บทที่ หนึ่งร้อยหก
แดดยามเช้ายังอ่อนจางลงบนกระเบื้องมุงหลังคาของตำหนักฟู่ตงแสงสะท้อนที่ลอดเข้ามาผ่านช่องหน้าต่างไม้แกะลายเปล่งประกายวิบวับบนพื้นหินขัดสีอ่อนเย็นเฉียบราวกำลังบ่งบอกว่าในวังหลังยังมีตำหนักหนึ่งที่เพิ่งถูกปลุกสร้างขึ้นใหม่ได้ไม่นาน
ในเรือนชั้นในเสี่ยวเฟินนั่งสงบอยู่ริมหน้าต่างดวงตาทอดมองทะลุม่านโปร่งบางไปยังท้องฟ้าเหนือยอดเรือนตำหนักอื่นไกลลิบ สายลมพัดพาเอากลิ่นชาหอมและกลีบดอกเหลียนเฉียวสีเหลืองทองร่วงผ่านกรอบไม้ลงบนพื้น
ผ่านมาแล้วหลายวันนับตั้งแต่วันที่ฮ่องเต้หันหลังให้แล้วจากไปหลายวัน..ที่เงาร่างนั้นไม่เคยปรากฏอีกเลย
ตลอดระยะเวลานั้นตำแหน่ง “เหอผิน” ถูกแต่งตั้งอย่างเป็นทางการมีราชโองการประกาศทั่ววังหลัง เสมือนเป็นสนมฝ่ายในอีกคนหนึ่งของฮ่องเต้กินอยู่หลับนอนมีข้าหลวงนางกำนัลรับใช้ครบถ้วน หากแต่ทุกสิ่งกลับเหมือนกรงทอง
สถานที่ที่นางไม่อาจออกไปที่ใดได้แม้แต่ก้าวเดียวจะก้าวเท้าออกจากตำหนักเพื่อไปยังท้องพระโรงที่เขาอยู่ก็มีคนขวางจะส่งของก็ไม่ทราบว่าถึงปลายทางหรือไม่ จะฝืนแปรเปลี่ยนร่างกลับเป็นปีศาจกาแล้วบินหนีออกไปก็กลับทำไม่ได้เสียอย่างนั้น
เสี่ยวเฟินหลุบตามองฝ่ามือตนเองผิวเรียบเนียนเย็นเฉียบ ไม่มีประกายพลัง ไม่มีแววเรืองใดของอาคมแห่งสายเลือดนางเคยฝึกมาอย่างหนักจึงมั่นใจว่าควรสามารถเปลี่ยนร่างได้ในยามจำเป็นแต่เวลานี้กลับไร้สิ้นทุกสัมผัสต่อพลัง
“หรือว่านี่คือสิ่งที่ท่านอาจารย์เคยเตือน..”
ในห้วงความทรงจำเก่าก่อนก่อนออกจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์มาโลกมนุษย์ อาจารย์ผู้เฒ่าผู้นั้นเคยกล่าวไว้ชัดเจน “หากเจ้าเลือกใช้ร่างมนุษย์เข้าสู่แดนใต้จะต้องระวัง เมื่อย่างเข้าสู่เขตแห่งมนุษย์ พลังแห่งปีศาจจะถูกสะกดได้หากถูกผู้อื่นล่วงรู้ตัวตน ผู้นั้นอาจจะจำกัดพลังเจ้าและไม่สามารถกลับคืนร่างไม่ได้”
แต่ตอนนั้นนางมิได้ใส่ใจมากนักใครจะคิดว่าคำเตือนเพียงประโยควันนั้นจะกลับกลายเป็นกำแพงใหญ่ที่ขังนางไว้เช่นนี้
เสี่ยวเฟินหันไปมองกลุ่มนางกำนัลทั้งสี่คนที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเสาพวกนางไม่ค่อยเอ่ยคำกับนาง แต่ทุกย่างก้าวของตนในตำหนักนี้ล้วนอยู่ภายใต้สายตาของทั้งสี่ไม่พลาดแม้ก้าวเดียว
นางตัดสินใจเอ่ยถาม“ข้าจะต้องทำอย่างไร..ถึงจะได้พบฮ่องเต้?” เสียงของนางฟังดูปกติ แต่หากฟังดีๆจะสัมผัสได้ถึงความอัดอั้นที่อัดแน่นอยู่ในทุกถ้อยคำ
หญิงสาวคนหนึ่งลุกขึ้นก้าวเข้ามาด้านหน้าก่อนตอบเสียงนิ่ง “ฝ่าบาทมิได้เสด็จตำหนักในมานานแล้ว”
“ตั้งแต่เมื่อใด?” เสี่ยวเฟินขมวดคิ้ว
“นับตั้งแต่พระโอรสประสูติ..ก็ไม่เคยเสด็จตำหนักฝ่ายในอีกเลย”
นางฟังคำบอกเล่านั้นนิ่งๆอย่างไม่ค่อยจะเข้าใจ “แล้วเกี่ยวอย่างไร..”
จากนั้นหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเติมคำขึ้นต่อเสียงเรียบ“ก่อนขึ้นครองราชย์ ฝ่าบาทมีชายาเอก..ซึ่งปัจจุบันคือฮองเฮาแต่ไม่ทรงโปรดปรานฮองเฮาเลยแม้แต่น้อย”
หญิงอีกคนเอ่ยขึ้น“หลังจากนั้นก็มีหญิงงามส่งมาบรรณาการตอนพระองค์ขึ้นครองราชย์พระองค์แต่งตั้งเป็นเหลียงเฟยกับเต๋อเฟยตามลำดับ” ท่าทางของพวกนางทั้งสี่คล้ายชื่นชอบการบอกเล่าสิ่งเหล่านี้พวกนางเหมือนพูดคุยเรื่องทั่วไป ไม่ใช่เรื่องของผู้เป็นนายอีก ทั้งเริ่มหันเข้าหากันสนทนาไปยิ้มไป
“หากแต่หญิงที่ให้กำเนิดโอรสคนแรกกลับเป็นซูผิน..อนุชายาที่อยู่กับฝ่าบาทมาตั้งแต่ยังทรงเป็นองค์ชาย”
อีกคนต่อเนื่อง“แต่น่าเสียดายที่ซูผินให้กำเนิดเพียงพระธิดา..ฝ่าบาทจึงทรงให้ไปหาสองพระชายาแต่เป็นเหลียงเฟยที่ให้กำเนิดองค์ชายก่อนเต๋อเฟย หลังองค์ชายประสูติจากนั้นพระองค์ก็ไม่ได้เสด็จเยี่ยมตำหนักฝ่ายในอีกเลย”
เสี่ยวเฟินรับฟังเงียบๆข้อมูลใหม่แต่ละคำประหนึ่งเข็มที่คอยทิ่มแทงให้รู้ว่าที่นี่มิใช่สถานที่ของความรักเขามีภรรยาและไม่ใส่ใจพวกนางเท่าไร..
ครู่หนึ่งนางจึงเอ่ยถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสงสัย“แต่พวกเจ้าบอกว่าข้าก็เป็นสนมไม่ใช่หรือ เช่นนั้นข้าก็เป็น..ภรรยาอีกคนแล้วทำไมถึงไปหาเขาไม่ได้?”
คำถามนั้นทำให้ความเงียบปกคลุมตำหนักอีกครั้งหญิงสาวทั้งสี่แลสบตากัน ราวลังเลว่าจะตอบอย่างไร
เสี่ยวเฟินรู้ว่าทั้งสี่นางที่มักไม่พูดจากับนางก็มีเหตุผลดูคล้ายอ่อนน้อมเรียบร้อยแท้จริงแล้วมิใช่นางกำนัลเพื่อปรบนิบัติสี่คนนี้คือคนที่ไทเฮาส่งมาโดยตรงเพื่อคุมเสียตัวนางเสียมากกว่ามากกว่า
เสี่ยวเฟินจำชื่อพวกนางได้ฟางหลิงเป็นผู้นำจากทั้งสี่ ที่เหลือคือซ่านซิ่น อิ๋นซาน หยวนหลัว
คราวนี้กลับเป็นฟางหลิงที่ก้าวออกมาตอบ“แม่นาง..คิดว่าง่ายนักหรือที่จะพบฮ่องเต้” น้ำเสียงยังคงอ่อนโยนหากแต่เยาะเย้ยอยู่ในที“แต่แรกฝ่าบาทก็ไม่เคยใส่พระทัยเจ้าอยู่แล้วอีกอย่างเจ้าไม่ได้แต่งเข้ามาจากตระกูลใด ไม่ได้มีพิธีอะไร จะหวังว่าเข้าเฝ้าได้ตามใจเช่นคนธรรมดาได้อย่างไรอยู่ที่นี่ได้ก็เพราะนักพรตไท่อี้ออกวาจาเท่านั้น”
คำพูดนั้นฟังผิวเผินก็เรียบง่ายแต่กลับตัดหวังนางทั้งมวล เสี่ยวเฟินถอนหายใจช้าๆ ดวงตาหรี่ลง อุตส่าห์ได้พบแล้ว..แต่เหตุใดยิ่งลำบากนัก
ในยามบ่ายที่แดดยังไม่อ่อนลงมากนักม่านโปร่งผืนบางที่ปักลายดอกไม้มงคลถูกลมฤดูร้อนพัดไหวเบา ในตำหนักฉือหนิง..สถานที่เป็นเรือนประทับของไทเฮามารดาแห่งผู้ครองบัลลังก์ผู้ยิ่งใหญ่
ปลายนิ้วเรียวของไทเฮาที่ประดับด้วยแหวนหยกขาวลูบเบาๆที่ขอบถ้วยชาดวงตาเรียวยาวทอดมองไปยังร่างของชายชราในอาภรณ์นักพรตสีเทาหม่นที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแววตานางลึกล้ำ
“ตอนนี้..เหอผินก็ย้ายไปอยู่ตำหนักฟู่ตงพักหนึ่งแล้วท่านแน่ใจว่าเพียงพอ?”เสียงของไทเฮานุ่มทุ้มแต่เจือแววสั่งการก่อนเอ่ยต่อ“ตำหนักฟู่ตงนั้นใกล้ตำหนักเฉียนชิงก็จริงอยู่ใกล้กว่าตำหนักของฮองเฮาเสียอีกแต่เจ้าคิดว่าใกล้พอหรือไม่?”
นักพรตไท่อี้ยกมือคารวะก่อนตอบด้วยท่าทีสงบนิ่ง“กระหม่อมตรวจดูเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะตำหนักฟู่ตงอยู่ในรัศมีที่เหมาะสมยิ่ง อยู่ในทิศซ้ายของตำหนักเฉียนชิงซึ่งเป็นตำแหน่งที่รับพลังฟ้าดินได้ดีเยี่ยมหากฝ่าบาทยังประทับตำหนักเฉียนชิงต่อไป ย่อมไม่เป็นปัญหาในการรับพลังต่อดวงชะตา”
พลางหยิบยันต์กระดาษบางสีเหลืองขึ้นมาแผ่นหนึ่งคลี่วางบนโต๊ะด้านหน้า สัญลักษณ์ลายมือหยาบบนกระดาษสะท้อนแสงเบาในเงาธรรมชาติ “แต่หากพระองค์กังวลเรื่องระยะกระหม่อมเห็นว่าขอเพียงมีโอกาสให้ทั้งสองพบปะหรือไปมาหาสู่กันบ้างตามความเหมาะสมก็เพียงพอจะทำให้พลังไหลเวียนตามครรลองฟ้าดินได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ไทเฮาหัวเราะเบาๆสีหน้าเปื้อนรอยขำบางแฝงความเหนื่อยใจ “เรื่องนั้น..อาจจะยากเสียหน่อยฮ่องเต้มิใส่ใจวังหลังมานานแล้วนับแต่ขึ้นบัลลังก์ก็ไม่โปรดตำหนักฝ่ายในถ้าไม่ถูกข้ากำชับเรื่องทายาทป่านนี้คงยังไม่มีโอรสธิดาสักคนความคิดของฝ่าบาทมีแต่การศึก เรื่องแผ่นดิน และราชกิจเต็มหัว” มือเรียวที่วางอยู่บนพนักเก้าอี้ยกขึ้นแตะขมับเบาๆประหนึ่งคลายความเคร่งเครียดที่สุมในอกมาหลายปี
นักพรตไท่อี้ยังคงสงบนิ่งสีหน้าไม่เปลี่ยนดวงตาลึกคล้ายหยั่งเห็นใต้ชั้นเมฆ “นั่นเพราะลิขิตสวรรค์พ่ะย่ะค่ะฮ่องเต้ทรงมากด้วยบุญญาธิการ พลังชีวิตย่อมใหญ่กว่าปุถุชนทั่วไปหากมีพระนางช่วยเสริม หากปรารถนาให้เป็นผู้ครองแดนทั้งสิบให้ดำเนินไปตามครรลองจะยิ่งรุ่งโรจน์ หนุนดวงให้ยั่งยืนย่อมจำเป็นต้องเร่งสานพลังเสริม”
ไทเฮานิ่งเงียบไปพักหนึ่งจึงค่อยเอ่ย“ข้าทำทั้งหมดก็เพื่อเขาเพื่อให้เขามีอายุยืนยาวเหนือใคร เป็นจักรพรรดิที่เกรียงไกรที่สุดของแผ่นดินนี้..เพื่อให้ครองดินแดนเป็นหนึ่งเดียวตราบจนฟ้าแยกดินขาด” แววตานางแปรเปลี่ยนจากผู้เป็นแม่ที่เคยอบอุ่นกลับกลายเป็นสตรีผู้มุ่งมั่นไร้เทียมทาน
นักพรตไท่อี้ยกมือขึ้นประนมเล็กน้อยสีหน้าเคารพยิ่ง “พระนางจะสมปรารถนา” เพียงเสียงตอบสั้นๆ
ไทเฮาพยักหน้ารับ “แล้ว..เหอผินนางนั้นเล่าจะไม่กลายร่างกลับแล้วหนีไปก่อนใช่หรือไม่?” เสียงของไทเฮาฟังคล้ายเป็นห่วงแต่ลึกลงไปแล้วนั้นแฝงแววระแวดระวัง
ดวงตาคมเรียวหรี่ลงเล็กน้อยนักพรตไท่อี้แย้มยิ้มเพียงเบาๆ “กระหม่อมได้จัดวางยันต์สะกดไว้บนเส้นชีพของนางพร้อมเครื่องรางประจำตัว หากยังคงอาศัยในตำหนักฟู่ตงก็จะมิสามารถกลับร่างเดิมได้อีก จนกว่าเครื่องรางกดพลังจะถูกทำลายพ่ะย่ะค่ะ”
เขายกยันต์บางในมือขึ้นอีกครั้งก่อนเก็บเข้าชายแขนเสื้ออย่างเป็นระเบียบ“ขอเพียงสามร้อยวัน..พิธีต่อชะตาก็จะลุล่วงกระหม่อมรับรองด้วยเกียรติแห่งสำนัก” เสียงของชายสูงวัยหนักแน่นและเปี่ยมความมั่นใจ
“สามร้อยวัน..ข้าจะเฝ้าดู” นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบาๆเสียงกระเบื้องกระทบไม้ดังกังวานในความเงียบ
...
ราตรีคลี่คลุมทั่วทั้งวังหลวงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านพุ่มไม้ใหญ่ในอุทยานหลวงแลดูซีดเซียวและเงียบเหมือนผ้าดำคลุมร่างไร้วิญญาณเงาไม้โยกไหวไปตามสายลมทำให้พื้นทางเดินหินราวกับเป็นระลอกคลื่นของผืนทะเลสาบที่กำลังนิ่งรอพายุ
ใต้เงาเหล่านั้นร่างหนึ่งแทรกกายผ่านพุ่มไม้ ก้าวอย่างแผ่วเบาดั่งแมวกลางคืนเสี่ยวเฟินสวมชุดผ้าแพรบางสีหมอกเทา ผมยาวถูกรวบอย่างหลวมๆชายเสื้อคลุมด้านนอกสีมืดเพื่อพรางสายตายามนี้นางอยู่ห่างจากตำหนักฟู่ตงราวสองร้อยก้าวรอดจากสายตานางกำนัลผู้คุ้มทั้งสี่ที่หลับแล้วแอบปีนหน้าต่างด้านหลังออกมาอย่างยากลำบาก
นางย่อตัวตลอดทางหายใจแผ่วราวกับกลัวว่าลมหายใจตัวเองจะสะดุดสายลมยามค่ำ และส่งเสียงให้ผู้ใดได้ยินทางที่นางเดินเป็นทางระหว่างแนวไม้พุ่มและแผงกั้นหินเล็กๆที่มีไว้สำหรับประดับตกแต่งมากกว่าใช้สัญจร
"ไม่มีปีกบิน..ก็ต้องอ้อมทุกซอกทางเช่นนี้งั้นหรือ" นางบ่นพึมพำกับตนเองเบาๆ ความอึดอัดในใจแน่นขึงขึ้นทุกขณะระหว่างนั้นเอง เสี่ยวเฟินหยุดเท้าเมื่อเห็นเงาสิ่งหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้สูงมันเป็นนกขนาดเล็กสีเทาเข้มขนแซมลายขาวที่ปลายปีก
นางมองมันแล้วเอ่ยเสียงแผ่ว“เจ้าก็อยู่ในวังหรือ..พอจะรู้ทางไปตำหนักเฉียนชิงหรือไม่?” นกตัวนั้นจ้องตานางแล้วแหงนหน้าร้องเบาๆ
อีกด้านใต้เงาไม้ในอุทยานกวงเหิงฮ่องเต้เพิ่งเสร็จจากราชกิจ และยามนี้ก็เสด็จออกมาเดินเล่นเงียบๆเพื่อผ่อนคลายอารมณ์
พระองค์ทรงสวมฉลองพระองค์เรียบง่ายเป็นผ้าทอหยกดำปักลายพรรณไม้ทองร่างสูงสง่าราวภาพวาด บุคลิกนิ่งเย็นดั่งสายน้ำบนผาหินที่ไหลไม่เคยหยุดโดยขันทีติดตามอยู่เบื้องหลังครั้นเดินถึงระเบียงยาวที่ทอดเข้าสู่อุทยานก็เห็นร่างบางผู้หนึ่งกำลังทำท่าทางลับๆล่อๆ
ขันทีที่ติดตามเห็นก็รีบกระซิบ“จะให้ไปส่งนางกลับตำหนักหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” เพราะหวังไม่อยากให้นางมารบกวนผู้เป็นนาย
กวงเหิงฮ่องเต้เพียงโบกมือช้าๆแทนคำห้าม เสด็จตรงเข้าร่มไม้แล้วทอดพระเนตรดูจากระยะห่างเพราะต้องการจะรู้ว่านางมาทำอะไรข้างนอกดึกๆและดูเหมือนหญิงผู้นั้น..กำลังพูดกับนก?
พระองค์ขมวดพระขนงน้อยๆแต่ไม่เข้าไปปรากฏตัว หากแต่ค่อยๆ เดินตามอย่างเงียบเชียบ
เสี่ยวเฟินมิได้หยุดเพียงจุดเดียวนางหยุดคุยกับนกตัวหนึ่งแล้วก็เดินต่อ จากนั้นเจอนกอีกตัวนางก็หยุดเอ่ยคำกับมันอีก ก่อนจะตามทิศที่มันบินไป
ไม่รู้เพราะโชคชะตาหรือเวรกรรมเก่าพวกมันคล้ายจะพาให้หญิงสาวไปที่แห่งหนึ่งเขาไม่รู้ว่าที่ใดแต่ระยะห่างระหว่างตำหนักฟู่ตงกับตำหนักเฉียนชิงก็กำลังถูกนางย่อลงเรื่อยๆกวงเหิงฮ่องเต้ชำเลืองขันทีข้างกายแล้วเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าว่านางจะไปที่ใด”
ขันทีเงยหน้ามองตำหนักสูงใหญ่ที่ปรากฏปลายยอดเกือบสุดปลายทางก่อนตอบเสียงเบา “กระหม่อมคิดว่าน่าจะเป็นตำหนักเฉียนชิงพ่ะย่ะค่ะ”
ผู้เป็นนายพยักหน้าเล็กน้อย“เราก็คิดเช่นนั้น..แต่นางจะไปที่ตำหนักเฉียนชิงทำไมกัน?”
ขันทีแม้จะเกรงใจแต่ก็พูดออกมา“ย่อมต้องเพื่อพบพระองค์อยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
คำตอบนั้นเรียบง่ายแต่นำมาซึ่งความระแวงในแววพระเนตรในห้วงความคิดของพระองค์ย้อนกลับไปถึงตอนที่ตำหนักฉือหนิง..สตรีผู้นั้นเรียกตนว่าคุณชายใหญ่ทำเหมือนรู้จักกันมาเนิ่นนาน แต่เขากลับแน่ใจว่าไม่เคยเห็นนางมาก่อนเลยแม้สักคราเดียวหญิงผู้นั้นกำลังวางแผนอะไรอยู่หรือไม่ นี่เป็นอีกเล่ห์เหลี่ยมหนึ่งหรือ?
กวงเหิงฮ่องเต้ทรงหรี่ตาลงแล้วเอ่ยเสียงเย็น “ไปบอกคนให้พานางกลับตำหนักขังไว้ในห้องมืด พรุ่งนี้เราจะตัดสินลงโทษด้วยตนเอง”ส่วนตัวเองก็สะบัดแขนเสื้อเดินจากไป
เช้าวันถัดมาเมื่อแสงแดดอ่อนส่องมาถึงตำหนักฟู่ตง เสี่ยวเฟินในชุดผ้าแพรสีหม่นคุกเข่าอยู่กลางโถงบนใบหน้าแม้นจะยังมีรอยขัดใจ แต่เมื่อเห็นร่างสูงสง่าของกวงเหิงฮ่องเต้เสด็จเข้ามาสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันควันเป็นรอยยิ้มปลื้มปริ่ม
“คุณชะ..” นางจะเรียกออกมาแต่หยุดไว้เท่านั้นจากนั้นแค่แย้มยิ้มเท่านั้น
ฮ่องเต้ไม่ใส่ใจนางก้าวขึ้นนั่งบนเก้าอี้ชั้นสูงเบื้องหน้าแววตาเย็นยะเยือก “เจ้าแอบหนีออกจากตำหนักยามวิกาลเป็นความผิดชัดเจน!” พระองค์ปรายพระเนตรไปทางทหาร“ไปลากนางกำนัลเฝ้ายามเมื่อคืนมาต้องลงโทษโบยเสียให้หลาบจำ”
เสี่ยวเฟินเงยหน้าทันควันสีหน้าตื่นตกใจ “โบย? ท่านจะตีผู้อื่นหรือ? ตอนนี้ท่านโหดร้ายไปถึงเพียงนี้เชียวหรือ!” น้ำเสียงของนางสั่นอย่างไม่ปิดบัง ว่างแล้วก็ลุกขึ้นยืนชี้หน้าเขาดวงตาเบิกโต“เมื่อก่อน..ท่านจิตใจดี ยังช่วยชีวิตนกกาตัวหนึ่งไว้ได้เลยทำไมตอนนี้..กลับรังแกมนุษย์ด้วยกันเองเช่นนี้! ท่านช่างโหดเหี้ยม!”เสี่ยวเฟินกล่าวไม่ไว้หน้า น้ำเสียงบอกชัดว่าไม่พอใจ
นางกำนัลผู้คุ้มทั้งสี่จึงรีบพุ่งเข้ามาควบคุมตัวนางทันที “เหอผิน! หยุดวาจาเช่นนั้น เจ้ากำลังลบหลู่เบื้องสูง!”
แต่เสี่ยวเฟินกลับสะบัดพวกนางอย่างแรงแล้วกล่าวต่อเสียงดัง“ข้าไม่ได้กลัว! ข้าพูดในสิ่งที่เห็น!” สายตานางมองฮ่องเต้แน่วแน่จากเคยชื่นชมกลับกลายเป็นไม่พอใจ “ก็นางเหล่านั้นไม่ได้ทำอะไรผิด! จะลงโทษนางทำไม!” หญิงสาวเอ่ยพร้อมชี้ไปที่นางกำนัลเฝ้ายามที่คุกเข่าก้มตาตัวสั่นด้วยความกลัว
กวงเหิงฮ่องเต้ทอดพระเนตรนางนิ่งแล้วเอ่ยอย่างเฉียบขาด “เจ้ากล้ามากที่เอ่ยถ้อยคำเช่นนี้ต่อหน้าเรา เจ้ายังไม่สำนึกว่าทำผิด!”
“ข้าทำผิดอันใดหรือ?” เสี่ยวเฟินเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย “ข้าขโมยของใคร? ข้าทำร้ายใครหรือไม่? ข้าใส่ความใคร? ข้าแค่ออกไปเดินเล่นยามค่ำคืนเท่านั้น!”
พระองค์แค่นเสียง“หึ! แต่เรื่องนี้..ต้องมีผู้รับผิด” บุรุษต้องกำราบความพยศของนาง
เสี่ยวเฟินจ้องไปยังนางกำนัลที่คุกเข่าอยู่ด้านหลังคนที่ถูกกล่าวโทษว่าปล่อยให้นางหนีไปได้เมื่อคืน ใบหน้าของพวกนางซีดเผือดเสี่ยวเฟินจึงเงยหน้าขึ้นแล้วประกาศลั่น “แต่ไม่ควรเป็นพวกนาง!”
ผู้ครองบัลลังก์นิ่งไปครู่หนึ่ง“แล้วจะให้เราลงโทษใคร? เจ้าหรือ?”
หญิงสาวนิ่งไปอึดใจก่อนหันไปมองรอบตัวพอพบตัวนางกำนัลผู้คุมตัวทั้งสี่ก็เผยยิ้ม ชี้ไปยังนางกำนัลทั้งสี่คนนั้น “ลงโทษพวกนาง!”
บุรุษบนเก้าอี้เลิกพระขนงมอง“..เจ้าบอกไม่ให้ลงโทษนางกำนัลเล่านั้นแต่จะให้เราลงโทษอีกสี่คนแทน? หึๆเหอผิน..ไหนเจ้าว่าต้องมีเมตตานักมิใช่หรือ”
“แน่นอนว่าต้องมี..” เสี่ยวเฟินตอบกลับทันควัน “แต่นางผู้นั้นไม่เคยผิดกับข้า จะให้ข้าปล่อยให้ความอยุติธรรมเกิดขึ้นตรงหน้าได้อย่างไรแต่ส่วนพวกนางทั้งสี่ไม่ใช่ ข้าถูกขังที่นี่ ถูกสั่งห้ามสารพัดถูกจับอาบน้ำเหมือนถูกกดน้ำ จะให้คุกเข่าก็เตะขา พวกนางล้วนไม่เห็นข้ามีชีวิตฉะนั้นเมตตาก็ส่วนเมตตา แต่ความแค้นก็ส่วนความแค้น!”
คำพูดนั้นตรงเสียจนทั้งตำหนักเงียบงันกวงเหิงฮ่องเต้จ้องนางนานครู่ใหญ่อย่างประเมินหญิงสาวตรงหน้าไม่เหมือนคนที่หวังที่ประจบสอพลอเอ่ยถ้อยคำหวานหว่านล้อมให้ตนหลงใหล นางกล้าว่าเขาโหดเหี้ยมโดยไม่มีใครกล้าทำไม่เสแสร้งอ้อมค้อมเมตตาต่อหน้าลับหลังกล้าแทงให้ตาย
สุดท้ายพระองค์เอ่ยเสียงเรียบ“โบยนางกำนัลทั้งสี่แล้วส่งไปห้องซักล้าง”