ตอนที่ 4 งานวิจัยกับสุดยอดท่าไม้ตาย
“เคี้ยวดูเหมือนเตาตรงโต๊ะหกจะเสียนะเอาเตาไปเปลี่ยนแล้วก็ดูให้หน่อยนะว่าว่ามันเป็อะไร”
“ค่ะ พี่อ้อม”
ฉันตอบกลับพร้อมกับเดินไปโต๊ะหกตามที่พี่อ้อมบอกร้านนี้เป็ร้านอาหารที่จะเรียกว่าตามสั่งก็คงจะได้มั้งนะจริงๆฉันไม่ค่อยเข้าใจของคำว่าอาหารตามสั่งสักเท่าไหร่นักหรอกต่อให้เอ็งนั่งในภัตตาคารร้านอาหารมันก็ต้องตามสั่งอยู่ดีไม่ใช่เหรอ ก็นั่นแหละร้านนี้ก็ประมาณนั้น สำหรับฉันมันพอเรียกว่าภัตตาคารได้และมันก็พอที่จะเรียกว่าตามสั่งได้พอๆ กัน
ฉันทำงานที่ร้านอาหารแห่งนี้มาได้สามปีแล้วแน่นอนด้วยรูปลักษณ์ฉันไม่เหมาะที่จะรับออเดอร์หรือเป็พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารขนาดใหญ่แบบนี้หรอกแต่ก็นะในฐานะผู้าุโในสาขางานถ้านับจากเวลาที่ทำงานฉันก็ต้องนั่งควบสองสามตำแหน่งเป็ธรรมดา
ตอนนี้ฉันทำงานเป็ผู้ช่วยผู้จัดการซึ่งก็คือพี่อ้อมที่พึ่งจะสั่งฉันไปตะกี้นี้นั่นแหละตำแหน่งอื่นก็...มีพนักงานล้างจาน พนักงานซ่อมบำรุงหรือในภาษาอังกฤษเรียกว่าแมนทาแนนท์ เอาง่ายๆตูเป็ช่างด้วย
เอาจริงๆก็แอบคิดอยู่เหมือนกันว่าตูจะออกจากการเรียนแล้วมาเอาดีทางด้านนี้เลยดีกว่ามั้ยเพราะสามตำแหน่งเงินเดือนที่ได้มันก็เกินกว่าจะเรียกว่างานพาร์ทไทม์ไปเยอะพอตัวแล้วแล้วอีกอย่างฉันก็ไต่เต้ากับการทำงานโดยเริ่มั้แ่เป็พนักงานล้างจานต่อด้วยการควบสองตำแหน่งเป็ช่างและตอนนี้ก็เป็ผู้ช่วยเ้าของร้านอย่างพี่อ้อมอีก
สิ่งที่ทำให้ฉันยังไม่ออกจากการเรียนตอนนี้จะว่าไปก็หาได้หลายเหตุผลอยู่เหมือนกันหนึ่งเลยคือพ่อแม่ของสาวบ้านนอกอย่างฉันเนี่ย้าเห็นใบปริญญาซึ่งท่านมองว่ามันเป็ความสำเร็จที่ฉันยังทำไม่สำเร็จสักกะทีและสองแม้ฉันจะควบตำแหน่งผู้ช่วยพี่อ้อมแต่ฉันรู้ดีอยู่แก่ใจว่า ด้วยความที่ว่าพี่อ้อมเป็เ้าของร้านการที่ฉันได้ตำแหน่งนี้ก็เพราะคะแนนสงสารบวกกับอายุงานล้วนๆความสามารถฉันยังห่างฉันกับการที่จะเป็ผู้ช่วยผู้จัดการได้มากโขหากฉันลาออกจากการเรียนแล้วหันมาเอาดีทางนี้ฉันรู้สึกว่ามันเป็การทรยศต่อความสงสารของพี่อ้อมโดยการหยุดพัฒนาตัวเองอะไรแบบนั้นแต่ทั้งหมดที่กล่าวไปฉันคิดเองเออเองหมดเลยนะ ด้วยสุดยอดสกิลที่ loser ทุกคนมักจะมี ที่มีชื่อสกิลว่า”สกิลจิ้นไปเอง”
พูดถึงเื่สกิลแล้วจะไม่พูดถึงเื่นี้คงจะไม่ได้ท่าใหญ่ที่ใช้กับไอ้หน้าหล่อบุญเติมมาสองครั้งในสองวัน ท่าไม้ตายของฉัน“ลูกเตะสาวอ้วนพิฆาต” ฉันรู้สึกว่าไอ้หน้าหล่อบุญเติมเป็คนที่เหลือเชื่อจริงๆ ปกติที่ฉันใช้ก็มักจะใช้กับ ยัยอันเพื่อนสาวตุ้ยนุ้ยของฉันเท่านั้นแต่ก็นานๆใช้ครั้งแต่กับไอ้หน้าหล่อที่พึ่งจะเจอกันได้สองวันกลับทำให้ฉันใช้ท่าไม่ตายไปได้ถึงสองครั้งช่างเป็คนที่หน้าทึ่งอะไรเช่นนี้
“ลูกเตะสาวอ้วนพิฆาต”ฟังดูน่าเกรงขามใช่มั้ยล่ะ แต่เดี๋ยวก่อนเชื่อเถอะว่าไม่ใช่แค่ความน่าเกรงขามของชื่ออย่างเดียวหรอกที่ท่าไม้ตายนี้มีพลังทำลายล้างของมันก็สูงอย่างน่าทึ่งเช่นกัน
หลักการทำงานของท่าไม้ตายนี้ก็ประมาณว่าเป็การใช้น้ำหนักของร่างกายไปรวมเพื่อเป็แรงส่งให้กับลูกเตะทำให้ลูกเตะของเราทรงพลังยิ่งขึ้นและจะทรงพลังยิ่งขึ้นหากน้ำหนักมากขึ้นซึ่งตอนนี้ฉันก็ใกล้จะเข้าถึงแก่นแท้ของวิชานี้เต็มทีแล้วจากน้ำหนักในตอนนี้ที่ขึ้นไปสูงถึงเก้าสิบห้าแล้วหลังจากการที่รู้จักและได้สูบเืสูบเนื้อของหน้าหล่อบุญเติมฉันหวังว่าน้ำหนักของฉันจะแตะถึงร้อยได้ภายในหนึ่งเดือนนั่นคือความคาดหวังสำหรับหนึ่งเดือนต่อจากนี้เพื่อการสำเร็จวิชาอันยิ่งใหญ่ที่ฉันสู้ทนฝึกมาั้แ่ยังเล็กๆ
บอกเลยไอ้เพลงหมัด“DNA คนจีน” ที่แค่เกิดมาก็มีติดตัวจนแทบจะเรียกได้ว่า“ขีดจำกัดทางสายเื” แบบนั้นน่ะอ่อนหัด เทียบกับของฉันไม่ได้หรอก หึหึ
ก็อย่างที่ว่านั่นแหละมันเป็วิชาที่ใช้ยากพอสมควรแม้มันจะไม่ได้เป็วิชาที่ต้องมีขีดจำกัดทางสายเืก็ตามแต่ก็มีความ้าที่สูงใช่เล่น ต้องเป็สาวอ้วนเท่านั้นถึงจะใช้ได้ช่างเป็ความ้าที่สูงเสียจริง ถ้าฉันไม่สะสมมาั้แ่ยังเด็กละก็คงไม่มีทางใช้วิชานี้ได้แน่ๆ คุณคิดดูกันนะเด็กบ้านนอกยากจนกับการสะสมความอ้วนมันยากขนาดไหน
“ ป๊อก”
เสียงส่วนประกอบของเตาไฟฟ้าหลุดออกใช่ ตอนนี้ฉันกำลังทำหน้าที่เป็ช่างซ่อมบำรุงอยู่อาจจะทำให้ขาดตอนนิดๆ แต่ไม่ต้องห่วงฉันสามารถดึงตัวเองเข้าสู่ห้วงความคิดในหัวได้อย่างไม่ยากเย็นเท่าใดนักต่อจากเมื่อตะกี้เลยก็คงต้องขอบคุณความเป็เด็กบ้านนอกของฉันนั่นแหละนะถึงทำให้สะสมไขมันได้มากมายก็อย่างที่รู้กัน หรืออาจจะไม่รู้กัน คนบ้านนอกถ้าไม่เื่มากเื่อาหารการกินพวกเขาก็กินกันแทบทุกอย่างนั่นแหละ
ไหนๆก็เข้าเื่ท่าไม้ตายกันแล้วจะอวยแต่ตัวเองมันก็ยังไงอยู่เรามาพูดถึงท่าไม้ตายของยัยอันกันดีกว่า “หมัด DNA คนจีน”ฉันเคยถามถึงหลักการทำงานของมันเหมือนกันว่ามันทำงานยังไง ซึ่งยัยอันก็อธิบายให้ฉันฟังอย่างไม่ได้ปิดบังแต่อย่างใดส่วนหนึ่งที่ทำให้ไม่ต้องปิดบังกับฉันอาจจะเป็เพราะมันเป็วิชาที่มี”ขีดจำกัดทางสายเื”ละมั้งนะ
ยัยอันบอกฉันว่าท่าไม้ตายของนางนั้น ไม่ใช่ของพื้นๆอย่างการใช้พลังกายเข้าว่าแต่อย่างใดแต่มันคือพลัง”สายเนตร”ต่างหาก
ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าพลังนั้นมีสองสายสายเนตร และ พลังกายแน่นอนว่าของฉันนั้นเป็สายพลังกายแน่อยู่แล้วใช้พลังงานที่สะสมในร่างกายปล่อยเพื่อปะทะเป้าหมายส่วนพลังสายเนตรนั้น...จะว่าไงดี เอาเป็ยืมคำพูดของยัยอ้อนมาเลยแล้วกัน
ย้อนกลับไปเมื่อครานั้น...... คือ...ถัดจากนี้เป็ซีนย้อนอดีตแล้วนะ
“ถ้าจะให้อธิบายละก็ยกตัวอย่างให้ฟังหัวแบบเธอจะเข้าใจง่ายกว่า อย่างที่ฉันเคยบอกไปใช่มั้ยล่ะว่าฉันคบกับเธอเพราะผลประโยชน์ในอนาคตเป็ส่วนสำคัญและเธอขี้เหร่กว่าฉันเวลาเดินด้วยกันแล้วทำให้ฉันดูดีขึ้นนั่นคือเหตุผลอีกส่วน”
“พูดแบบนี้แกอยากเจอท่าไม้ตายของฉันรึไงยะ....ว่าแต่..หรือว่า....ความสามารถของเธอคือ...”
“....หึหึ”
“เธอมองเห็นอนาคตได้งั้นเหรอนี่พลังสายเนตรนี่เป็อะไรที่เหนือจินตนาการจริงๆ”
“จะบ้ารึไงละ!!มันจะไปมีได้ไงฟ่ะ คนที่มองเห็นอนาคตได้”
“งั้น...เธอมีแมวอ้วนสีฟ้าจากอนาคตที่โผล่มาจากลิ้นชักบอกเธองั้นรึ..อย่างนี้นี่เองถ้าเป็แบบนี้เื่ทั้งหมดก็ลงตัวที่มันไม่โผล่มาลิ้นชักของฉันเป็เพราะมันไปโผล่ที่ลิ้นชักโต๊ะของเธอแล้วนี่เอง”
“ลงตัวบ้านเอ็งดิ!!ตูผิดเองที่ไปหวังกับหัวสมองที่มีแต่ไขมันของเธอ เฮ้อ........”
“ก็อย่างว่านั่นแหละก็ไขมันมันเป็ส่วนผสมหลักของหัวสมองอยู่แล้วนิแล้วอีกอย่างฉันก็สะสมมันมาเพื่อใช้ท่าไม้ตายด้วยมันจะมีเยอะกว่าคนอื่นในหัวสมองก็คงไม่แปลกหรอก”
“ความจริงแล้วต้องย้อนความไปเมื่อบรรพบุรุษของฉันที่เดินทางโล้สำเภาจากแผ่นดินใหญ่เข้ามาตั้งรกรากในดินแดนแห่งนี้.....พวกเขาเจอทั้งลม ฝน พายุ อุปสรรคมากมาย...การเดินทางที่เต็มไปด้วยความยากลำบากจนทำให้นึกอยากจะหันหัวสำเภากลับ..พวกเขาบางคนคิดว่าทำไมต้องออกเรือเพื่อมาพบกับชะตากรรมที่ยากลำบาก ..ความลำบากแบบเดิมเป็สิ่งที่ยากจะทานทนได้หรือ... ไม่เลย พวกเขาทนกับมันมานานแสนนานและแน่นอนพวกเขาสามารถที่จะทนต่อไปได้,,,,พวกเขาเดินทางมาเพื่อพบกับความยากลำบากลางทะเลหรือ,,,,ก็ไม่พวกเขามาเพื่อมองหาอนาคตที่สดใสบนผืนดินแห่งใหม่ต่างหาก.....แล้วความทุกทรมานความยากลำบากที่พวกเขาต้องเจอนี่มันคืออะไรละ ดูไม่สมเหตุสมผลเลยสำหรับคนที่มองหาความสุขสบายกลับต้องมาเจอกับความลำบากที่มากกว่าเดิมเพื่อสิ่งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะมีจริงหรือไม่สิ่งนี้คืออนาคตที่สดใสบนผืนดินแห่งใหม่
.......เมื่อความท้อถอยไล่ตามจากผืนดินเดิมตามมาพวกเขาก็เริ่มท้อแท้ หมดสินกำลังใจ....พวกเขาจึงเริ่มต้นคิดถึงเหตุผลที่ดีอีกครั้งเหตุผลที่ทำให้พวกเขาล่องเรือจริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่พวกเขาไม่ได้้ามาเจอสิ่งนี้...สิ่งที่พวกเขา้าเจอคืออนาคตที่สดใสบนผืนดินแห่งใหม่ต่างหากพวกเขานั่งคิดและเหม่อมองไปไกลสุดลูกหูลูกตา รอบกายเต็มไปด้วยน้ำเค็มสีครามคลื่นลมที่รุนแรง ‘ใช่แล้ว’ใครบางคนในกลุ่มพวกเขากล่าวขึ้นมา
‘…สิ่งที่พวกเรามองหาน่ะมันไม่ใช่น้ำทะเลหรือคลื่นลมแรงเหล่านี้ สิ่งที่เรามองหากันอยู่มันคืออนาคตบนผืนแผ่นดินต่างหากอย่าพึ่งท้อในผืนน้ำกว้างใหญ่นี่ เรามองหาแผ่นดิน เราต้องฝ่าฟันเพื่อไปถึงผืนแผ่นดินถึงจะถูก’ เมื่อทุกคนได้ยินสิ่งที่คนๆนั้นกล่าว พวกเขาก็ได้เริ่มคิดอีกครั้ง..กำลังใจที่เคยจางหายไปก็กลับมาอีกครั้งพวกเขาเริ่มฮึดสู้และในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาจนถึงฝั่งผืนดินที่พวกเขาเฝ้าฝันมาแสนนาน
....แผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์พร้อมกับผู้คนที่เปิดกว้างและยอมรับพวกเขาบนผืนแผ่นดินนี่คืออนาคตใหม่ที่พวกเขาฝันถึง นี่คือสิ่งที่พวกเขาได้เมื่อก้าวผ่านปัญหานานัปการรางวัลแด่คนที่ไม่ถอยหนี พวกเขาฉีกยิ้ม พร้อมกับเดินลงจากสำเภากอดรับรางวัลด้วยความปีติยินดีและเริ่มต้นใช้ชีวิตบนผืนแผ่นดินอีกครั้ง
...พวกเขาเริ่มต้นด้วยชีวิตแบบทั่วไปและเรียนรู้ที่จะอยู่กับผู้คนท้องถิ่นสิ่งของเดิมที่เตือนใจถึงวันเก่าๆ มรดกทางสายเื พวกเขาเก็บมันไว้เพื่อเตือนใจถึงความลำบากและยอมรับและสรรค์สร้างสิ่งใหม่เพื่อเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัจจุบัน พวกเขาเริ่มเก่งและพวกเขาบางคนคิดว่าตนนั้นมีความสามารถมากกว่าผู้คนในท้องถิ่นเดิมคนเ่าั้เริ่มที่จะไต่เต้าเพื่อเกียรติยศและรางวัลเพื่อพิสูจน์ความสามารถของตน และยกระดับวิถีชีวิตความเป็อยู่พวกเขาคิดว่าตนเก่งพอที่จะรับราชการบนผืนแผ่นดินแห่งนี้ตำแหน่งที่จะพิสูจน์ความสามารถ
....แต่แล้วความจริงที่โหดร้ายก็ตบหน้าพวกเขาอย่างแรง พวกเขาได้รู้ตัวว่าพวกเขาเป็เพียงพลเมืองชั้นสองแม้จะมีอิสระเสรีที่จะใช้ชีวิตอยู่หรือค้าขายแลกเปลี่ยนแต่ตำแหน่งเ่าั้ไม่ได้มีไว้สำหรับพวกเขา ..เจอเข้ากับปัญหาอีกครั้ง...มันทำให้ได้นึกย้อนถึงวันคืนเก่าๆ พวกเขามาที่นี่เพื่ออะไร พิสูจน์ตัวเอง? มียศใหญ่โต?ไม่เลย มันทำให้นึกถึงวันที่อยู่บนเรือ เจอคลื่นลม พายุและทำให้อยากถอยกลับ ั้แ่ตอนแรกเป้าหมายของมันคืออนาคตที่สดใสบนผืนแผ่นดินแห่งใหม่ ....อนาคตที่สดใสมิใช่เพียงการได้รับการยอมรับหรืออำนาจยศศักดิ์...ความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตก็เรียกว่าเป็อนาคตที่สดใสได้แล้วมีอะไรอีกล่ะที่ทำให้ชีวิตสบาย
....เงิน..ใช่..หากพวกเขามีเงินมากวิถีชีวิตความเป็อยู่ก็จะดียิ่งขึ้น แต่อาชีพที่ได้เงินมากๆก็เป็อาชีพที่พลเมืองชั้นสองอย่างพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ทำทั้งนั้นแล้วจะไปหาเงินมาจากไหน? พวกเขาเริ่มคิดและหาวิธีก้าวผ่านมันอีกครั้ง ‘ก็สิ่งที่เราได้รับอนุญาตให้ทำไง’ ใช่แล้วมีงานมากมายที่คนในท้องที่ไม่ทำแต่พวกเขาทำ มีงานมากก็หมายถึงมีเงินมากนี่มันเป็โอกาส ทำทุกอย่าง สู้ไม่ถอย ตั้งตัว และในที่สุดก็มีวิถีชีวิตที่สุขสบาย
‘ลำบากวันนี้สบายวันหน้า?’ผิดถนัดเลย เราไม่จำเป็ต้องลำบากเพื่อสบายบางทีคนที่ไม่ดิ้นรนนั่นแหละคือคนที่ใช้ชีวิตได้สบายที่สุดแล้ว เราดิ้นรนเพื่ออะไรที่มันมากกว่านั้นมากกว่าความสบาย ความภาคภูมิใจ การยอมรับจากคนอื่นความสุขที่ได้รับมาเมื่อเราพยายามอย่างเต็มที่และไม่ท้อถอย
...’พลังเนตร’มันก็ไม่ได้เป็อะไรมากไปกว่าสายตาของนักสู้ผู้ไม่รู้จักถอยสายตาที่มองหาข้อดีจากข้อเสียนับร้อย สายตาที่มองหาโอกาสจากปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่บางทีเธอเองก็อาจจะมีมันอยู่ในตัวแล้วก็ได้...พลังสายเนตรน่ะ“
“.................................แล้วมันเอามาใช้กะหมัดDNA คนจีนยังไงล่ะสายตาที่ว่าเนี่ย??”
“หมดกันเื่ซึ้งๆตูT^Tเอาเป็ว่ามันเป็สายตาที่สามารถมองเห็นโอกาสที่จะจู่โจมจากจังหวะที่ศัตรูจู่โจมเข้ามาเป็ไงสายตาที่มองหาโอกาสจากปัญหาที่ถาโถมเข้าใส่น่ะ.....”
เธอว่างั้นแน่ะค่อนข้างยาวใช่มั้ยล่ะ เอาล่ะ ตอนนี้ฉันก็ซ่อมเตาไฟฟ้าเสร็จเรียบร้อยแล้วเหลือแค่ลองดูว่าจะใช้ได้ดีเหมือนเดิมรึเปล่าแล้วก็ไปแจ้งให้พี่อ้อมทราบเป็อันจบงาน
“ว่าก็ว่าเถอะเป็ท่าไม้ตายที่ฟังดูสุดยอดไปเลยนะ” ฉันบ่นพึมพำกับตัวเอง
“ไม่มีคนปกติที่ไหนเขามีท่าไม้ตายประจำตัวกันหรอกนะ..”
“!?!เสียงนี้มัน?ไอ้เติมมม!!!!!!!!!!!!!!!”