เมื่อไม่มีคนนอกอยู่แล้วจิ่นฮวาและมารดาผู้มีธาตุพฤกษา ได้ช่วยกันหล่อเลี้ยงผักทั้งหมดที่ปลูกไว้ประมาณ 2 หมู่ กู้ชิงชิงมีพลังระดับปฐีขั้นเจ็ดสามารถหล่อเลี้ยงพืชิญญาได้เช่นกัน พลังของนางนั่นถือว่าไม่ด้อยแต่ก่อนหน้านี้นางมีเื่กระทบจิตใจมากเกินไป ตอนครอบครัวถูกนำมาทิ้งนางจึงไม่อาจดิ้นรนขัดขืน
จิ่นฮวาและมารดาช่วยกันใช้พลังหล่อเลี้ยงพืชผักจนเริ่มมีใบอ่อนงอกขึ้นมาจากพื้นดินแล้ว กว่าจะเสร็จก็แทบไม่เหลือพลัง เหน็ดเหนื่อยกว่าการหล่อเลี้ยงสมุนไพริญญาแปลงเล็กๆ หลายเท่า
หลังจากกินข้าวเสร็จจิ่นฮวาจึงนั่งสมาธิรวบรวมปราณหนึ่งชั่วยามแล้วจึงเข้านอน ‘ถ้าปลูกผักมากกว่านี้คงไม่ไหว แค่นี้ก็แทบหมดแรงแล้ว จะทำยังไงดีนะ’ นางครุ่นคิดก่อนจะผล็อยหลับไป
ตำราทั้งสี่เล่มวางอยู่บนโต๊ะข้างหัวนอน นางยังไม่ได้เอาไปเก็บไว้ที่ห้องตำรา เมื่อนางหลับไปตำราเล่มหนึ่งก็ส่องแสงสีทองออกมา “นายหญิง นายหญิงขอรับ” เสียชายหนุ่มดังขึ้นที่ข้างหูของจิ่นฮวาตอนแรกนางคิดว่าฝันไปจึงไม่ให้ความสนใจแล้วนอนต่อ
“นายหญิงขอรับ” เสียงดังกล่าวดังขึ้นอีก นางจึงสะดุ้งตื่น เห็นเสียงสีทองส่องออกมาจากตำราโบราณที่วางอยู่บนโต๊ะ นางจึงหยิบมาดู
“อักขระและค่ายกล” นางอ่านตัวอักษรบนปกแล้วแปลกใจ ว่านางไม่เคยเห็นตำราเล่มนี้
นางเปิดตำราขึ้น ก็เกิดแสงสว่างจ้าดึงนางเข้าไปในตำรา เมื่อนางลืมตาขึ้นมองไปรอบๆ บรรยากาศเหมือนอยู่ในหอสมุด มีชั้นวางหนังสือเรียงกันเป็รูปครึ่งวงกลมด้านหนึ่ง อีกด้านเป็โต๊ะไม้เนื้อดีสำหรับนั่งอ่านตำรา
นางตั้งสติทบทวนอยู่ครู่หนึ่งว่านางมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร นางจำได้ว่า เปิดตำราแล้วมีแสงสว่างจ้า จากนั้น เมื่อลืมตานางก็มาอยู่ที่นี่แล้ว ‘ที่นี่ที่ไหนนะ และจะกลับไปอย่างไร’ นางคิดอย่างกังวล
“คารวะนายหญิงขอรับ” ภูติตัวน้อยบินมาโค้งคำนับต่อหน้าจิ่นฮวา
นางใเล็กน้อยที่จู่ๆ ภูติน้อยก็โผล่มา จากนั้นนางจ้องมองสำรวจ ภูติตนนี้มีรูปร่างเหมือนชายหนุ่มที่ทรงภูมิ แต่งตัวเหมือนบัณฑิต แต่มีปีกสีทองด้านหลังที่มีลักษณะคล้ายตำราเล่มหนึ่ง
“เอ่อ เ้า เหตุใดจึงเรียกข้าว่านายหญิง แล้วข้าอยู่ที่ใดกันแน่” นางเอ่ยถามอย่างสงสัย
“นายหญิงที่นี่คือมิติในตำราที่ท่านซื้อมาจากร้านขายตำราจำได้หรือไม่” ภูมิน้อยกล่าวแล้วเว้นจังหวะให้นางนึกทบทวน
“ข้าซื้อตำราแปลกๆ มาเล่มหนึ่งจริงๆ” นางพยักหน้ารับเมื่อนึกถึงตำราที่ไม่มีชื่อที่ปก
“นายหญิงได้หยดเืทำพันธสัญญากับตำราเล่มนี้แล้ว ข้าต้องใช้เวลาสักพักเพื่อดูดซับพลัง จึงพานายหญิงเข้ามาที่นี่ได้ขอรับ” ภูติหนุ่มอธิบาย
“เอ๋ ที่ข้าทำเืกระเด็นไปโดนตำราคราวนั้นเหรอ ข้าทำพันธสัญญาไปโดนไม่รู้ตัวหรือนี่” นางกล่าวอย่างนึกขึ้นได้
ภูติหนุ่ม นามว่า “จิ้นซื่อ” ที่แปลว่านักปราชญ์ เขาเล่าว่ามิติแห่งนี้คือหอเก็บตำราเกี่ยวกับอักขระ และค่ายกล ผู้ที่สามารถเปิดมิติเข้ามาที่นี่ได้มีเพียงผู้ที่ทำพันธสัญญาเท่านั้น ก่อนที่เ้านายเก่าจะจากไป เขาได้ผนึกหอตำรานี้ไว้บนปีกรูปตำราที่หลังของจิ้นซื่อ และผนึกจิ้นซื่อให้กลายเป็ตำราเก่าๆ รอผู้มีวาสนาได้มานับหมื่นปี เมื่อนางหยดเืทำพันธสัญญา จิ้นซื่อจึงต้องใช้เวลาระยะหนึ่งฟื้นฟูพลัง เพื่อกลับคืนสู่รูปลักษณ์เดิม
“เ้าเฝ้ารอมานับหมื่นปี เหงามากหรือไม่ ต่อจากนี้เ้ามาเป็ครอบครัวข้า จะไม่เหงาอีกต่อไป” นางมองจิ้นซื่ออย่างอาทร
“ขอบคุณขอรับนายหญิง” ภูติหนุ่มตอบอย่างซาบซึ้งใจ
“ถ้าออกไป ข้าจะแนะนำบิดามารดาและน้องชายให้เ้ารู้จัก และยังมีภูติน้อยเยว่เอ๋อร์อีกด้วย ต่อไปทุกคนจะเป็ครอบครัวเดียวกัน” จิ่นฮวาเอ่ยอย่างยิ้มแย้มมีความสุข
“หากข้า้าศึกษาตำราที่นี่ต้องทำเช่นไร ตำรามากมายขนาดนี้” นางถาม เพราะถ้าให้ค้นทีละเล่มคงเสียเวลามาก
“แจ้งแก่ข้าว่าท่านสนใจเื่ใด ข้าจะนำมาให้ขอรับ “จิ้นซื่อกล่าวอย่างภูมิใจนำเสนอ
นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงเอ่ยถามจิ้นซื่อ “ตอนนี้ข้ากำลังปลูกพืชิญญา มีวิธีอะไรหรือไม่ที่จะทำให้พื้นที่เพาะปลูกมีพลังิญญาเข้มข้น ที่พืชผักเ่าั้สามารถดูดซับได้” นางลองถามดู
จิ้นซื่อบินไปที่ชั้นวางตำรา หยิบตำรามาให้นางสองเล่ม
“นายหญิงจะต้องเรียนรู้วิธีเขียนอักขระก่อนขอรับ นี่เป็ตำราอักขระเบื้องต้น ส่วนนี่คือตำราค่ายกล มีวิธีสร้างค่ายกลเสริมพลังิญญาหลายรูปแบบ ท่านลองศึกษาดู ข้าจะช่วยแนะนำท่านในการฝึกฝน” ภูติหนุ่มกล่าวอย่างจริงจัง
จินฮวาจึงเริ่มศึกษาอักขระรูปแบบต่างๆ ก่อน โดยฝึกวาดในกระดาษ และมีจิ้นซื่อคอยแนะนำการเขียนที่ถูกต้อง
ฝึกอยู่สองชั่วยามควรได้เวลากลับออกไปข้างนอกแล้ว จิ้นซื่อจึงส่งนางออกไป
จิ่นฮวาปรากฏตัวที่ห้องของตนอีกครั้งพร้อมมีจิ้นซื่อบินอยู่ข้างๆ
“ดึกมากแล้ว เ้าก็พักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะแนะนำทุกคนให้รู้จัก” จิ่นฮวากล่าว แล้วเตรียมเข้านอน
“ขอรับนายหญิง” จิ้นซื่อพยักหน้ารับแล้วบินไปพักผ่อนบนกองหนังสือบนโต๊ะ ที่ตอนนี้เหลือ 3 เล่มแล้ว
ตอนเช้า จิ่นฮวาแนะนำจิ้นซื่อให้ทุกคนรู้จัก คนแรกที่ได้เจอคือเยว่เอ๋อร์ที่พักผ่อนบนต้นแสงจันทร์ในกระถางหน้าเรือน นางดีใจมากที่จะได้มีสหายเพิ่ม จึงชวนคุยถามไถ่จิ้นซื่อไปตลอดทาง
เมื่อมาถึงเรือนของบิดามารดา นางจึงเล่าทุกอย่างให้พวกท่านฟัง และกินมื้อเช้ากันอย่างมีความสุข
จากนั้นทุกคนก็พากันไปดูแลสวนผัก
“ยังดีที่วันนี้ผักในแปลงงอกแล้ว ไม่ต้องใช้พลังมากเหมือนเมื่อวาน” กู้ชิงชิง กล่าวกับบุตรสาวเมื่อใช้พลังหล่อเลี้ยงต้นผักแปลงสุดท้ายเสร็จ
“เ้าค่ะท่านแม่ ข้ากำลังหาวิธี สำหรับเื่นี้อยู่ ตอนนี้คงต้องอดทนไปก่อนเ้าค่ะ” จิ่นฮวากล่าวบอกมารดา
เมื่อพักฟื้นฟูพลังสักครู่ ก็แยกย้ายกันไปทำเื่ของตนเอง บิดาสอนน้องชายคัดอักษร มารดาทำความสะอาดบ้าน ส่วนนางและภูติทั้งสอง กลับเรือนไปที่ห้องตำรา เพื่อฝึกฝนอักขระให้ชำนาญ
ผ่านไปครึ่งเดือนนางสามารถจดจำอักขระพื้นฐานทั้งหมดได้แล้ว จึงฝึกใช้พลังปราณในการวาดวงแหวนอักขระ นางต้องใช้สมาธิเพื่อควบคุมพลังปราณที่ปลายนิ้วชี้ ให้ปริมาณพลังที่ส่งออกมาคงที่แล้ววาดวงแหวนอักขระขึ้นมากลางอากาศ นางพยายามหลายครั้งโดยมีจิ้นซื่อคอยแนะนำ และ เยว่เอ๋อร์คอยให้กำลังใจ
นางวาดวงแหวนได้เกือบสมบูรณ์แล้วแต่ก่อนจะสำเร็จนางเสียสมาธิ วงแหวนจึงสลายไป
“เห้อ พลาดอีกแล้ว” จิ่นฮวาอดบ่นออกมาไม่ได้นางฝึกมา 2 วันแล้วแต่ยังไม่สำเร็จ
“อีกนิดเดียวเ้าค่ะนายหญิง อย่าพึ่งท้อนะเ้าคะ” เยว่เอ๋อร์ให้กำลังใจ
“ตั้งสมาธิเพิ่มพลังตอนเขียนอักขระสองตัวสุดท้ายอีกหน่อย ก็สมบูรณ์แล้วขอรับนายหญิง” จิ้นซื่อชี้ให้ดูสองตัวสุดท้ายในกระดาษที่นางวาดไว้ก่อนหน้านี้
“ลองใหม่นะขอรับ หากนายหญิงเข้าใจหลักการของมันแล้วครั้งต่อไป จะง่ายขึ้นขอรับ” จิ้นซื่อกล่าว
“ได้ มาลองกันใหม่ข้าก็รู้สึกว่า ใกล้จะได้แล้ว” นางฮึดสู้อีกครั้ง
นางตั้งสมาธิวาดอักขระในอากาศอีกครั้ง อย่างตั้งใจ ส่งพลังเข้าไปอย่างสม่ำเสมอ ในที่สุดก็วาดเสร็จสมบูรณ์ วงแหวนอักขระส่องแสงสว่างขึ้น ลอยอยู่บนอากาศ ตรงหน้านาง
“สำเร็จแล้ว” จิ่นฮวากล่าวพร้อมยิ้มกว้าง
“นายหญิงลองประทับอักขระที่ถ้วยชานี่ขอรับ” จิ้นซื่อชี้ไปที่ถ้วยชาที่วางบนโต๊ะ
นางควบคุมพลังเครื่อนย้ายอักขระไปประทับไว้บนถ้วยชา วงแหวนอักขระสว่างวาบอีกครั้งแล้วจางหายไปบนถ้วยชา
จิ่นฮวาหยิบถ้วยชาขึ้นมาดู ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง นางลองปาถ้วยชาลงที่พื้น ปรากฏว่าถ้ายชาไม่แตก
นางทดลองนำถ้วยชาอีกใบที่ไม่ได้ประทับอักขระปาลงพื้น ถ้วยชาแตกละเอียด นางดีใจมาก
“อักขระคงทน ใช้งานได้จริงๆ ด้วย” นางเอ่ยกับภูติทั้งสองอย่างยินดี
“ยินดีด้วยขอรับ/ยินดีด้วยเ้าค่ะ” ภูติทั้งสองเอ่ยพร้อมกัน
หลังจากนั้นนางก็ฝึกฝนอักขระอีกหลายรูปแบบจนชำนาญ แล้วจึงเริ่มศึกษาเื่ค่ายกลอย่างจริงจัง