ทางเดินใต้ร่มไม้ของมหาวิทยาลัยจี้หนานใน่บ่ายแก่ๆ อบอวลไปด้วยแสงแดดสีทองและสายลมฤดูใบไม้ร่วง
หลินอวี้เยา หญิงสาวเ้าของใบหน้าสวยเฉียบและเรือนผมสีดำขลับ กำลังก้าวเดินไปตามทางเท้าด้วยจังหวะสม่ำเสมอ เธอเป็ที่รู้จักในฐานะดาวเด่นของคณะบริหารธุรกิจ แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าหน้าตา คือบรรยากาศรอบตัวที่ดูสง่างามและยากจะเข้าถึง
หญิงสาวลอบถอนหายใจเบาๆ
ไม่ว่าเธอจะเดินไปทางไหน ภาพที่เห็นจนชินตาคือเหล่านักศึกษาชายที่พยายามปรับเปลี่ยนท่าทางของตัวเองทันทีที่เธอเดินผ่าน บางคนแกล้งพูดคุยกันด้วยเสียงที่ดังขึ้นเพื่ออวดภูมิความรู้ บางคนยืดอกเก๊กท่าจนดูแข็งทื่อ หรือแม้กระทั่งแกล้งทำของตกเพื่อหาเื่ทักทาย
สำหรับหลินอวี้เยาที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการประจบสอพลอ พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ทำให้เธอประทับใจ มันทำให้เธอรู้สึกเบื่อหน่าย
แต่แล้ว ท่ามกลางฝูงชนที่กำลังพยายามสร้างความโดดเด่น ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวเรียบๆ คนหนึ่งกำลังเดินสวนมา
เขาไม่ได้มองเธอเลยแม้แต่น้อย
สายตาของชายคนนั้นจับจ้องไปที่ทางเดินข้างหน้าอย่างเรียบเฉย ไร้ซึ่งความสนใจ ไร้ซึ่งการชะลอฝีเท้า และไม่มีแม้กระทั่งการปรายตามองราวกับว่าหลินอวี้เยาเป็เพียงต้นไม้หรือก้อนหินริมทาง
ความเมินเฉยอย่างสมบูรณ์แบบนั้นทำให้หลินอวี้เยาชะงักไปชั่วขณะ
‘เขาไม่เห็นฉันจริงๆ งั้นหรือ?’
ด้วยความประหลาดใจ หญิงสาวจึงเผลอหันไปมองตามแผ่นหลังของเขา จังหวะก้าวเดินของเธอสะดุดลงบนขอบแผ่นหินปูพื้นที่นูนขึ้นมาเล็กน้อย ร่างบางเสียสมดุลและถลาไปข้างหน้าอย่างกะทันหัน!
หลินอวี้เยารีบยื่นมือออกไปยันต้นไม้ข้างทางเพื่อพยุงตัวไว้ได้ทันท่วงที ทว่าแรงเหวี่ยงจากการสะดุด ทำให้สลักของนาฬิกาข้อมือที่หลวมอยู่ก่อนแล้วดีดออก นาฬิกาเรือนหรูหลุดลอยจากข้อมือขาวเนียน พุ่งหลาวลงสู่พื้นคอนกรีตเบื้องล่าง!
เวลาราวกับเดินช้าลง หญิงสาวเบิกตากว้าง
แต่ก่อนที่โลหะล้ำค่าจะทันได้ปะทะกับพื้นแข็ง มือของใครบางคนก็โฉบเข้ามาคว้ามันไว้กลางอากาศได้อย่างแม่นยำราวกับจับวาง
หลินอวี้เยาที่เพิ่งทรงตัวได้หอบหายใจเล็กน้อย เธอเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มเสื้อเชิ้ตขาวที่เพิ่งเดินสวนไป เขาหันกลับมาั้แ่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ตามสูตรสำเร็จของละครโรแมนติก พระเอกควรจะพุ่งเข้ามารับตัวนางเอกที่กำลังจะล้มลง ประคองเธอไว้ในอ้อมแขน และถามด้วยน้ำเสียงห่วงใยว่า
‘คุณเจ็บตรงไหนหรือเปล่า’
แต่อิ๋งเย่ไม่ได้ทำแบบนั้น
เขาไม่ได้ขยับตัวเข้ามาใกล้เธอแม้แต่น้อย ทิศทางการพุ่งตัวของเขามีเป้าหมายเดียวเท่านั้น... คือนาฬิกาข้อมือ
อิ๋งเย่แบมือออก มองดูนาฬิกาหน้าปัดเปลือยที่เผยให้เห็นกลไกตูร์บิญงสลับซับซ้อนหมุนวนอยู่ภายใน
‘ริชาร์ด มิลล์ (Richard Mille) รุ่นลิมิเต็ดเอดิชัน...’
อิ๋งเย่จดจำมันได้ในเสี้ยววินาที ไม่ใช่เพราะเขามีตาที่สามหรือเกิดมาเป็อัจฉริยะด้านเครื่องประดับ แต่เป็เพราะในชีวิตก่อน ่ที่เขากำลังดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งเพื่อแทรกซึมเข้าสู่วงสังคมไฮโซ เขาเคยใช้เวลาสามเดือนเต็ม กินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเพื่อประหยัดเงินไปซื้อนาฬิกาก๊อปปี้เกรดเอรุ่นนี้
เขาเคยนั่งถ่างตาท่องจำรหัสกลไก วัสดุตัวเรือน และประวัติการผลิตของมันจากแคตตาล็อกภาษาฝรั่งเศสจนขึ้นใจ เพียงเพื่อไม่ให้พวกเศรษฐีตัวจริงจับโป๊ะได้ตอนไปร่วมงานปาร์ตี้บนเรือยอร์ช ความทรงจำอันน่าสมเพชนั้นฝังลึกจนเขาสามารถจำแนกชิ้นส่วนของมันได้หลับตา
อิ๋งเย่ยื่นนาฬิกากลับไปตรงหน้าหลินอวี้เยา
หญิงสาวเพิ่งได้สติ เธอจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ เตรียมจะกล่าวคำขอบคุณและอาจจะแนะนำตัวตามมารยาท ทว่าชายหนุ่มตรงหน้ากลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"สลักสายฝั่งขวามันสึกแล้วครับ น่าจะเกิดจากการกระแทกบ่อยๆ"
หลินอวี้เยาชะงัก ปากที่กำลังจะขอบคุณเผยอค้างเล็กน้อย
อิ๋งเย่ไม่ได้สนใจปฏิกิริยาของเธอ เขายังคงชี้ไปที่หน้าปัดนาฬิกาด้วยท่าทีเหมือนช่างซ่อมที่กำลังประเมินของเสีย
"ถ้าเมื่อกี้มันตกลงพื้นคอนกรีต แรงกระแทกมีโอกาสทำให้กลไกตูร์บิญงคลาดศูนย์ คุณจะต้องส่งกลับไปเข้าคิวรอซ่อมที่สวิตเซอร์แลนด์อีกหลายเดือน..." เขาพูดพลางจัดสายนาฬิกาให้พับเข้าที่ ก่อนวางลงบนฝ่ามือของเธอเบาๆ "ดูแลของให้ดีกว่านี้หน่อยครับ ถ้าพังมามันสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ"
พูดจบ อิ๋งเย่ก็หมุนตัวเดินจากไปทันที โดยไม่มีการถามชื่อ ไม่มีการขอเบอร์โทรศัพท์ และไม่มีแม้แต่การเหลือบมองใบหน้าที่สวยงามของเธออีกเป็ครั้งที่สอง
ทิ้งให้หลินอวี้เยายืนนิ่งงันอยู่ใต้ร่มไม้
หญิงสาวก้มมองนาฬิกาเรือนละสามล้านหยวนในมือ สลับกับแผ่นหลังของชายหนุ่มที่ค่อยๆ เดินห่างออกไป ความรู้สึกโกรธไม่ได้เกิดขึ้นในใจเธอแม้แต่น้อย สิ่งที่เข้ามาแทนที่คือความงุนงงและความสนใจที่ลึกล้ำ
‘เขาไม่ได้พยายามจะช่วยฉัน... เขาแค่ทนเห็น ‘ของมีค่า’ ถูกทำลายไม่ได้?’
หลินอวี้เยาเติบโตมาในตระกูลใหญ่ เธอรู้ดีว่าผู้ชายที่พยายามเข้าหาเธอ มักจะทำทีเป็ชื่นชมนาฬิกาหรือกระเป๋าของเธอเพื่อหาเื่คุย แต่พวกเขามักจะพูดด้วยน้ำเสียงทึ่ง ตื่นเต้น หรือพยายามอวดรวยข่ม
แต่ผู้ชายคนนี้... เขามองนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชันเรือนนี้ไม่ต่างจากช่างซ่อมที่มองเครื่องจักรตัวหนึ่ง! เขารู้ลึกถึงสลักไทเทเนียมและระยะเวลาการซ่อมที่ศูนย์เจนีวา ซึ่งเป็ข้อมูลเชิงลึกที่แม้แต่พนักงานขายทั่วไปยังไม่รู้ หากไม่ใช่คนที่คลุกคลีอยู่กับของระดับซูเปอร์ลักชัวรีจนชินชา จะมองทะลุทุกอย่างในเวลาไม่ถึงสามวินาทีได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น... เขาเตือนเธอเื่ ‘ความสิ้นเปลือง’
คนแบบไหนกัน ที่มองนาฬิกาเรือนละสามล้านหยวนเป็เพียงเครื่องจักรที่ต้องดูแลรักษา และมองข้ามหน้าตาของฉันไปอย่างสิ้นเชิง?
หลินอวี้เยาลอบกำนาฬิกาในมือแน่นขึ้นเล็กน้อย มุมปากที่มักจะเรียบตึงของเธอปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่หาดูได้ยาก
ชายคนนี้... น่าสนใจจริงๆ
ในขณะเดียวกัน อิ๋งเย่ที่เดินห่างออกมาไกลแล้ว ก็ล้วงโทรศัพท์มือถือหน้าจอแตกร้าวขึ้นมาเปิดแอปพลิเคชันของซูเปอร์มาร์เก็ตหน้ามหาวิทยาลัย ขณะที่ขาก็ก้าวเดินต่อไปอย่างแน่วแน่
‘สบู่เหลวโปรโมชันซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง... มันหมดเขตวันนี้หรือพรุ่งนี้นะ แวะไปดูที่ร้านหน่อยดีกว่า ขืนซื้อราคาเต็มคงขาดทุนแย่’