“ผมเองจางเจิ้น’’ จางเจิ้นยิ้มๆ ทักทายหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง
“เธอมาทําอะไรที่นี่แล้วไม่ใช่ว่าเธอไปอาศัยอยู่ในหนานจิงแล้วหรอกเหรอ?’’ ครู่ต่อมาฉีซีถามออกไปด้วยความอยากรู้ เธอได้ยินมาจากต้วนหยางว่า จางเจิ้นได้ไปเรียนต่อที่หนานจิงและไม่ได้กลับมาอีกเลย
นี่จึงเป็เหตุผลที่ทําให้ฉีซีประหลาดใจในการพบเจอครั้งนี้
จางเจิ้นที่ได้ยินก็ผงะไปก่อนจะหัวเราะในที่สุด
“ซูโจวเป็บ้านของผมผมจะกลับตอนไหนมันแปลกด้วยเหรอครับ’’
“...’’ความรู้สึกสบายๆของชายหนุ่ม ทําเอาฉีซีหมดคําพูด ไม่ว่าจะนานแค่ไหนเธอก็บอกได้เลยว่าน้องชายจางที่เธอเคยรู้จัก ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยสักนิด
วินาทีต่อมา
จางเจิ้นเอ่ยปากชวน
“เราไปหาที่ดีๆคุยกันดีกว่าครับพี่สาวฉี’’
ฉีซีพยักหน้าเห็นด้วยเธออยากถามชีวิตการเป็อยู่ใน่สองสามปีมานี้ของชายหนุ่มเป็อย่างมาก
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ไม่ช้าชายหนุ่มและหญิงสาวก็ได้ไปถึงร้านอาหารแห่งหนึ่ง และสั่งอาหารมากมายมาบนโต๊ะ
ระหว่างนี้เองฉีซีก็ได้รู้ว่าน้องชายจางของเธอที่มาหาเธอถูกที่ก็เพราะได้ยินมาจากต้วนหยางอีกที เธอจึงไม่แปลกใจเลยว่าทําไมเธอถึงได้เจอเขาอีกครั้ง
ทางด้านจางเจิ้นก็ไม่ได้อยู่เฉยเขาชวนหญิงสาวพูดคุยเื่หลายเื่ จนเมื่อเวลาผ่านไป เขาก็เข้าเื่สําคัญทันที
“พี่สาวฉีพรุ่งนี้เป็การทดสอบรอบสุดท้ายแล้ว พี่มีแผนที่จะทํายังไงกับมัน?’’
จางเจิ้นถามด้วยสีหน้าจริงจัง
ฉีซีนิ่งเงียบไปเธอไม่คิดว่าชายหนุ่มจะถามออกมาอย่างรวดเร็วเช่นนี้ เป็ไปได้ว่าเขาอาจจะรู้เื่ราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับเธอแล้วก็ได้
ฉับพลันความรู้สึกมากมายและภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เธอพยายามมาตลอด ก็ได้ถาโถมเข้าใส่เธออย่างไม่หยุดยั้ง
ทําให้หญิงสาวเกิดความรู้สึกโศกเศร้าและไม่เป็ธรรมขึ้นมา
ทันใดนั้นเองขอบตาทั้งสองข้างของฉีซีเอ่อทะลักนํ้าตาสองสายเล็กๆออกมา
“พี่สาวฉี…’’จางเจิ้นที่เห็นก็อึ้งไป เขาอยากจะต่อยตัวเองจริงๆที่ถามออกไปโดยไม่ทันคิดอย่างนี้
“อย่ามองนะ!’’ได้ยิน ฉีซีก็ทําตัวไม่ถูก เธอไม่เคยร้องไห้ต่อหน้าผู้ชายอย่างนี้มาก่อนเลย
โดยไม่รอช้าหญิงสาวนําผ้าเช็ดหน้าออกมา และเริ่มเช็ดนํ้าตาทั้งสองข้างขณะที่พยายามกลั้นอารมณ์และนํ้าตาของตัวเองไปด้วย
ทางด้านจางเจิ้นก็ทําตัวไม่ถูกเขาไม่เคยเผชิญหน้ากับสถานการณ์อย่างนี้มาก่อนแต่ว่าในไม่ช้าเขาก็คิดได้ว่าเขาควรทําเช่นไร
พริบตาจางเจิ้นยื่นมือทั้งสองออกไป คว้าจับมือของหญิงสาวด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น
“พี่สาวฉีอย่าได้เก็บกลั้นความรู้สึกของตัวเองเอาไว้เลย หากอยากร้องก็ร้องออกมาดังๆ เพราะผมจะคอยอยู่เคียงข้างพี่ในเวลานี้เอง’’
นี่เป็สิ่งที่เขาสามารถทําได้!
“น้องชายจาง…’’ฉีซีรู้สึกตื้นตันใจ ความอบอุ่นได้โอบล้อมหัวใจของเธอทําให้เธอเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นมา
แต่ไม่ช้ามันก็สลายหายไปและแทนที่ด้วยความโศกเศร้าที่ถูกระบายออกมาแทน
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่...
ท่ามกลางสายตานับไม่ถ้วนของลูกค้าภายในร้านฉีซีได้ร้องไห้ระบายสิ่งที่เก็บเอาไว้ตลอดออกมาโดยมีชายหนุ่มแซ่จางคอยปลอบประโลมด้วยความอบอุ่น
“ฮือๆ…’’ฉีซียังคงร้องไห้ต่อไปเธอในตอนนี้เริ่มรู้สึกสบายขึ้น ราวกับได้ปลดปล่อยบางสิ่งบางอย่างออกไป
จางเจิ้นทําเพียงปลอบประโลมด้วยรอยยิ้ม
หลายนาทีผ่านไป
“มื้อนี้ผมเลี้ยงเอง’’จางเจิ้นพูดขึ้น โดยที่สองตาของเขามองดูหญิงสาวตรงหน้าที่สบายขึ้นแล้วด้วยความโล่งอก
ดูเหมือนว่าในตอนนี้ฉีซีจะเริ่มดีขึ้นบ้างแล้ว
“ขอบคุณนะน้องชายจาง’’ฉีซีรู้สึกเขินอายเล็กน้อย เธอไม่เคยเผยด้านที่อ่อนแอของเธอออกมาให้ใครเห็นเลยดังนั้นเธอจึงรู้สึกขอบคุณชายหนุ่มเป็อย่างมากที่คอยอยู่เคียงข้างเธอในเวลาสําคัญแบบนี้
“ไม่เป็อะไรครับนี่เป็สิ่งที่น้องชายควรทําเพื่อพี่สาวอยู่แล้ว’’จางเจิ้นเพียงยิ้มบางหัวเราะเบาๆ ในอดีตสมัยมัธยมนอกจากเขาจะไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้แล้วเธอยังเป็ฝ่ายช่วยเหลือเขาอีก และมันก็เป็อย่างนี้เสมอมาดังนั้นตอนนี้ที่มีโอกาส เขาควรทําทุกอย่างเพื่อตอบแทนเธอ
ฉีซีที่ได้ยินก็รู้สึกอบอุ่นยิ่งขึ้นไปอีกบอกได้เลยว่านอกจากพ่อแม่และครอบครัวของเธอแล้ว เธอก็ไม่เคยเกิดความรู้สึกแบบนี้กับใคร
วินาทีต่อมา
ใบหน้ารูปไข่อันน่ารักของหญิงสาวได้ปรากฏสีแดงระเรื่อขึ้น
ฉีซีรู้สึกเขินอายและอับอายเป็อย่างมากพริบตา เธอก็หลบตาชายหนุ่มอย่างรวดเร็ว
ไม่นะ!
เขาเป็น้องชายของเธอ!
กลับกันทางด้านของจางเจิ้นนั้นชะงักไป เขาไม่รู้ว่าพี่สาวฉีของเขาเป็อะไรกันแน่
อยู่ดีๆทําไมเธอถึงหลบตาเขา?
อย่างไรก็ตามเขาพลันฉุกคิดบางอย่างที่สําคัญขึ้นมาได้จึงได้ถามออกไป
“พี่สาวฉีเป็ไปได้ไหมว่าเสวี่ยอิ้งจะได้รับการช่วยเหลือจากเหวินลิ่วในการเขียนเพลง?’’
เขียนเพลง?
ใครๆก็รู้ว่าเสวี่ยอิ้งเป็เพียงมือสมัคเล่นที่ยังไม่ได้เป็นักร้องหรือต่อให้เป็เหวินลิ่ว ทั้งสองคนนี้ก็ไม่มีใครเลยที่จะสามารถเขียนเพลงได้
ไม่อย่างนั้นแล้วพวกเขาคงจะโด่งดังไปไกลแล้วจริงไหม?
จึงมีความเป็ไปได้อย่างมากที่การทดสอบรอบสุดท้ายในวันพรุ่งนี้ จะเป็เพลงของคนอื่นที่ถูกแต่งขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อเสวี่ยอิ้งแน่นอนว่าคนสนับสนุนคงเป็ใครไปไม่ได้นอกจากเหวินลิ่ว
ดังนั้นจางเจิ้นจึงเข้าใจดีเลยว่าตราบใดที่ไม่เปลี่ยนหัวข้อการแข่งขัน พี่สาวฉีของเขาก็คงต้องพ่ายแพ้อย่างแน่นอน
แล้วแบบนี้จะให้เขาทนดูเฉยๆได้ยังไง?
ทางด้านของฉีซีที่ได้ยินคําถามก็หยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนเผยสีหน้าครุ่นคิดออกมา
“เหวินลิ่วไม่สามารถเขียนเพลงเองได้ดังนั้นหากเขาจะพึ่งใคร เขาคงต้องพึ่งอาจารย์โหลวอย่างแน่นอน’’
“อาจารย์โหลว?’’จางเจิ้นสงสัย เขาไม่เคยรู้จักหรือแม้แต่ได้ยินชื่อเสียงของคนๆนี้มาก่อน
เห็นอย่างนั้นฉีซีก็ไม่กล้ารอช้าเธอรีบอธิบายให้ชายหนุ่มฟังอย่างรวดเร็ว
ไม่ช้าจางเจิ้นก็ทราบได้
บริษัทDDY เป็ค่ายเพลงชั้นนํา จึงมีอาจารย์ผู้เขียนเพลงอยู่มากมาย แต่อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญหลักๆแล้วมีกันเพียงสามคนเท่านั้น
และอาจารย์โหลวก็เป็หนึ่งในคนที่ว่านอกจากจะมีความเชี่ยวชาญมากมายเพลงที่เขาแต่งขึ้นมาแต่ละเพลงยังโด่งดังทําให้คนนับไม่ถ้วนให้การยอมรับ
สําคัญเลยคือเขาเป็เพื่อนกับเหวินเปาดังนั้นการที่เหวินลิ่วจะรู้จักเขา และสนิทกับเขาจึงไม่ใช่เื่แปลกแต่อย่างใด
วินาทีต่อมา
“ก็อย่างที่พี่เล่าไป’’ฉีซีพยักหน้าเธอรู้สึกขมขื่นเป็อย่างมากที่จะต้องเผชิญหน้ากับการกลั่นแกล้งเหล่านี้
จางเจิ้นเพียงนิ่งเงียบโดยไม่พูดอะไรเขาเหม่อมองอากาศที่ว่างเปล่าตรงหน้า ราวกับว่าหญิงสาวตรงหน้าของเขาไร้ตัวตนอย่างไรอย่างนั้น
แต่มันก็แค่แป๊บเดียวเท่านั้นแหละ…
“ถ้าอย่างนั้นผมน้องชายจางคนนี้จะเป็อาจารย์จางเขียนเพลงให้พี่สาวฉีเอง’’ จางเจิ้นพูดขึ้นท่าทีของเขาดูจะไม่ได้จริงจังแม้แต่น้อย
ทําให้ฉีซีเข้าใจผิดคิดว่าชายหนุ่ม้าทําให้เธอหายเครียด
แน่นอนว่าเขาประสบความสําเร็จ!
ฉีซีหัวเราะคิกคักความเครียดของเธอเริ่มบรรเทาลงอย่างรวดเร็ว
อาจารย์จาง?
น้องชายจางนี่ยังคงตลกไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ!