ตำราทั้งสองเล่มคือตำราฝึกปราณและตำราสำหรับเทพโอสถฝึกหัดนั้นเองซิ่นหลิงได้หยิบตำราที่มีปกสีดำมันคือตำราฝึกปราณนั้นเองโดยวิชาที่มีอยู่ในตำราคือวิชานารีพิสุทธิเป็วิชาที่เหมาะสำหรับหญิงสาวที่มีธาตุไฟในตัวเมื่อฝึกสำเร็จจะช่วยให้ผู้ฝึกมีผิวพรรณดีขึ้นและเมื่อฝึกสำเร็จในขั้นที่ห้าจะทำให้คนผู้นั้นไม่แก่เฒ่าไปชั่วชีวิตส่วนวิชาที่สองคือบุปผาเพลิงเป็วิชาป้องกันตัวโดยมีการนำธาตุไฟออกมาสร้างเป็กำแพงรูปดอกบัวโดยถ้าฝึกสำเร็จในขั้นแรกดอกบัวจะมีกลีบสามกลีบและหากฝึกไปจนถึงขั้นที่เจ็ดดอกบัวจะมีกลีบทั้งหมดยี่สิบเอ็ดกลีบด้วยกันและวิชาที่สามคือกงเล็บเพลิงมีสามขั้นในการฝึกขั้นที่หนึ่งจะมีสามกงเล็บขั้นที่สองมีห้ากงเล็บและขั้นสุดท้ายคือขั้นที่สามมีเจ็ดกงเล็บโดยาแที่ได้รับจากการโจมตีของวิชานี้จะมีลักษณะคล้ายไฟไหม้มีรอยลึกเป็กงเล็บคล้ายถูกของมีคมบาดเมื่อซิ่นหลิงอ่านจบจึงมีความคิดว่าจะฝึกวิชานารีพิสุทธิก่อนเมื่อคิดได้ดังนั้นจึงเริ่มฝึกวิชาในทันที
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหกตอนนี้เวลาผ่านมาหกเดือนแล้วซิ่นหลิงได้ฝึกปราณอยู่ในขั้นผสานจิตแล้วซึ่งถือว่านางฝึกได้เร็วกว่าคนอื่นถึงสิบเท่าและตอนนี้นางก็ได้ฝึกวิชานารีพิสุทธิได้ถึงขั้นที่สองแล้วทำให้ตอนนี้ซิ่นหลิงมีผิวพรรณเปล่งปลั่งมากยิ่งขึ้น
“ฮูหยินเ้าคะวันนี้นายท่านพาอนุคนใหม่เข้าจวนอีกแล้วเ้าค่ะ เห็นพวกบ่าวพูดกันว่านายท่านได้ไถ่ตัวนางออกมาจากหอนางโลมในราคาสูงถึงหนึ่งพันห้าร้อยตำลึงทองเลยนะเ้าคะ”เพ่ยเพ่ยที่ออกไปรับอาหารกลางมาให้นายของตนกลับมารายงานด้วยสีหน้าใ
“ปล่อยเขาไปเถอะ ข้าไม่สนใจเขาหรอกสู้เอาเวลามาฝึกวิชาดีกว่า”
“โถ่คุณหนูสนใจสักนิดก็ดีนะเ้าคะอย่างไรตอนนี้ท่านก็เป็ฮูหยินของนายท่านอยู่นะเ้าค่ะ”เพ่ยเพ่ยเอ่ยกับซิ่นหลิงอย่างเหนื่อยใจเพราะั้แ่ซิ่นหลิงเริ่มฝึกปราณนางก็เอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในเรือนจะมีบ้างในตอนกลางคืนที่นางแอบออกไปนอกจวนเพื่อดูร้านอาหารของนางที่ร่วมกันกับิหวั่งขึ้นมาและด้วยความเก่งกาจของิหวั่งก็ได้พัฒนาเหลาอาหารของนางเป็โรงเตี้ยมขึ้นชื่อของเมืองอันหนิงแห่งนี้ในนามของโรงเตี้ยมหมื่นบุปผาเพราะในโรงเตียมแห่งนี้ได้นั้นมีการนำดอกไม้นาๆพันธุ์มาปลูกประดับภายในโรงเตี้ยมอย่างหลากหลายสายพันธุ์ทำให้มีบรรดาคุณหนูจากจวนต่างๆ นิยมไปนั่งชมบรรยากาศภายในโรงเตี้ยมอยู่เสมอ
“เป็แล้วอย่างไรไม่เป็แล้วอย่างไรไม่ว่าข้าจะเป็ฮูหยินของเขาหรือไม่อย่างไรในใจของจิ่นจิวฝูก็ไม่เคยมีข้าอยู่ข้างในใจของเขา”ซิ่นหลิงเอ่ยด้วยแววตาเศร้า
“ถ้าอย่างนั้นเราควรทำอย่างไรต่อไปดีเ้าคะ”เพ่ยเพ่ยเอ่ยถามนายของตนอย่างจนปัญญา
“ก็ไม่เห็นต้องทำอันใดเลยข้าจะไม่ทำสิ่งใดทั้งสิ้นข้าจะปล่อยให้บรรดาอนุจัดการกันเองส่วนข้าจะหาวิธีออกจากจวนแห่งนี้ภายในปีนี้ให้ได้เพราะข้ามาเสียเวลาที่จวนแห่งนี้นานเกินไปแล้ว”
เรือนใหญ่ ของจิ่นจิงฝู
“พ่อบ้านจิ่นเป็อย่างไรบ้าง่นี้นางออกมาจากจวนหรือไม่” จิวฝูเอ่ยถามพ่อบ้านด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ไม่เลยขอรับจะมีบ้างในตอนดึกฮูหยินจะลอบออกจากจวนอยู่บ่อยๆขอรับ แต่เมื่อข้าน้อยส่งคนสะกดรอยตามฮูหยินกลับมีชายหน้าบากมาสกัดคนของเราเอาไว้ทุกครั้งทำให้ตอนนี้ข้าน้อยไม่อาจรู้ได้ว่าฮูหยินไปที่ใดขอรับ” พ่อบ้านจิ่นเอ่ยจิวฝูด้วยท่าทางคิดไม่ตก
“แล้ววันนี้ที่ข้าพาอนุเข้าจวนเพิ่มนางเคลื่อนไหวหรือไม่”จิวฝูยังคงเอ่ยถามต่อ
“วันนี้เรือนของฮูหยินไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงขอรับ”
“ฮึขนาดข้าพาอนุใหม่เข้าจวนนางยังไม่สนใจข้าเลยนางคงไม่เ็ปกับเื่เดิมๆสินะข้าคงต้องหาวิธีอื่นมาทรมานนางแล้ว” จิวฝูเอ่ยด้วยรอยยิ้มเหี้ยม
“หากไม่มีอะไรแล้วข้าน้อยขอตัวขอรับ”พ่อบ้านจิ่นที่ค่อนข้างเห็นใจฮูหยินของตนเอ่ยขอตัวทันทีที่ได้ยินว่านายของตนกำลังหาวิธีทรมานฮูหยินของจวน