บทที่ 11 ปลุกพลัง(3)
เมื่อใต้เท้าหยางกล่าวจบ ภายในห้องก็ตกอยู่ในความเงียบงำทันที สีจิ้นเหอถึงกับกัดฟันกรอดด้วยความแค้นเคือง หากเขาพาน้องสาวไปปลุกพลังได้เร็วกว่านี้ น้องสาวของเขาก็คงจะไม่ต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้ ถึงจะมีภาชนะขนาดใหญ่แล้วอย่างไร ในเมื่อไม่สามารถใช้งานได้
จิวฮวาเองก็รู้สึกเสียใจไม่ต่างกัน หากแต่เธอยัง้าที่จะรู้มากกว่านี้ ก่อนที่จะตัดสินใจได้ว่าควรจะเสียใจมากน้อยเพียงใดดี “ใต้เท้าหยางเ้าคะ ในเมื่อข้ามีภาชนะที่ใหญ่แล้ว ในกรณีหลังจากที่ปลุกพลัง ข้าจะสามารถใช้งานพลังเวทย์ของต้นกำเนิดได้มากน้อยเพียงใดเ้าคะ”
ใต้เท้าหยางยิ้มให้เธอเล็กน้อย เขาอดนับถือเด็กสาวตรงหน้าขึ้นมาไม่ได้ ในขณะที่หลายคนตกอยู่ในภวังความคิดกับข่าวนี้ บางคนมองเป็เื่โชคร้ายไปเสียแล้วด้วยซ้ำ หากแต่เธอกับเริ่มที่จะถามถึงข้อมูลเพิ่มเติมก่อนทำการตัดสินใจ
“หากจะกล่าวก็คือ เ้าจะสามารถใช้เวทย์มนต์ได้ซับซ้อน และมากกว่าคนปกติที่มีปราณสีเขียว แต่อย่างที่บอกไปปราณสีเขียวนั้นยังไม่ใช่ปราณที่บริสุทธ์ ดังนั้นการใช้เวทย์มนต์จึงเปลืองพลังเวทย์เป็อย่างมาก
เช่นในกรณีที่เ้ามีธาตุกำเนิดเป็ไม้ หากใช้เวทย์พฤกษาในการเยี่ยวยาาแ ผู้ที่มีปราณสีเขียวทั่วไปอาจจะสามารถรักษาได้เพียงแค่าแภายนอก หรือรักษาให้เพียงมีสภาพดีขึ้นเพื่อยื้ออาการ แต่ไม่ใช่การรักษาให้หายขาด แต่ในกรณีของเ้าอาจจะสามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่ก็ต้องสูญเสียพลังเวทย์ไปมหาศาล อาจจะเกือบหมดทะเลิญญาของเ้า ในขณะที่ผู้มีปราณสีม่วงที่มีภาชนะประมาณขนาดกะละมัง ใช้ธาตุพฤกษาทำการรักษาาแเดียวกับเ้าอาจใช้พลังเวทย์ไปเพียง 30 ส่วน 100 ก็สามารถรักษาได้หมดจนเสร็จสิ้นแล้ว เป็ต้น” ใต้เท้าหยางกล่าวอธิบาย
จิวฮวาพยักหน้ารับรู้ “นั่นหมายความว่าปริมาณทะเลิญญาของข้าน้อยความสามารถเทียบเคียงกับผู้ใช้เวทย์ระดับปราณสีม่วงที่มีภาชนะประมาณขนาดชามใช่หรือไม่เ้าคะ”
ใต้เท้าหยางพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “จะกล่าวเช่นนั้นก็ได้”
เมื่อได้ยินดังนั้นจิวฮวาก็ถอนหายใจออกมาเบา อย่างน้อยก็ไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก นั่นแสดงว่าเธอมีความสามารถเทียบเคียงปราณสีม่วง เวทย์ที่เธอใช้ได้น่าจะเป็ระดับขั้นประมาณนั้น หากแต่เมื่อใช้เวทย์ระดับนั้นอาจหมายความว่าต้องใช้อย่างมีสติ และเป็ท่าไม้ตาย เพราะนั่นหมายความว่าเธอจะใช้มันได้เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น
“ใต้เท้าหยางเ้าคะ แล้วมันไม่มีทางเลยหรือเ้าคะ ที่จะขยับทะเลิญญานี้เลื่อนไปเป็สีน้ำเงินได้” จิวฮวาถามย้ำ
ใต้เท้าหยางหลับตาครุ่นคิดพักใหญ่ เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาก็ส่ายหน้าน้อยๆด้วยความเสียดาย “ตามบันทึกข้อมูล และการค้นพบ อัตราการเติมโตของภาชนะจะอยู่ที่ 1เท่าตัวในทุกปี ดังนั้นจึงควรที่จะปลุกพลังใน่อายุ 7ปีเพื่อไม่ให้ภาชนะนั้นขยายใหญ่จนเกินไป จากการบันทึกข้อมูลพบว่าผู้ที่มีภาชนะใหญ่ที่สุดก็เพียงขนาดบ่อน้ำขนาดเล็ก เขาผู้นั้นต้องใช้เวลาถึง 20ปี ในการฝึกฝนทั้งวันทั้งคืนจึงจะสามารถเลื่อนระดับจากปราณสีเขียว ไปเป็สีน้ำเงินได้ เปรียบขนาดดูเถิด บ่อน้ำ 20ปีจึงเปลี่ยนสี แล้วทะเลเล่าจะนานเพียงใด”
จิวฮวาถอนหายใจยาวออกมาด้วยความเสียดาย แต่ก็เอาเถิดชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป “แล้วหากข้าไม่ปลุกพลังตอนนี้ แต่รอไปอีกสักหน่อยเล่าเ้าคะ เป็สักปีหน้า เพื่อที่จะใช้พลังได้มากขึ้น” เธอคิดเปรียบเทียบในกรณีที่ทะเลกลายเป็มหาสมุทร อย่างน้อยเธออาจจะใช้พลังเทียบเคียงปราณสีม่วงได้ถึง 2ครั้ง
ใต้เท้าหยางนิ่งเงียบไปพัก ก่อนที่จะตอบออกมา “จากทฤษฎี ข้าคิดว่าหากไม่หยุดวงจรการเติมโตของภาชนะ สุดท้ายพลังเวทย์ในอากาศจะไม่สามารถเติมเต็มได้ และเ้าจะกลายเป็หลุมดำ ที่ะเิออก ก่อนที่จะดูดกลืนทุกอย่างใกล้ตัวลงไป ซึ่งสมมติฐานนี้ไม่ควรเสี่ยงที่จะทดสอบอย่างยิ่ง”
เมื่อได้ฟังดังนี้จิวฮวาก็หน้าเสียขึ้นมาทันที เพราะเพิ่งค้นพบว่านอกจากตายคนเดียวแล้วยังทำลายโลกได้อีกด้วย นี่มันน่ากลัวเกินไป จิวฮวาเห็นด้วยกับใต้เท้าหยางเต็มที่ว่าไม่ควรทดสอบสมมติฐานดังกล่าว “เช่นนั้นก็ปลุกพลังกันเถิดเ้าค่ะ”
“ได้ หากแต่ทำที่นี่ไม่ได้” ใต้เท้าหยางกล่าว
“ทำไมหรือเ้าคะ” จิวฮว่าเอ่ยถาม
แต่ก่อนที่ใต้เท้าหยางจะอธิบาย สีจิ้นเหอก็เป็ผู้อธิบายให้แทนเสียก่อน “จิวเอ๋อร์เพราะเ้ายังไม่เคยเข้ารับการปลุกเวทย์มนต์ หรือเห็นพิธีเ้าจึงไม่รู้ ในขั้นตอนการปลุกเวทย์มนต์นั้นจะต้องใช้ลูกแก้วพิเศษ ที่สลักวงจรเวทย์มนต์ลงไป วงจรนี้จะทำหน้าที่ในการเข้าไปกระตุ้นภาชนะเวทย์มนต์ให้รับทราบ และหยุดทำการดูดกลืน ก่อนที่จะกลั่นตัวเองกลายเป็รูปทรง และเปลี่ยนเป็สีเขียว
โดยในขั้นตอนการเปลี่ยนรูปทรงและกลั่นตัวเองนั้น จะเกิดปรากฏการณ์หนึ่งขึ้นมา นั่นคือธาตุเวทย์อิสระในอากาสจะตอบรับพลังเวทย์ท่ีกำลังกลั่นตัวของบุคคลผู้นั้น และแสดงเป็สิ่งที่สามารถมองเห็นได้ออกมา ถือเป็การทำนายด้วยว่าเ้านั้นจะสามารถใช้เวทย์มนต์ได้สูงสุดกี่ธาตุ
เช่นเมื่อตอนพี่ปลุกพลังเวทย์ พี่ก็สามารถสร้างกองดิน และแอ่งน้ำขนาดเล็ก มีสายลมพัดผ่าน และหน่ออ่อนของต้นไม้งอกขึ้นมาจากความว่างเปล่า นั่นหมายความว่าพี่จะใช้พลังเวทย์ได้สูงสุดที่ 4ธาตุ ปรากฏการณ์นี้จะกินเวลาอยู่ 3อึดใจ และสลายไป ส่วนสิ่งที่ไม่สลายก็จะหมายถึงนั่นคือธาตุต้นกำเนิด ของพี่เองก็เหลือกองดิน และแอ่งน้ำเป็ต้น”
ใต้เท้าหยางพยักหน้ารับก่อนที่จะรีบอธิบายต่อ เพราะกลัวโดนแย่งพูดอีก “ถือว่ามีพร์ การสร้างกองดินและแอ่งน้ำได้แสดงว่ามีภาชนะขนาดประมาณกะละมัง หากมีภาชนะที่ใหญ่ขึ้น ปริมาณสิ่งที่ปรากฏก็จะใหญ่ขึ้นตามไปด้วย แล้วเ้าคิดดูสิ เ้าที่มีภาชนะเวทย์เป็ทะเลิญญา หากทำการปลุกพลังตอนนี้ผลลัพธ์จะยิ่งใหญ่เพียงใด ลำพังผลลัพธ์อาจจะไม่เท่าใดนัก ลองนึกภาพในกรณีที่ธาตุต้นกำเนิดเ้าเป็ดิน เช่นนั้นูเาที่เ้าสร้างมาก็คงทับจวนเ้าจนมิดแน่นอน”
“เช่นนั้นควรจะใช้พื้นที่เพียงใดจึงจะเหมาะสมต่อการปลุกพลังหรือใต้เท้าหยาง” สีหลวนเคอ หรือนายท่านสีเป็คนกล่าวถาม
ใต้เท้าหยางหลับตานึกอยู่ครู่ใหญ่ “เื่นี้ก็ถือเป็ปัญหาใหญ่เช่นกัน ข้าคิดว่าควรไปปลุกพลังที่ทางประตูทิศใต้ ทางนั้นมีพื้นที่เป็พื้นที่ราบกว้างใหญ่ น่าจะเพียงพอต่อการปลุกพลัง และควรจะกระทำอย่างเร่งด่วนด้วย เพราะหากยิ่งรอนาน ภาชนะก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น”
“งั้นก็ทำเสียวันนี้เลยเถิด ข้าจะให้คนไปเตรียมรถม้า” นายท่านสีกล่าว
“ได้ งั้นข้าจะส่งข่าวให้เ้าหน้าที่ในหน่วยวิจัยไปเตรียมสถานที่รอ” ใต้เท้าหยางกล่าวก่อนที่จะรีบเดินออกไปส่งข่าว ในระหว่างนั้นจิวฮวาก็ได้ยินตาเฒ่านั่นพึมพำอะรเบาๆอย่างนาทีประวัติศาสตร์ การบันทึกภาพ เก็บข้อมูล ฯลฯ ด้วย
ไม่นานรถม้าก็เคลื่อนขบวนออกจากจวนตระกูลสี มุ่งหน้าไปสู่ที่ว่างเปล่าบริเวณประตูทางทิศใต้ ในขบวนเดินทาง รถม้าคันแรกประกอบไปด้วยนายท่านผู้เฒ่า นายท่านสี และใต้เท้าหยางนั่งอยู่ในรถม้าคันใหญ่ รูปทรงแบบตะวันตกสีดำ ตีตราตระกูลสีสีทองไว้ประตูด้านข้าง
รถม้าคันถัดมา มีลักษณะเดียวกัน หากแต่ขนาดเล็กลง มีฮูหยินผู้เฒ่า และจิวฮวานั่งไปด้วยกัน ตลอดทางฮูหยินผู้เฒ่ากุมมือของจิวฮวาเอาไว้แน่น และคอยเอ่ยปลอบหลานสาวมาตลอดทาง ส่งผลให้จิวฮวารู้สึกอบอุ่นใจเป็อย่างมาก
รถม้าคันสุดท้ายเป็รถม้าสีน้ำตาลเรียบๆ ที่มีเจียงมามา ซุนฉวี่ ไป่เหนียนบ่าวขั้น 1 ขอฮูหยินผู้เฒ่า และหลี่มามาบ่าวคนสนิทของฮูหยินผู้เฒ่านั่งมาด้วย
เมื่อรถม้าเดินทางมาถึงลานกว้าง จิวฮวาก็เห็นว่ามีคนมากมายกว่ายี่สิบคนมายืนรออยู่แล้ว บริเวณกึ่งกลางลานกว้าง มีโต๊ะตัวหนึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว บนโต๊ะนั้นมีเพียงลูกแก้วคริสตัลที่เปล่งประกายสีรุ้งลูกใหญ่วางอยู่
ชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีสภาพคล้ายกับใต้เท้าหยางในเวอร์ชั่นที่หนุ่มกว่า วิ่งเข้ามารายงานตัว “ข้าน้อยจัดเตรียมอุปกรณ์ไว้แล้ว และได้เตรียมผนึกบันทึกภาพพร้อมบันทึกเหตุการณ์รอบทิศทางรับรองไม่มีตกหล่น รวมถึงให้คนกันผู้คนที่จะเดินทางผ่านบริเวณนี้ออกไปแล้ว และมีคนประจำจุดทั้ง 8 ทิศพร้อมที่จะวางข่ายอาคมเพื่อสร้างเกราะพลังเวทย์ป้องกันเรียบร้อยแล้วขอรับ” ชายผู้นั้นรายงาน
“ดี ดี เดี๋ยวข้าจะอยู่ในตำแหน่งประธานเพื่อทำการรักษาเสถียรพลังของข่ายอาคมเอง แม่นางจิวฮวา หากเ้าพร้อมแล้วก็ให้เดินเข้าไปบริเวณกลางวงได้เลย จากนั้นให้ทำการรอสัญญาณจากข้า เมื่อข้าให้สัญญาณ ให้ทำการวางมือบนแก้วคริสตอลสีรุ้งตรงนั้นได้ทันที” ใต้เท้าหยางตอบรับชายคนดังกล่าว ก่อนจะหันมาพูดกับจิวฮวา
จิวฮวาพยักหน้ารับทราบ “ว่าแต่สัญญาณจะเป็อย่างไรหรือเ้าคะ”
ใต้เท้าหยางหลี่ตาครุ่นคิด ก่อนที่จะกล่าวตอบ “เป็ตีปีกแบบนี้แล้วกัน” เมื่อกล่าวจบใต้เท้าหยางก็กำมือแล้วงอข้อศอกสองข้าง ก่อนที่จะทำการตีปีกเรียนแบบปีกไก่
จิวฮวาและคนในครอบครัวถึงกับคิ้วกระตุกขึ้นมาทันที “ข้าเกรงว่าอยู่ไกลจะมองเห็นไม่ชัดเจนนะเ้าคะ”
และก่อนที่สถานการณ์จะกระอักกระอ่วนไปมากกว่านี้ ชายหนุ่มผู้จัดเตรียมสถานที่ก็ก้าวเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ให้ทันที “งั้นเดี๋ยวข้าน้อยจะทำการยิงลูกไฟขึ้นฟ้าเป็การให้สัญญาณให้เองแล้วกันขอรับ”