ซูเสียนจวิ้นจู่นามว่ากู้จั่งหนิง เป็คุณหนูรองของจิ้นกั๋วกง
มารดาชื่อสวีซื่อ เกิดในจวนก่วงผิงโหว[1] ท่านน้าชายเป็แม่ทัพใหญ่ผู้กล้าหาญที่รบศึกชนะบ่อยครั้ง ท่านป้าเป็ฮุ่ยเฟย[2] ที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนทรงโปรดปรานเป็ที่สุด นางเป็สตรีชั้นสูงและได้รับการเอาอกเอาใจเป็อย่างดี
ซูเสียนจวิ้นจู่นี้เป็ราชทินนามที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนพระราชทานให้ มีความหมายว่า ‘กุลสตรีผู้มีคุณธรรมและอ่อนโยน’
ทว่าซูเสียนจวิ้นจู่กลับไม่ได้เป็กุลสตรีชั้นสูงที่อ่อนโยนเหมือนที่ฮ่องเต้พระองค์ก่อนทรงคาดหวังไว้ กลับเป็เด็กก้าวร้าวที่ไม่มีใครกล้าแตะต้องเพราะโตมาจากการเอาแต่ใจั้แ่เล็ก
นางเล่นซน ขึ้นเขาลงน้ำไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควร สิ่งที่ทำแต่ละอย่างล้วนเป็เื่สะท้านโลกทั้งนั้น พอได้เป็ข่าวใหญ่ให้ชาวเมืองลือไปสามวันสามคืน
เทียบกับฉินหนิงจือแล้ว พฤติกรรมหยิ่งทะนงและถือตัวเองเป็ใหญ่ของนางถือเป็เื่เบาะๆ ไปเลย มีหรือที่นางจะกล้าจับไท่จื่อ3 มาตีก้น
ทว่าซูเสียนจวิ้นจู่นั้นกล้า!
ั้แ่จำความได้ ซูเสียนจวิ้นจู่ไม่เคยเป็ทุกข์หรือพ่ายแพ้อะไรเลยั้แ่อายุสามขวบจนสิบขวบ
นางกล้าตีแม้กระทั่งไท่จื่อ ดีที่ไม่ไปถอนหนวดฮ่องเต้ นางเคยกลัวใครบ้างล่ะ
ซูเสียนจวิ้นจู่ไม่นึกเลยว่าตนจะมีวันที่้ายกย่องคนอื่นนอกจากบิดาและพี่ชายรอง
วันนั้นที่จวนเสนาบดีกรมคลังมีการจัดงานชมดอกไม้ นางไม่เคยชื่นชอบหญิงสูงศักดิ์ที่ยิ้มเสแสร้งพวกนั้น คำพูดป้อยอไร้ซึ่งความจริงใจของคนนั้นคนนี้มีความหมายตรงไหนกัน คงเหนื่อยน่าดู
นางกำลังหาโอกาสแกล้งหญิงเสแสร้งพวกนั้นให้ใเล่น อยากเห็นท่าทางเวลาที่พวกนางถอดหน้ากากนักว่าจะเป็เช่นไร
แล้วนางก็เห็นฉินหนิงจือกำลังจับงูเขียวพิษโยนเข้าไปในสวนดอกไม้!
‘เ้าทำอะไรน่ะ!’ ซูเสียนจวิ้นจู่ตกตะลึง
‘ไม่เห็นหรืออย่างไร ข้ากำลังปล่อยงูพิษ’ ฉินหนิงจือตอบกลับโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองนาง
‘เ้าตั้งใจจะทำอะไรกันแน่’ ซูเสียนจวิ้นจู่ยิ่งใมากขึ้น นางทำเื่เลวร้ายได้อย่างกล้าหาญขนาดนี้ ดูมีอนาคตยิ่งนัก!
‘เฮอะ แน่นอนว่าทำให้คนใกลัว’ ฉินหนิงจือมองนางเหมือนกับมองคนขี้ขลาด ชี้มือไปยังสตรีนางหนึ่งในชุดคลุมสีแดงลูกท้อที่กำลังหัวเราะร่าแล้วเอ่ยเสียงเรียบ ‘เมื่อครู่นางดูถูกแม่ของข้า ลูกสาวนางก็ก้าวร้าวกับข้าอยู่หลายครา ข้ารู้ว่าวันนี้ไม่สามารถจับพวกนางมาตีได้ เมื่อคืนข้าก็เลยไปสวนท้ายเรือนจับงูมาถอนเขี้ยวออก ขู่ให้พวกนางใกลัว วันหลังจะได้ไม่กล้าดูถูกคนอื่นอีก’
โอ้! ซูเสียนจวิ้นจู่อายุตั้งสิบขวบแล้วยังไม่เคยพบเจอใครที่ได้ใจนางเช่นนี้มาก่อน จึงรู้สึกยกย่องชื่นชมยิ่งนัก! นับว่าเป็พวกเดียวกับนาง!
‘ข้าชื่อกู้จั่งหนิง เ้าชื่ออะไร เรามาเป็สหายกันเถอะ! ข้าก็ไม่ชอบพวกผู้หญิงเสแสร้งไม่จริงใจเ่าั้เช่นกัน’ ซูเสียนจวิ้นจู่ใบหน้าขาวใส เวลายิ้มเผยให้เห็นฟันเขี้ยวทั้งสองข้าง แลดูมีเสน่ห์ยิ่งนัก
บางทีอาจเป็เพราะวันนั้นแสงแดดค่อนข้างส่องตา...ส่องจนคนเผลอใจ ฉินหนิงจือจึงยื่นมือให้คนแปลกหน้าเป็ครั้งแรก ‘ข้าชื่อฉินหนิงจือ’
‘โอ้ ในชื่อของเ้าก็มีคำว่า ‘หนิง’ ด้วยหรือ พวกเรามีชะตาต่อกันจริงๆ! เ้าก็เกิดปีปิ่งซวีด้วยใช่ไหม’
‘หนิงจือ เ้ามีพี่ชายไหม ข้ามีพี่ชายสองคน พี่รองข้านิสัยไม่ดีมักรังแกข้า เ้าสอนข้าถอนเขี้ยวงูหน่อยสิ ข้าจะเอาไปแกล้งเขาบ้าง!’
‘หนิงจือๆ คนนั้นเป็พี่รองของข้าเอง! กงจื่อ4 รองของตระกูลกู้ผู้สง่างามโด่งดังและมีความสามารถ ผู้คนต่างลือกันแบบนี้สินะ ฮ่าๆๆ ข้าจะบอกเ้าให้ว่าไม่จริงเลย! พี่รองข้าไม่ได้ดีงามขนาดนั้น’
‘หนิงจือ เ้าชอบพี่รองของข้าใช่ไหม ไอ้หยา! เ้าจะกลัวอะไร ข้าช่วยเ้าได้ หากเ้าชอบพี่รองจริงๆ!’
‘หนิงจือ เ้าโง่งมไปแล้วหรือไร! ทูลขอฮ่องเต้ให้พระราชทานสมรสโดยตรงเลยก็ได้นี่! ฮ่องเต้ต้องทรงรับปากเ้าอย่างแน่นอน ข้าจะช่วยเ้าเอง!’
‘หนิงจือ เ้าเชื่อข้าเถอะ ข้าไม่ได้มีจุดประสงค์อื่นจริงๆ เพียงแค่อยากจะช่วยเ้า!’
‘หนิงจือ ขอโทษ...ขอโทษ...’
“คุณหนู! คุณหนู!”
เสียงในความทรงจำเริ่มรางเลือน เสียงในชีวิตจริงดังขึ้นต่อเนื่อง ฉินหนิงจือจึงค่อยๆ ได้สติคืนมา
“คุณหนู ท่านเป็อะไรไปเ้าคะ อย่าทำให้ข้าน้อยใแบบนี้สิเ้าคะ” ชิงหยาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสะอื้น
ฉินหนิงจือปิดตาลง พยายามบังคับตัวเองให้ลืมความทรงจำที่เ็ปเ่าั้ แต่มือทั้งสองก็ยังสั่นไม่หยุด แม้แต่โต๊ะก็ยังจับไม่มั่น
‘ฉินหนิงจือ ใจเย็น! เ้าต้องใจเย็น!’
ผ่านไปแล้ว...ทุกสิ่งล้วนผ่านไปหมดแล้ว ทำไมเวลานางพบเจอเฉินซื่อถึงยังใจเย็นได้ แต่พอได้ยินชื่อของคนจากจวนจิ้นกั๋วกงกลับทนฟังไม่ได้
แบบนี้นางจะไหวหรือ ทำเช่นไรจึงจะตัดขาดจากคนเ่าั้ได้!
นางโมโหที่ไม่ได้ย้อนกลับไปเกิดใหม่ในหนึ่งปีก่อน จะได้ไม่ต้องเข้าร่วมงานชมดอกไม้รอบนั้น จะได้ไม่ต้องพบกับกู้จั่งหนิง จะได้ไม่ต้องกังวลถึงโศกนาฏกรรมที่จะเกิดขึ้นในภายหลัง
ยังดี! ยังดีที่ตอนนี้กู้จิ่งหยวนอยู่ในกองทัพ ยังไม่กลับเมืองหลวง
“เอาจดหมายไปเผาเสียเถอะ คราหน้าไม่ต้องรับจดหมายใดๆ จากจวนจิ้นกั๋วกงอีก” ฉินหนิงจือสงบอารมณ์ได้แล้วก็เอ่ยออกไป
“อะ...อะไรนะเ้าคะ” ชิงหยาใยิ่งนัก
ในจวนนี้มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่าคุณหนูของพวกนางกับซูเสียนจวิ้นจู่แห่งจวนจิ้นกั๋วกงสนิทกัน แม้นางจะแอบได้ยินบ่อยๆ ว่าผู้คนซุบซิบกันลับหลังในทำนอง ‘ฝนตกขี้หมูไหล’ บ้างก็ ‘เพื่อนเลวเพื่อนชั่ว’ แต่ใครเล่าจะกล้าเอ่ยต่อหน้า ที่คุณหนูของพวกนางได้รับการยกย่องเอาใจจากซูเสียนจวิ้นจู่ ไม่ใช่ว่าเป็เพราะความสามารถของตัวคุณหนูเองหรอกหรือ
คุณหนูของนางอาจได้แต่งงานกับผู้สูงศักดิ์เพราะแบบนี้ก็เป็ได้
“ท่านแม่ไม่ให้ข้าคบกับซูเสียนจวิ้นจู่ กลัวว่าข้าจะนิสัยเสียไปก่อเื่กับคนที่ไม่ควรไปมีเื่ด้วย ข้าเองก็ไม่ได้มียศจวิ้นจู่ ทั้งยังไม่ได้มีท่านป้าในตำแหน่งไท่เฟย หากเกิดอะไรขึ้นใครจะรับผิดชอบ ข้าไม่อยากทำให้ท่านแม่เป็กังวล”
ฉินหนิงจือเอ่ยอย่างแน่วแน่ ทั้งยังมีความจริงปนอยู่ด้วย ชิงหยาได้แต่ยืนตะลึง หมดปัญญาจะโต้แย้ง
“ดังนั้นเอาจดหมายไปเผาทิ้งซะ คราหน้าห้ามรับจดหมายจากซูเสียนจวิ้นจู่อีก” ฉินหนิงจือออกคำสั่งอีกครั้ง
ชิงหยาเพิ่งเข้าใจว่าผู้เป็นายนั้นพูดจริง ไม่ได้ล้อเล่น...หรือว่าคุณหนูจะทะเลาะกับจวิ้นจู่น้อยเสียแล้ว เกิดอะไรขึ้นกันนะ ก่อนตกน้ำคุณหนูยังเปรยอยู่เลยว่าจะเอาต้นสนอู่ซงไปให้จวิ้นจู่น้อย...
หรือจะโกรธที่เ้าตัวไม่ได้มาเยี่ยมอย่างนั้นรึ!
นึกถึงตรงนี้ชิงหยาก็เข้าใจแจ่มแจ้ง เด็กน้อยกำลังน้อยใจจนจะตัดขาดความสัมพันธ์นี่เอง คำพูดของเด็กที่กำลังโกรธจะไปเชื่อถือได้ที่ไหนกัน
“เ้าค่ะ ข้าน้อยรับทราบแล้ว” แต่อย่างไรก็ตามยังต้องเอาใจนางอยู่ดี ไม่เช่นนั้นหากพินิจตามนิสัยของคุณหนูแล้ว ถ้าไม่ทำตามคงจะไม่ยอมง่ายๆ แน่
ฉินหนิงจือได้แต่พยักหน้ารับอย่างไม่สบายใจ นางเกือบจะลืมชื่อ ‘กู้จั่งหนิง’ นี้ไปแล้ว ตอนนี้กลับถูกย้ำเตือนให้จดจำอีก
พวกนางเป็สหายรักกัน!
เฮ้อ สหาย...หนามแทงมือจริงๆ!
ฉินหนิงจือทำเอาเฉินซื่อโกรธจัดไปตลอด่สายจนเจ็บหนึบในหัวใจ นางแวะไปดูฉินเพ่ยจือก็ได้ยินว่าคุณหนูสามตื่นขึ้นมาก็อาละวาดเอาศีรษะโขกผนังจนอาการแทบทรุด
เฉินซื่อได้ยินเช่นนั้นก็แทบสิ้นสติ ดีที่ฉินอวี้จือพยุงเอาไว้ทัน นางรีบวิ่งเข้าไปในห้องทันที พอเห็นฉินเพ่ยจือนั่งขดด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทาอยู่มุมเตียงก็ยิ่งเ็ปหัวใจเหมือนโดนมีดกรีด
ลูกเพ่ยของนาง...ฉลาดหลักแหลมั้แ่เล็กทั้งยังร่าเริงแจ่มใส เหตุใดถึงได้เป็เช่นนี้!
“ลูกเพ่ย...” นางก้าวเข้าไปอย่างระมัดระวัง ค่อยๆ เปิดผ้าห่มที่ห่อตัวฉินเพ่ยจืออยู่
“น้องสาม เ้าไม่เป็อะไรใช่ไหม” ฉินอวี้จือก็เดินเข้าไปถามด้วยเช่นกัน
ฉินเพ่ยจือที่นั่งตัวสั่นอยู่กลับใกลัวสุดขีด กรีดร้องเสียงแหลมออกมา “กรี๊ด!”
“ลูกเพ่ย!” เฉินซื่อสะดุ้ง รีบเปิดผ้าห่มออกทั้งผืนเพื่อตรวจดูนางทันที
เห็นฉินเพ่ยจือตาแดงก่ำกัดฟันแน่น ใบหน้าที่คล้ายกันกับฉินอวี้จือนั้นเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราดอย่างน่ากลัว เหมือนสัตว์ป่าที่จนมุม ดูน่ากลัวยิ่งนัก
เฉินซื่อปวดใจ ยังไม่ทันได้ทำอะไรก็ถูกฉินเพ่ยจือคว้ามือไปกัดเต็มแรง
“ไท่ไท่!”
“คุณหนูสาม!”
ภายในห้องเริ่มวุ่นวายกันยกใหญ่ ฉินอวี้จือใก้าวถอยหลังไปหลายก้าว เฉินซื่อยังอยู่ที่เดิม นางจึงไม่กล้าแสดงความกลัวออกมามากนัก ได้แต่บังคับตัวเองให้นิ่งเข้าไว้
ผ่านไปครู่หนึ่งเฉินซื่อกับเหล่าสาวใช้ก็สยบฉินเพ่ยจือที่บ้าคลั่งลงได้
“ท่านแม่ น้องสามเป็เช่นไรบ้าง” ฉินอวี้จือเอ่ยขึ้นหลังจากที่เห็นฉินเพ่ยจือใกล้จะหลับแล้ว แม้ว่านางจะควบคุมความกลัวได้แล้ว แต่เฉินซื่อก็ยังดูออกอยู่ดี
“เ้าออกไปก่อนเถอะ น้องเ้าเห็นคนแปลกหน้าไม่ได้ อีกอย่างห้องนี้ก็มีแต่กลิ่นยา เ้าดมบ่อยๆ คงไม่ดีนัก”
ได้ยินเช่นนี้ฉินอวี้จือก็รับรู้ถึงความเ็าและไม่พอใจของเฉินซื่อ ‘ท่านแม่กำลังตำหนิว่าข้าไม่ค่อยมาดูน้องสาวอย่างนั้นรึ!’
นางต้องยอมด้วยหรือ ตอนนี้ฉินเพ่ยจือเป็บ้า ใครจะไปรู้ว่าเ้าตัวจะอาละวาดทำร้ายนางตอนไหน อีกอย่างห้องนี้ก็เต็มไปด้วยกลิ่นแปลกๆ นางยังทนดมไม่ได้ ท่านแม่ไม่เหม็นบ้างหรืออย่างไร เหตุใดฉินเพ่ยจือเป็เช่นนี้ ท่านแม่ก็ยังรักอยู่อีก
แววตาฉินอวี้จือเผยความแค้นออกมาวูบหนึ่ง ทว่าก็เลือนหายไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะก้มศีรษะคารวะอย่างเชื่อฟัง “เ้าค่ะ งั้นลูกขอตัวก่อนนะเ้าคะ”
“เดี๋ยวก่อน” เฉินซื่อนึกบางอย่างขึ้นได้เลยร้องเรียก “เ้าช่วยไปบอกสวีม่ามาให้ไปจวนหานแล้วเชิญภรรยาหวังกุ้ยมา”
สวีม่ามากับภรรยาหวังกุ้ยเป็คนสนิทของเฉินซื่อ เพียงแต่สวีม่ามายังอยู่กับนาง ส่วนภรรยาหวังกุ้ยกับสามีถือเป็สินสมรสจึงออกไปกับคุณหนูใหญ่ฉินจิ้งจือในวันสมรส
จวนหานเป็บ้านสามีของฉินจิ้งจือ ไท่ฉาง5 ซื่อเซ่าชิงแห่งจวนหาน
ฉินอวี้จือรับคำแล้วก็พลันประหลาดใจ จู่ๆ ท่านแม่ก็เรียกหาภรรยาหวังกุ้ย หรือว่าพี่หญิงใหญ่จะเกิดเื่ขึ้น!
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/e8c39af2eb995c5d8c97da730cbb055e
[1] หนึ่งในบรรดาศักดิ์ของขุนนางจีน เรียงลำดับจากสูงไปต่ำคือ กง โหว ป๋อ จื่อ และหนาน
[2] ฮุ่ยเฟย หรือ พระชายาผู้เมตตากรุณา เป็ตำแหน่งหนึ่งในสามของพระชายาขั้นหนึ่งชั้นเอก
3 องค์รัชทายาท
4 บุตรชายในหวังจื่อโหวและบุตรชายในเลี่ยโหวทุกคนจะถูกเรียกว่า ‘กงจื่อ’
5 ตำแหน่งขุนนางจีน มีหน้าที่ดูแลหอไทเปี้ยว (ศาลบรรพชนซึ่งเป็สถานที่ประกอบพิธีการของราชวงศ์ เช่น พิธีขึ้นครองราชย์)