วันต่อมาที่ตลาดองค์หญิงเท่อน่าพาหลีเหยาและเซียวอวิ๋นนั้นออกเดินเที่ยวชมอยู่ทั่วมองหาผ้าเนื้องามสำหรับตัดชุดทำการแสดง
“ชายาเ้าว่าผ้าผืนนี้เป็อย่างไร”
หลีเหยาใช้สองมือจับมองผ้าอย่างพินิจ
“ผ้าหนาทั้งหลายปักตกแต่งนั้นทำให้ผ้ามีน้ำหนักค่อนข้างมากเวลาร่ายระบำจะทำให้ไม่พลิ้วไหว”
นางวางผ้าผืนนั้นลงก่อนหยิบอีกผืนที่ไม่มีหลายทั้งบางกว่าขึ้นมองก่อนยื่นให้องค์หญิง
“ข้าว่าผืนนี้ดีกว่า”
“เ้าไม่คิดว่าสีแดงเช่นนี้จะฉูดฉาดไปหรือ”
“ยามราตรีมีเพียงแสงจากกองไฟหากท่านสวมใส่สีทั่วไปเช่นนี้…บุรุษผู้นั้นจะมองไม่เห็นเอานะเพคะ”
“ก็จริงของเ้า” องค์หญิงเท่อน่ากล่าวพลางมีท่าทีเขินอายขึ้นมา
ขณะที่คนทั้งสามพูดเขาเลือกของกันอยู่ เสียงทุ้มหนักแน่นก็เอ่ยดึงความสนใจของพวกเขาได้
“พวกเ้าทำอะไรกันอยู่”
“เสด็จพ่อ” องค์หญิงเท่อน่ากล่าวพลางวิ่งออกไปอย่างดีใจ
“เสด็จพ่อท่านมาที่นี่ได้ยังไงทุกทีเห็นคลุกอยู่แต่กับพวกผู้หญิงพวกนั้น” องค์หญิงเท่อน่ากล่าวอย่างเสียดสีบิดาที่มักใช้เวลาในยามไม่มีศึกอยู่แต่กับสุราและนารี
“ข้าดื่มสุราเป็ก็เดินเที่ยวเป็ เห็นคนพูดให้ทั่วว่าเ้าพาเครื่องบรรณาการข้าวิ่งไปทั่วเลยอยากมาให้เห็นด้วยตาตัวเอง”
“เสด็จพ่อเหตุใดถึงเรียกนางเช่นนั้นล่ะเพคะ”
“ก็นางเป็จริงๆ ไม่เชื่อเ้าก็ถามนางดูสิ” องค์ชายเช่อตี๋กล่าวจงใจดูถูกออกมาอย่างชัดเจน
หลีเหยานั้นรู้ดีว่าเขานั้นจงใจดูเจตนาของนางที่มาสนิทสนมองค์หญิงเช่นนี้จึงได้แสร้งตนว่าง่ายให้เขาหลงเชื่อ
“เพคะองค์หญิงหม่อมชั้นเป็เช่นนั้นจริง”
องค์ชายเช่อตี๋ที่เห็นว่านางนั้นดูว่าง่ายก็คล้ายพอใจแต่ยังไม่ปล่อยความแคลงใจ เขานั้นให้คนคอยสอดส่องนางอยู่ตลอดเวลา
“เสด็จพ่อข้าชอบนางท่านก็อย่าไสส่งนางอีกเลยเทียบจากชายาทั้งหมดของท่านแล้วข้าว่านางดีว่าชายาทั้งหกของท่านเสียอีก พวกนางไม่มีใครยอมเล่นกับข้าเห็นข้าก็อยากวิ่งหนีแล้ว” องค์หญิงเท่อน่ากล่าวออกมาอย่างเอาแต่ใจ
องค์ชายเช่อตี๋รักและเอ็นดูนางเป็ที่สุดทุกครั้งที่นางรั้นจะเอาสิ่งใดเขาก็จะหามาให้เสมอ ท่าทางเช่นนี้เขาเองก็ไม่เคยขัดใจเพียงยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางลูบศีรษะนางเบาๆ ก่อนหันไปมองสิ่งที่หลีเหยานั้นถืออยู่
“อาน่าผ้ามากมายเ้าจะซื้อไปทำไมอยากได้อะไรให้คนไปทำให้ก็ได้เหตุใดต้องมาหาเอง”
“ฝีมือพวกนางไม่เท่าของชายาข้าจะให้ชายาทำชุดให้ เสด็จพ่อวันฉลองชัยข้าจะระบำให้พวกท่านดูท่านว่าดีมั้ย”
เขาเพียงรับฟังก็หันมองหน้าหลีเหยาอย่างทันควันทั้งกล่าวอย่างไม่พอใจนัก
“ความคิดไร้สาระเช่นนี้คงเป็เ้ายัดใส่สมองนางใช่มั้ย”
“เสด็จพ่อเป็ข้าเองอย่าตำหนิชายา”
“เ้าแต่ก่อนมีครั้งไหนอยากระบำบ้าง หญิงผู้นี้อย่างไรก็ไม่ใช่คนซ่งหยวนอย่าสนิทสนมให้มากเข้าใจหรือไม่อาน่า” เขานั้นกล่าวออกทั้งสายตาที่ส่งมาทางหลีเหยานั้นเต็มไปด้วยความเหยียดยาม
หลีเหยาเมื่อได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นแม้ไม่พอใจก็ทำได้เพียงเก็บอารมณ์นั้นไว้ใบหน้ายังคงเรียบเฉยดั่งหญิงสาวไอ่อนแอผู้หนึ่ง องค์หญิงเท่อน่าที่เห็นท่าทางของหลีเหยาเช่นนั้นก็เริ่มสงสารต่อนางที่คนในเผ่าแม้แต่ท่านพ่อที่นับได้ว่าเป็สามีของนางยังกระทำอย่างไม่เป็ที่ยอมรับเช่นนี้
“เพคะ”
องค์ชายใหญ่เมื่ออยู่พูดคุยกับบุตรสาวตนครู่ใหญ่ก็ถูกเรียกตัวด้วยท่านข่านจึงไม่สามารถปฏิเสธได้จึงได้แยกตัวออกไปเสียก่อน
องค์หญิงเท่อน่ารีบเดินกลับมาคล้องแขนหลีเหยาทันทีเมื่อบิดานั้นเดินหายไป
“ชายาเ้าอย่าโกรธท่านพ่อเลยเขาเองก็เป็คนเช่นนี้มาตลอด”
“องค์หญิงหม่อมชั้นเข้าใจเพคะ” หลีเหยากล่าวทั้งใบหน้ายิ้มหวาน
“เ้าดีเพียงนี้สักวันท่านพ่อจะใจอ่อนแน่”
หลีเหยาเมื่อได้ฟังเช่นนั้นจึงเผยเสียงหัวเราะเล็กๆ ออกมา
“ต้องใจอ่อนแน่เพคะ”
สายตาของหลีเหยาขณะที่กล่าวออกนั้นช่างดูอ่อนหวานและแสนดี องค์หญิงเท่อน่าที่เดียงสาเพียงนั้นจึงไม่สามารถรับรู้ถึงความนัยในน้ำเสียงและความหมายของนางมีเพียงเซียวอวิ๋นที่เดินตามอยู่ข้างหลังทั้งสองที่เข้าใจ
หลังจากกลับจากเดินเที่ยวเล่นที่ตลาดก็ได้ยินเสียงโห่ร้องว่าทัพขององค์ชายสามนั้นได้ชัยมาแล้ว ไม่นานเมื่อกองทัพมาถึงจะมีงานเฉลิมฉลองให้เกริกไกลไปทั่วท้องทุ่งหญ้า
เมื่อชัดเจนแล้วว่างานเฉลิมฉลองไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเกิดขึ้นทั้งยิ่งใหญ่หลีเหยาก็ได้เริ่มสอนองค์หญิงเท่อน่าร่ายระบำ การระบำที่นางคิดขึ้นนั้นจะไม่ใช่การร่ายระบำอย่างอ่อนช้อยเฉกเช่นต้าจิงแต่ก็ไม่ดุดันดั่งซ่งหยวน แต่นางนั้นนำลักษณะเด่นของทั้งสองนั้นมาผสมจนเกิดเป็การร่ายระบำในแบบที่งดงามและแปลกตาเหล่าสาวใช้ที่จัดหามาเพื่อเป็ส่วนหนึ่งของการแสดงล้วนเอ่ยชมนางอย่างไม่หยุดปาก
องค์ชายแปดที่ยังคงแอบมองหลีเหยาอยู่ในระยะที่ไม่ไกลมากก็ประทับใจต่อความสามารถที่นางมี เขาจ้องมองพลางยิ้มอย่างหลงใหลเมื่อนางนั้นออกท่าร่ายระบำชายกระโปรงที่ปลิวไสวตามร่างกายที่เคลื่อนไปตามจังหวะต้นหญ้าที่โอนอ่อนตามเท้าที่เตะขึ้นย่ำลง
ยามค่ำคืนลงมาหลีเหยาก็ยังคงนั่งเย็บชุดสำหรับให้องค์หญิงได้สวมใส่ในการแสดง เซียวอวิ๋นนั่งเฝ้ามองนางอยู่ไม่ห่างทั้งสองยิ้มให้กันอย่างอบอุ่นหัวใจ ยากและนานแค่ไหนที่ไม่ได้มีเวลาที่คล้ายจะสงบเช่นนี้
“เจ็บหรือไม่” เขารีบลุกตัวขึ้นอย่างห่วงใยเมื่อเห็นว่านางนั้นถูกเข็มทิ่มลงที่มือของนาง
นางนั้นเพียงยิ้มต่อท่าทางของเขาพลางส่ายหน้าเบาๆ
“สมัยเด็กๆ ข้ามักจะผิดพลาดเช่นนี้เป็ประจำไม่เจ็บหรอก”
เขานั้นรู้ดีว่าสิ่งที่นางกล่าวนั้นไม่ได้หมายถึงการปักชุนผ้าแต่หมายถึงการลงโทษที่นางรับแทนองค์หญิงหกอยู่เป็ประจำ มืออันแสนอบอุ่นของเขาค่อยๆ ยื่นไปลูบไล้ใบหน้าของนางอย่างทะนุถนอมทั้งสองมองกันอย่างหวานซึ้งและเข้าใจ ก่อนที่เซียวอวิ๋นนั้นจะยกนิ้วของนางที่ถูกเข็มตำนั้นขึ้นจูบและดูดนำเืนั้นออกให้นาง
การกระทำแสนดีของเขานั้นทำให้ใจของหลีเหยานั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย แต่เมื่อนึกถึงความรักที่ผ่านมาของนาง นางเองก็ยังไม่สามารถก้าวผ่านและเปิดใจต่อเขาอย่างจริงจังด้วยเพราะเกรงว่าจะถูกหักหลังอีกครา
“เซียวอวิ๋นวันข้างหน้าเ้าจะหักหลังข้ามั้ย”
“ไม่มีวันแม้ชีวิตข้าจะต้องตาย หากวันใดที่ข้าผิดคำพูดข้ายินดีตายด้วยน้ำมือเ้าและจะไม่มีวันร้องขอให้เ้าอภัย”
หลีเหยามองสายตาที่มั่นคงของเขาอย่างครุ่นคิดก่อนเอ่ยคล้ายจริงใจแต่ก็หยั่งเชิงความคิดเขาไปในเวลาเดียวกัน
“หากวันที่ข้าเป็หงส์เหนือัพวกนี้ได้เมื่อไหร่ข้าจะให้เ้าเคียงข้างข้า”
“อาเหยาแม้เป็เพียงสายลมเพียงได้เคียงข้างเ้าข้าก็ยินดี”
เขากล่าวจบก็โน้มตัวลงจูบที่ริมฝีปากอันอุ่นร้อนของนางอย่างบรรจง ทั้งสองนั้นแลกจุมพิตกันอยู่นานก่อนที่เขานั้นจะอุ้มตัวนางไปนอนบนเตียง เซียวอวิ๋นเมื่อวางตัวนางลงก็คิดเดินจากไปแต่หลีเหยานั้นกลับจับมือของเขาไว้ทั้งกล่าวขอให้เขานั้นอยู่นอนเป็เพื่อนนาง เขายิ้มรับด้วยยินดีทั้งสองเพียงนอนกอดกันอย่างอบอุ่นสายตาประสานบนเตียงที่อ่อนนุ่มในราตรีที่หนาวเย็น
วันเฉลิมฉลองมาถึงยามค่ำคืนที่เต็มไปด้วยเสียงดนตรีที่ดังสนั่นไปทั่วท้องทุ่งผู้คนล้วนเฉลิมฉลองอย่างมีความสุข องค์หญิงเท่อน่าก้าวเท้าออกมาด้านหน้าอย่างมั่นใจเอ่ยกล่าวต่อข่านแห่งซ่งหยวน
“ท่านข่านผู้ยิ่งใหญ่ความสำเร็จของท่านอาสามวันนี้น่ายินดีกว่าครั้งใดหลานจึงได้จัดเตรียมการแสดงชุดหนึ่งไม่รู้ว่าท่านจะทรงอนุญาตหรือไม่”
ท่านข่านมองหน้าหลานสาวอย่างสงสัยมีใครในท้องทุ่งไม่รู้บ้างว่านางนั้นระบำราวกับกระต่ายหนีตายเมื่อได้ยินก็หัวเราะร่าออกมายกใหญ่จนผู้คนอื่นๆ ต่างก็หัวเราะตามกันออกมา แต่องค์หญิงเท่อน่าก็ไม่มีท่าทางเสียความมั่นใจสักนิดเพียงส่งสายตาไปยังคนผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ข้างองค์ชายสามเพื่อดูว่าเขานั้นขบขันต่อนางหรือไม่ บุรุษผู้นั้นไม่เพียงไม่ขบขันแต่กลับยิ้มออกมาอย่างใจดีต่อนางเท่านั้น
“เอาสิเท่อน่าหากเ้าไม่กลัวขายหน้าก็ตามใจเ้าลานหน้านี้ข้ายกให้”
“ขอบพระทัยท่านข่าน”
องค์หญิงเท่อน่ารีบกล่าวอย่างดีใจทั้งวิ่งหายไปครู่ใหญ่ เสียงเคาะตามการก้าวเดินดังเป็จังหวะก่อนจะมีเหล่าหญิงสาวแปดคนเดินแถวเรียงยาวออกมาและหยุดนิ่ง เสียงดนตรีดังทุ้มหนักผ่อนเบาอ่อนหวานของเสียงขลุ่ยบรรเลงนำขึ้นอีกครั้ง เหล่าสาวงามทั้งแปดแปลออกเป็วงกลมใหญ่ตรงกลางมีองค์หญิงเท่อน่าในชุดแดงงามะโขึ้นท่ามกลางกลีบดอกไม้ที่ร่วงโรยลงมาในเวลาเดียวกันราวกับฉากนิทาน ชุดที่ปลิวไสวและระยิบระยับแปลกตานั้นดึงดูดทุกคู่สายตาสาวงามออกท่าร่ายระบำดั่งที่หลีเหยาเคยสอนพวกนางไว้คล้ายจะเป็ระบำแบบชาวทุ่งหญ้าแต่ก็อ่อนช้อยอย่างแปลกตาแต่ก็ไม่มีใครสามารถแย้งได้ว่าการแสดงชุดนี้นั้นไม่งดงาม
หลีเหยาที่ยืนมองเหตุการณ์ทั้งสังเกตการณ์อยู่ไม่ห่างเมื่อเห็นว่าผู้คนต่างออกปากชื่นชมและโห่ร้องต่อการแสดงก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ ผู้คนล้วนตื่นตากับการแสดงแน่นอนว่าบุรุษที่องค์หญิงเท่อน่าหมายตานั้นก็จ้องมองนางอย่างไม่ละสายตาคล้ายต้องมนต์สะกด องค์หญิงเท่อน่าที่เห็นว่าเขานั้นยืนมองนางอย่างจดจ่อก็ยิ้มออกมาอย่างดีใจ
“เป็ไปตามที่คิดหรือไม่” เซียวอวิ๋นเดินขึ้นมาข้างๆ นางก่อนเอ่ยถามเมื่อเห็นว่านางนั้นคล้ายพอใจกับการตอบรับนี้
“เพียงครึ่งเดียวเท่านั้นกลดอกท้อนี้ผลิบานแล้วเพียงแต่การแสดงยังไม่จบส่วนที่เหลือยังบอกไม่ได้”
“หากกลดอกท้อผลิบานมิใช่ว่าพอใจแล้วหรือ”
“นี่เพียงแค่เื่ของนางเท่านั้น ข้าไม่ทำหากว่าข้าไม่ได้อะไรจากการกระทำนี้หรอกเซียวอวิ๋น”
เขามองนางอย่างสงสัยว่าแท้จริงแล้วนางคิดทำและ้าอะไรแน่ที่ผ่านมาตัวเขาเองก็รู้เพียงว่านางนั้นสร้างกลดอกท้อแก่องค์หญิงเท่านั้น
หลังจากการแสดงจบลงผู้คนต่างลุกขึ้นและปรบมือแก่การแสดงที่ไม่อาจละสายตานี้ได้
“เท่อน่าเ้าคิดการแสดงเช่นนี้ได้อย่างไรเก่งจริงๆ ว่ามาสิ้าอะไรเป็รางวัล” ท่านข่านกล่าวขึ้นพลางหัวเราะอย่างยินดี
“ไม่ใช่หม่อมชั้นหรอกเพคะเป็ชายาที่คิดหม่อมชั้นเป็เพียงผู้แสดงเท่านั้น”
“ชายาหรือ”
“เพคะท่านข่านชายาเจ็ดของเสด็จพ่อองค์หญิงหกจากต้าจิงเพคะ การแสดงท่าร่ายระบำชุดนี้แม้แต่ดนตรีที่ประกอบล้วนเป็นางเพคะ”
ท่านข่านนิ่งไปชั่วขณะว่าพระชายาเจ็ดองค์ชายใหญ่ของตนนั้นคือคนใดตัวเขานั้นแทบไม่มีนางอยู่ในความทรงจำ ผู้คนในที่นั้นก็เพียงเคยได้ยินแต่ไม่เคยพบเห็นนางสักครั้งมีเพียงองค์ชายแปดที่ยิ้มออกมาอย่างพอใจกับความสามารถของนาง
“เ้าไปเรียกนางมาสิการแสดงดีๆ เช่นนี้ข้าก็ควรให้รางวัลแก่นาง คนจะได้ไม่ว่าว่าซ่งหยวนเราไร้น้ำใจ”
“เพคะท่านข่าน” องค์หญิงเท่อน่ารีบรับคำและวิ่งกลับออกไป
หลังจากหายไปครู่ใหญ่องค์หญิงเท่อน่าก็เดินกลับมาพร้อมหลีเหยาในชุดขาวอย่างเรียบง่าย ทันทีที่นางก้าวเท้าเข้าลานกว้างผู้คนต่างตกตะลึงไปกับความงามของนางยิ่งคืนนี้แสงจากดวงจันทร์นั้นกระจ่างกว่าคืนใดยิ่งส่งให้ผิวขาวผ่องของนางนั้นโดดเด่นจนไม่อาจละสายตา
“ชุนหลานถวายพระพรท่านข่านเพคะ” เสียงอ่อนหวานรูปลักษณ์น่าทะนุถนอมดึงดูดทุกคู่สายตา
องค์ชายห้ามองหลีเหยาไม่วางตาในคืนนั้นเขาแทบไม่ได้มองว่านางนั้นรูปลักษณ์เช่นไรเพียงระเริงไปกับกายอันอ่อนนุ่มของนางเมื่อได้มองอย่างเต็มตาเช่นนี้ในใจก็นึกเสียดายขึ้นมา เหล่าชายหนุ่มในที่นั้นไม่มีผู้ใดไม่จ้องมองในตัวนางองค์ชายเช่อตี๋เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มทุกคนต่างสนใจในตัวนางก็ออกอาการไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
องค์ชายรองที่เห็นท่าทางเช่นนั้นจึงได้กล่าวออกอย่างยั่วโทสะ
“ชายาเจ็ดงดงามขนาดนี้เสียดายจริงๆ ที่วันนั้นข้าไม่ได้ยกทัพไปเอง”
“นั้นสิพี่รองข้าเองก็ชักเสียดายจริงๆ” องค์ชายหกเอ่ยพร้องเห็นด้วยสายตาหยาดเยิ่มก่อนหันไปเอ่ยขอต่อเสด็จพ่อของตน
“เสด็จพ่อหากลูกจะขอให้ชายาเจ็ดท่านจะให้เกียรติรินสุราให้ข้าสักจอกได้หรือไม่”
ท่านข่านที่จ้องมองหลีเหยาอยู่ไม่วางตาทันทีที่ได้ยินเสียงเอ่ยถามก็หลุดจากภวังค์พลางคิดว่าเช่นนั้นก็ดีเขาเองจะได้เห็นนางให้ใกล้ยิ่งขึ้น
“ชายาเจ็ดเ้าว่าอย่างไร”
“หม่อมชั้นยินดีเพคะ” หลีเหยากล่าวเสร็จก็ก้าวเท้าออกไปนำกาสุราจากสาวใช้เดินหน้ารินสุราให้ท่านข่านเป็คนแรกเพื่อแสดงถึงความเคารพและให้เกียรติต่อผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแคว้น
องค์ชายเช่อตี๋แม้ไม่ชอบใจนักหากแต่กล่าวสิ่งใดไม่ได้จึงได้แต่เพียงนิ่งเฉยไปแต่ภายในก็ร้อนรุ่มอยู่ไม่น้อย
หลีเหยาโน้มลงรินสุราก็ััได้ว่าสายตาของท่านข่านนั้นกำลังจ้องมองนางในตอนแรกนั้นก็คล้ายหลงใหลแต่แฝงความระแวงอย่างสังเกตได้ หลังจากนั้นหลีเหยาก็เดินไปยังองค์ชายเช่อตี๋เขานั้นมองนางอย่างไม่พอใจนักทั้งเอ่ยขึ้นต่อนางด้วยเสียงแข็ง
“อาภรณ์ชุดนี้อย่าให้ข้าได้เห็นอีก”
หลีเหยาเพียงพยักหน้าอย่างเชื่อฟังก่อนยกกาสุราไปยังองค์ชายรอง
องค์ชายรองผู้นี้ไม่ได้หวังในตัวนางการกระทำคำพูดนั้นล้วนเพื่อยั่วอารมณ์ขององค์ชายเช่อตี๋ก็เท่านั้น หลีเหยาเดินเท้าก้าวต่อไปยังที่นั่งขององค์ชายอื่นๆ จนไปถึงองค์ชายหกทันทีที่นางนั้นโน้มลงรินสุราเขาเองก็ยื่นหน้าเข้าใกล้เสียจนนางต้องถอยเท้าออกมาอย่างใ หลีเหยาทำใจเย็นโน้มตัวรินสุราอีกครั้งครั้งนี้องค์ชายหกเอื้อมจับแขนเสื้อของนางไปสูดดมอย่างดื่มด่ำทั้งดึงรั้งไม่ยอมปล่อย องค์ชายห้าเห็นเช่นนั้นก็ตบโต๊ะอย่างเสียงดัง
“น้องหกข้าว่าท่านไว้หน้าพี่ใหญ่บ้างก็ดี”
“เช่อิเ้าอย่างยุ่งดีกว่าพี่ใหญ่ไม่สนใจสักนิด กลิ่นกายนางหอมขนาดนี้ใครจะยั้งใจไหว”
หลีเหยาพยายามดึงชายแขนเสื้อตัวเองกลับแต่องค์ชายหกนั้นยังคงไม่ยอมปล่อยจนองค์ชายเช่อตี๋นั้นลุกขึ้นเดินไปกระชากชายแขนเสื้อนางออกจากมือเขาอย่างแรง
“ข้าไว้หน้าเสด็จพ่อเ้าเองก็ระวังตัวไว้ให้ดี” คำกล่าวขององค์ชายเช่อตี๋นั้นเอาจริงเอาจังกว่าครั้งใด สำหรับองค์ชายใหญ่แล้วหากขึ้นชื่อว่าเป็ของของตนแม้ตนไม่้าแต่จะให้คนอื่นเตะต้องไม่ได้เช่นกัน
ท่านข่านเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยปราบเหล่าบุตรชายของตน
“สตรีคนเดียวพวกเ้าจะอะไรกันนักหนาชายาเจ็ดเ้ากลับไปเถอะ”
“เพคะ” หลีเหยารีบคารวะต่อท่านข่านและเดินกลับกระโจมของตนอย่างรวดเร็ว
แม้ภายนอกนั้นดูตัวสั่นหวาดกลัวต่อการกระทำของเหล่าองค์ชายแต่เมื่อนางเดินจนพ้นลานนั้นไปหลีเหยาก็ได้เผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ออกมาโดยไม่รู้เลยว่ามีคนผู้หนึ่งมองนางอยู่อย่างพินิจ
หลังจากนางจากไปความขุ่นมัวขององค์ชายนั้นยังคงมีอยู่องค์ชายหกเองก็ดูไม่ใส่ใจต่อคำกล่าวขององค์ชายใหญ่แม้แต่น้อยยังคงรื่นเริงราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
องค์หญิงเท่อน่านั่งอยู่ข้างบิดาได้ไม่นานเมื่อสังเกตเห็นว่าบุรุษที่ตนหมายมองนั้นเดินออกจากวงงานเลี้ยงไป นางเองก็รีบลุกตามไปจนถึงใต้ต้นไม้ใหญ่อันเงียบสงบเขาทิ้งตัวนั่งลงเงียบๆ
“เถียลาเ้ามาทำอะไรที่นี่เหรอ” องค์หญิงเท่อน่าเดินมานั่งลงข้างๆ เขาก่อนเอ่ยถาม
ชายหนุ่มรูปร่างสันทัดจมูกตั้งเป็สันคิ้วและดวงตาคมเข้มชวนมอง เถียลาหันมองหน้าขององค์หญิงเท่อน่าอยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ยตอบนาง
“เมื่อครู่ท่านงดงามจริงๆ”
“แล้วตอนนี้ข้าไม่งามเหรอ” นางเล่อคิ้วอย่างสงสัย
“องค์หญิงท่านงดงามมาตลอดนั่นแหละ”
องค์หญิงเท่อน่าเมื่อได้ยินเขากล่าวเช่นนั้นยิ้มกว้างออกมาอย่างดีใจแต่เมื่อมองไปยังใบหน้าเขานั้นกลับไม่ยินดียินร้ายสักเท่าใดคล้ายมีเื่ในใจ
“เ้าเป็อะไรไป”
“ข้าไม่เป็ไรก็แค่เบื่องานรื่นเริงเช่นนั้น”
“เช่นนั้นให้ข้านั่งเป็เพื่อเ้าดีหรือไม่”
เถียลาเผยยิ้มจางๆ บนใบหน้าก่อนเอนกายลงบนพื้นหญ้าอย่างสบายใจ
“ตามใจท่านเถอะ”
องค์หญิงเท่อน่ารีบล้มตัวลงนอนข้างๆ เขาจ้องมองใบหน้าของเขาพลางยิ้มอย่างพอใจ นางชักชวนตัวเขาพูดคุยเื่มากมายขณะที่เขาออกรบเสียงหัวเราะของชายหนุ่มและหญิงสาวดังไปทั่วบริเวณ
ขณะที่ทั้งสองดวงใจค่อยๆ ผลิบานด้วยดอกท้องามหลีเหยาก็เฝ้ามองคนทั้งคู่อยู่ในทุกการกระทำ นางเผยยิ้มอย่างพอใจออกมาก่อนหันหลังคิดกลับกระโจมของตน หลีเหยาก็ต้องใที่จู่ๆ องค์ชายเจ็ดก็โผล่มาด้านหลังของนาง หลีเหยาใตัวถอยคล้ายกำลังจะล้มลงเขาก็รีบคว้าร่างของนางเอาไว้ในอ้อมอกทั้งสองสบตาครู่ใหญ่ก่อนที่หลีเหยาจะผลักตัวออกด้วยเกรงว่าคนผู้อื่นจะมาเห็นเข้า
“ข้าไม่ได้ตั้งใจให้เ้าใ”
หลีเหยาก้มหน้าก้มตาไม่เอ่ยตอบทั้งยังจะเดินหนีกลับไปยังที่พักของตน