เมื่อหลี่เฟยหลงขี่ม้าจากไปแล้วขบวนรถม้าของจวนฉู่อ๋องจึงได้เดินทางกลับจวนอย่างไม่รีบร้อนเช่นเดิม เมื่อถึงจวนอ๋องหยางเหิงก็เกณฑ์บ่าวไพร่ออกมารอต้อนรับด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความประจบประแจงเป็อย่างยิ่ง เมื่อเห็นเช่นนั้นหลี่เฉิงอันเลิกคิ้วขึ้นแล้วจึงได้หันไปเอ่ยกับพระชายาของตนเองเสียงเบา
“แม้แต่ตอนที่ข้าได้รับการแต่งตั้งให้เป็ชินอ๋อง เขาก็ยังไม่เคยได้ออกมาให้การต้อนรับข้าเช่นนี้เลย”
“นี่ย่อมไม่เหมือนกันเพคะ ท่านอ๋องเป็ประมุขของจวนที่ไม่ได้สนใจเื่ในเรือนหลัง อีกทั้งไม่สนใจเื่ประเพณียิบย่อย แต่หม่อมฉันให้ความใส่ใจเป็อย่างยิ่ง ในฐานะผู้เป็ใหญ่ในเรือนหลังเฉกเช่นหม่อมฉันย่อมจะได้รับความเอาใจใส่อย่างระมัดระวังเป็เื่ปกติอยู่แล้ว” คำพูดของซูถังโหรวทำให้เขาพยักหน้า
“ทูลเชิญท่านอ๋องและพระชายาเสด็จด้านในพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจัดเตรียมอาหารเอาไว้แล้ว ไม่ทราบว่าจะรับมื้อเย็นตอนนี้เลยหรือไม่” เมื่อหยางเหิงเอ่ยเช่นนี้หลี่เฉิงอันก็หันไปส่งสายตาสอบถามซูถังโหรวในทันที
“หม่อมฉันอยากจะอาบน้ำชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าสักครู่แล้วจึงค่อยมากินอาหารร่วมกับท่านอ๋อง ไม่ทราบว่าท่านอ๋องจะยินดีรอหม่อมฉันหรือไม่” คำถามของซูถังโหรวทำให้หลี่เฉิงอันพยักหน้าในทันที
“ย่อมจะต้องรออยู่แล้ว” คำพูดของเขาทำให้ซูถังโหรวส่งรอยยิ้มอันเจิดจ้าให้เขา
“ถ้าเช่นนั้นอีกสักครู่ค่อยตั้งสำรับอาหารนะพ่ะย่ะค่ะ” หยางเหิงเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าระมัดระวัง ในใจก็ได้แต่ยกย่องซูถังโหรวว่า ‘สามารถทำให้ท่านอ๋องคล้อยตามได้เช่นนี้ พระชายาทรงเป็คนที่ไม่ธรรมดาจริง’
หลังจากนั้นทั้งหลี่เฉิงอันและซูถังโหรวก็ไปที่เรือนหลักด้วยกัน แม้ว่าในจวนอ๋องแห่งนี้จะกว้างใหญ่และมีเรือนหลังเล็กอีกหลายเรือนแต่หลี่เฉิงอันผู้นี้กลับไม่มีสตรีอื่นในเรือนหลัง แม้แต่สาวใช้อุ่นเตียงก็ไม่มีให้เห็น ในชาติก่อนแม้ว่าจะไม่เคยได้ร่วมหอกับนางแต่เขาก็ไม่เคยนำสตรีอื่นเข้ามาเลี้ยงดูอยู่ภายใน มีเพียงแต่นางที่รู้สึกผิดต่อเขาพยายามยัดเยียดสตรีอื่นให้เขาแต่ก็ถูกเขาขับไล่ออกไป
“ข้าผู้นี้ไม่ฝักใฝ่ในอิสตรี หากเ้ารู้สึกผิดที่ปรนนิบัติข้าไม่ได้ก็ไม่จะเป็ต้องทำเื่ที่ผิดพลาดด้วยการยัดเยียดสตรีอื่นมาให้ข้า” ประโยคต่อว่านี้นับเป็ครั้งแรกและครั้งเดียวที่เขาแสดงท่าทีโมโหและโกรธเคืองนาง หลังจากนั้นนางก็ไม่กล้ายุ่งเกี่ยวกับเขาอีก ด้วยในยามที่หลี่เฉิงอันโกรธเคืองขึ้นมาช่างน่าหวาดหวั่นยิ่งนัก แต่ดูเหมือนว่าเขาจะรู้ว่านางหวาดกลัวเขาหลังจากนั้นเขาก็ไม่เคยพูดจารุนแรงกับนางอีกเลย แม้กระทั่งในวันที่นางขอหย่าขาดเขาก็ไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองนาง
“เ้าคิดดีแล้วหรือ ซูถังโหรวเ้าอย่าลืมว่าการแต่งงานของพวกเราเป็เพราะได้ราชโองการพระราชทานสมรสนะ หากผู้อื่นล่วงรู้เ้าไม่กลัวว่าจะได้รับโทษเพราะการขัดราชโองการหรือ” เขาเอ่ยพลางจ้องมองหนังสือหย่าด้วยสีหน้าสงบนิ่ง เมื่อนางสบตากับเขาตรงๆ สายตาที่เขาจ้องมองนางดูเหมือนว่าจะมีความเวทนาอยู่ในนั้นไม่น้อยเลย
“หม่อมฉันคิดดีแล้วเพคะ วันหน้าเมื่อหม่อมฉันจากไปท่านอ๋องก็จะได้รับสตรีอื่นเข้ามาในจวนได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด ส่วนหม่อมฉันนั้นหลังจากนี้ก็จะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย หากท่านอ๋องรู้สึกว่าไม่สะดวกใจหรือเกรงว่าตนเองจะได้รับโทษทัณฑ์เพราะการกระทำของหม่อมฉันก็ไม่จำเป็ต้องประกาศให้ผู้อื่นได้รับรู้ว่าพวกเราหย่าขาดต่อกันแล้ว เพียงแต่สตรีใหม่ของท่านอาจจะไม่ได้รับความเป็ธรรมอยู่บ้าง” เมื่อซูถังโหรวเอ่ยเช่นนี้เขาก็แค่เพียงส่ายหน้าเพียงเท่านั้น
“จะไม่มีสตรีอื่น จะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าเ้ากับข้าไม่ได้เป็สามีภรรยากันแล้ว ข้าไม่คิดจะมีผู้ใดจึงไม่จำเป็ต้องกังวลเื่ข้า สิ่งที่เ้าต้องกังวลก็คือวันหน้าเ้าจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร” เมื่อเขาถามเช่นนี้นางก็ก้มหน้าลงอย่างเพื่อปิดบังแววตาของตนเองแต่ดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจถ้อยคำต่อมาจึงเต็มไปด้วยการตักเตือนนาง
“หลานชายของข้าผู้นั้นเขาไม่ใช่คนดี หากเ้าอยากมีชีวิตที่ดีวันหน้าก็ควรจะอยู่ห่างเขาเอาไว้” แม้ว่าจะเอ่ยเหมือนรู้แล้วว่านางตั้งใจจะไปใช้ชีวิตร่วมกับหลี่เฟยหลงแต่เขากลับไม่ได้ตำหนิหรือว่าต่อว่านาง มีเพียงคำตักเตือนทีออกมาจากใจของเขาเพียงเท่านั้นที่มอบให้แก่นางเป็ครั้งสุดท้าย เมื่อเขายินยอมลงนามให้นาง นางก็เก็บม้วนหนังสือฉบับนั้นเอาไว้แล้วหลังจากนั้นทั้งนางและเขาก็ไม่เคยได้พบหน้ากันอีกเลย
“คืนนี้ท่านอ๋องจะมาประทับที่นี่หรือไม่เพคะ” คำถามของเฝยชุ่ยทำให้ความคิดของซูถังโหรวคืนกลับมาแล้วจ้องมองสาวใช้ที่กำลังปรนนิบัตินางผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังจากที่อาบน้ำชำระร่างกายไปแล้วด้วยสายตาที่เลื่อนลอย
“ข้าไม่แน่ใจ แต่พวกเ้าก็เตรียมตัวเอาไว้ก็แล้วกัน” ซูถังโหรวเอ่ยพลางจ้องมองเสื้อผ้าของตนเองที่เฝยชุ่ยกำลังช่วยสวมใส่เพราะ่นี้คือหน้าร้อนเสื้อผ้าของนางจึงบางเบาเพื่อให้เหมาะสมกับอากาศใน่นี้
“เอาเสื้อคลุมมาเพิ่มให้ข้าอีกสักตัวเถิด” ซูถังโหรวเอ่ยกับคนของนางพลางชี้ไปที่เสื้อคลุมที่หนาขึ้นอีกสักหน่อย นางไม่อยากให้หลี่เฉิงอันเข้าใจผิดคิดว่านางยั่วยวนเขาทั้งที่เขากำลังาเ็สาหัสอยู่เช่นนี้
เมื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและจัดแต่งทรงผมใหม่เรียบร้อยแล้วนางก็เดินไปยังโถงกลางของเรือนที่ในยามนี้หลี่เฉิงอันมานั่งรอนางอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเขาเห็นนางรอยยิ้มที่มุมปากก็ผุดขึ้นมาให้เห็นทำให้ใบหน้าคมเข้มของเขาดูอ่อนโยนขึ้นมามาก
“หยางเหิงบอกกับข้าว่าอาหารเหล่านี้ล้วนเป็อาหารที่เ้าชอบ” เขาเอ่ยพลางชี้บรรดาอาหารที่วางบนโต๊ะด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยการหยอกเย้าซูถังโหรวจึงได้หัวเราะออกมาเบาๆ
“ท่านอ๋องคงต้องบอกกับหม่อมฉันแล้วว่าอาหารที่ท่านชอบคืออะไรบ้าง วันหน้าหม่อมฉันจะได้สั่งให้คนจัดเตรียมให้ท่านอ๋องได้” เมื่อนางเอ่ยเช่นนี้เขาก็ส่ายหน้า
“ข้าไม่มีอาหารที่ชอบ อาหารทุกอย่างข้าล้วนกินได้หมด” เมื่อเขาเอ่ยเช่นนี้นางก็ไม่ได้สอบถามเขาต่อทำแค่เพียงนั่งลงตรงหน้าเขาส่วนเขาก็ใช้ตะเกียบคีบกับข้าวมาวางบนชามข้าวของนาง
“กินเถอะ” เมื่อเขาเอ่ยเช่นนี้นางจึงได้ขยับตะเกียบคีบกับข้าวที่เขาคีบมาให้ขึ้นมากินด้วยใบหน้าที่ยังคงระบายรอยยิ้มอยู่ นี่นับเป็ครั้งแรกที่ทั้งนางและเขากินอาหารร่วมกัน ในคืนส่งตัวหลังจากดื่มเหล้ามงคลแล้วเขาก็จากไป โดยที่ทั้งนางและเขาไม่มีโอกาสได้พูดคุยกันเลยสักนิด
เมื่อทั้งกินอาหารเสร็จแล้วสาวใช้ก็ยกน้ำชาช่วยย่อยมาให้ ยามนี้ท้องฟ้าด้านนอกมืดนานแล้วแสงไฟที่ถูกจุดขึ้นช่วยขับเน้นให้ใบหน้าของคนตรงหน้าดูโดดเด่นขึ้นมา หลี่เฉิงอันไม่ใช่บุรุษรูปงาม สีผิวของเขาดำคล้ำกว่าบรรดาคุณชายทั่วไปในเมืองหลวง เรียวคิ้วที่ทั้งหน้าทั้งเข้ม ดวงตาเรียวยาวที่เปล่งประกายแห่งความดุดันในยามที่เขาเผลอตัวรับกันดีกับจมูกคมสันได้รูป เรียวปากบางที่มีสีเข้มของเขามักจะถูกเม้มแน่นยามที่เขาไม่รู้ตัว เมื่อรวมตัวกันอยู่บนใบหน้าของเขาทำให้เขาแตกต่างจากบรรดาบุรุษที่ได้ขึ้นชื่อว่ารูปงามทั่วไป แต่ใบหน้านี้กลับมีแรงดึงดูดบางอยากที่ทำให้บนบรรดาสตรีหลายคนไม่อาจจะละสายตาไปจากใบหน้าของเขาได้
“คืนนี้ข้าขอไปนอนที่ห้องของเ้านะ” เมื่อเขาเอ่ยขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยเช่นนี้ก็ทำให้ซูถังโหรวถึงกับสำลักน้ำชาในทันที แต่เมื่อมองไปรอบๆ กายแล้วเห็นว่าไม่มีผู้ใดนางจึงได้พลันสบายใจขึ้น
“ไม่จำเป็ต้องขอหรอกเพคะ ท่านอ๋องไปนอนที่ห้องของหม่อมฉันก็นับว่าเป็เกียรติของหม่อมฉันแล้ว” เมื่อซูถังโหรวเอ่ยเช่นนี้หลี่เฉิงอันก็ไม่ได้เอ่ยอันใดออกมาอีก เขาทำได้แค่เพียงหลุบตาลงแล้วยกน้ำชาขึ้นมาจิบ แม้ว่าจะไม่ได้เห็นสีหน้าของเขาแต่ใบหูที่มีสีแดงระเรื่อออกมาทำให้ซูถังโหรวรับรู้ได้ว่าในยามนี้คนตรงหน้าของนางได้รับความประหม่าแล้ว
“พวกเราไปเดินเล่นรอบๆ เพื่อย่อยอาหารกันก่อนดีไหมเพคะ ท่านอ๋องทรงอยากพักผ่อนหรือยัง” คำถามของซูถังโหรวทำให้เขาพยักหน้าในทันที
“ไปสิ พวกเราไปเดินเล่นกัน” เขาเอ่ยพลางลุกขึ้นยืนในทันทีซูถังโหรวจึงได้วางถ้วยน้ำชาลงแล้วลุกขึ้นตามเขา เมื่อเขารีบก้าวเดินฉับๆ ออกไปอย่างไว้ทำให้นางได้แต่ลอบหัวเราะออกมา ด้วยคิดไม่ถึงว่าบุรุษผู้นี้ก็มี่เวลาที่เขินอายเฉกเช่นผู้อื่นด้วย