แสงสีทองของดวงตะวันส่องผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาแยงตาผู้ที่กำลังนอนหลับใหลอยู่บนเตียงแม้จะรู้สึกเคืองตาเล็กๆแต่แอเรียสกลับรู้สึกไม่อยากจะลุกขึ้นจากเตียงเลยแม้แต่นิดเดียว เมื่อคืนที่ผ่านมาเขามัวแต่วุ่นวายกับเจ้าโกเลมสมองกลวงนั่น เกิดเป็นโกเลมซะเปล่าแต่แค่ขุกเข่าแค่กลับกลิ้งลงไปกองกับพื้นซะอย่างนั้น กว่าช่วยให้มันลุกขึ้นได้ก็เล่นเอาเหนื่อยหอบ ไหนจะต้องแก้ไขวงจรเวทที่ผิดพลาดในร่างของมันอีก ส่วนเรื่องรูปร่างและองค์ประกอบของร่างกายโกเลมแอเรียสขี้เกียจเกินที่จะมานั่งสร้างใหม่ สุดท้ายเขาก็แก้ไขเพียงวงจรเวทบางอย่างที่ผิดพลาด แต่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่มั่นใจเลยว่าสภาพของมันเหมาะที่จะนำไปอวดใครหรือไม่ สุดท้ายเขาก็สั่งให้มันนั่งรออยู่ที่ห้องฝึกซ้อมต่อไป
“ พี่แอเรียสตื่นได้แล้วท่านแม่ให้ข้ามาตามท่านไปทานข้าว“
เสียงสดใสของโอลิเวียดังออกมาพร้อมกับมือน้อยๆที่เขย่าตัวของแอเรียสให้ตื่นขึ้น
“ โอลิเวีย ข้าง่วง “
แอเรียสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูยืดยาดกว่าปกติ
“ แต่ท่านแม่ให้มาตามพี่แอเรียสไปทานข้าวได้แล้ว“
“ ข้าไม่หิว “
“ แต่ข้าหิวแล้ว และพี่แอเรียสก็ต้องไปกินพร้อมข้า “
โอลิเวียเริ่มบ่นแอเรียสที่เอาหมอนมาปิดหน้าเอาไว้พร้อมกับนอนต่ออย่างไม่สนใจใยดีต่อการปลุกของนาง
“ พี่แอเรียสจะเอาแบบนี้ใช่ไหม“
ทันใดนั้นเองต้นเถาวัลย์ก็ปรากฏขึ้นที่ปลายเตียงของแอเรียส มันเริ่มจากมัดขาของแอเรียสเอาไว้ก่อนจะขยับลากดึงเขาลงมาจากเตียง แต่เถาวัลย์กลับลากดึงร่างของแอเรียสให้ขยับได้เพียงนิดเดียวเท่านั้นเมื่ออยู่ๆสายฟ้าก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับเผาทำลายเถาวัลย์จนกลายเป็นสีดำ
“ เล่นอะไรของเจ้าโอลิเวีย นี่ข้าสอนให้เจ้าใช้พลังเวทแบบนี้เหรอ “
แอเรียสลุกขึ้นมาทำหน้าดุใส่โอลิเวีย มือข้างหนึ่งขยี้ดวงตาด้วยความงัวเงีย จมูกดมสูดดมกลิ่นเหม็นไหม้อย่างไม่ค่อยจะอภิรมย์นัก
“ เย้ พี่แอเรียสตื่นแล้ว ถ้าเช่นนั้นก็รีบตามลงไปล่ะ ข้าขอไปให้อาหารฟิเนีย ฟิโน่ ฟินี่ ก่อน “
โอลิเวียหัวเราะคิกคักออกมาอย่างไม่สนใจแอเรียสที่ทำหน้าดุแต่อย่างใด ยังไม่ทันที่แอเรียสจะพูดประโยชน์ที่สองนางก็บินหนีลงไปจากหน้าต่างไปเรียบร้อยแล้ว ภารกิจของนางในการปลุกแอเรียสให้ตื่นถือว่าเสร็จสิ้น ต่อไปก็คือการไปให้อาหารสามพี่น้องนั่นเอง
ฟิเนีย ฟิโน่และฟินี่ที่โอลิเวียพูดถึงไม่ใช่แมวหรือสุนัข แต่มันคือสัตว์อสูรที่แอเรียสเลี้ยงเอาไว้นั่นเอง ไข่ของปักษาแสงจันทร์ทั้งสามใบพึ่งจะฟักออกมาเป็นตัวเมื่อประมาณหนึ่งเดือนก่อน ทันทีที่มันเริ่มฟักออกจากไข่โอลิเวียก็ทำหน้าที่แม่บุญธรรมดูแลพวกมันทั้งสามตัวเป็นอย่างดีหนำซ้ำยังตั้งชื่อให้พวกมันซะเสร็จสัพ
ในคราแรกแอเรียสคิดว่าโอลิเวียคงแค่เห่อลูกปักษาแสงจันทร์เหมือนกับเด็กน้อยทั่วไปที่เห่อของเล่นใหม่ แต่สิ่งที่แอเรียสคิดกลับผิดถนัด โอลิเวียกลับดูแลพวกมันเป็นอย่างดีจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปกว่าหนึ่งเดือน สุดท้ายลูกปักษาแสงจันทร์ทั้งสามตัวก็ติดโอลิเวียแจ พวกมันติดโอลิเวียมากกว่าเจ้าของตัวจริงอย่างแอเรียสเสียอีก
“ นี่นางสูงขึ้นสักสองสามเซนติเมตรรึเปล่านะ“
แอเรียสจ้องมองไปยังหน้าต่างที่ว่างเปล่า แต่ในหัวกลับนึกถึงภาพของโอลิเวียที่พึ่งบินลงไปจากหน้าต่างเมื่อครู่นี้ เขารู้สึกว่าโอลิเวียมีส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว หากจำไม่ผิดพวกภูตน่าจะตัวเล็กกว่านี้ประมาณสองเท่านี่นา คงเป็นเพราะนางเป็นลูกครึ่งภูตครึ่งมนุษย์ล่ะมั้งส่วนสูงของนางจึงได้มีมากกว่าพวกภูตทั่วไป
เมื่อก่อนหากแอเรียสฝึกซ้อมเวทมนตร์จนดึกดื่น ผู้ที่มักจะมาปลุกแอเรียสให้ลงไปทานข้าวก็คือมาเรีย แต่เมื่อไม่นานมานี้หน้าที่คอยปลุกแอเรียสที่มักจะนอนตื่นสายอยู่บ่อยครั้งก็กลายเป็นหน้าที่ของโอลิเวียไปเสียแล้ว บางวันนางก็แค่ตะโกนเรียกธรรมดา แต่บางวันนางก็จะใช้เวทพฤกษาของนางมาป่วนแอเรียสด้วยความสนุกสนานอย่างที่เห็น เมื่อเห็นว่าแอเรียสตื่นแล้วนางก็จะรีบลงไปรอที่โต๊ะอาหารทันที แต่เมื่อลูกปักษาแสงจันทร์ทั้งสามตัวฟักออกจากไข่ เป้าหมายของโอลิเวียก็เปลี่ยนไปในทันที จากที่มักจะมุ่งตรงไปโต๊ะอาหารก็กลายเป็นมุ่งตรงไปที่โรงเลี้ยงปักษาแสงจันทร์แทน
หลังจากผ่านไปไม่นานแอเรียสก็เดินลงมาที่ห้องอาหาร ที่รอบๆโต๊ะอาหารมีอัลเบิร์ต มาเรีย รวมถึงฟาร์ฮานรออยู่ ฟาร์ฮานไม่ได้มากินข้าวร่วมกับทุกคนในตระกูลบ่อยนัก ด้วยธุรกิจของตระกูลรวมถึงเรื่องราวมากมายที่ต้องดูแล หลายครั้งที่เขามักจะทานข้าวคนเดียวอยู่ในห้องส่วนตัว
ที่ด้านหนึ่งของโต๊ะอาหารมีเก้าอี้สีขาวรูปร่างประหลาดตัวหนึ่งตั้งอยู่ มันสูงกว่าเก้าอี้ปกติทั่วไป พื้นเก้าอี้สูงจนเกือบจะชิดขอบโต๊ะ แถมขนาดความกว้างของมันก็ยังเล็กกว่าเก้าอี้ธรรมดาถึงสองเท่า มองดูแล้วมันไม่ใช่เก้าอี้ที่คนธรรมดาควรจะนั่งได้ เพราะเพียงแค่ยื่นขาลงจากเก้าอี้แล้วห้อยไปใต้โต๊ะเหมือนที่คนทั่วไปทำกันเป็นปกติ เก้าอี้ตัวนี้ก็ไม่สามารถทำได้แล้ว ยกเว้นแต่ว่าจะนั่งห่างมาจากโต๊ะประมาณสองฟุตล่ะนะ ซึ่งแน่นอนว่านั่นไม่มีใครทำอีกเช่นกัน
เก้าอี้สีขาวนั้นว่างเปล่าไร้ซึ่งเจ้าของ แต่กลับมีจานขนาดเล็กกับช้อนส้อมเล่มเล็กๆวางเอาไว้ ขนาดมันเล็กกว่าช้อนส้อมของเด็กเล็กอยู่เล็กน้อย หากมองเผินๆคงคิดว่าเก้าอี้รูปร่างประหลาดกับชุดอาหารขนาดจิ๋วพวกนี้มันคงมีไว้ประดับโต๊ะอาหารเฉยๆมากกว่า แต่ความจริงแล้วมันคือเก้าอี้และช้อนส้อมแบบพิเศษที่แอเรียสสั่งทำไว้ให้กับเด็กสาวครึ่งภูตครึ่งมนุษย์คนนั้น นั่นไงเจ้าของบินมาโน่นแล้ว
“ ข้ามาแล้ว “
เสียงอันสดใสดังออกมาพร้อมกับร่างของภูตตัวน้อยๆที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ถ้าเป็นคนอื่นเห็นภาพที่เกิดขึ้นคงตกใจจนเผลออุทานออกมาด้วยความตกใจแน่ๆ แต่แน่นอนว่าภาพแบบนี้เหล่าผู้คนที่นั่งอยู่รอบๆโต๊ะอาหารเห็นจนชินตาแล้ว ทุกคนได้แต่มองไปที่ภูตตัวน้อยๆด้วยความเอ็นดู มีเพียงแอเรียสเท่านั้นที่ส่งสายตาเชิงตำหนิให้กับนาง
“ โอลิเวียปล่อยให้ผู้ใหญ่รอนานมันไม่ดีนะรู้ไหม“
“ ข้าแค่แวะไปให้อาหารฟิเนียฟิโน่ กับฟินี่ ครู่เดียวเอง “
“ สายก็คือสาย “
“ พี่แอเรียสก็ตื่นสายเหมือนกันนั่นแหละ“
“ เดี๋ยวนี้หัดย้อนข้าแล้วเหรอหึ..เจ้านกสามตัวนั่นรอพวกมันโตเมื่อไหร่ข้าจะให้เนลไปจับพวกมันมาถอนขนทำนกย่างให้เจ้ากินเลยคอยดู“
แอเรียสแสร้งทำรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะหันไปอมยิ้มให้กับสาวใช้ที่กำลังยกอาหารมาจัดเรียงบนโต๊ะ เนลคือหญิงรับใช้คนหนึ่งที่แอเรียสเคยช่วยชีวิตเอาไว้ในเหตุการณ์ทรยศตระกูล จากการสืบประวัติของนางพบว่าแม่ของนางก็เป็นหญิงรับใช้อยู่ในตระกูลสการ์เชียเช่นกัน แต่แม่ของนางได้ตายไปเมื่อหลายปีก่อนนางเองก็มีที่พึ่งพิงเพียงตระกูลสการ์เชียเท่านั้น และด้วยบุญคุณที่แอเรียสเคยช่วยชีวิตเอาไว้นางน่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องของโอลิเวียออกไปภายนอก แอเรียสจึงได้เลือกให้นางมารับหน้าที่คอยดูแลเรื่องอาหารต่างๆ
ความจริงแล้วนอกจากเนลก็ยังมีบางคนรับรู้เรื่องของโอลิเวียแล้วเช่นกัน ซึ่งคนพวกนั้นเป็นคนรับใช้ที่คานล์ยืนยันว่าไว้ใจได้แน่นอน
และเมื่อไม่นานมานี้ก็เรื่องผีที่เหล่าคนรับใช้ในตระกูลมักจะร่ำลือกัน เรื่องที่ว่ามักจะเห็นวิญญาณของหญิงสาวล่องลอยอยู่ในคฤหาสน์ วันดีคืนดีก็จะได้ยินเสียงแปลกๆดังออกมา แม้จะเป็นเสียงที่ไพเราะสดใสแต่นั่นก็ทำให้เหล่าคนรับใช้อดรู้สึกสยองไม่ได้เมื่อหันแล้วกลับไม่พบเจอที่มาของเสียงนั่น
แต่แอเรียสก็ไม่ได้คิดจะปิดเรื่องของโอลิเวียไว้นานนักหรอก เพราะจะให้นางมีตัวตนแบบหลบๆซ่อนๆก็คงไม่เหมาะนัก อีกไม่นานเขาก็คงให้นางเปิดเผยตัวตนต่อทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนนอกตระกูล แต่คงต้องรอให้หลายอย่างเข้าที่เข้าทางเสียก่อน การมีตัวตนของภูตมันเป็นเรื่องที่น่าตกใจพอๆกับเรื่องของปีศาจปรากฏตัวนั่นแหละ
“ พี่แอเรียสใจร้าย “
โอลิเวียทำแก้มป่องก่อนจะสะบัดหน้าหนีไปข้างๆ ยังไงนางก็ยังเป็นเด็กน้อยคนหนึ่งยอมมีอารมณ์งอนบ้างเป็นธรรมดา
“ แอเรียสอย่าแกล้งน้องสิ“
มาเรียแสร้งทำเสียงดุใส่แอเรียสแต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหลุดเสียงขำออกมาเล็กๆ นั่นทำให้โอลิเวียที่ทำแก้มป่องงอนทุกคนเข้าไปใหญ่ นางกอดอกพร้อมกับทำเสียงฮึออกมาด้วยความแง่งอน อยู่ดีๆก็จะมาขโมยสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของนางไปทำอาหารซะได้ แต่นางไม่ยอมหรอก เห็นทีคงต้องไปสร้างเถาวัลย์เพิ่มเอาไว้เพื่อให้ป้องกันภัยจากแอเรียส
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็มักจะเป็นเช่นนี้อยู่เป็นปกติ แอเรียสที่มักจะแกล้งหยอกล้อโอลิเวียอยู่เป็นประจำ วันดีคืนดีก็สอนแนวคิดแปลกๆให้กับโอลิเวียจนมาเรียต้องรีบห้าม แอเรียสคงลืมไปว่าโอลิเวียเป็นน้องสาวหาใช่น้องชายที่จะต้องโตมาเป็นนักฆ่า สุดท้ายมาเรียก็ได้แต่คอยสอนเรื่องต่างๆให้โอลิเวียเสียใหม่ หากปล่อยไว้กับแอเรียสนานๆมาเรียคิดว่าบุตรสาวบุญธรรมของตนคงไม่ได้โตมาเป็นหญิงสาวปกติแน่ กรณีดีที่สุดก็คงจะกลายเป็นสาวแกร่งคนหนึ่ง ในอีกกรณีก็คงจะกลายเป็นแอเรียสหมายเลขสอง ซึ่งมาเรียรู้สึกว่านางอยากได้ลูกสาวที่น่ารักอ่อนหวานมากกว่า
“ แอเรียสเหมืองแร่เหล็กเป็นยังไงบ้าง“
ฟาร์ฮานเอ่ยถาม
“ เหมืองก็ถือว่าอยู่สภาพดีนะท่านปู่ ถึงพวกตระกูลฮอบสันจะขุดแร่เหล็กออกไปก่อนหน้าเราหลายปีแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เหลืออะไรให้พวกเราเก็บเกี่ยว และที่สำคัญมีข่าวดีเล็กน้อย เมื่อวานข้าพึ่งค้นพบแร่เงิน “
แอเรียสตอบกลับด้วยรอยยิ้มเล็กๆก่อนจะตักอาหารเข้าปากไป
“ โอ้ววว..แร่เงินอย่างนั้นเหรอ หากพวกตระกูลอื่นได้ยินเรื่องนี้เข้าพวกมันคงได้อิจฉาพวกเราจนตาลุกเป็นไฟแน่ฮ่าๆๆ “
ฟาร์ฮานหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี วันนี้ดูเหมือนเขาจะได้รับข่าวดีแต่เช้าเชียว ทั้งสี่ตระกูลมีการแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเรื่องการเงินหรือการขยายอำนาจ การที่ตระกูลตัวเองอยู่เหนือตระกูลอื่นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมันย่อมทำให้ฟาร์ฮานอดที่จะรู้สึกยินดี
แอเรียสได้แต่ยิ้มรับอย่างเงียบๆ นี่ถ้าหากว่าฟาร์ฮานรู้ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ขุดพบคือแร่มิธริวหาใช่แร่เงินอย่างที่แอเรียสบอก ไม่รู้เลยว่าเขาจะหัวเราะแบบนี้หรือตกใจจนอ้าปากค้างกันแน่
หลังจากพูดคุยกันอยู่สักเล็กน้อยหลังจากทานอาหารเสร็จแอเรียสก็ขอแยกตัวจากทุกคน เขาต้องไปคอยคุมงานที่เหมืองมิธริวแห่งนั้นให้ดี บางทีมันอาจจะมีแร่ล้ำค่าอื่นๆปะปนอยู่บ้างก็ได้ แต่ทันใดนั้นเองก็มีชายคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาหาทางหน้าคฤหาสน์ด้วยความเร่งรีบ แอเรียสจำได้ว่านี่คือหนึ่งในคนรับใช้ที่เขาส่งไปทำหน้าที่ขุดเหมือง
“ ท่านแอเรียส ที่เหมืองแย่แล้วท่านแอเรียส !! พวกมันบุกมาเต็มไปหมดเลย“
ทันทีที่เห็นร่างของคนงานเหมืองแบบใกล้ๆ แอเรียสก็เห็นว่าที่แขนข้างหนึ่งของชายคนนี้มีร่องรอยบาดแผลจากการต่อสู้อยู่ด้วย หนำซ้ำรอยเลือดยังไหลสดๆอยู่เลย เขาขมวดคิ้วจ้องมองอย่างเคร่งเครียด นี่ชักเริ่มไม่ดีแล้ว เพียงค้นพบแร่มิธริววันเดียวก็เกิดเรื่องแล้วเรอะ