้อมกับการปล่อยออร่าที่ชวนให้ความรู้สึกสยดสยอง เออร์วินรู้สึกได้ถึงเหงื่อที่ชุ่มไปทั่วแผ่นหลัง
“เอ่อ.. ท่านพี่ครับ...” เออร์วินอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่รู้จะพูดอะไรดีจึงทำได้เพียงกลืนน้ำลายลงคอ ‘นี่เราพูดอะไรผิดไปหรือเปล่าหว่า ละแล้วไอ้บรรยากาศเย็นะเืนี่คืออะไรฟะท่านพี่ฝึกเวทสายฟ้าไม่ใช่เหรอ’ เออร์วินคิดทบทวนในใจ
“สวยงั้นเหรอ” เสียงลิลิธดังขึ้นให้ความรู้สึกเย็นะเืยิ่งกว่าเดิม
“ครับ...”
“สวยมากมั้ย”
“...”
เออร์วินจ้องหน้าพี่สาวพร้อมกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แม้จะมีความรู้ต่าง ๆ จากโลกเดิมแต่กับสถานการณ์ตรงหน้านี้เออร์วินกลับไม่รู้ว่ามันคืออะไร และไม่รู้ว่าตนไปเผลอทำอะไรให้พี่สาวไม่พอใจถึงได้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เขาพยายามตั้งสติแล้วตอบไปว่า
“สวยมากครับ”
ปัง!!! ลิลิธลุกขึ้นยืนพร้อมกับใช้ฝ่ามือตบโต๊ะเธอมองหน้าน้องชายของตนทั้งที่ยังคงยิ้มอยู่แต่ทว่าตาของเธอยามนี้แทบจะเป็เส้นเดียว
“สวยงั้นเหรอ สวยสินะ งั้นเองเหรอเออร์วินก็เริ่มโตแล้วนี่นะ พอเห็นสาวสวยเข้าหน่อยก็เมินพี่สาวคนนี้ไม่เชื่อฟังพี่สาวคนนี้แล้วสินะ นั่นสินะก็ผู้หญิงคนนั้นสวยนี่เนอะ ไม่ใช่สิไม่ใช่ เออร์วินพูดนี่นะว่าเธอสวยมาก”
เออร์วินตอนนี้ถึงกับหน้าซีดเป็ไก่ต้มนึกในใจว่า ‘ฉิบหายละทำไมถึงเป็แบบนี้ได้เนี่ย’ ในห้วงวิกฤตเขาตัดสินใจว่าต้องรีบลี้ภัยด่วนแต่ทันทีที่เขาขยับก็มีกระแสไฟฟ้าแล่นไปทั่วร่างจนทั้งร่างเขาชาไปหมด ‘เสร็จกัน’ เออร์วินร้องในใจ
“นี่เออร์วิน จะว่าไปพี่ยังไม่เคยได้ยินเธอชมเลยสักครั้งนี่นะว่าพี่สวยน่ะ”
ลิลิธพูดขึ้นพร้อมกับมีกระแสไฟฟ้าดัง เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ ไปทั้งโรงอาหาร
ออกัสยืนเท้าเอวมองทหารคนหนึ่งที่เขาเพิ่งทดสอบความสามารถ(อัดอยู่ฝ่ายเดียว) ซึ่งตอนนี้นอนตาเหลือกอยู่กับพื้น ออกัสมองทหารผู้นั้นขณะกำลังจะชี้แนะว่าอีกฝ่ายบกพร่องที่ตรงไหนและต้องแก้ยังไงแสงไฟก็สว่างวูบจากตำแหน่งที่ตั้งของโรงอาหารในค่ายพร้อมกับเสียงฟ้าผ่าที่ดังขึ้น
“เปรี้ยง!!!” พร้อมกับเสียงร้องของเ้าชายดังขึ้นผสานกับเสียงฟ้าผ่า
“เจี๊ยก!!!”
ออกัสเหม่อมองไปทางโรงอาหารพร้อมกับสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นหว่าเมื่อกี้ยังดี ๆ กันอยู่เลย ทำไมถึงลงมือลงไม้กันได้ล่ะ ส่วนอัศวินฝึกหัดมีเรียนั้นกลับมองด้วยั์ตาที่เป็ประกายด้วยความชื่นชม
“สมกับเป็เ้าหญิงลิลิธช่างเป็เวทที่ทรงพลังมากเลยเพคะ”
ส่วนกิลเบิร์ตนั้นกลับหน้าซีดและเหงื่อตก ควรทราบว่ายิ่งเป็เวทมนตร์ที่ทรงพลังแค่ไหนก็ยิ่งกินมานาปริมาณมากเท่านั้น เขาและทหารทุกคนต่างรู้ดีว่าเ้าหญิงลิลิธผลาญมานาไปมากขนาดไหนจากการฝึกฝน(ระบายอารมณ์)ในเช้าวันนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเวทมนตร์อันสุดท้ายที่แสนจะน่ากลัวนั่น แต่ทั้งที่เป็อย่างนั้นเธอก็ยังเหลือมานาพอที่ใช้เวทที่ทรงพลังเช่นนี้ได้อีก ควรทราบว่าเ้าหญิงลิลิธนั้นเพิ่งจะมีพระชนมายุเพียงแค่ 13 ชันษาเองเท่านั้น จากสิ่งเหล่านี้พรรณนาได้เพียงสิ่งเดียว
“ปีศาจ...” กิลเบิร์ตพึมพำออกมาก่อนจะเผลอยิ้มออกมาเล็กน้อย