หลังจากที่กันต์พิมุกต์จากไป
นิภาและแม่ของเขาก็เริ่มสั่งอาหารและคุยกัน นิภาและแม่ดูสนิทกันมาก
เหมือนว่าเคมีของทั้งคู่จะตรงกัน
ในระหว่างที่พวกเขากินข้าว
รัฐภูมิก็ถามนิภาโดยตรงเพราะเขาอยากรู้: "ทำไมคุณถึงมาเป็ผู้ช่วยของผู้จัดการกวงครับ?"
รัฐภูมิมองสีหน้าที่เปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็วของนิภา
เธอลังเลไป่เวลาหนึ่งก่อนที่จะกลายเป็สีหน้าที่จริงจัง
นิภาอธิบายว่า: "ฉันอยากเข้าสู่วงการบันเทิง
แต่ครอบครัวฉันไม่เห็นด้วยและความสัมพันธ์กับครอบครัวก็ค่อนข้างที่จะไม่ดี
ต่อมาป้าของฉันบอกว่ามีงานเป็ผู้ช่วยผู้จัดการดาราหรือทีมปั้นนักแสดง
ฉันคิดว่าผู้ช่วยนั้นอยู่ใกล้วงการบันเทิงเพียงครึ่งนิดเดียวแล้วสักวันโอกาสอาจมาถึงฉัน"
รัฐภูมิยิ้มเล็กน้อย: "คุณมีแผนในอนาคตอย่างไร?"
นิภากล่าวอย่างจริงจัง: "วงการบันเทิงซับซ้อนเกิน
การติดตามผู้จัดการทำให้ฉันยังสามารถมองดาราที่ชอบได้บ้างในบางครั้ง
ตอนนี้ฉันพอใจกับงานนี้และยังไม่ได้คิดจะทำอะไรในอนาคต"
รัฐภูมิพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
เพราะนิภาเป็ญาติกับพี่อ้อย
เธอมีคนหนุนหลังที่ดีขนาดนี้ทำไมเธอถึงไม่ได้เป็ดาราหรือนักร้อง
แล้วตอนนี้นิภาดูเหมือนจะมีภารกิจที่ผู้จัดการให้คือการดูแลปาล์มมี่และบริษัทตั้งใจจะดันให้ดังอย่าสุดความสามารถ
สำหรับสถานการณ์ของปาล์มมี่เขารู้ได้อย่างแน่ชัดว่าการกลับมาจากเชียงใหม่ของเธอ
ครั้งนี้จะส่งผลใหญ่ในบริษัทอย่างแน่นอน
ในตอนแรกนั้นรัฐภูมิคิดว่า
เพราะเธอไม่มีเพลงดีๆ ถ้าเธอไม่มีเขาจะเอาเพลงจากอีกโลกมาให้
เป็การตอบแทนที่ช่วยดูแลแม่เขาเป็อย่างดี
รัฐภูมิบอกกับนิภาถึงความ้าที่แท้จริงของเขา
"ผม้าเป็นักร้องนำของกลุ่ม
เนื่องจากวรเวชจะไม่อยู่แล้ว
นิภาคิดสักพักก่อนที่จะตอบตามความรู้สึกลึก
ๆ ของเธอ : "พวกเรารู้ว่าพันกรแย่งตำแหน่งของวรเวชไป
แต่อริยะไม่รู้ดังนั้นในความคิดของเขา เขาคงคิดว่าผู้จัดการเป็คนตัดสินใจ
กลับสู่ความเป็จริงผู้จัดการเล็กนั้นอำนาจมากกว่าผู้จัดการกวงเขา้าให้พันกรได้เป็แกนนำ
และคงต้องได้เป็แน่ๆ ดังนั้นมันก็ดูสมเหตุสมผลสำหรับคนนอก
ที่ยังไม่รู้ว่าคุณมีเพลงทีเด็ดอยู่ ถ้าพวกเขารู้คุณอาจจะไม่โอกาสได้ร้อง"
รัฐภูมิไม่อยากจะเชื่อเลยว่าอีกฝ่ายจะพูดคำที่สมเหตุสมผลเช่นนี้ได้
อยู่ดีๆ เธอก็ดูฉลาดกว่าที่เขาคิด
นิภาพูดต่อ “ฉันแตกต่างจากคุณ
ฉันเป็คนที่ี้เีคิด ส่วนคุณกับผู้จัดการคิดมากจนเกินไป
ยิ่งคนในบริษัทนี้ต่างถูกผลักดันด้วยความโลภ”
เมื่อเห็นการแสดงออกที่แปลกประหลาดของ รัฐภูมิ นิภาก็ยิ้มและกล่าวเสริมว่า:
“ความจริงแล้ว, การเป็หัวหน้ามันก็แค่ภาพลวงตัว
ถ้าคุณทำเพลงของคุณเพิ่มซัก4-5 เพลงคุณก็ไม่ต้องอยู่ในวงนี้แล้วจริงไหม?”
รัฐภูมิคิดตามสิ่งที่นิภาพูด
ผู้คนต่างไล่ตามชื่อเสียงและทรัพย์สินเพื่อชีวิตตนเอง
เ้าของร่างคนเก่าของเขา้าเพียงชื่อเสียงเงินทอง
เขาจะทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดเพื่อโด่งดังให้ได้
แต่ไม่สามารถไปถึงเป้าหมายสูงสุดของเขาได้
ส่วนตัวเขาที่มาแทนที่กลับมีไพ่ตายที่ไม่ต้องพยายาม เขาทำได้เพียงถอนหายใจเบา ๆ :
"เ้าของร่างคนเก่า อาจไม่เคยพยายามเลยก็ได้มั้ง"
.........
มีเวลาสามสัปดาห์สำหรับศิลปินฝึกหัดในรายการที่
Line TC เป็คนจัด
มันเป็รายการที่คัดหาไอดอล ทั้ง 9
คนเพื่อปั้นให้เป็ดารา
พวกเขาแต่ละคนจะต้องมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อที่เหล่าผู้ชมจะได้จดจำพวกเขาได้
การร้องเพลงของคนที่ดังอยู่แล้วได้เปรียบกว่าการร้องเพลงที่แต่งเองเสมอ
ทั้งพันกรและอริยะได้รับคัดเลือกให้เป็เด็กฝึกหัดจากการแสดงความสามารถด้านการเต้น
ในรายการปัจจุบัน ทั้งพันกรและอริยะทำได้ดีมากในรายการเต้น ถ้าวัดจากทีมอื่นๆ
ของบริษัท
ทักษะการเต้นและการแสดงบนเวทีของทั้งคู่ทำได้ดี
การเต้นของรัฐภูมิไม่ได้แข็งแกร่งเป็พิเศษในหมู่เด็กฝึกหัดและหลังจากที่มีพันกรเข้ามาในทีม
ครูสอนเต้นก็ทำการจัดท่าทางการเต้นใหม่ ซึ่งทำให้มันยากขึ้นไปอีกขั้น
เพื่อไม่ให้ทั้งสองเกิดความต่างกันมากเกินไป
รัฐภูมิจึงไปที่คลาสเรียนเต้นเร็วขึ้นเพื่อเพิ่มทักษะการเต้นของเขา
จากทักษะการเต้นแค่ 2 ตอนนี้ขึ้นมาถึง 4 แล้วเป็ผลมาจากการทำเควสประจำวันและการฝึกอย่างหนักของเขาเอง
การร้องของพันกรและอริยะนั้นมีความธรรมดามาก
ทั้งคู่ร้องเสียงสูงไม่ได้ พลังเสียงไม่พอ เลยทำให้เสียงมักจะแตก
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในการร้องของ "ศิลปินฝึกหัด"
เพลงนี้ได้รับการปรับเปลี่ยนคนร้องอยู่ตลอดเวลา
ในตอนท้ายรัฐภูมิพบว่าเขาต้องร้องเพลงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของเนื้อเพลงทั้งหมด
แต่ก็เป็ผลดีอีกเช่นกันทำให้ทักษะร้องเพลงของเขาพุ่งขึ้นไปถึงขั้น 8 แล้ว
ตารางการซ้อมประจำวันของรัฐภูมิเป็แบบนี้เสมอ:
เริ่มซ้อมเต้น 7-8.45
เริ่มฟิตเนส 9 ถึง
11 ฟิตเนส
ั้แ่บ่ายถึงเย็นเขาจะเริ่มซ้อมเต้นสามคนจนถึงห้าโมงเย็น
และเริ่มร้องเพลงต่อทันทีจนถึงหนึ่งทุ่ม
หลังจากนั้นเขาจะฝึกตาร์จนถึงสี่ทุ่ม
เขาฝึกหนักราวกับหุ่นยนต์
ค่าพลังทุกด้านเข้าเพิ่มอย่างรวดเร็วในตอนนี้
นายรัฐภูมิ ระดับศิลปินฝึกหัด ขั้นที่ 8 (เต็ม 10)
ทักษะการแสดง 3
ทักษะร้องเพลง 8
ทักษะการเต้น 4
ทักษะการเล่นเครื่องดนตรี 4
เป็ค่าพลังที่เด็กฝึกหัดทั่วไปควรจะมี
ยกเว้นการร้องเพลงที่เขาน่าจะนำหน้าเด็กฝึกทั่วไป ส่วนการแสดงอย่าไปพูดถึง
ใน่เวลาดังกล่าว
ผู้จัดการมีการติดต่อผ่านทางโทรศัพท์กับรัฐภูมิเท่านั้น
เขาไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับการเลือกพันกรเป็หัวหน้า
เขาบอกให้รัฐภูมิฝึกอย่างหนักกับครูสอนเต้นและร้องเพลง
............
ยังคงห่างจากงาน "Artist
Trainee " ที่บริษัทน้ำดื่มยอดนิยมสนับสนุนอยู่และถ่ายทอดผ่านทาง
Line TC
ใน่ฝึกสองสัปดาห์กับพันกรเขาพบว่าความสามารถในการแสดงของเขาสูงมาก
เขาสามารถเซ็นสัญญากับบริษัทและค่ายหนังได้ ก็เป็เครื่องยืนยันแล้วว่าเขาเก่ง
เขาเป็คนสนุกสนานและคุยสนุกมันเป็เื่ยากที่จะเกลียดคนแบบนี้
เวลาเต้นพันกรมักจะสอนทักษะง่ายๆ
บางอย่างให้กับเขา แน่นอนเพื่อให้ไม่เป็การติดค้างเขามักจะบอกเื่การร้องเพลงที่เป็จุดด้อยของพันกรคืนให้
ซึ่งเ้าตัวก็รู้ว่าเขามีจุดอ่อนด้านนี้มาก
ด้วยความสัมพันธ์แบบนี้กับพันกรทำให้รัฐภูมิรู้สึกชื่นชมพันกรมากขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น, รัฐภูมิจึงตัดสินใจว่าเขาจะทานอาหารกับพันกรตอนเที่ยงของทุกวัน
ท้ายที่สุดเขาอาจต้องออกอัลบั้มกับพันกรในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็ได้
แต่เขาก็ต้องจำไว้ว่าเหตุการณ์ของวรเวชไว้คอยเตือนตัวเองว่า
พันกรสามารถทำทุกอย่างเพื่อให้เขากลายเป็สตาร์ได้
เขาต้องเตือนตัวเองเสมอๆ
ถ้าเขาไม่ระวังอาจกลายเป็เขาเองที่เป็เหยื่อคนใหม่
เขาเขียนลงสมุดบันทึกเพื่อคอยเตือนตัวเองว่า
"อย่าประมาท"
เมื่อรับประทานอาหารด้วยกันทุกวัน
เพื่อหลีกเลี่ยงการกระตุ้นพันกร รัฐภูมิจงใจไม่พูดถึงการฝึกต่างๆ
ไม่งั้นเขาจะหงุดหงิด
แต่ทุกคนก็ยังััได้ถึงความหงุดหงิดของรัฐภูมิ
และเดาได้ว่าเขาอาจอยากเป็หัวหน้าทีม
ยังมีเวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่ "Artist
Trainee" จะเริ่ม
เมื่อเขาอยู่คนเดียวในห้องซ้อม
อริยะก็เดินเข้ามาใกล้เขา
รัฐภูมิถูกถามคำถามกดดันให้ตอบ:
"รัฐภูมิคุณยังคิดที่จะเป็หัวหน้าทีมอยู่หรือเปล่า?"
รัฐภูมิลังเล, และพยักหน้าตอบรับในที่สุด
อริยะขมวดคิ้วและพูดว่า "คุณไม่พอใจอะไรพันกรหรือเปล่า"
รัฐภูมิบอกสิ่งที่เขาสนใจ:
"ทุกคนมักจะมีความฝัน
ความฝันอย่างหนึ่งของผมคือการหัวหน้าทีม"
อริยะฟังอย่างตั้งใจก่อนกล่าวอะไรบางอย่าง: "คุณคิดอย่างนั้นไม่ได้รัฐภูมิ
ถ้าคุณเป็หัวหน้าทีม แฟนคลับของพันกรจะเหยียบจนคุณไม่มีโอกาสได้ขึ้นมาอีก"
รัฐภูมิรับฟังและกล่าวว่า "ขอบคุณ,
ผมจะพิจารณาสิ่งที่คุณพูด"
อริยะเสริมว่า "เหตุการณ์ต่างๆของทีมเรามีผู้ใหญ่เป็คนจัดการทั้งนั้น ทำอะไรต้องระวังให้มากเอาไว้"
เขาชะงักไปนิดหนึ่ง
เพราะเขาก็รู้สึกว่าอริยะไม่ได้เป็แบบที่เขาคิด หมอนี่รู้ทุกอย่างแม้แต่เื่วรเวชก็อาจจะรู้ด้วย
แค่เขาแกล้งทำตัวเป็แบบนี้ หมอนี่คือหมาป่าในคราบลูกแกะ
เขาควรจดชื่ออริยะเป็บุคคลอันตรายต่ออาชีพเขาอีกคนหรือเปล่านะ
ขณะที่เขาคิดเื่นี้อยู่
เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
นิภาเป็ผู้โทรเข้ามาและบอกบางอย่างกับเขา
: “ผู้จัดการจะกลับมาพรุ่งนี้เช้า”