เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นพร้อมกับแสงตะวันที่สาดแสงสีส้มอ่อนๆ ตอนนี้หกโมงเช้าแล้ว ผมรีบตื่นมาล้างหน้าแปรงฟันโดยแทบไม่รู้สึกงัวเงีย เรื่องราวในวันนี้มันทำให้ผมตื่นเต้นและตึงเครียดเกินไปผมนั่งรถเมล์ไปที่บริษัทวิทยทรัพย์ พอแปดโมงผมกับพี่หลินก็เข้าไปพบคุณวรเดชในห้องทำงานคุณวรเดชเริ่มก่อน “ฉันสั่งให้คนของฉันเอาคอมพิวเตอร์และหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวกับการปล่อยข่าวไปทิ้งแล้ว พล็อต เดี๋ยวเธอค่อยใช้คอมตัวใหม่”ผมพยักหน้า คุณวรเดชบอกต่อว่า “ประมาณเก้าโมงเช้า เจ้าหน้าที่ DSI จะเข้ามา หากเขาถามอะไรก็ให้บอกว่าไม่รู้ บอกแค่งานเธอที่คอยนั่งเช็คข่าวในตลาดหุ้นก็พอ”ผมถาม “ผมใช้ IP ต่างประเทศในการปล่อยข่าว ทำไม DSI ถึงรู้ได้”“มีคนทรยศ” คุณวรเดชบอก“ใครครับ?” ผมรีบถาม“ฉันไม่แน่ใจ คนที่รู้เรื่องเธอปล่อยข่าวมีแค่เธอ ฉัน หลิน”ผมอดปรายตาไปมองพี่หลินไม่ได้ คุณวรเดชได้ประโยชน์จากการปล่อยข่าวลือทุบหุ้นมากที่สุดเพราะแกเล่นตกหุ้นธนาคารไว้ แกคงไม่ทำลายตัวเอง ผมยิ่งไม่ใช่พี่หลินเหรอ…“หลินไม่ได้..” พี่หลินพูดขึ้นคุณวรเดชโบกมือ “ฉันไม่ได้หมายถึงเธอ อย่าลืมตอนฉันซื้อข้อมูลธนาคารรักเมืองไทยมีหนี้เสียสามแสนล้าน คนข้างในธนาคารบางคนก็รู้ว่าฉันเป็นคนจ่ายเงิน คนพวกนี้อาจขายข่าวให้ DSI ก็ได้ ฉันจะลองสืบดู”“คนที่ลองดีกับฉัน ฉันไม่เอาไว้แน่” คุณเวรเดชมีสีหน้าเหี้ยมเกรียม ปกติแกเป็นคนสุขุม ผมไม่เคยเห็นแกโกรธมาก่อนวันนี้ผมรู้สึกเวลาเก้าโมงเช้าเดินมาถึงอย่างรวดเร็วทั้งที่ไม่อยากให้ถึง พนักงาน DSI ใส่สูทสีดำราวสิบกคนก็เดินเข้าบริษัทมา ทำเอาพนักงานราวยี่สิบกว่าคนในออฟฟิตแตกตื่น มองพวก DSI กันใหญ่หัวหน้าทีมสืบสวน DSI ชุดนี้ ชื่อกิตติ เป็นคนรูปร่างใหญ่ อายุราวสี่สิบกว่าปี คุณวรเดชออกไปรับหน้าผมไม่รู้เขาคุยอะไรกัน ไม่นานหัวหน้า DSI ก็เดินเข้ามาหาผม“คุณทำหน้าที่ดูแลการสื่อสารของบริษัทใช่ไหมครับ?”“ครับ” ผมตอบด้วยเสียงสั่นนิดๆ นายกิตติก็จ้องหน้าผม “คุณชื่ออะไรครับ” นายกิตติถาม“ผมพล็อต” “ชื่อจริง?”“รณรงค์ครับ”“ขอคุยด้วยครับ”
คุณวรเดชเปิดห้องเล็กๆ ให้พนักงาน DSI เรียกผม พี่หลิน คุณวรเดชไปคุย “คุณทำหน้าที่ดูแลข้อมูลข่าวสารของบริษัทใช่ไหมครับ?”“ครับ” ผมรับคำ“ส่วนคุณไพลิน คุณเป็นหัวหน้าคุณรณรงค์อีกที”พี่หลินรับคำ “ตอนนี้มีการปล่อยข่าวทุบหุ้นธนาคารรักเมืองไทยเกิดขึ้น ผมพบว่าบริษัทวิทยทรัพย์เป็นบริษัทที่ได้ประโยชน์จากการชอตหุ้น (Short-เล่นตก) มากเป็นลำดับต้นๆ”กิตติจ้องมองหน้าผมแล้วพูดต่อ “เราได้ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์มาหมด ว่าใครได้ประโยชน์จากการชอตหุ้นบ้าง“พวกคุณเลยสงสัยพวกผม” คุณวรเดชถาม“ก็แค่ต้องการมาสอบถามน่ะครับ” กิตติบอกคุณวรเดชบอกว่า “ในตลาดหุ้น ไม่ใช่มีพวกผมฝ่ายเดียวที่ชอตหุ้นธนาคารรักเมืองไทย ยังมีพวกกองทุนต่างประเทศ พวกนักลงทุนทั่วไปที่รู้จักการชอตหุ้น ถ้าคุณอาศัยข้อมูลแบบนี้มาตั้งข้อหามั่วๆ ผมก็ฟ้องคุณกลับได้นะ”กิตติยิ้ม “เปล่าครับ เรายังไม่ได้ตั้งข้อหาอะไรพวกคุณ”“อ้อ ยกพวกมาเสียใหญ่โต ค้นได้หลักฐานอะไรบ้างหรือยังครับ” คุณวรเดชถามอีกกิตติได้แต่อึ้งไม่ตอบ ก็หลักฐานอะไรถูกคุณวรเดชทำลายไปก่อนแล้ว คอมพิวเตอร์ป่านนี้โดนรถบดขยะขยี้หมดละมั้ง“เราเพียงแค่ทำตามหน้าที่”คุณวรเดชพยักหน้า “ผมทราบครับว่าต่างคนต่างทำตามหน้าที่ ผมก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่คราวหน้าถ้าจะมาไม่ต้องยกพวกมาแบบนี้ก็ได้ โทรมากริ๊งเดียวเรียกผมไปคุยก็ได้ เด็กๆ จะได้ไม่ตกใจ” คุณกิตติพลันจ้องมองที่พี่หลินบ้าง “แต่เรื่องปล่อยข่าวลือ แม้จะมีคนบางคนใช้ IP จากต่างประเทศในการปล่อยข่าว แต่พวกผมก็สืบได้ไม่ยากนะครับ”หัวหน้าหน่วยสืบสวน DSI รุกกลับละ“อ้อ สืบยังไงครับ?” ผมถาม“เป็นความลับทางการสืบสวนครับ คงบอกไม่ได้ แต่ว่าเรามีหลักฐานว่าข้อมูลที่ปล่อยออกมา มีต้นสัญญาณสื่อสารจากแถวนี้” พี่หลินขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่วนคุณวรเดชทำสีหน้าเรียบเฉย ส่วนผมทำพยายามทำกริยาให้เป็นปกติ“คุณรณรงค์ ทำหน้าที่ดูแลข้อมูลใช่ไหมครับ?” คุณกิตติถามผมผมพยักหน้า“แล้วหน้าที่คุณทำอะไรบ้างครับ”“ก็หาข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นว่ามีข่าวอะไรสำคัญแล้วทำรายงานอะครับ” อันนี้ผมพูดจริง ผมมีหน้าหาข้อมูลหุ้นด้วยเพราะผมทำงานด้านข่าวสาร อีกหน้าที่ก็คือช่วยดูแลข้อมูลลูกค้าด้วย“งั้นคุณก็คงทราบเรื่องข่าวลือเรื่องธนาคารรักเมืองไทยมีหนี้เสียสามแสนล้านใช่ไหมครับ?” “ทราบครับ”“คุณรู้สึกยังไงกับข่าวนี้ครับ”ผมคิดแป๊ปนึงจึงตอบ “ก็เรื่องทั่วไปครับ ตอนนี้เศรษฐกิจไม่ดี มันไม่ใช่ธนาคารนี้แห่งเดียวที่มีหนี้เสีย เพียงแต่ธนาคารนี้มีหนี้เสียเยอะที่สุดในทุกธนาคาร”“ครับ”คุณกิตติหันไปมองพี่หลินบ้าง “คุณไพลินทำหน้าที่อะไรในบริษัทครับ”ชื่อจริงของพี่หลินคือไพลิน“ดิฉันมีหน้าที่เป็นหัวหน้าพนักงานและดูแลลูกค้าที่มีเงินในพอร์ตหุ้นหรือพอร์ตการลงทุนไม่ต่ำกว่าสิบล้านบาทค่ะ”“แล้วคุณหลินทราบไหมครับว่า บริษัทของคุณได้ชอตหุ้นธนาคารรักเมืองไทยจนกำไรเกือบร้อยล้านบาททีเดียว”“ทราบค่ะ”“ทำไมถึงกล้าชอตหุ้นตัวนี้ด้วยเงินลงทุนหลายร้อยล้านครับ” กิตติถามอีก โอ๊ย ถามไรนักหน้าเซ้าซี้อยู่ได้พี่หลินตอบทันควัน “จริงๆ ก็ไม่ใช่แต่หุ้นธนาคารตัวนี้นะคะที่เราชอต ตอนนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มจะลดดอกเบี้ยลงเรื่อยๆ เพราะเศรษฐกิจไม่ดี หุ้นธนาคารก็จะตกตามเพราะว่ากำไรที่ได้จากดอกเบี้ยลูกค้าก็จะลดลง มันเป็นธรรมดามากเลยค่ะ”นายกิตติพยักหน้าเหมือนกำลังใช้ความคิดคุณวรเดชพลันกล่าวขึ้น “ถ้าคุณกิตติสนใจ มาเปิดพอร์ตการลงทุนกับเราได้นะครับ เรายินดีให้บริการ บริษัทหลักทรัพย์ของเราเป็นบริษัทจำนวนน้อยที่กล้าแนะนำลูกค้าให้เล่นหุ้นตามสถานการณ์ ไม่ใช่หลอกลูกค้าไปซื้อหุ้นแล้วเวลาตกก็เจ๊งหมด ก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจทั่วโลก เราก็เคยบอกลูกค้าให้ลดการลงทุนในหุ้นลงถึง 90% และสั่งลูกค้าให้เปิดพอร์ตเล่นทองกับเราแทน”“ปลายปีที่แล้วราคาทองอยู่ประมาณ 19000 บาท ต่อทองหนักหนึ่งบาท ตอนนี้ราคาทองไปถึง 24000 บาทแล้ว ในวิกฤติมีโอกาสเสมอครับ”แหม คุณวรเดชยังจะขายของอีก มืออาชีพจริงๆ
คุณวรเดชกำลังอธิบายหลักการง่ายๆ ว่าเวลาเศรษฐกิจไม่ดีทองจะขึ้น แต่ถ้าเศรษฐกิจดีราคาทองจะลงเพราะคนเอาเงินไปลงทุนพวกหุ้น น้ำมัน ตราสารหนี้ บางคนชอบไปซื้อทองตอนเศรษฐกิจดีๆ แล้วทองก็ลงตลอดก็มาบ่นขาดทุนกันเยอะ ต้องมานั่งปลอบใจตัวเองว่าเดี๋ยวมันก็ขึ้น โดยกว่ามันจะขึ้นบางทีต้องรอห้าปีหกปีเลย ดอกเบี้ย เงินปันผลก็ไม่ได้ ซึ่งเป็นวิธีคิดที่ผิดคุณกิตติสอบสวนพวกเราอยู่พักหนึ่งก็ขอตัวกลับ แกไม่มีหลักฐานอะไรจะเอาผิดพวกผมได้ แต่การที่มีคนทรยศเอาข่าวไปขายให้ DSI ครั้งนี้ ทำให้ผมต้องระวังตัวอีกไม่น้อย
คุณวรเดชเรียกผมกับพี่หลินเข้าไปที่ทำงานอีกครั้ง“พล็อต หลิน เธอไม่ต้องห่วง DSI สาวไม่ถึงตัวเราแน่”ผมและพี่หลินพยักหน้า“แต่ต้องระวังกันมากขึ้น พล็อตตอนนี้เธอเลิกปล่อยข่าวลือชั่วคราวก่อน ฉันมีงานสำคัญกว่าให้เธอทำ”“อะไรครับ?” ผมถาม“ฉันจะให้เธอหัดปั่นหุ้น”
ผมใจหายวาบเลย เฮ่ย ปั่นหุ้นมันผิดกฎหมายนะ จะเอาคุกมาให้ผมอีกแล้วเหรอเนี่ย “ได้กำไรเท่าไร ฉันจะแบ่งเธอ 20% ชีวิตเธอจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ” คุณวรเดชบอกผมได้ยินเรื่องเงินก็ตาโต ถามว่า “ปั่นยังไงครับ”คุณวรเดชก็เล่าแผนการออกมา….
จบตอนที่ 9ปั่นหุ้น เขาทำกันยังไง ตอนหน้าจะมาบอกจ้าพร้อมเนื้อเรื่องที่เข้มข้นมากขึ้นๆ