บทที่ 6 หมู่บ้านซีซาน
กว่าจะออกจากศาลบรรพบุรุษท้องฟ้าก็มืดแล้ว สายลมที่พัดผ่านทำให้ใบไม้เกิดเสียงกรอบแกรบ ย่างเข้าสู่ปลายฤดูใบไม้ร่วง อากาศเริ่มเย็นลง ถังซูอี๋สั่นสะท้านไปทั้งร่าง ชุ่ยอวิ๋นเห็นเช่นนั้นจึงรีบเข้ามาสวมเสื้อคลุมให้
“ไปกันเถิด” ถังซูอี๋กล่าว
ชุ่ยอวิ๋นถือโคมเดินตาม ในยามราตรี จวนโหวหย่งหนิงแห่งนี้ช่างเงียบสงัด จนได้ยินเสียงฝีเท้าของตนเองดังชัดเจน ทว่าใจของถังซูอี๋หาได้สงบไม่ อู๋จิ้งอวิ๋นกำลังจะเกิดใหม่ หากเป็ดั่งเช่นนิยาย หลังจากนางเกิดใหม่เพียงไม่กี่วัน นางก็ได้ร้องทุกข์ต่อเซียวอวี้เฉินว่าซุกซ่อนธิดาของขุนนางฏ
เช่นนั้นในยามนี้จึงจำเป็ต้องจัดการหลิวปี้ฉินโดยเร็วที่สุด
ทว่าความรักของหนุ่มสาว ยิ่งผู้ใหญ่ขัดขวาง พวกเขาจะยิ่งดื้อดึง ยิ่งผูกพันลึกซึ้ง หากไม่จัดการให้ดี ท้ายที่สุดแล้วหลิวปี้ฉินอาจกลายเป็จันทราส่องแสงในใจเซียวอวี้เฉินตลอดกาล หรืออาจจะโกรธแค้นนางไปชั่วชีวิต
“ฮูหยิน” ชุ่ยอวิ๋นเห็นถังซูอี๋มีสีหน้าครุ่นคิด จึงอดใจกล่าวออกมาไม่ได้ “จะจัดการกับหญิงสาวกำพร้านั้นไม่ง่ายเลยหรือเ้าคะ?”
ฆ่า ขาย หรือวางยาพิษให้นางใบ้ มีสารพัดวิธีที่จะทำให้หลิวปี้ฉิน หายไปจากสายตาของคุณชายใหญ่ได้
ถังซูอี๋ถอนหายใจ “เ้ารู้หรือไม่ สิ่งใดคือสิ่งที่ดีที่สุดในโลกนี้?”
ชุ่ยอวิ๋นส่ายหัว ถังซูอี๋พึมพำเบา ๆ “สิ่งที่ไม่ได้มานั้นคือสิ่งที่ดีที่สุด”
ชุ่ยอวิ๋นเข้าใจในทันที “ฮูหยินเกรงว่า คุณชายใหญ่จะลืมนางไม่ได้เช่นนั้นหรือเ้าคะ?”
“ไม่เพียงแค่ลืมไม่ได้ แต่เขาจะแค้นเคืองข้าด้วย” ถังซูอี๋ถอนหายใจอีกครั้ง นางรู้สึกว่าเื่นี้ยากกว่าตอนที่นางเจรจาธุรกิจหลายพันล้านในชาติก่อน
แท้จริงแล้ว ถังซูอี๋ไม่สนใจว่าเซียวอวี้เฉินจะโกรธแค้นนางหรือไม่ เพราะถึงอย่างไร เขาก็ไม่ใช่บุตรแท้ ๆ ของนาง ทว่าครอบครัวคือทุกสิ่ง หากเซียวอวี้เฉินยังแค้นเคืองนางอยู่ มันก็ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตสุขสบายอย่างผู้ดีเกียจคร้านของนางมิใช่หรือ?
ระหว่างพูดคุยกัน พวกนางก็เดินมาถึง ‘เรือนซื่ออาน’ เรือนที่พักของถังซูอี๋ เมื่อเข้าไปภายใน ถังซูอี๋จึงออกปากสั่งชุ่ยจู้ “ช่วยข้าเปลี่ยนเสื้อผ้า หาชุดที่เรียบง่ายหน่อย”
“ฮูหยินจะออกไปหรือเ้าคะ?” ชุ่ยอวิ๋นถามเบา ๆ
“ยิ่งรีรอเื่ราวก็จะยิ่งยากลำบาก อย่าปล่อยให้ค่ำคืนยาวนานต้องเป็ฝันร้าย” ถังซูอี๋กล่าวพลางเดินเข้าไปในห้องด้านใน “ไปเรียก พ่อบ้านจ้าว ฉางิ จางเฝิง บอกพวกเขาให้ตามไปที่ตรอกเหมยฮวา เข้าทางประตูหลัง”
“เ้าค่ะ” ชุ่ยจู้รับคำสั่งแล้วรีบเดินออกไป ชุ่ยอวิ๋นหยิบชุดสีครามลายพรางออกมาจากตู้ ก่อนจะถามขึ้นขณะช่วยนางเปลี่ยนเสื้อผ้า “ฮูหยินจะส่งนางออกไปหรือเ้าคะ?”
ถังซูอี๋พยักหน้า “ส่งนางไปยังหมู่บ้านซีซานก่อน”
หลบเลี่ยงวิกฤตเบื้องหน้าไปก่อน แล้วค่อยว่ากัน
“เหตุใดต้องให้ฉางิและจางเฝิงไปด้วยเ้าคะ?” ชุ่ยอวิ๋นถามด้วยความสงสัย
ฉางิและจางเฝิงเติบโตมากับคุณชายใหญ่ั้แ่เด็ก ทั้งตอนนี้ก็ยังเป็คนสนิทของคุณชายใหญ่ สิ่งใดที่พวกเขารู้ คุณชายใหญ่ย่อมรู้เช่นกัน เื่นี้ไม่ควรปิดบังคุณชายใหญ่ไว้
แม้ถังซูอี๋จะรู้จักชุ่ยจู้และชุ่ยอวิ๋นได้ไม่นานนัก ทว่านางก็มองออกว่าสาวใช้สองคนนี้มีความซื่อสัตย์ และจัดการงานได้อย่างคล่องแคล่ว พวกนางทั้งสองจะเป็แขนซ้ายและขวาของนางในภายภาคหน้าได้อย่างแน่นอน เช่นนี้แล้ว เื่บางเื่จำต้องให้พวกเขารับรู้ มิเช่นนั้นจะส่งผลต่อการทำงาน
ฉะนั้นนางจึงอดทนอธิบายให้ชุ่ยอวิ๋นฟัง “ข้า้าให้เซียวอวี้เฉินรู้ว่า ข้าได้ส่งหลิวปี้ฉินคืนกลับไปแล้ว และข้ามิได้ทำร้ายหรือคิดร้ายต่อนางแต่อย่างใด เพื่อไม่ให้เขาสงสัยว่าข้าแอบกลั่นแกล้งหลิวปี้ฉินลับหลัง”
“เช่นนี้ก็มิใช่หนทางที่ยั่งยืน!” ชุ่ยอวิ๋นกังวลใจนัก ก่อนหน้านี้ขณะที่นางยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูศาลบรรพบุรุษ นางได้ยินบทสนทนาระหว่างแม่ลูกอย่างชัดเจน
หลิวปี้ฉินช่างเป็ตัวหายนะเสียจริง
“ค่อยเป็ค่อยไป” ถังซูอี๋กล่าวด้วยน้ำเสียงสิ้นหวัง บางคราความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวก็จัดการได้ยากนัก เบาไปก็ไม่ดี หนักไปก็ไม่ดี
เซียวอวี้เฉินได้รับการดูแลปกป้องเป็อย่างดีมาถึงสิบเจ็ดปี และชีวิตที่ผ่านมาสิบเจ็ดปีของเขาจะไม่เคยประสบกับเื่ราวมากมายนัก จึงยากที่จะเข้าใจและแยกแยะได้ว่าสิ่งใดดีสิ่งใดชั่ว โดยเฉพาะเื่ซับซ้อนเช่นสตรีชั้นสูง
เมื่อแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ถังซูอี๋ก็พาชุ่ยอวิ๋นออกไปด้านนอก ยามนี้ชุ่ยจู้ พ่อบ้านจ้าว ฉางิ จางเฝิง และสาวใช้ร่างท้วมอีกสองสามคนกำลังรออยู่ที่ลาน ถังซูอี๋ปราดตามองพวกเขาแวบหนึ่ง แล้วก้าวออกไปด้วยท่าทีสง่าผ่าเผย โดยมีคนอื่น ๆ เดินตามกันเป็ขบวน
พ่อบ้านจ้าวได้จัดการเตรียมการเป็อย่างดี ตลอดทางไปยังประตูหลังก็ไม่พบเจอผู้ใด เมื่อออกจากประตูหลังแล้วพวกเขาก็ขึ้นรถม้า ตรงไปยังตรอกเหมยฮวาทันที
เพียงชั่วเวลาหนึ่งก้านธูปหลังจากนั้น ถังซูอี๋ก็ยืนอยู่หน้าเรือนที่ หลิวปี้ฉินอาศัยอยู่ นางมองสภาพแวดล้อมโดยรอบ แม้จะอยู่ในย่านที่ผู้คนพลุกพล่าน ทว่าตรอกเหมยฮวาแห่งนี้กลับเงียบสงบ เซียวอวี้เฉินช่างรู้จักเลือกสถานที่เสียจริง
“เปิดประตู” ถังซูอี๋กล่าว
จางเฝิงรับคำสั่งแล้วเดินไปเคาะประตู รอคอยอยู่ครู่หนึ่งก็มีผู้มาเปิดประตู เป็สาวใช้คนเดิม เมื่อเห็นว่าเป็จางเฝิง นางจึงถามด้วยความประหลาดใจ “พี่จางเฝิง เหตุใดถึงมาดึกดื่นเช่นนี้? คุณชายใหญ่ให้พี่มาส่งของให้คุณหนูข้าหรือ?”
คำถามนี้ทำให้ฉางิเหงื่อตก ส่วนถังซูอี๋ก็หัวเราะเย้ยหยันด้วยความดูถูก ดูเหมือนว่าคุณชายใหญ่ช่างมีใจเมตตาถึงได้ส่งของมาให้นางอยู่ร่ำไป
จางเฝิงจำต้องผลักสาวใช้นางนั้นให้พ้นทาง ก่อนจะก้มหัวให้ถังซูอี๋อย่างนอบน้อม “ฮูหยิน”
สาวใช้นางนั้นเพิ่งสังเกตเห็นถังซูอี๋และคนอื่น ๆ ที่ยืนอยู่เื้ั เมื่อนึกถึงคำว่า ‘ฮูหยิน’ ที่จางเฝิงเรียกเมื่อครู่ นางก็ใร้อง ‘อ๊าย’ แล้วรีบวิ่งเข้าไปในเรือน
ชุ่ยจู้เห็นเช่นนั้นจึงพูดเสียงดังไล่หลังตามไป “ไร้มารยาทสิ้นดี”
ถังซูอี๋ไม่ได้ใส่นัก นางก้าวเข้าไปในเรือนโดยมีคนอื่น ๆ เดินตามกันเป็ขบวน ท่าทีราวกับจะมาหาเื่ ซึ่งมันก็เป็เช่นนั้นจริง ๆ เพราะเจตนาของนางก็มิได้มาอย่างเป็มิตร
เมื่อเข้ามาแล้ว นางก็สำรวจเรือนแห่งนี้ภายใต้แสงจันทร์ แม้จะไม่ใหญ่โตนัก ทว่ากลับตกแต่งอย่างประณีตลงตัว ในลานมีทั้งูเาจำลอง แปลงดอกไม้ และสระน้ำขนาดเล็ก ทุกสิ่งล้วนแต่วิจิตรบรรจง ใต้ต้นกุ้ยฮวา*[1] ด้านทิศตะวันตกมีชิงช้าที่ดูพลิ้วไหวและงดงามอีกด้วย
ด้วยประสบการณ์ของถังซูอี๋ สิ่งใดที่นางถูกใจล้วนต้องมีค่าไม่น้อย และสิ่งของในเรือนนี้ก็เช่นกัน ดูเหมือนเซียวอวี้เฉินจะมีเงินทองมากมายนัก
ขณะนั้น สาวใช้กำลังเคาะประตูห้องนอนของหลิวปี้ฉิน “คุณหนู คุณหนู โหว… โหวฮูหยิน โหวฮูหยินมาแล้วเ้าค่ะ”
ถังซูอี๋รู้สึกเอือมระอา นางดูราวกับเป็สัตว์ประหลาดอย่างไรอย่างนั้น
ในห้องนอน หลิวปี้ฉินกำลังนั่งพิงหัวเตียงอ่านหนังสืออยู่ ครั้นได้ยินเสียงสาวใช้ะโเรียกก็ใจหาย นางรีบลุกจากเตียงแล้วแต่งตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อประตูถูกเปิดออก นางก็พบกับโหวฮูหยิน ผู้ที่นางไม่ได้พบเจอมาเนิ่นนานกำลังยืนอยู่ที่หน้าประตู
ว่ากันว่าแสงเทียนยามราตีจะขับเน้นสตรีให้ดูงามยิ่งขึ้น ภายใต้แสงเทียนจากโคมบนระเบียงที่สาดส่องลงมายังโหวฮูหยินในยามนี้ เผยให้เห็นถึงรูปโฉมที่งดงามยิ่งนัก
“ท่าน… ท่านป้า” หลิวปี้ฉินพยายามฝืนยิ้ม
ใบหน้าของถังซูอี๋คล้ายกับเซียวอวี้เฉินถึงหกส่วน ในยามนี้ดูสงบราวกับไร้คลื่นลม ทว่าหลิวปี้ฉินกลับััได้ถึงแรงกดดันที่มองไม่เห็น
ถังซูอี๋มีท่าทีข่มขวัญเยี่ยงผู้สูงศักดิ์เ็า เพียงแค่เหลือบมองหลิวปี้ฉินแวบหนึ่ง ไม่แม้แต่จะเอื้อนเอ่ยคำใด ถังซูอี๋ก็เดินผ่านหลิวปี้ฉินเข้าไปในเรือน โดยมีชุ่ยจู้และชุ่ยอวิ๋นตามหลังมาติด ๆ
หยามเกียรติเช่นนี้ หลิวปี้ฉินทั้งละอายทั้งเคืองแค้น นางกำหมัดแน่น ทว่าใบหน้ายังคงแสดงความสับสนและไร้เดียงสา นางหันไปมองจางเฝิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสายตาตื่นตระหนก จางเฝิงมักจะมาที่นี่กับเซียวอวี้เฉิน พวกเขาจึงค่อนข้างคุ้นเคยกัน
ฮูหยินมาในยามวิกาลเช่นนี้ ย่อมมิใช่เื่ดีเป็แน่ นางหมายจะล้วงข้อมูลบางอย่างจากจางเฝิง ทว่าเขากลับแหงนมองฟ้าแสร้งทำเป็มองไม่เห็น หลิวปี้ฉินจึงหันไปมองฉางิ ทว่าเขากลับก้มมองปลายเท้าของตนเอง
หลิวปี้ฉินแสดงสีหน้าเศร้าโศกและน้อยใจ แล้วนางก็หันหลังเดินเข้าเรือน พลางเอ่ยสั่งการสาวใช้ด้วยรอยยิ้ม “รีบไปนำน้ำชามาให้ท่านป้าเร็วเข้า”
สาวใช้รีบยกน้ำชาออกมาให้ ทว่าถังซูอี๋กลับมิได้แตะต้อง นางเพียงใช้สายตาสำรวจการตกแต่งภายในห้องอย่างผิวเผิน ผ้าม่านโปร่งบาง โต๊ะและเก้าอี้จากไม้หงมู่*[2] เครื่องเคลือบลายครามสวยงามวิจิตร... โดยเฉพาะปะการังแดงที่ตั้งอยู่บนโต๊ะโดดเด่นสะดุดตา
เครื่องใช้ภายในเรือนนี้หาได้ด้อยกว่าห้องของนางไม่ ยอดนักรักผู้นี้ช่างฟุ่มเฟือยสิ้นดี!
“ท่านป้า ดึกดื่นเพียงนี้ มีเื่อันใดหรือเ้าคะ?" หลิวปี้ฉินถามด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่นพลางนั่งลงบนม้านั่งเล็ก ๆ
แสร้งทำตัวน่าสงสาร ทว่ายังไม่แเีพอ! ถังซูอี๋ประเมิน
[1] ต้นกุ้ยฮวา = ต้นหอมหมื่นลี้
[2] หงมู่ = ไม้พะยูงหรือไม้เนื้อแดง