“อืม ทรัพยากรนี่…”
หลังจากที่กู้ชิงเกอแจ้งรายการทรัพยากรที่จำเป็นในการปลุกพลังสังขารแม้แต่ซูฉางเซิงผู้แข็งแกร่งก็ยังอดไม่ได้ที่จะอ้าปากค้าง
ไม่ใช่ว่าทรัพยากรที่ต้องการนั้นมากมายมหาศาลแต่เป็นเพราะส่วนใหญ่นั้นล้วนเป็นของวิเศษล้ำค่าที่หายากยิ่ง
ยกตัวอย่างเช่นบัวพิชิตวิบัติซึ่งเป็นโอสถศักดิ์สิทธิ์ระดับแปดต้นเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้เซียนแย่งชิงกันดุเดือดเลือดพล่าน
นอกจากนี้ยังมีผลแห่งความวิบัติน้ำยาสายฟ้าศักดิ์สิทธิ์ โลหิตของสัตว์อสูรระดับเซียน และอื่นๆ อีกมากมาย
หากเป็นคนทั่วไปแม้แต่เซียนนักบุญก็ยากที่จะรวบรวมได้ในเวลาอันสั้น
นับประสาอะไรกับกู้ชิงเกอผู้ที่เกิดใหม่ในฐานะจักรพรรดินีการรวบรวมวัตถุดิบเหล่านี้คงจะยากลำบากมากเช่นกันใช่หรือไม่
ท้ายที่สุดแล้วการบำเพ็ญเพียรของนางยังอ่อนแอเกินไป แม้ว่าจะรู้ถึงโอกาสมากมายทว่าก็ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการรวบรวมมัน!
หรือบางทีกู้ชิงเกออาจเลือกที่จะตายอีกครั้ง เพื่อปลุกพลังร่างกายอมตะหมื่นภัยพิบัติโดยตรง
อย่างไรก็ตามซูฉางเซิงไม่ใช้วิธีนั้นแน่นอน แม้ว่ามันจะช่วยประหยัดทรัพยากรได้มากก็ตาม
“วางใจเถิด ข้าจะรวบรวมให้เจ้าภายในสามวัน!”
ซูฉางเซิงกล่าวเบาๆขณะมองไปยังกู้ชิงเกอ
แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะหายากทว่าเขาทำลายล้างสำนักว่านโซ่ว และยึดทรัพยากรที่สั่งสมมานับหมื่นปีของสำนักนี้มาแล้ว
เขาจึงมีทรัพยากรมากมายมหาศาลเช่นกัน
แม้ว่าเขาจะขาดวัตถุดิบสำคัญบางอย่างเช่น บัวพิชิตวิบัติ และผลแห่งความวิบัติ ทว่าเขาสามารถเอาไปแลกเปลี่ยนกับสำนักอื่นๆ ได้
เท่าที่เขาทราบตระกูลหวังมีต้นผลแห่งความวิบัติ ซึ่งออกผลได้สามสิบหกผลในทุกๆ สามพันปีการที่เขาขอสักร้อยแปดสิบผล คงจะไม่มากเกินไปกระมัง
อย่างไรก็ตามบัวพิชิตวิบัติคือปัญหาที่แท้จริง
ในทวีปเจินเซิ่งทั้งหมดเท่าที่ทราบมีเพียงสองสำนักเท่านั้นที่มีโอสถศักดิ์สิทธิ์ชนิดนี้
หนึ่งคือสำนักหลิงซวีเจี้ยนอีกหนึ่งคือสำนักไท่สื่อ
สำนักไท่สื่อไม่ต้องพูดถึงเป็นมหาอำนาจที่แท้จริง มีราชานักบุญประจำอยู่ตอนนี้ตนไม่อาจยั่วยุพวกเขาได้แน่นอน ส่วนอีกฝ่ายคือสำนักหลิงซวีเจี้ยน
แม้ว่าพวกเขาจะแข็งแกร่งก็ไม่ใช่ว่าเขาจะเข้าไปจัดการควบคุมไม่ได้
หากพวกเขายินยอมแลกเปลี่ยนก็ไม่มีปัญหาหากไม่ยินยอม เขาจะบุกเข้าไปและแย่งชิงมาโดยตรง
เมื่อคิดเช่นนี้ดวงตาของซูฉางเซิงก็เย็นเยียบลง เขาตัดสินใจอย่างเงียบๆ ในใจ
“หากมันลำบากเกินไป ข้าหาวิธีเองได้!” กู้ชิงเกอสังเกตเห็นจิตสังหารที่แผ่ออกมาจากซูฉางเซิงนางอดไม่ได้ที่จะเตือนสติเขา
“วางใจเถิด!”
ซูฉางเซิงยิ้มเล็กน้อย
ตอนนี้สิ่งสำคัญคือต้องรวบรวมของวิเศษอื่นๆก่อน จากนั้นจึงค่อยพิจารณาการแลกเปลี่ยนบัวพิชิตวิบัติกับสำนักหลิงซวีเจี้ยน
ในช่วงสามวันต่อมาซูฉางเซิงได้ระดมกำลังของตระกูลซูเพื่อรวบรวมทรัพยากรที่กู้ชิงเกอต้องการอย่างเต็มที่
ไม่เพียงเท่านั้นเขายังกำชับว่าต้องเป็นวัตถุดิบที่ดีที่สุดและมีจำนวนมากที่สุดแม้ว่าจะต้องใช้ทรัพยากรมากเพียงใดก็ตาม
“ตูม!”
ไม่เพียงเท่านั้นซูฉางเซิงยังเดินทางไปตระกูลหวังด้วยตนเอง บารมีเซียนแผ่กระจายออกไป สร้างความตกใจให้บรรพบุรุษของตระกูลหวังโดยทันที
“ผู้ใด!”
“นี่คือบารมีของเซียน!”
“ซูฉางเซิง!”
ตระกูลหวังตกตะลึงสมาชิกตระกูลนับไม่ถ้วนจ้องมองมาด้วยตะลึง เมื่อเห็นร่างที่สง่าราวกับเทพเซียนก้าวเข้ามาในตระกูลหวังร่างอันหล่อเหลาไร้ที่ตินั้น ผู้บำเพ็ญเพียรของตระกูลหวังจำได้ทันที
เขาคือเซียนฉางเซิงซูฉางเซิงผู้โด่งดังไปทั่วทวีปเจินเซิ่งในช่วงที่ผ่านมา!
“แย่แล้ว เซียนฉางเซิงมาที่ตระกูลหวัง เขาจะมาทำลายตระกูลหรือไม่”
“เป็นไปไม่ได้ ตระกูลหวังของเราไม่เคยมีความแค้นกับตระกูลซูและก็ไม่เคยยั่วยุเซียนฉางเซิงด้วย ไม่น่าจะใช่กระมัง!”
“ไม่ต้องกลัว บรรพชนตระกูลหวังของเราไร้เทียมทาน!”
สมาชิกตระกูลหวังทุกคนต่างหวาดกลัวพวกเขาตื่นตระหนก เกรงว่าซูฉางเซิงจะมาทำลายตระกูล ทว่ามีศิษย์บางคนที่ยังมั่นใจ
“นั่นคือซูฉางเซิงหรือ!”
ภายในตระกูลหวังบริเวณที่พักของผู้นำตระกูล สตรีที่งดงามที่สุดผู้หนึ่งเงยหน้าขึ้นมองซูฉางเซิงดวงตางดงามเป็นประกายด้วยความประหลาดใจ ในใจได้แต่ปลงตก
สง่างามเช่นนั้นเหนือกว่าอัจฉริยะทุกคนที่นางเคยพบเห็น สมกับเป็นเซียนฉางเซิงจริงๆได้ยินชื่อเสียงมานาน บัดนี้ได้ยลโฉมด้วยตาตนเองแล้ว
ตูม!
ในขณะนั้นจากส่วนลึกของตระกูลหวัง ภายในดินแดนบรรพชนมีร่างอันน่าเกรงขามสองร่างปรากฏขึ้นทีละร่าง แผ่บารมีเซียนอันน่าสะพรึงกลัวออกมาไม่ด้อยไปกว่าเซียนของสำนักว่านโซ่ว พวกเขาคือบรรพชนของตระกูลหวัง
“เชิญท่านเซียนฉางเซิงเข้ามา!”
“ขออภัยที่ไม่ได้ต้อนรับท่านเซียนฉางเซิงทันทีที่ท่านมาถึงหวังว่าท่านเซียนฉางเซิงจะให้อภัย!”
เสียงทั้งสองดังก้องสะท้านฟ้า
ตึง!
จากนั้นเส้นทางแสงสีทองอันเจิดจรัสก็ทอดยาวออกมา เปล่งประกายระยิบระยับภาพมายามากมายปรากฏขึ้น ดอกไม้อมตะเบ่งบาน สายฝนแห่งแสงโปรยปรายไม่มีที่สิ้นสุด
“ข้าเองที่เดินทางมาโดยกะทันหัน ทำให้ตระกูลหวังตกใจ ขออภัยท่านทั้งสองด้วย!”
ซูฉางเซิงยิ้มเบาๆ
เซียนของตระกูลหวังสุภาพกับเขาเช่นนี้จะแสดงความโอหังก็กระไรอยู่
ตึง!
ในไม่ช้าซูฉางเซิงก็ก้าวขึ้นไปบนเส้นทางแสงสีทอง ทีท่าสงบนิ่ง มุ่งหน้าตรงไปยังดินแดนบรรพชนของตระกูลหวังโดยไม่เกรงกลัวการซุ่มโจมตีหรืออันตรายใดๆ
แม้ว่าจะมีจริงๆเขาก็พร้อมพลิกผืนปฐพีและปราบทุกคนที่ซุ่มโจมตี
ไม่นานนักดินแดนบรรพชนของตระกูลหวังก็เงียบสงัดหมอกควันแห่งความโกลาหลปกคลุมทุกสิ่งทุกอย่าง บุคคลภายนอกไม่อาจล่วงรู้ได้
สมาชิกตระกูลหวังรวมถึงผู้นำตระกูล ผู้อาวุโสและกระทั่งผู้อาวุโสสูงสุดจำนวนมากที่ออกจากการบำเพ็ญเพียร ต่างก็รอคอยด้วยความวิตกกังวลกลัวว่าจะเกิดสงครามครั้งใหญ่
“ฮ่าๆๆ…”
เพียงประมาณสิบห้านาทีต่อมาเสียงหัวเราะดังขึ้น เซียนสองคนของตระกูลหวังออกมาพร้อมกับซูฉางเซิงพวกเขาพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน และมาส่งเขากลับออกไปจากตระกูลหวังด้วยตนเอง
เมื่อเห็นว่าบรรพชนทั้งสองไม่ได้ขัดแย้งกับเซียนฉางเซิงเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลหวังก็โล่งใจ
“ไม่นึกเลยว่าซูฉางเซิงจะมาเพื่อผลแห่งความวิบัติ!”
ขณะที่มองซูฉางเซิงจากไปเซียนคนหนึ่งของตระกูลหวังกล่าวขึ้นแทบจะทันใด เขาเป็นชายวัยกลางคนระดับการบำเพ็ญเพียรค่อนข้างต่ำ พอๆ กับเซียนจื่อซาน
“แต่ข้าไม่เข้าใจ ท่านบรรพชนเหตุใดท่านจึงมอบต้นผลแห่งความวิบัติทั้งหมดให้กับซูฉางเซิงนั่นคือหนึ่งในรากฐานของตระกูลหวังเรานี่ขอรับ!”
ชายวัยกลางคนใคร่ฉงนสงสัย
ต้นผลแห่งความวิบัติเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ระดับแปดผลที่เกิดจากมันเรียกว่าผลแห่งความวิบัติ
ผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ชนิดนี้มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งช่วยให้ผู้บำเพ็ญเพียรผ่านพ้นวิบัติได้อย่างปลอดภัยและดูดซับพลังของความวิบัติทั้งหลาย เพิ่มพลังพื้นฐานและพลังในระดับเดียวกัน
แม้ว่าจะมีประโยชน์เฉพาะกับผู้บำเพ็ญเพียรที่อยู่ต่ำกว่าระดับนิรันดร์ทว่าสร้างผู้บำเพ็ญเพียรระดับสำแดงกฎขั้นสูงสุดได้เป็นจำนวนมากและยังมีประโยชน์อย่างมากต่อการกำเนิดของผู้บำเพ็ญเพียรระดับนิรันดร์
ผลลัพธ์คือบรรพชนกลับมอบมันให้กับซูฉางเซิงโดยทันทีซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะทำให้พลังของตระกูลหวังลดลงและยากที่จะสร้างผู้บำเพ็ญเพียรระดับสำแดงกฎขั้นสูงสุดได้อีกเป็นจำนวนมาก
สิ่งนี้ทำให้เขาสับสนไม่น้อย
“เวลาของข้าเหลือน้อยแล้ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้เซียนอีกคนของตระกูลหวัง ชายชราที่แก่ชรามากก็กล่าวด้วยสีหน้าสงบและส่ายหัว
เขามีอายุมากแล้วมีศักดิ์เป็นปู่ทวด นามว่าหวังสวี่เต้า เป็นบรรพชนของชายวัยกลางคนและเป็นผู้ที่บ่มเพาะชายวัยกลางคนจนกลายเป็นเซียน
ดังนั้นแม้ว่าชายวัยกลางคนจะเป็นเซียน มีระดับเดียวกัน เขาก็ยังคงเคารพบรรพชนของเขา
“ท่านบรรพชน…”
เมื่อได้ยินเช่นนี้หัวใจของชายวัยกลางคนก็สั่นสะท้านทันใดนั้นเขาก็เข้าใจความตั้งใจของชายชราได้ทันที
“เมื่อข้าตาย เจ้าคนเดียวไม่อาจต้านทานสำนักทั้งสองนั่นได้ตระกูลหวังอาจประสบกับหายนะครั้งใหญ่ เหตุนี้ ตระกูลหวังจึงต้องการพันธมิตรที่แข็งแกร่ง!”
“ซูฉางเซิงคือพันธมิตรผู้นั้น การเสียสละต้นผลแห่งความวิบัติ หากสามารถแลกเปลี่ยนกับความช่วยเหลือจากเขาในอนาคตและช่วยเหลือตระกูลได้นั่นก็คุ้มค่าแล้ว!”
หวังสวี่เต้ากล่าวขึ้นเบาๆ
“ท่านบรรพชน ข้าจะหาวัตถุยืดอายุขัยมาให้ท่าน ท่านอย่าได้กังวล!”
ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือในขณะนั้นเอง ดวงตาของมหาเซียนกลับแดงก่ำ
“เด็กโง่เอ๋ย เช่นนั้นไม่จำเป็น สภาพของข้า ข้ารู้ดียาอายุวัฒนะทั่วไปไม่มีผลกับข้า และเจ้าก็หามันไม่ได้เช่นกัน!”
หวังสวี่เต้าส่ายหัวและยิ้มเบาๆเขารู้สึกผ่อนคลายและไม่ทุกข์ทรมานจากอายุขัยที่เจียนจะหมดลง
“ยิ่งไปกว่านั้น ข้าจะไม่ยอมตายเช่นนี้ หุบผามารสลักอาคม อาณาจักรลับของมหาเซียนที่กำลังจะปรากฏเมื่อถึงเวลาข้าจะไปลองเสี่ยงโชคดูสักตั้ง!”
หวังสวี่เต้ากล่าวอย่างใจเย็นชายวัยกลางคนเงียบไป เขาเข้าใจแล้วว่าบรรพชนของเขาตระเตรียมทุกอย่างไว้แล้ว
“ข้าเข้าใจแล้วขอรับ!”
ในเวลานั้นสมาชิกตระกูลหวัง รวมถึงเหล่าผู้อาวุโสต่างไม่ทราบถึงบทสนทนาระหว่างบรรพชนเซียนทั้งสองพวกเขาต่างมองด้วยความเคารพเท่านั้น
มีเพียงกลุ่มผู้อาวุโสสูงสุดเท่านั้นที่ขมวดคิ้วกังวลงุ่น
ในขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่ง ณ สำนักหลิงซวีเจี้ยน เทือกเขามากมายทอดยาวไปไกลสุดลูกหูลูกตาทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าดูยิ่งใหญ่ตระการตา
ยอดเขาแต่ละยอดล้วนมีความแหลมแผ่รัศมีกระบี่อันเฉียบคมออกมา ราวกับดาบศักดิ์สิทธิ์เล่มหนึ่งที่คมกริบเปี่ยมไปด้วยพลังแห่งวิถีกระบี่
ท่ามกลางเทือกเขามีพระราชวังมากมายดุจพระราชวังบนสรวงสวรรค์ งดงามตระการตา พลังปราณก่อตัวเป็นน้ำตกสายแล้วสายเล่าดั่งทางช้างเผือกที่ไหลลงมาจากเก้าสวรรค์
ระหว่างเทือกเขาและพระราชวังผู้ฝึกเพลงดาบเหาะเหินเดินอากาศบนกระบี่วิเศษราวกับแดนศักดิ์สิทธิ์ของผู้ฝึกดาบในตำนาน
ที่นี่คือศูนย์รวมใหญ่ของสำนักหลิงซวีเจี้ยนและเป็นสำนักนิกายแห่งวิถีกระบี่ที่ทรงพลังที่สุดในทวีปเจินเซิ่ง
“หึ อยากได้บัวพิชิตวิบัติหรือ นั่นคือโอสถศักดิ์สิทธิ์ระดับแปดสำนักหลิงซวีเจี้ยนมีเพียงต้นเดียว คิดไม่ถึงว่าซูฉางเซิงอยากจะแลกเปลี่ยนมันไปง่ายๆเช่นนี้รึ”
“เพ้อฝัน!”
ภายในห้องโถงใหญ่ของเจ้าสำนักหลิงเจี้ยนเย้ยหยันขณะมองผู้อาวุโสของตระกูลซูที่อยู่ตรงหน้า และกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ข้าไม่เห็นด้วย!”