บทที่ 27 ข้อกล่าวหาเท็จ (รีไรท์)
ก็ไม่รู้ว่าควรพูดไหมว่าซ่งเจี๋ยนั้นสมองทึบ ต่อให้ต้องเลิกเรียนออกไปก็เลิกเรียนไปสิ อย่างน้อยก็เป็การออกเอง ไม่ทำให้ตัวเองเสียชื่อเสียง
ทว่าสุดท้ายแล้วยังจะลากฟางจัวลงน้ำไปด้วย
เริ่มแรกความตั้งใจเดิมของซ่งเจี๋ยนั้นธรรมดามาก คือเธอ้าใช้ฟางจัวเป็ที่พึ่ง เพราะรูปร่างหน้าตาเธอก็ไม่แย่ ไม่แน่ว่าฟางจัวจะยอมรับเพราะเห็นแก่ข้อนี้ และปล่อยเลยตามเลยไป ท้ายที่สุดก็อาจจะอยู่ร่วมกันขึ้นมาได้จริง ๆ
ถึงตอนนั้นเธอก็จะมีชีวิตที่ดี อย่างน้อยก็ไม่ต้องไปคอยปรนนิบัติคนอื่น
แต่แผนการนี้ต้องได้รับความร่วมมือจากฟางจัวถึงจะสำเร็จ เมื่อตอนเที่ยงเพิ่งก่อเื่วุ่นวายขนาดนั้นที่โรงอาหารมา ทั้งยังมีคนเห็นกันตั้งหลายคน
เธอหวังจะเกาะความหวังเล็ก ๆ นี้เอาไว้อยู่เรอะ? แต่เป็ที่แน่ชัดแล้วว่าฟางจัวไม่ยอมให้ความร่วมมือ
ตอนนี้พ่อแม่ของฟางจัวก็อยู่ที่ห้องธุรการด้วย แน่นอนว่าถูกเชิญมาโดยเฉพาะ
คุณพ่อคุณแม่ซ่งเอาแต่เรียกร้องโวยวายให้ฟางจัวมาสู่ขอลูกสาวตัวเอง ยิ่งเห็นการแต่งตัวของพ่อแม่อีกฝ่าย ก็ยิ่งคิดว่าต้องทำให้สำเร็จ
แต่หลังจากพ่อแม่ของฟางจัวมาถึง กลับไม่เอ่ยตำหนิอะไรลูกชาย และไม่ได้ตอบตกลงข้อเรียกร้องอย่างไร้มารยาทของพ่อแม่ซ่งด้วยเช่นกัน เพียงแต่นิ่งเฉยไว้
จางซิ่วอวิ๋น คุณแม่ของฟางจัวเรียกลูกชายเข้าไปหาเพื่อถามคำถามบางอย่างกับเขา
เธอรู้จักลูกของตัวเองดี แค่มองตาก็สามารถมองออกว่าพูดโกหกหรือไม่
ท่าทางของฟางจัวที่แสดงออกมาทำให้จางซิ่วอวิ๋นเชื่อเขา แต่ตอนนี้พวกคุณครูกำลังซักเพื่อน ๆ นักเรียนอยู่ เพราะงั้นเธอก็จะไม่พูดออกไปว่าซ่งเจี๋ยกำลังโกหก
อย่างไรพอได้ตรวจสอบให้ถึงที่สุดย่อมต้องได้ผลลัพธ์ จางซิ่วอวิ๋นเชื่อว่าต่อให้มีนักเรียนสักคนช่วยซ่งเจี๋ยโกหก แต่จะให้นักเรียนทุกคนจะช่วยเธอนั้นเป็ไปไมได้
ความจริงแล้วเด็ก ๆ ในวัยนี้ค่อนข้างใสซื่อ พอคุณครูถามมาก็แค่ตอบไป และไม่นานก็ได้คำตอบ
เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้ครูใหญ่ไม่พอใจอย่างมาก วันนี้ถึงกับมีคนระดับหัวหน้าจากกองทัพมาถึงโรงเรียน แต่ห้องนี้ทำไมถึงได้มีแต่เื่นักนะ
พอได้สอบถามดู ยังเป็เื่ของเด็กนักเรียนหญิงสองคนนั้นที่เจอกันหน้าเตาต้มน้ำเมื่อตอนเที่ยงที่ทำให้เขาอารมณ์เสียอีก
แต่เื่เื่นี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้อำนวยการจากโรงงานเนื้อสัตว์และหัวหน้างานโรงงานสิ่งทอ จึงไม่อาจนับว่าเป็เื่เล็กได้ เขาย่อมอยากมาดูด้วยตัวเอง
เดิมทีเขาแค่้ามาดูเฉย ๆ แล้วให้หัวหน้าจากกองทัพรอตรงนี้ไปก่อน เพราะยังไงก็ไม่ใช่เื่ดีงามอะไร เกิดหัวหน้าไม่พอใจขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ?
คุณครูใหญ่ของโรงเรียนแห่งนี้ถึงจะเป็คนเห็นแก่ตัวแต่ก็ไม่ถึงกลับเลวร้าย เพียงแค่ขี้กังวลเกินเหตุ ดังนั้นหลังจากรู้ว่าคนที่ถูกดึงเข้ามามีส่วนร่วมเป็พ่อแม่ของฟางจัวจึงตัดสินใจไปดูด้วยตัวเอง
เดิมทีเยี่ยเสิ่นเหยียนก็ไม่ได้สนใจอะไร เขามาที่นี่ก็เพราะภารกิจลับภารกิจหนึ่งเท่านั้น การมาบรรยายให้นักเรียนฟังนั้นเป็เพียงข้ออ้าง แต่นึกไม่ถึงว่าเสิ่นทิงหงก็เรียนที่โรงเรียนนี้ด้วย แถมยังได้เจอหน้ากันั้แ่วันแรกอีก
เยี่ยเสิ่นเหยียนรู้สึกว่าคู่หมั้นอย่างเขาออกจะไม่ได้เื่เท่าไหร่ แม้แต่เื่ว่าที่ภรรยาของตัวเองเรียนที่ไหนก็ยังไม่รู้
พอได้ยินว่าครูใหญ่มีเื่ต้องไปจัดการ ก็เป็ไปได้ว่าอาจเป็เื่ที่เกี่ยวกับเสิ่นทิงหง ชายหนุ่มคิดไปคิดมาจึงพูดขึ้น “งั้นเราไปดูกันเถอะครับ”
คุณครูใหญ่รู้สึกลำบากใจขึ้นมาทันที แต่กลับพูดออกมาไม่ได้
รอให้หัวหน้ากลับไปก่อน คงต้องไปพูดกับคุณครูเฉินสักหน่อยแล้ว
เยี่ยเสิ่นเหยียนเอ่ยปากออกมาแล้ว เขาจึงได้แต่พาเดินไปที่ห้องธุรการของคุณครูด้วยกันเท่านั้น
ทว่าเมื่อไปถึงกลับไม่พบแม้แต่เงาของเสิ่นทิงหง แต่เป็ผู้หญิงที่เจอกันเมื่อตอนเที่ยงและเด็กชายร่างท้วมอีกคนแทน
เยี่ยเสิ่นเหยียนรู้สึกผิดหวังขึ้นมาทันที แต่เพราะเขาเป็คนที่เอ่ยชวนให้มา เลยทำให้ไม่สามารถหมุนตัวจากไปได้ในตอนนี้
ทำได้แต่ลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่งลงเท่านั้น
เครื่องแบบทหารบนตัวเขา บวกกับรูปร่างที่สูงใหญ่ เลยทำให้ผู้คนอดรู้สึกโดนกดข่มไม่ได้
เครื่องแบบทหารนั้นให้ความรู้สึกน่ากลัวกว่าชุดตำรวจเป็ไหน ๆ คุณพ่อคุณแม่ซ่งจึงอดรู้สึกประหม่าขึ้นมาไม่ได้เช่นกัน
อย่างไรพวกเขาก็เริ่มช่วยพูดให้ซ่งเจี๋ยเพียงเพราะได้ยินพื้นเพของฟางจัวตามที่ลูกสาวบอกเท่านั้น แต่พอมาคิดดูอีกที คำพูดของลูกสาวกลับมีช่องโหว่มากมาย คงไม่ใช่ว่าถูกหลอกหรอกนะ?
ปรากฏว่าสุดท้ายพวกเขายังคงต้องผิดหวัง เพราะซ่งเจี๋ยได้โกหกพวกเขาจริง ๆ
คุณครูเฉินเริ่มพูดขึ้นหลังจากคุณครูใหญ่มาถึง
“นักเรียนซ่งเจี๋ย ฉันไม่รู้หรอกนะว่าเธอคิดยังไงถึงได้ใส่ความฟางจัว แต่เธอเป็ผู้หญิงนะ ไม่คิดจะรักษาชื่อเสียงตัวเองไว้หน่อยรึไง?”
คำพูดของคุณครูเฉินเชือดเฉือนราวมีดโกนที่ค่อย ๆ กรีดลงบนผิวซ่งเจี๋ยทีละน้อย
“หนูไม่ได้พูดมั่วนะคะ เป็เขา เป็เขาที่แอบคบกับหนูอยู่ ก็แค่ไม่ได้เปิดเผยไปเท่านั้น” ใน่หัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ซ่งเจี๋ยไม่สามารถยอมรับออกไปได้แล้วว่าตัวเองพูดโกหก ไม่เช่นนั้นถ้าพูดให้เป็เื่เล็กอาจบอกได้ว่า ตัวเธอไม่ใช่เด็กประพฤติดีและกำลังกล่าวหาเพื่อนร่วมชั้นอย่างผิด ๆ แต่ถ้าพูดให้เป็เื่ใหญ่หน่อยก็อาจพูดได้ว่าจิตสำนึกทัศนคติของเธอมีปัญหา ซึ่งไม่แน่ว่าต้องไปเข้ารับการปรับทัศนคติ
ปกติฟางจัวก็ไม่ได้เป็คนช่างเจรจา พอได้ยินซ่งเจี๋ยพูดแบบนี้ ก็ะเิออกไปว่า “นี่เธอ ป่วยหรือไง ถึงมาติ๊งต่างว่าคนอื่นคบด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะว่าในโรงอาหารวันนี้เธอทำหน้าตายจะมากินข้าวด้วยกันกับฉัน เสิ่นชิงชิงแล้วก็เสิ่นทิงหงล่ะก็ ฉันก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธอชื่ออะไร”
จางซิ่วอวิ๋นลูบหลังลูกชายตัวเอง ฟางจัวเป็ลูกโทนของครอบครัว ต่อให้อบรมเลี้ยงดูมาอย่างดี คนเป็พ่อเป็แม่อย่างพวกเขาก็ไม่ยินดีให้ลูกตัวเองโดนเอาเปรียบ ถ้าลูกชายพวกเขาไปรังแกลูกสาวครอบครัวอื่นจริง พวกเขาก็จะยอมรับ แต่ว่าเื่นี้เห็นชัด ๆ ว่าลูกพวกเขาโดนคนอื่นป้ายสี
พวกเขาทั้งคู่เป็ถึงระดับหัวหน้าในโรงงาน คนแบบไหนก็เห็นมาหมดแล้ว
จางซิ่วอวิ๋นพูดขึ้น “นักเรียน ในเมื่อเธอคบอยู่กับฟางจัวของพวกเรา งั้นเธอรู้รึเปล่าว่าที่บ้านของเขาทำอะไร? เจาะจงหน่อยก็พ่อแม่เขาทำงานอะไร ถ้าคบกันจริง ฟางจัวไม่มีทางไม่บอกแม้แต่เื่พื้น ๆ พวกนี้หรอกว่าไหม?”
“หนู...หนู...” ซ่งเจี๋ยโดนถามกะทันหันจนอึ้งไป เธอจะไปรู้เื่พวกนี้ได้ยังไง? เพิ่งจะได้เห็นพ่อแม่เขาขับรถมาส่งเมื่อเช้านี้เท่านั้นเองนะ
“เขาบอกว่าไม่สะดวกที่จะพูดถึง เพราะจะส่งผลกระทบต่องานของพวกคุณค่ะ”
หลังจากนิ่งไปนาน ซ่งเจี๋ยก็พูดประโยคดังกล่าวออกมา