กำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท

    ตอนที่ 144 นกย่าง

            แสงสีทองของดวงตะวันส่องผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาแยงตาผู้ที่กำลังนอนหลับใหลอยู่บนเตียงแม้จะรู้สึกเคืองตาเล็กๆแต่แอเรียสกลับรู้สึกไม่อยากจะลุกขึ้นจากเตียงเลยแม้แต่นิดเดียว เมื่อคืนที่ผ่านมาเขามัวแต่วุ่นวายกับเจ้าโกเลมสมองกลวงนั่น  เกิดเป็นโกเลมซะเปล่าแต่แค่ขุกเข่าแค่กลับกลิ้งลงไปกองกับพื้นซะอย่างนั้น  กว่าช่วยให้มันลุกขึ้นได้ก็เล่นเอาเหนื่อยหอบ  ไหนจะต้องแก้ไขวงจรเวทที่ผิดพลาดในร่างของมันอีก ส่วนเรื่องรูปร่างและองค์ประกอบของร่างกายโกเลมแอเรียสขี้เกียจเกินที่จะมานั่งสร้างใหม่  สุดท้ายเขาก็แก้ไขเพียงวงจรเวทบางอย่างที่ผิดพลาด  แต่จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่มั่นใจเลยว่าสภาพของมันเหมาะที่จะนำไปอวดใครหรือไม่ สุดท้ายเขาก็สั่งให้มันนั่งรออยู่ที่ห้องฝึกซ้อมต่อไป 

             

            “ พี่แอเรียสตื่นได้แล้วท่านแม่ให้ข้ามาตามท่านไปทานข้าว“

             

            เสียงสดใสของโอลิเวียดังออกมาพร้อมกับมือน้อยๆที่เขย่าตัวของแอเรียสให้ตื่นขึ้น

             

            “ โอลิเวีย  ข้าง่วง “

             

            แอเรียสพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูยืดยาดกว่าปกติ

             

            “ แต่ท่านแม่ให้มาตามพี่แอเรียสไปทานข้าวได้แล้ว“

             

            “ ข้าไม่หิว “

             

            “ แต่ข้าหิวแล้ว  และพี่แอเรียสก็ต้องไปกินพร้อมข้า “

             

            โอลิเวียเริ่มบ่นแอเรียสที่เอาหมอนมาปิดหน้าเอาไว้พร้อมกับนอนต่ออย่างไม่สนใจใยดีต่อการปลุกของนาง 

             

            “ พี่แอเรียสจะเอาแบบนี้ใช่ไหม“

             

            ทันใดนั้นเองต้นเถาวัลย์ก็ปรากฏขึ้นที่ปลายเตียงของแอเรียส  มันเริ่มจากมัดขาของแอเรียสเอาไว้ก่อนจะขยับลากดึงเขาลงมาจากเตียง  แต่เถาวัลย์กลับลากดึงร่างของแอเรียสให้ขยับได้เพียงนิดเดียวเท่านั้นเมื่ออยู่ๆสายฟ้าก็ปรากฏขึ้นพร้อมกับเผาทำลายเถาวัลย์จนกลายเป็นสีดำ 

             

            “ เล่นอะไรของเจ้าโอลิเวีย  นี่ข้าสอนให้เจ้าใช้พลังเวทแบบนี้เหรอ “

             

            แอเรียสลุกขึ้นมาทำหน้าดุใส่โอลิเวีย  มือข้างหนึ่งขยี้ดวงตาด้วยความงัวเงีย  จมูกดมสูดดมกลิ่นเหม็นไหม้อย่างไม่ค่อยจะอภิรมย์นัก

             

            “ เย้ พี่แอเรียสตื่นแล้ว  ถ้าเช่นนั้นก็รีบตามลงไปล่ะ  ข้าขอไปให้อาหารฟิเนีย ฟิโน่  ฟินี่ ก่อน “

             

            โอลิเวียหัวเราะคิกคักออกมาอย่างไม่สนใจแอเรียสที่ทำหน้าดุแต่อย่างใด  ยังไม่ทันที่แอเรียสจะพูดประโยชน์ที่สองนางก็บินหนีลงไปจากหน้าต่างไปเรียบร้อยแล้ว  ภารกิจของนางในการปลุกแอเรียสให้ตื่นถือว่าเสร็จสิ้น  ต่อไปก็คือการไปให้อาหารสามพี่น้องนั่นเอง

             

            ฟิเนีย ฟิโน่และฟินี่ที่โอลิเวียพูดถึงไม่ใช่แมวหรือสุนัข แต่มันคือสัตว์อสูรที่แอเรียสเลี้ยงเอาไว้นั่นเอง ไข่ของปักษาแสงจันทร์ทั้งสามใบพึ่งจะฟักออกมาเป็นตัวเมื่อประมาณหนึ่งเดือนก่อน   ทันทีที่มันเริ่มฟักออกจากไข่โอลิเวียก็ทำหน้าที่แม่บุญธรรมดูแลพวกมันทั้งสามตัวเป็นอย่างดีหนำซ้ำยังตั้งชื่อให้พวกมันซะเสร็จสัพ 

             

            ในคราแรกแอเรียสคิดว่าโอลิเวียคงแค่เห่อลูกปักษาแสงจันทร์เหมือนกับเด็กน้อยทั่วไปที่เห่อของเล่นใหม่  แต่สิ่งที่แอเรียสคิดกลับผิดถนัด  โอลิเวียกลับดูแลพวกมันเป็นอย่างดีจนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปกว่าหนึ่งเดือน  สุดท้ายลูกปักษาแสงจันทร์ทั้งสามตัวก็ติดโอลิเวียแจ  พวกมันติดโอลิเวียมากกว่าเจ้าของตัวจริงอย่างแอเรียสเสียอีก

             

            “ นี่นางสูงขึ้นสักสองสามเซนติเมตรรึเปล่านะ“     

             

            แอเรียสจ้องมองไปยังหน้าต่างที่ว่างเปล่า แต่ในหัวกลับนึกถึงภาพของโอลิเวียที่พึ่งบินลงไปจากหน้าต่างเมื่อครู่นี้ เขารู้สึกว่าโอลิเวียมีส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นมาอีกแล้ว  หากจำไม่ผิดพวกภูตน่าจะตัวเล็กกว่านี้ประมาณสองเท่านี่นา  คงเป็นเพราะนางเป็นลูกครึ่งภูตครึ่งมนุษย์ล่ะมั้งส่วนสูงของนางจึงได้มีมากกว่าพวกภูตทั่วไป 

             

            เมื่อก่อนหากแอเรียสฝึกซ้อมเวทมนตร์จนดึกดื่น ผู้ที่มักจะมาปลุกแอเรียสให้ลงไปทานข้าวก็คือมาเรีย  แต่เมื่อไม่นานมานี้หน้าที่คอยปลุกแอเรียสที่มักจะนอนตื่นสายอยู่บ่อยครั้งก็กลายเป็นหน้าที่ของโอลิเวียไปเสียแล้ว  บางวันนางก็แค่ตะโกนเรียกธรรมดา แต่บางวันนางก็จะใช้เวทพฤกษาของนางมาป่วนแอเรียสด้วยความสนุกสนานอย่างที่เห็น เมื่อเห็นว่าแอเรียสตื่นแล้วนางก็จะรีบลงไปรอที่โต๊ะอาหารทันที  แต่เมื่อลูกปักษาแสงจันทร์ทั้งสามตัวฟักออกจากไข่   เป้าหมายของโอลิเวียก็เปลี่ยนไปในทันที  จากที่มักจะมุ่งตรงไปโต๊ะอาหารก็กลายเป็นมุ่งตรงไปที่โรงเลี้ยงปักษาแสงจันทร์แทน          

             

            หลังจากผ่านไปไม่นานแอเรียสก็เดินลงมาที่ห้องอาหาร  ที่รอบๆโต๊ะอาหารมีอัลเบิร์ต  มาเรีย  รวมถึงฟาร์ฮานรออยู่ ฟาร์ฮานไม่ได้มากินข้าวร่วมกับทุกคนในตระกูลบ่อยนัก ด้วยธุรกิจของตระกูลรวมถึงเรื่องราวมากมายที่ต้องดูแล  หลายครั้งที่เขามักจะทานข้าวคนเดียวอยู่ในห้องส่วนตัว

             

            ที่ด้านหนึ่งของโต๊ะอาหารมีเก้าอี้สีขาวรูปร่างประหลาดตัวหนึ่งตั้งอยู่  มันสูงกว่าเก้าอี้ปกติทั่วไป  พื้นเก้าอี้สูงจนเกือบจะชิดขอบโต๊ะ  แถมขนาดความกว้างของมันก็ยังเล็กกว่าเก้าอี้ธรรมดาถึงสองเท่า มองดูแล้วมันไม่ใช่เก้าอี้ที่คนธรรมดาควรจะนั่งได้ เพราะเพียงแค่ยื่นขาลงจากเก้าอี้แล้วห้อยไปใต้โต๊ะเหมือนที่คนทั่วไปทำกันเป็นปกติ  เก้าอี้ตัวนี้ก็ไม่สามารถทำได้แล้ว ยกเว้นแต่ว่าจะนั่งห่างมาจากโต๊ะประมาณสองฟุตล่ะนะ  ซึ่งแน่นอนว่านั่นไม่มีใครทำอีกเช่นกัน 

             

            เก้าอี้สีขาวนั้นว่างเปล่าไร้ซึ่งเจ้าของ แต่กลับมีจานขนาดเล็กกับช้อนส้อมเล่มเล็กๆวางเอาไว้  ขนาดมันเล็กกว่าช้อนส้อมของเด็กเล็กอยู่เล็กน้อย  หากมองเผินๆคงคิดว่าเก้าอี้รูปร่างประหลาดกับชุดอาหารขนาดจิ๋วพวกนี้มันคงมีไว้ประดับโต๊ะอาหารเฉยๆมากกว่า แต่ความจริงแล้วมันคือเก้าอี้และช้อนส้อมแบบพิเศษที่แอเรียสสั่งทำไว้ให้กับเด็กสาวครึ่งภูตครึ่งมนุษย์คนนั้น  นั่นไงเจ้าของบินมาโน่นแล้ว

             

            “ ข้ามาแล้ว “

             

            เสียงอันสดใสดังออกมาพร้อมกับร่างของภูตตัวน้อยๆที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ถ้าเป็นคนอื่นเห็นภาพที่เกิดขึ้นคงตกใจจนเผลออุทานออกมาด้วยความตกใจแน่ๆ  แต่แน่นอนว่าภาพแบบนี้เหล่าผู้คนที่นั่งอยู่รอบๆโต๊ะอาหารเห็นจนชินตาแล้ว  ทุกคนได้แต่มองไปที่ภูตตัวน้อยๆด้วยความเอ็นดู มีเพียงแอเรียสเท่านั้นที่ส่งสายตาเชิงตำหนิให้กับนาง

             

            “ โอลิเวียปล่อยให้ผู้ใหญ่รอนานมันไม่ดีนะรู้ไหม“

             

            “ ข้าแค่แวะไปให้อาหารฟิเนียฟิโน่  กับฟินี่ ครู่เดียวเอง “

             

            “ สายก็คือสาย “

             

            “ พี่แอเรียสก็ตื่นสายเหมือนกันนั่นแหละ“

             

            “ เดี๋ยวนี้หัดย้อนข้าแล้วเหรอหึ..เจ้านกสามตัวนั่นรอพวกมันโตเมื่อไหร่ข้าจะให้เนลไปจับพวกมันมาถอนขนทำนกย่างให้เจ้ากินเลยคอยดู“

             

            แอเรียสแสร้งทำรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก่อนจะหันไปอมยิ้มให้กับสาวใช้ที่กำลังยกอาหารมาจัดเรียงบนโต๊ะ  เนลคือหญิงรับใช้คนหนึ่งที่แอเรียสเคยช่วยชีวิตเอาไว้ในเหตุการณ์ทรยศตระกูล จากการสืบประวัติของนางพบว่าแม่ของนางก็เป็นหญิงรับใช้อยู่ในตระกูลสการ์เชียเช่นกัน แต่แม่ของนางได้ตายไปเมื่อหลายปีก่อนนางเองก็มีที่พึ่งพิงเพียงตระกูลสการ์เชียเท่านั้น  และด้วยบุญคุณที่แอเรียสเคยช่วยชีวิตเอาไว้นางน่าจะไม่แพร่งพรายเรื่องของโอลิเวียออกไปภายนอก แอเรียสจึงได้เลือกให้นางมารับหน้าที่คอยดูแลเรื่องอาหารต่างๆ

             

            ความจริงแล้วนอกจากเนลก็ยังมีบางคนรับรู้เรื่องของโอลิเวียแล้วเช่นกัน  ซึ่งคนพวกนั้นเป็นคนรับใช้ที่คานล์ยืนยันว่าไว้ใจได้แน่นอน 

             

            และเมื่อไม่นานมานี้ก็เรื่องผีที่เหล่าคนรับใช้ในตระกูลมักจะร่ำลือกัน  เรื่องที่ว่ามักจะเห็นวิญญาณของหญิงสาวล่องลอยอยู่ในคฤหาสน์  วันดีคืนดีก็จะได้ยินเสียงแปลกๆดังออกมา แม้จะเป็นเสียงที่ไพเราะสดใสแต่นั่นก็ทำให้เหล่าคนรับใช้อดรู้สึกสยองไม่ได้เมื่อหันแล้วกลับไม่พบเจอที่มาของเสียงนั่น

             

            แต่แอเรียสก็ไม่ได้คิดจะปิดเรื่องของโอลิเวียไว้นานนักหรอก เพราะจะให้นางมีตัวตนแบบหลบๆซ่อนๆก็คงไม่เหมาะนัก อีกไม่นานเขาก็คงให้นางเปิดเผยตัวตนต่อทุกคนไม่เว้นแม้แต่คนนอกตระกูล แต่คงต้องรอให้หลายอย่างเข้าที่เข้าทางเสียก่อน   การมีตัวตนของภูตมันเป็นเรื่องที่น่าตกใจพอๆกับเรื่องของปีศาจปรากฏตัวนั่นแหละ           

             

             “ พี่แอเรียสใจร้าย “

             

            โอลิเวียทำแก้มป่องก่อนจะสะบัดหน้าหนีไปข้างๆ  ยังไงนางก็ยังเป็นเด็กน้อยคนหนึ่งยอมมีอารมณ์งอนบ้างเป็นธรรมดา

             

            “ แอเรียสอย่าแกล้งน้องสิ“

             

            มาเรียแสร้งทำเสียงดุใส่แอเรียสแต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหลุดเสียงขำออกมาเล็กๆ  นั่นทำให้โอลิเวียที่ทำแก้มป่องงอนทุกคนเข้าไปใหญ่  นางกอดอกพร้อมกับทำเสียงฮึออกมาด้วยความแง่งอน  อยู่ดีๆก็จะมาขโมยสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของนางไปทำอาหารซะได้  แต่นางไม่ยอมหรอก เห็นทีคงต้องไปสร้างเถาวัลย์เพิ่มเอาไว้เพื่อให้ป้องกันภัยจากแอเรียส

             

            บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็มักจะเป็นเช่นนี้อยู่เป็นปกติ แอเรียสที่มักจะแกล้งหยอกล้อโอลิเวียอยู่เป็นประจำ วันดีคืนดีก็สอนแนวคิดแปลกๆให้กับโอลิเวียจนมาเรียต้องรีบห้าม  แอเรียสคงลืมไปว่าโอลิเวียเป็นน้องสาวหาใช่น้องชายที่จะต้องโตมาเป็นนักฆ่า  สุดท้ายมาเรียก็ได้แต่คอยสอนเรื่องต่างๆให้โอลิเวียเสียใหม่ หากปล่อยไว้กับแอเรียสนานๆมาเรียคิดว่าบุตรสาวบุญธรรมของตนคงไม่ได้โตมาเป็นหญิงสาวปกติแน่ กรณีดีที่สุดก็คงจะกลายเป็นสาวแกร่งคนหนึ่ง  ในอีกกรณีก็คงจะกลายเป็นแอเรียสหมายเลขสอง  ซึ่งมาเรียรู้สึกว่านางอยากได้ลูกสาวที่น่ารักอ่อนหวานมากกว่า

             

            “ แอเรียสเหมืองแร่เหล็กเป็นยังไงบ้าง“   

             

            ฟาร์ฮานเอ่ยถาม

             

            “ เหมืองก็ถือว่าอยู่สภาพดีนะท่านปู่  ถึงพวกตระกูลฮอบสันจะขุดแร่เหล็กออกไปก่อนหน้าเราหลายปีแต่ก็ใช่ว่าจะไม่เหลืออะไรให้พวกเราเก็บเกี่ยว  และที่สำคัญมีข่าวดีเล็กน้อย  เมื่อวานข้าพึ่งค้นพบแร่เงิน “

             

            แอเรียสตอบกลับด้วยรอยยิ้มเล็กๆก่อนจะตักอาหารเข้าปากไป

             

            “ โอ้ววว..แร่เงินอย่างนั้นเหรอ หากพวกตระกูลอื่นได้ยินเรื่องนี้เข้าพวกมันคงได้อิจฉาพวกเราจนตาลุกเป็นไฟแน่ฮ่าๆๆ “

             

            ฟาร์ฮานหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี  วันนี้ดูเหมือนเขาจะได้รับข่าวดีแต่เช้าเชียว  ทั้งสี่ตระกูลมีการแข่งขันกันอยู่ตลอดเวลา  ไม่ว่าจะเรื่องการเงินหรือการขยายอำนาจ  การที่ตระกูลตัวเองอยู่เหนือตระกูลอื่นในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมันย่อมทำให้ฟาร์ฮานอดที่จะรู้สึกยินดี 

             

            แอเรียสได้แต่ยิ้มรับอย่างเงียบๆ นี่ถ้าหากว่าฟาร์ฮานรู้ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่ขุดพบคือแร่มิธริวหาใช่แร่เงินอย่างที่แอเรียสบอก ไม่รู้เลยว่าเขาจะหัวเราะแบบนี้หรือตกใจจนอ้าปากค้างกันแน่ 

             

            หลังจากพูดคุยกันอยู่สักเล็กน้อยหลังจากทานอาหารเสร็จแอเรียสก็ขอแยกตัวจากทุกคน  เขาต้องไปคอยคุมงานที่เหมืองมิธริวแห่งนั้นให้ดี บางทีมันอาจจะมีแร่ล้ำค่าอื่นๆปะปนอยู่บ้างก็ได้ แต่ทันใดนั้นเองก็มีชายคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบมาหาทางหน้าคฤหาสน์ด้วยความเร่งรีบ แอเรียสจำได้ว่านี่คือหนึ่งในคนรับใช้ที่เขาส่งไปทำหน้าที่ขุดเหมือง

             

            “ ท่านแอเรียส  ที่เหมืองแย่แล้วท่านแอเรียส !!  พวกมันบุกมาเต็มไปหมดเลย“

             

            ทันทีที่เห็นร่างของคนงานเหมืองแบบใกล้ๆ  แอเรียสก็เห็นว่าที่แขนข้างหนึ่งของชายคนนี้มีร่องรอยบาดแผลจากการต่อสู้อยู่ด้วย  หนำซ้ำรอยเลือดยังไหลสดๆอยู่เลย  เขาขมวดคิ้วจ้องมองอย่างเคร่งเครียด  นี่ชักเริ่มไม่ดีแล้ว  เพียงค้นพบแร่มิธริววันเดียวก็เกิดเรื่องแล้วเรอะ

             

             

    คล้ายกับเรื่องกำเนิดราชันย์แห่งจอมเวท ที่คุณอ่าน