ท่านอ๋องลืมตาขึ้นมองสาวน้อยที่เพิ่งผละจากอ้อมแขนไปด้วยสายตาขำขันเนื้อตัวของนางหอมดีเหลือเกิน เขาเผลอสูดหายใจเขาไปหลายครั้ง
“เจ้าแอบปีนเตียงขึ้นมาหาข้าหรือ?”
“มะ ไม่ใช่พะยะค่ะ”
ชายหนุ่มลูบมือไปบนพื้นผิวผ้าปูที่นอนที่นางเพิ่งผละจากไป“ตรงนี้ยังอุ่นอยู่เลย เมื่อกี้เจ้าเพิ่งลุกไปชัดๆ”ใบหน้าของเขาจ้องมองนางอย่างเอาเรื่อง “นี่เจ้าคงไม่ใส่ใจเรื่องโทษที่ข้าบอกหรอกระมัง?”
“หามิได้พะยะค่ะ” นางรีบประสานมือก้มหน้านิ่ง
“ตกลงว่า...เจ้าปีนเตียงของข้าจริงนักสืบซินข้าจะบอกเจ้าไว้ก่อนว่าข้ามิได้ชอบเพศเดียวกันและที่สำคัญเนื้อตัวของข้ามิได้อยากให้ผู้อื่นมาแตะต้องโดยง่าย เมื่อวานเจ้าทั้งล้มบนตัวข้าซ้ำร้ายยังปีนเตียงมานอนกอดข้าอีก เช่นนี้จะให้ข้าคิดอย่างไร?” สายตาของเขาคาดคั้นชายหนุ่มค่อยๆ ยันกายคืบคลานเข้ามาใกล้
เหลียงเจินซินลมหายใจขาดห้วง“เมื่อวานเป็นเพราะท่านอ๋องขยับแขนโดยมิได้บอกกล่าวแต่เรื่องเมื่อกี้นี้หม่อมฉันจำไม่ได้จริงๆ ว่าตัวเองขึ้นไปอยู่บนเตียง ท่านอ๋องได้อย่างไร?”
“เช่นนั้นข้าได้แต่เพิ่มโทษของเจ้าไว้ในบัญชีเพิ่มอีก”
“โทษเดิมของหม่อมฉันก็เยอะแล้วพะยะค่ะ”
“นั่นสิ!เดิมเจ้าก็ต้องทำตามคำสั่งข้าอยู่แล้วสามข้อโทษฐานปีนเตียงของข้าก็จะเพิ่มเงื่อนไขให้เจ้าไปอีกรวมเป็นสี่ข้อก็แล้วกัน”
เหลียงเจินซินถูมือไปมาด้วยความเคร่งเครียดความผิดเดิมก็มากพออยู่แล้ว นี่นางยังเพิ่มโทษให้ตนเองได้อีกสาวน้อยยกกำปั้นขึ้นทุบหน้าผากตนเองเบาๆ
“ยามหม่อมฉันนอนหลับมักจะไม่รู้ตัวพะยะค่ะขออภัยจริงๆ ที่หม่อมฉันทำไปเช่นนั้นขอเพียงท่านอ๋องยอมเชื่อว่าหม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจ”
เขาเท้าแขนค้ำพื้นชะโงกหน้าเข้ามาใกล้นางจึงใช้กลยุทธ์ออเซาะอย่างที่เคยใช้ได้ผลทุกครั้งยื่นมือไปลูบต้นแขนทั้งสองข้างของเขาเบาๆ
“จริงๆ นะ พะยะค่ะ”
ดวงตาสดใสของนางจ้องมองเขาตรงๆท่านอ๋องใจเต้นรัวเร็วจนแทบระงับความตื่นเต้นเอาไว้ไม่ได้บนเตียงในยามเช้าต้องเผชิญหน้ากับใบหน้าอ่อนใสดวงตากลมโตที่เขาคิดถึงอยู่ทุกค่ำคืนช่างหักห้ามใจได้ยากเสียจริง....
“ได้...แต่ข้าเชื่อเจ้าแต่โทษยังคงอยู่”
“พะยะค่ะ”นางยิ้มหวานเผลอบีบต้นแขนของเขาสองข้างแรงเข้า
“ข้อสามเจ้าต้องรับใช้ข้าในเรื่องส่วนตัวทุกเรื่อง”
“หา!”
“เริ่มจากปรนนิบัติข้าแต่งตัวยามเช้าก่อน”เขาลุกขึ้นแล้วยกเตียงนอนเล็กกลับไปซ่อนด้านข้างเดินไปโต๊ะริมห้องที่มีน้ำกับชามทองเหลืองเล็กวางอยู่นางเดินออกไปหน้าห้องเรียกให้นางกำนัลเอาน้ำร้อนมาส่งแต่ไม่ยอมให้ผู้ใดเข้ามาในห้อง
เหลียงเจินซินถืออ่างไม้ที่มีน้ำร้อนมาผสมกับน้ำอุ่นในโถที่วางอยู่ริมห้องใช้นิ้วแตะพอเห็นว่าไม่ร้อนมากนักก็จุ่มผ้าลงไปบิดหมาดๆแล้วยื่นให้ท่านอ๋อง ทว่าชายหนุ่มกลับทำไม่รู้ไม่ชี้
“ข้าต้องบ้วนปากก่อน”ชายหนุ่มก้มลงทำความสะอาดช่องปากแล้วจึงหันมาสั่งนาง “เช็ดหน้าให้ข้าด้วย”
เหลียงเจินซินเกือบจะทำหน้าง้ำทว่านึกขึ้นได้ว่าที่นี่มิใช่จวนเจ้าเมืองที่นางจะเอาแต่ใจได้จึงวางผ้าลงก่อนไปยกเอาเก้าอี้กลมเล็กมาวางต่อหน้าท่านอ๋องนางหยิบผ้าแล้วเหยียบบนเก้าอี้จึงตัวสูงพอๆ กับเขาแล้วใช้ผ้าที่บิดน้ำหมาดๆนั้นเช็ดหน้าให้เขาอย่างระมัดระวัง ท่านอ๋องหันใบหน้าด้านซ้ายให้กับนาง เมื่อเห็นเขายืนนิ่งนางก็บอกให้เขาหันด้านขวาชายหนุ่มถอยเท้าเล็กน้อยทำให้นางต้องยืดตัวเข้าไปหา ขาเก้าอี้กระดกไปมา
“อะ! อะ! อะ!”นางร้องเสียงหลงอยู่ครู่ก็ควบคุมเก้าอี้ไว้ได้ นางพ่นลมพรืดออกมาดีที่เป็นนักสืบมีฝีมือไม่งั้นคงได้ตกลงไปจูบพื้นแล้ว
จินเสวี่ยหลงเห็นเช่นนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งเขาลืมไปเสียสนิทว่านางเป็น ตีนแมวอันดับหนึ่งคงจะไม่แข้งขาอ่อนง่ายดายนักเขาจึงเชิดหน้าขึ้นเพื่อให้นางยืดร่างตาม ค่อยๆ ถอยเท้าออกห่างอีกเล็กน้อยเหลียงเจินซินที่สนใจเพียงจะเช็ดหน้าให้ท่านอ๋องให้เรียบร้อยจุ๊ปากอย่างขัดใจ
“ท่านอ๋องอยู่นิ่งๆหน่อยเถิด พะยะค่ะ หม่อมฉันเช็ดไม่ถนัด”
ปลายเท้าของคนร่างใหญ่แอบเตะด้านล่างของเก้าอี้เบาๆ
“เอ๊ะ! โอ๊ะ!”คราวนี้ร่างของนางผวาลงซุกต้นคอของเขาอย่างเหมาะเหม็งชายหนุ่มยกแขนสองข้างขึ้นกอดเอวนางไว้แน่น เก้าอี้คว่ำกลิ้งบนพื้นส่วนร่างของ เหลียงเจินซินลอยอยู่ในอ้อมกอดของท่านอ๋องใหญ่
“เห็นทีเจ้าคงอยากจะได้คำสั่งข้อที่5 จากข้าเป็นแน่”
“ประทานอภัยหม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจริงๆ ก็ท่านอ๋องถอยห่างเกินไปนี่ พะยะค่ะ” นางอยากจะโทษเขาด้วยซ้ำว่ารู้สึกเหมือนเขานั่นล่ะแอบเตะขาเก้าอี้แต่คนอย่างท่านอ๋องนางเริ่มรู้สึกว่าเขามิใช่คนตรงไปตรงมาอย่างที่เคยคิดทีแรกดูเหมือน...เจ้าหมาป่ายักษ์จอมเจ้าเล่ห์ผู้นี้วางแผนกลั่นแกล้งนางเข้าให้แล้ว
“วางผ้าได้แล้วข้าร้อน”เขาอุ้มนางไปใกล้โต๊ะแล้วพยักเพยิดให้นางวางผ้าอุ่นในมือลง แต่กลับมิได้วางนางลงร่างกายของนางยังคงแนบติดอยู่กับตัวของเขา “ไปช่วยข้าเปลี่ยนเสื้อผ้า”เขาอุ้มนางไปจนถึงหน้าตู้ที่แขวนเสื้อคลุมตัวนอกที่องครักษ์ประจำตัวของเขาเตรียมชุดมาให้ตั้งแต่เมื่อวาน
นางกำลังจะขยับปากบอกให้เขาวางนางลงเขากลับปล่อยนางเสียก่อนทำเอานางหล่นตุบลงไปกับพื้น ดีที่สัญชาตญาณของนางดีจึงเขย่งปลายเท้าไว้ไม่รู้สึกถึงแรงกระแทกมากนัก
“วันนี้ต้องออกไปตรวจกองกำลังระวังเมืองชุดสีเคร่งขรึมย่อมมีความเหมาะสม” เขาก้มลงอธิบายให้นางฟัง“ต่อไปเจ้าต้องท่องชุดที่ข้าสมควรจะแต่งไปยังสถานที่ต่างๆ ตามราชกิจ”
“นี่ก็เป็นหน้าที่หม่อมฉันด้วยหรือพะยะค่ะ?”
“อืม...ข้อสามเจ้าเป็นต้องรับใช้เรื่องส่วนตัวของข้าทุกอย่าง” ร่างสูงใหญ่ก้มลงย้ำกับนางเหลียงเจินซินส่ายหน้าเบาๆ นางคิดว่านี่น่าจะเป็นหน้าที่ของนางกำนัลมิใช่หรือ?ท่านอ๋องคล้ายรู้ว่านางคิดสิ่งใดก็เอ่ยบอก “ที่ผ่านมาเสื้อผ้าของข้ามามาหลี่ที่ตำหนักจะเป็นคนจัดการต่อไปเจ้าก็ต้องคอยดูแลช่วยนางแต่เรื่องการแต่งตัวข้าจะให้เพียงซ่งจิงเทียนกับหร่วนเจ๋อเล่ยมาช่วยมิได้ให้นางกำนัลมาปรนนิบัติ ต่อไปก็จะเป็นหน้าที่ของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว”
“........”
“ต่อไปเจ้าต้องไปนอนที่ตำหนักของข้าไม่ต้องนอนที่เรือนรับรองตำหนักมังกรคู่แล้ว”ท่านอ๋องสั่งยืดยาวจนเหลียงเจินซินพลอยหูอื้อนี่มันเรื่องอันใดกันตั้งแต่ก้าวเท้าเข้าวังหลวงเรือนที่ต้องนอนกลับไม่เคยได้นอนมาคืนแรกก็ต้องนอนข้างท่านอ๋องอสูร ผู้นี้เสียแล้ว เสียแรงอุตส่าห์หนีเขามาจากเมืองเป่าจูได้กลับต้องมาตกเป็นทาสรับใช้อยู่ในวังหลวงอีก
“ไปเอาหน้ากากมาสวมให้ข้า”
นักสืบซินได้แต่คิดหากแต่ไม่กล้าต่อปากต่อคำจนกว่าจะจับได้คาหนังคาเขาว่าทั้งหมดเป็นแผนที่เขาคิดจะกลั่นแกล้งนางยามนี้ได้แต่รีบทำตามโดยว่องไว เมื่อนางช่วยเขาสวมหน้ากากเรียบร้อยจึงบอกให้นางไปเปิดประตูเรียกนางกำนัลให้เข้ามาปลุกองค์ชายน้อย
“เสด็จลุงตื่นเร็วจริงพะยะค่ะ”
ท่านอ๋องทรงยิ้มกว้างให้กับหลานชายตัวน้อย“พวกเขานอนหลับกรนเสียงดังแข่งกับนักสืบซินทั้งคืน ข้าแทบจะนอนไม่หลับต่างหาก”
“หือ!” คนทั้งสามที่ถูกกล่าวหาร้องออกมาพร้อมกัน
ฮุ่ยเสี่ยวถิงเอียงคอ“ไม่จริงพะยะค่ะหม่อมฉันตื่นมากลางดึกลุกขึ้นดูเห็นเสด็จลุงกอดนักสืบซินนอนหลับสบายอยู่เลยนักสืบซินมิได้นอนกรนเสียหน่อย”
****************************

