บทที่ 2: จุดเกิดระดับ PrimeSite
มโนสำนึกของอีไลอัสยังคงสั่นคลอนและแกว่งไกวด้วยอาฟเตอร์ช็อกของความรู้สึกวูบโหวงราวกับิญญาของเขาเพิ่งถูกกระชากหลุดออกจากร่างและพุ่งถลำกลับเข้าสู่ภาชนะบรรจุใหม่หลังจากดิ่งพสุธาลงมาจากความสูงที่ไม่มีที่สิ้นสุดมันเป็ความรู้สึกโหวงเหวงในช่องท้องที่ชวนให้คลื่นเหียนอาการปวดร้าวที่กลางหน้าอกจากการหัวใจวายเฉียบพลันยังคงทิ้งร่องรอยจางๆ ไว้ในความทรงจำของกล้ามเนื้อก่อนที่เขื่อนกั้นประสาทััทั้งหมดจะพังทลายลงอย่างไม่อาจต้านทานและปล่อยให้ข้อมูลจากโลกภายนอกหลั่งไหลเข้ามาประดังเดประหนึ่งคลื่นสึนามิที่ซัดสาดเข้าใส่ชายฝั่งแห่งการรับรู้
สิ่งแรกที่แทรกซึมผ่านรูขุมขนและเข้าจู่โจมระบบประสาทของเขาคือ‘ความเย็น’ ทว่ามันไม่ใช่ความเย็นชืดแสนหดหู่ที่กระชากิัให้แห้งผากเหมือนอากาศจากเครื่องปรับอากาศคอมเพรสเซอร์เก่าๆในออฟฟิศนรกนั่นและไม่ใช่ความเย็นชืดน่าสะอิดสะเอียนของแก้วกาแฟอเมริกาโน่เก่าเก็บค้างคืนแต่มันคือลมหายใจอันบริสุทธิ์ของป่าลึก—ความเย็นฉ่ำที่หอบเอาละอองไอน้ำบางเบาและความชื้นสัมพัทธ์ในระดับที่สมบูรณ์แบบมาปะทะผิวหน้ามันเป็ััที่สะอาด สดชื่น และเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตจนปอดทั้งสองข้างที่เคยชินกับมลพิษ ควันท่อไอเสีย และฝุ่น PM 2.5 ในเมืองหลวงของเขาต้องประท้วงด้วยอาการกระตุกเฮือก ก่อนที่เขาจะเผลอสูดรับเอาอากาศบริสุทธิ์นั้นเข้าไปลึกสุดขั้วปอดอย่างหิวกระหายราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งโผล่พ้นผิวน้ำ
อีไลอัสฝืนลืมเปลือกตาที่หนักอึ้งและสั่นระริกมวลแสงสว่างจ้าลอดผ่านช่องว่างระหว่างพุ่มใบหนาทึบของต้นไม้ขนาดั์เบื้องบนทอดตัวลงมาเป็ลำแสงรูปทรงเรขาคณิตที่คมชัด (God Ray) ซึ่งตัดผ่านละอองฝุ่นและไอน้ำในอากาศสาดกระทบลงบนใบหน้าของเขาจนต้องหยีตาลงชั่วขณะเพื่อปรับระบบโฟกัสของเลนส์ตาเมื่อรูม่านตาเริ่มหดตัวและสายตาเริ่มชินกับความสว่างภาพสภาวะแวดล้อมตรงหน้าก็ทำให้อะดรีนาลีนของสถาปนิกหนุ่มพุ่งพล่าน หัวใจที่เพิ่งหยุดเต้นไปในโลกเก่ากลับมาเต้นระรัวและสูบฉีดเือย่างบ้าคลั่งด้วยความทึ่งสุดขีด
"ให้ตายสิ...ระบบประมวลผลแสงและเงา (Global Illumination) ของเกมนี้นี่มันของจริงชัดๆ"เขากระซิบเสียงแ่เบา น้ำเสียงสั่นพร่าด้วยความตื่นตะลึง "แสงสะท้อน (BounceLight) จากพื้นผิวป่า ใบไม้ทุกใบที่สะท้อนแสงสีเขียวอมเหลืองขึ้นมามันดูเป็ธรรมชาติและสมจริงจนน่าขนลุกเอ็นจิ้นกราฟิกค่ายไหนกันที่เรนเดอร์ภาพระดับเรียลไทม์ได้บ้าคลั่งขนาดนี้"
เขาทิ้งน้ำหนักตัวลงพลางขยับนิ้วมือทั้งห้าไปัักับพื้นดินเบื้องล่างด้วยสัญชาตญาณของนักออกแบบที่เสพติดการตรวจสอบพื้นผิววัสดุ(Material Texture) มันไม่ใช่ผิวััเรียบแข็งโง่ๆ ของแผ่นโพลีกอนดาดๆที่ถูกฉาบด้วยเท็กซ์เจอร์ความละเอียดต่ำเหมือนในเกม VR ทั่วไปแต่นิ้วของเขากลับจมลึกลงไปในพรมธรรมชาติที่สลับซับซ้อนมันประกอบด้วยใบไม้แห้งกรอบที่ทับถมกันเป็ชั้นๆส่งเสียงดังกรอบแกรบเมื่อถูกบดขยี้ผสมผสานกับมอสส์สีเขียวขจีที่ขึ้นปกคลุมโขดหินซึ่งให้ความรู้สึกนุ่มหยุ่นราวกับพรมกำมะหยี่เกรดพรีเมียมแถมยังมีความเปียกชื้นเล็กน้อยของหยาดน้ำค้างยามเช้าที่ซึมซาบติดปลายนิ้วมาด้วย
เขาหลับตาลงเพื่อตัดการรับรู้ทางสายตาและมุ่งเน้นไปที่การัั เขาลองขยุ้มดินร่วนซุย (Loam Soil) ขึ้นมากำไว้ในฝ่ามือความสากเล็กน้อยของเม็ดทรายหยาบที่ปนอยู่กับดินเหนียวนุ่มๆ และเศษซากอินทรียวัตถุส่งผ่านแรงกระตุ้นประสาทและอุณหภูมิความเย็นจากผืนดินไปยังสมองได้อย่างไร้ที่ติกลิ่นอายของไอดินหลังฝนตก (Petrichor) ผสมกับกลิ่นอับชื้นของรากไม้โชยแตะจมูกมันสมจริง... สมจริงจนเกินกว่าที่เทคโนโลยีจำลองคลื่นสมองในยุคของเขาจะทำได้
เขาค่อยๆยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า พยายามจัดระเบียบความคิดที่กระจัดกระจายแต่แล้วความรู้สึก ‘ผิดปกติ’อย่างรุนแรงก็แล่นปราดเข้าสู่ระบบสมองส่วนรับรู้สรีระและการทรงตัว (Proprioception)มันเหมือนระบบพิกัดร่างกายแกน X Y Z ของเขาถูกรบกวนอย่างหนักมุมมองสายตา (Field of View) ของเขาดูต่ำลงจากระดับความสูงร้อยแปดสิบเิเเดิมอย่างน่าใแขนและขาที่เคยยาวเหยียด เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่ตึงเครียดด้วยออฟฟิศซินโดรมของชายวัยสามสิบห้ากลับดูเรียวบาง เล็กจ้อย และสั้นลงกว่าครึ่งััความปวดร้าวที่กระดูกสันหลังและ่บ่าที่สลักลึกมานับทศวรรษมลายหายไปจนหมดสิ้นเหลือเพียงร่างกายที่เบาหวิวและยืดหยุ่น
อีไลอัสรีบก้มลงมองสำรวจตัวเองทันทีด้วยความตระหนกใเสื้อผ้าที่สวมหุ้มร่างกายอยู่ไม่ใช่เสื้อเชิ้ตแบรนด์เนมยับยู่ยี่ที่เหม็นกลิ่นเหงื่อและกาแฟจากออฟฟิศแต่เป็ชุดทูนิคผ้ากระสอบทอหยาบๆ สีน้ำตาลตุ่นๆที่มีรอยปะซ่อมด้วยด้ายเส้นเขื่องหลายจุดเนื้อผ้าเสียดสีกับิัให้ความรู้สึกคันยิบๆ เล็กน้อยและที่สำคัญที่สุดเมื่อเขายกมือทั้งสองข้างขึ้นมาดูระดับสายตา...มันคือมือของเด็กชายตัวเล็กๆ ผิวพรรณดูอ่อนนุ่ม ขาวสะอาดไร้ซึ่งร่องรอยปูดโปนของเส้นเื ไร้รอยแผลเป็และไร้รอยด้านหนาบริเวณนิ้วกลางที่เกิดจากการจับปากกาสไตลัสเขียนแบบหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็เวลานานแรมปี
"ฮะๆ...สมจริงกระทั่งระบบย่อส่วนตัวละครเลยเหรอเนี่ย"เขากลั้วหัวเราะในลำคออย่างฝืดเฝื่อนพยายามอย่างยิ่งยวดที่จะยึดเหนี่ยวสติสัมปชัญญะของตนเองเอาไว้ด้วยตรรกะของเกมเมอร์ที่โลกเก่า"ไอ้กานต์... ไอ้เพื่อนบ้า แกไม่เห็นบอกฉันเลยว่าเกมนี้จะล็อคอายุตัวละครเริ่มต้นไว้ที่วัยเด็กมองจากระยะเอื้อมมือ ่ความยาวของแขนขากับขนาดฝ่าเท้า...น่าจะประมาณสิบเอ็ดหรือสิบสองขวบได้มั้ง นี่มันระบบ Rebirth เกิดใหม่สร้างตัวละครใหม่ที่ฮิตๆกันในนิยายต่างโลกชัดๆ สงสัยต้องเล่นเก็บเลเวลเพื่อโตสินะ"
แม้ในใจลึกๆจะมีเสียงกระซิบเตือนว่าััทั้งหมดนี้มันลึกล้ำเกินกว่าจะเป็เพียงการจำลองคลื่นสมองแต่เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะสะบัดหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่านและเลิกใส่ใจเื่สรีระร่างกายที่เปลี่ยนไปชั่วคราวความกระหายใคร่รู้และสัญชาตญาณของนักสำรวจพุ่งพล่านขึ้นมาแทนที่ อีไลอัสเริ่มหมุนตัวไปรอบๆกวาดสายตาแบบ 360 องศาเพื่อสแกนสภาวะแวดล้อมอย่างละเอียดสัญชาตญาณแห่งสถาปนิกที่ฝังลึกอยู่ในระดับ DNA กระตุ้นให้เขาวิเคราะห์โครงสร้างสัดส่วน และ ‘ความงามตามธรรมชาติ’ ของโลกใบใหม่นี้โดยอัตโนมัติ
ห่างออกไปทางทิศเหนือ โสตประสาทของเขาจับคลื่นเสียงกึกก้องที่ทะลวงผ่านแมกไม้หนาทึบเข้ามาได้มันไม่ใช่เสียงอึกทึกน่ารำคาญของการจราจรติดขัด เสียงไซเรนรถพยาบาลหรือเสียงเครื่องจักรในเขตก่อสร้างแต่มันคือการคำรามอันทรงพลังของมวลน้ำมหาศาลที่กำลังทิ้งตัวลงกระทบโขดหินเบื้องล่างคลื่นเสียงเบสความถี่ต่ำ (Low-frequencyoscillation) สั่นะเืผ่านมวลอากาศมากระทบิัและกระดูกหน้าอกของเขาสร้างความรู้สึกตื่นตัวและสดชื่นอย่างประหลาด มันเป็เสียงระดับ WhiteNoise ชั้นดีที่ช่วยชำระล้างความขุ่นมัวในจิตใจ
เมื่อเขาใช้มือเล็กๆแหวกกิ่งไม้และพุ่มเฟิร์นขนาดั์ ค่อยๆ เดินตามทิศทางของเสียงไปภาพตรงหน้าเมื่อพ้นแนวป่าก็ทำเอาลมหายใจของเขาต้องสะดุดกึกม่านน้ำตกสีขาวบริสุทธิ์ขนาดมหึมาทิ้งตัวดิ่งลงมาจากหน้าผาหินแกรนิตสีเทาเข้มที่สูงชันชันเกือบเก้าสิบองศามวลน้ำปริมาณมหาศาลแตกกระจายฟุ้งเป็หมอกละอองน้ำสีรุ้งบางๆ ลอยอวลอยู่เหนือผิวน้ำเมื่อแสงแดดยามสายสาดส่องลงมากระทบ ผิวน้ำในแอ่งเบื้องล่างก็เปล่งประกายระยิบระยับทอแสงสะท้อนสีฟ้าครามอมเขียวราวกับผลึกไพลินและมรกตเม็ดงามที่ถูกเจียระไนอย่างประณีตโดยน้ำมือของธรรมชาติ
"นั่นน่าจะเป็แหล่งน้ำหลัก(Prime Water Source) ของระบบนิเวศโซนนี้สินะ..."
ดวงตาของเด็กชายเป็ประกายวาววับอีไลอัสก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังหน้าผาน้ำตกอย่างระมัดระวัง ขาเล็กๆของเขาก้าวข้ามรากไม้ที่คดเคี้ยวเหยียบย่ำลงบนพื้นป่าชั้นนอกที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ทุกย่างก้าวที่สูดลมหายใจ เขาจะได้กลิ่นหอมเจือจางของยางไม้สนกลิ่นน้ำหวานจากดอกไม้ป่าที่ไม่รู้จักชื่อและประจุโอโซนบริสุทธิ์ที่ฟุ้งกระจายมาจากการแตกตัวของโมเลกุลน้ำตก
เขาเดินมาเรื่อยๆจนกระทั่งหยุดชะงักอยู่กับที่เมื่อปลายเท้าััถึงความเปลี่ยนแปลงของระดับความสูงชันเขามาหยุดยืนอยู่ตรงจุดกึ่งกลางของเนินเขาแห่งหนึ่งที่ทอดตัวหันหน้าเข้าหาน้ำตกมันคือพื้นที่เปิดโล่งรูปครึ่งวงกลมที่มีความลาดเอียงทำมุมประมาณ 15 ถึง 20 องศา...องศาแห่งความสมบูรณ์แบบที่สถาปนิกทุกคนบนโลกต่างถวิลหาและยอมจ่ายเงินหลายล้านเพื่อให้ได้
"พระเ้าช่วย...นี่มันยิ่งกว่าทำเลทอง (Prime Site) ระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่บนเขาใหญ่หรือริมหน้าผาในสวิตเซอร์แลนด์อีกนะเนี่ย!"
สัญชาตญาณวิชาชีพของมนุษย์บ้างานพุ่งพล่านจนไม่อาจเก็บอาการสำรวมไว้ได้อีกต่อไปเขาเริ่มกางมือเล็กๆ ทั้งสองข้างออกทำนิ้วเป็กรอบสี่เหลี่ยมเพื่อกวาดสายตาประเมินพื้นที่ กะระยะและจัดวางผังแปลนอาคารในหัวอย่างบ้าคลั่งสมองของเขาประมวลผลข้อมูลสภาวะแวดล้อมอย่างรวดเร็วเป็ข้อๆ
ประการที่หนึ่ง:ความลาดชันของพื้นที่ (Slope Analysis): เนินเขาระดับสิบห้าองศานี้คือ์บนดินของการจัดการงานระบบระบายน้ำ(Drainage System) หากเกิดพายุฝนตกหนักมวลน้ำจะไม่มีวันขังตัวจนกลายเป็แอ่งโคลนที่จะกัดเซาะรากฐานของสิ่งก่อสร้างแต่มันจะไหลรินลงสู่เบื้องล่างตามแรงโน้มถ่วงอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อย นอกจากนี้การสร้างบ้านสเต็ปบนเนินลาดแบบนี้ ยังช่วยลดปริมาณการขุดเจาะและถมดิน (Cutand Fill) ทำให้ประหยัดงบประมาณและคงสภาพดั้งเดิมของธรรมชาติไว้ได้มากที่สุด
ประการที่สอง:ทิศทางลมและอุณหภูมิ (Wind and Thermal Orientation): เขาหลับตาลงนิ่งๆปล่อยให้ประสาทััทางิัทำงาน ลมเย็นฉ่ำพัดช้อนขึ้นมาจากหุบเขาทางทิศใต้พัดพาเอาความเย็นจากละอองน้ำตกมาปะทะใบหน้าอย่างสม่ำเสมอหากเขาสร้างอาคารที่มีช่องเปิดรับทิศทางลมนี้มันจะเกิดระบบการระบายอากาศตามธรรมชาติ (Natural Cross Ventilation) ที่ยอดเยี่ยมปล่อยให้อากาศบริสุทธิ์ไหลเวียนไล่ความร้อนและความชื้นออกจากตัวบ้านได้ตลอดทั้งปีโดยไม่จำเป็ต้องพึ่งพาพัดลมหรือเครื่องปรับอากาศแม้แต่ตัวเดียว
ประการที่สาม:องค์ประกอบทางทัศนียภาพ (Visual and View Orientation): จากพิกัดที่เขายืนอยู่ตรงจุดนี้เมื่อมองทอดสายตาออกไปเบื้องหน้า เขาสามารถมองข้ามแนวยอดไม้ของป่าชั้นล่างทะลุผ่านทุ่งหญ้าสีเขียวขจี ไปจนถึงม่านน้ำตกที่สวยงามตระการตาได้เต็มสายตาแบบพาโนรามาไร้ซึ่งสิ่งปลูกสร้าง เสาไฟฟ้า หรือคอนโดมิเนียมสูงตระหง่านมาบดบังทัศนียภาพมันคือวิวระดับร้อยล้านที่ไม่อาจประเมินค่าได้
"ตัวน้ำตกนั่น...กว้างประมาณ 15 เมตร ความสูงจากหน้าผาจรดผิวน้ำเบื้องล่างน่าจะราวๆ 30 เมตร"อีไลอัสหรี่ตาลง กะระยะด้วยสายตาอันเฉียบคมที่ถูกฝึกฝนมานับทศวรรษ
ก่อนจะก้มลงมองพื้นเขาใช้ส้นเท้าเล็กๆ ในรองเท้าหนังเก่าๆ กระทืบลงบนดินอย่างแรงสองสามครั้งและใช้ปลายเท้าเขี่ยชั้นใบไม้แห้งออกเพื่อตรวจสอบคุณภาพชั้นผิวดินเบื้องล่าง
"ดินแน่นมาก...โครงสร้างดินเป็แบบ Compacted Soil แทบไม่มีการยุบตัวตามแรงเหยียบเลยความชื้นกำลังดีไม่แฉะเกินไป จากการอุ้มน้ำระดับนี้น่าจะมีชั้นหินดินดาน (Bedrock)อยู่ลึกลงไปข้างใต้ไม่เกินหนึ่งเมตรหรือเมตรครึ่งค่าความสามารถในการรับน้ำหนัก (Bearing Capacity) แบบนี้คือสเปคในฝันชัดๆไม่ต้องมานั่งกังวลเื่ปัญหาดินทรุดตัว (Soil Settlement) หรือต้องตอกเสาเข็มลึกๆให้วุ่นวายเลยสักนิด สร้างฐานรากแผ่ (Spread Footing) วางบนชั้นหินได้สบายๆ"
สถาปนิกหนุ่มในร่างเด็กชายตัวจ้อยยืนเท้าเอวยืดอก และฉีกยิ้มกว้างอย่างเบิกบานใจที่สุดในรอบหลายปี มันเป็รอยยิ้มบริสุทธิ์ที่แทบไม่เคยปรากฏบนใบหน้าที่มักจะบึ้งตึงและเต็มไปด้วยความตึงเครียดของเขาความเหนื่อยล้าทางจิติญญาจากลูกค้าจอมรื้อแบบสิบเอ็ดรอบ ความกดดันจากเดดไลน์และความขมขื่นของอเมริกาโน่เย็นชืด ถูกชะล้างมลายหายไปจนหมดสิ้นเหลือเพียงความลิงโลดและพลังสร้างสรรค์อันเต็มเปี่ยมที่ได้เหยียบย่ำลงบนผืนดินที่ราวกับพระเ้าประทานมาให้เป็ผืนผ้าใบแคนวาสส่วนตัวแม้ในส่วนลึกของตรรกะเขาจะยังคงหลอกตัวเองอย่างหนักแน่นว่าทั้งหมดนี้เป็เพียงกราฟิกขั้นเทพของเกม VR ก็ตาม
แต่แล้ว...วินาทีแห่งความสุขอันหอมหวานของสถาปนิกก็ถูกกระชากขาดสะบั้นลงอย่างกะทันหันราวกับถูกตัดสวิตช์
เมื่ออุณหภูมิของแสง (Color Temperature) รอบกายเริ่มเปลี่ยนแปรจากแสงสีขาวอมเหลืองที่อบอุ่นของยามสายเริ่มถูกย้อมด้วยโทนสีส้มแดงและสีม่วงช้ำเืช้ำหนองของยามสนธยาเงาของต้นไม้ใหญ่รอบกายที่เคยเป็เพียงจุดกลมๆ ใต้โคนต้นเริ่มทอดยาวบิดเบี้ยวเป็เส้นทึบพาดผ่านพุ่มไม้ เคลื่อนตัวเข้าหาเขาช้าๆราวกับกรงเล็บของปีศาจร้ายที่กำลังตื่นจากการหลับใหล
อุณหภูมิของอากาศที่เคยเย็นสบายสดชื่นทะรูดตัวต่ำลงอย่างรวดเร็วและฉับพลันราวกับมีใครเปิดประตูตู้แช่แข็งทิ้งไว้ลมพัดกระโชกแรงขึ้นหอบเอาความหนาวเหน็บที่เสียดแทงทะลุเสื้อผ้าทอหยาบๆเข้ามากระทบผิวเนื้อ จนิัอ่อนๆของเด็กชายเกิดอาการขนลุกซู่เกรียวกราวไปทั้งตัว ฟันกรามเริ่มกระทบกันดังกรอดๆ
พร้อมๆกับความมืดที่เริ่มโรยตัวปกคลุมและกลืนกินสีสันของผืนป่า เสียงบรรยากาศ (Ambient Sound) ก็เปลี่ยนโหมดอย่างสิ้นเชิงเสียงนกร้องจิ๊บๆและแมลงที่เคยขับขานอย่างรื่นรมย์ในตอนกลางวันเงียบเสียงหายไปราวกับนัดหมายกันไว้ถูกแทนที่ด้วยความเงียบสงัดที่ชวนให้อึดอัด ก่อนที่เสียงใหม่จะดังแทรกขึ้นมา...เสียงหักของกิ่งไม้แห้งขนาดใหญ่ดัง เป๊าะ! มาจากป่าทึบเื้ัเสียงสวบสาบของบางสิ่งที่มีขนาดใหญ่เกินกว่าจะเป็กระต่ายป่ากำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วฝ่าดงหญ้าคาและที่เลวร้ายที่สุดคือเสียงขู่คำรามต่ำๆ ครืนๆ ในลำคอที่ลอยตามลมมามันเป็เสียงสะท้อนความถี่ต่ำที่ทำให้เส้นขนบนหลังคอของอีไลอัสลุกชันและสั่นะเืไปถึงขั้วประสาทแห่งความหวาดกลัว
สัญชาตญาณดิบในการเอาชีวิตรอดที่หลับใหลและถูกกดทับอยู่ในยีนของมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์—แม้เขาจะเป็เพียงมนุษย์เงินเดือนสายสโลว์ไลฟ์ที่ใช้ชีวิตอยู่แต่ในห้องแอร์ก็ตาม—เริ่มเปิดสัญญาณไซเรนกรีดร้องเตือนภัยอย่างบ้าคลั่งในหัวของเขา
"ฉิบหายแล้ว...!"
อีไลอัสอุทานลั่นดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก ความจริงอันโหดร้ายตีแสกหน้าเขาอย่างจัง
"ลืมไปสนิทเลยว่าไอ้เกมบ้าแนวMMORPG สมจริงพวกนี้น่าจะมีระบบกลไกการเอาชีวิตรอด (SurvivalMechanics) ซ่อนอยู่ด้วย! ต้องมีหลอดความหิว หลอดความกระหายน้ำและค่าสถานะอุณหภูมิร่างกายแน่ๆขืนฉันมัวแต่ยืนฝันหวานหลับตาประเมินราคาที่ดินอยู่อย่างนี้จนตะวันตกดินฉันได้หนาวตายจน HP หมดหรือไม่ก็กลายเป็มื้อค่ำอันโอชะของมอนสเตอร์ไซส์ั์สักตัวในป่านี่แหงๆ!"
ในโลกเดิมหากเขาเหนื่อยล้าหรือหิวโหยในตอนดึก เขาแค่ทิ้งตัวลงบนเก้าอี้นวมนุ่มๆหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมากดแอปพลิเคชันสั่งอาหารเดลิเวอรี่แล้วเปิดฮีตเตอร์หรือแอร์นอนรออย่างสบายใจ แต่ใน ‘โลกใบนี้’... บนทำเลทองที่เขาเพิ่งชื่นชม...มันไร้ซึ่งความปรานีหรือสิ่งอำนวยความสะดวกเ่าั้โดยสิ้นเชิงธรรมชาติไม่เคยมีข้อต่อรองกับผู้ที่อ่อนแอ
อีไลอัสสูดลมหายใจเข้าลึกๆพยายามระงับอาการสั่นของร่างกายและรวบรวมสติที่แตกกระเจิงให้กลับมาเป็สมาธิ
"กฎข้อแรกสุดของการลงไซต์งานก่อสร้างแบบตัวเปล่าไม่มีเต็นท์ ไม่มีเครื่องมือ ไม่มีอะไรในมือเลยก็คือ... ต้องสร้างที่ซุกหัวนอน (Shelter)ก่อนที่พายุ ความหนาวเย็น หรือความมืดมิดจะกลืนกินทุกสิ่ง!"
ดวงตากลมโตของเด็กชายที่สะท้อนแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์ฉายแววมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวอย่างผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมาโชกโชนเขาเลิกสนใจเื่ความสวยงามของทัศนียภาพและเปลี่ยนโหมดสมองเป็ระบบวิศวกรรมเอาชีวิตรอดเต็มรูปแบบ เขาเริ่มหันซ้ายแลขวากวาดสายตาอย่างรวดเร็วและเฉียบขาดราวกับเรดาร์ เพื่อสแกนหาท่อนไม้ กิ่งไม้แห้งเถาวัลย์ และใบไม้ใบกว้างขนาดใหญ่ในรัศมีห้าสิบเมตรที่พอจะนำมาประกอบเข้าด้วยกันอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างป้อมปราการคุ้มภัยแห่งแรก...จุดเริ่มต้นของสถาปัตยกรรมชิ้นแรกในชีวิตใหม่ของเขาท่ามกลางโลกที่เขาคิดว่าเป็เพียงแค่เกมเสมือนจริงที่กำลังจะทดสอบความแข็งแกร่งของเขาในค่ำคืนนี้