...บทหนึ่งจากคําโคลงของวอลแตร์กล่าวไว้ว่า
“ในการดํารงชีวิตอยู่นั้นมนุษย์เป็หนี้การตัดสินใจอยู่ประการหนึ่งคือการตายอย่างมีสัจจะ”
ปอล คริสโตเฟอร์นับว่าเป็บุรุษผู้โชคดีอยู่ไม่น้อยค่าที่มีผู้หญิงมาตกหลุมรักเข้าถึง 2 คน และผู้หญิงทั้งสองคนนั้นต่างก็ข้องใจอยู่ในปัญหาอันเดียวกันคือเหตุไฉนเขาจึงเลิกเขียนหนังสือหรือกาพย์กลอนที่เคยส่งชื่อเสียงให้เขาเป็อย่างมากเสีย...แคทธี่ ผู้หญิงที่ได้ชื่อว่าเป็ภรรยาของเขานั้นระบุลงไปเลยว่า ต้องมีอีหนูที่ไหนสักคนหนึ่งเป็แน่ที่ทำลายพร์ในเื่นี้ของเขาเสีย ดังนั้นเธอจึงตั้งหน้าตั้งตาทุ่มเทพลังรักทั้งหมดในตัวให้กับเขา โดยหวังว่าบางทีการทําเช่นนั้น จะเค้นความลับในเื่นี้ออกจากร่างกายของเขาได้...แต่ก็เหลวเปล่าเพราะปอลคิดแล้วว่า เธอไม่มีสิทธิที่จะต้องรู้ในเื่นี้เพราะถึงรู้ก็จะไม่มีวันเข้าใจ ดังนั้นสิ่งที่แคทธี่ปฏิบัติต่อเขาคือหนีกลับไปอเมริกา
คราวนี้ก็มาถึงอีหนูของเขาเ้าหล่อนผู้นี้เกิดหลงใหลเขาขึ้นมา หลังจากที่ได้อ่านหนังสือประเภทบทกวีเล่มหนึ่งที่เขาเขียนขึ้นไว้เมื่อ15 ปีที่ล่วงมาแล้ว ซึ่งถ้าจะพูดกันชัด ๆ ก็คือเป็หนังสือเล่มเดียวที่เขาเขียนขึ้นไว้ ก่อนหน้าที่จะเริ่มงานในหน้าที่ “สายลับ” ให้กับองค์การซีไอเอ
ก็จดหมายของเ้าหล่อนคนนี้นี่เองที่เขานั่งอ่านไปยิ้มไปขณะที่รอเวลาเครื่องบินเที่ยวที่จะนําเขาไปสู่โรม ณ ท่าอากาศยานดอนเมืองกรุงเทพมหานคร...จนกระทั่งเขาได้ยินเสียงโฆษกของท่าอากาศยานประกาศกําหนดเวลาของสายการบินที่เขาจะเดินทางเป็ภาษาไทย...เขารอจนกระทั่งได้ยินประกาศนั้นเป็ภาษาอังกฤษจึงลุกขึ้น และเดินไปยังประตูทางออก ...ซึ่งถ้าจะมีใครสักคนหนึ่งที่กําลังจับตาหรือเฝ้าติดตามเขาอยู่แล้วจะจับสังเกตไม่ได้เลยว่าโดยแท้ที่จริงแล้ว เขาเข้าใจภาษาไทยเป็อย่างดี (เื่นี้เป็คุณสมบัติเฉพาะตัวซึ่งจะต้องอธิบายในตอนหลัง)
คริสโตเฟอร์ลอดตัวเข้าไปในเครื่องบินอเมริกันที่ฉ่ำด้วยไอเย็นแอร์โฮสเตสส่งยิ้มหวานมาให้เป็การต้อนรับ แต่เขาไม่ได้ยิ้มตอบเพราะตอนนี้ฟันกําลังดํา ด้วยยาถ่านที่เขาเคี้ยวอยู่ตลอดเวลาเพื่อป้องกันโรคท้องร่วง
เที่ยวบินนี้เขากําลังจะเดินทางไปโรม หลังจากที่เขาได้เดินทางผ่านย่านอาเซียซึ่งเขาได้ใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ และได้สิ้นสุดลงเมื่อคืนนี้ซึ่งนับเป็คืนสุดท้ายของการเดินทาง่นี้...ซึ่งเขาใช้มันในกรุงเทพฯกับบุรุษชาวเวียดนามคนหนึ่งชื่อ หลุ่ง
คริสโตเฟอร์ถอนใจชีวิตที่เต็มไปด้วยการเดินทาง มันก็ยากที่จะอธิบายเหมือนกันว่าทําไมเขาจะต้องตั้งหน้าตั้งตาเดินทางถึงเพียงนี้ ทําไมเขาจะต้องไป และในการเดินทางเเต่ละครั้งเขาก็จะต้องเป็ฝ่ายกำหนดเอาเองว่าจะไปที่ไหน และใช้เวลานานสักเท่าไร...
เมื่อค่ำวานนี้เองที่เขาได้พบกับหลุ่งอากาศริมฝั่งแม่น้ำเย็นชื่นพอี่จะเดินคุยกันได้ คนทั้งสองจึงเดินเล่นเรื่อย ๆเลียบไปตามฝั่งน้ำ และการ “คุย” สําหรับเขาหมายถึงการที่หลุ่งเป็ฝ่าย“รายงาน” เหตุการณ์ต่างๆ ให้เขาทราบซึ่งกว่าจะเสร็จก็กินเวลาไม่น้อย
จากนั้นทั้งสองก็เข้าไปในภัตตาคารสั่งอาหารไทยมาชิม สั่งแชมเปญมาดื่มและคุยกันต่อด้วยภาษาฝรั่งเศส
ดึกมากแล้วตอนที่คริสโตเฟอร์ส่งเงินจํานวนหนึ่งให้ผู้ร่วมงานของเขาเอาไปจ่ายให้กับอีหนูซึ่งถูกเรียกมานั่งข้าง ๆ หลุ่ง...มือเล็ก ๆของอีหนูมิได้เงียบเหมือนท่าทีที่สงบเสงี่ยมนั้นเลยมันไต่อยู่บนตักของหลุ่ง...หลุ่งทําหน้ายิ้ม ๆถอนหายใจแรงและหลับตาลงอย่างเพลิดเพลิน แต่มือของเขาก็ตอบโต้อยู่กับอีหนูเหมือนกันด้วยการไต่ลงไปบนลวดลายดอกไม้บนเสื้อที่หล่อนสวมใส่ จากลายดอกไม้ ก็ค่อย ๆเลื่อนเข้าไปตามผิวเนื้อและซอกคอ...ตอนนั้นมันเกือบจะตีสามอยู่แล้ว
“ยืมเงินหน่อยสิ” ฤทธิ์แอลกอฮอล์ฉาบละไอเสียงของหลุ่ง
คริสโตเฟอร์สะบัดแบ๊งค์ร้อยออกมาให้หลุ่ง 2 ใบหลังทําท่าจะจูงนางของเขาออกไป แต่ไม่ก่อนที่จะหันมาหลิ่วตาให้คริสโตเฟอร์
“เห็นจะต้องพิสูจน์สักหน่อยว่าจริงไหมที่เขาว่ากันว่าอีหนูพวกนี้ เต้นระบําให้คุณดูก่อนอย่างว่าก็ยังไหว” เขาพูดเป็ภาษาฝรั่งเศสเร็วปรื่อ
คริสโตเฟอร์ยิ้มรับพยักพเยิดให้หลุ่ง แล้วก็เอาใบละร้อยส่งให้หลุ่งอีกหนึ่งใบ
หลังจากที่หลุ่งออกไปแล้วเขายังคงนั่งอยู่อีกพัดใหญ่กับบาร์เทนเด้อร์ที่ง่วงหงำเกือบตีสี่แล้วรึนี่...เขาเรียกบาร์เทนเด้อร์ที่สัปหงกอยู่กับโต๊ะให้ลุกขึ้นมาคิดเงิน...และหลังจากชําระเงินแล้วเขาก็เดินออกไปข้างนอกเหมือนคนที่ไม่มีจุดหมายปลายทาง
คริสโตเฟอร์เดินทอดน่องช้า ๆไปตามทางเดินที่ยังสงัดเงียบอยู่ ระเหยของไออากาศข้างนอกคือกลิ่นขยะ ผักเน่าๆฝาท่อระบายน้ำที่เปิดทิ้งไว้ข้างถนน ขอทานโรคเรื้อนคนหนึ่งนอนอยู่บนทางเท้าพอได้ยินเสียงคนเดินผ่านมาก็เผยอเปลือกตาขึ้น ร้องครางออกมาเบา ๆคริสโตเฟอร์หย่อนเงินเหรียญลงในขันขอทาน แล้วก็เดินเลยไป
เขาไม่รู้ตัวว่าเดินมานานสักเท่าไรแต่มันก็มาถึงริมฝั่งน้ำเข้าจนได้ และที่ท่าน้ำนั่นเองเขาว่าจ้างคนเรือคนหนึ่งให้พาไปเที่ยวตลาดน้ำ ตอนนั้นเขาเหลือเวลาก่อนที่จะออกเดินทางไปสนามบินถึง 3 ชั่วโมง...อากาศในแม่น้ำฉ่ำชื่นดูเหมือนเขาจะเป็คนผิวขาวเพียงคนเดียวที่ยังไม่ได้หลับขณะที่คนพื้นบ้านเริ่มตื่นกันบ้างแล้ว และกำลังกระจายกันออกไปทํามาหากิน
เมื่ออยู่กับตัวเองเขาตั้งต้นคิดเงียบ ๆ ...น่าแปลกที่เขาคิดถึงหลุ่งเขากําลังคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ที่ห้องน้ำในบาร์ตอนที่หลุ่งพิมพ์ลายนิ้วมือลงบนใบเสร็จรับเงินที่เขาเตรียมมาให้เพราะหลังจะต้องรับ “เงินเดือน” เมื่อเสร็จสรรพแล้วหลุ่งก็เอาวิสกี้ในแก้วที่ถือติดมือเข้าไปในห้องน้ำ ล้างรอยหมึกพิมพ์ออกเสียตอนนี้เองที่คริสโตเฟอร์ชูซองที่อัดแน่นด้วยเงินสวัสฟรังส์สีน้ำเงินสดใสล่ออยู่ตรงหน้าของหลุ่ง
“ผมจะเก็บเงินนี่ไว้ให้คุณตอนเช้านะ”
หลุ่งซึ่งมักจะจบคืนของเขากับอีหนูอย่างสม่ำเสมอพยักหน้ารับไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่เชื่อ เพราะนั่นเป็หน้าที่ของคริสโตเฟอร์อยู่แล้วและก็ได้ตกลงกันแล้วนี่ว่า เช้าวันนี้เราจะต้องพบกันอีกครั้งหนึ่งตั้งนาฬิกาให้ตรงกันเสียด้วยซ้ำ
แต่ขณะนี้...ขณะที่หลุ่งกําลังหลับไหลไม่ได้สติอยู่กับอีหนู คริสโตเฟอร์กําลังล้วงซองเงินนั้นออกมาจากด้านในของกระเป๋าเสื้อนอกเขาหยิบแผ่นหมึกพิมพ์ออกมาพร้อมกันสอดลงไปในซองเงิน ผนึกซองนั้นเสียแล้วหย่อนมันลงไปข้างเรือ... เขาจ้องมองดูซองนั้น หมุนคว้างอยู่ในสายน้ำสีน้ำตาลอ่อนของแม่น้ำเ้าพระยาจนมันจมหายไป
เขายิ้มให้ตนเองอย่างพอใจหลุ่งไม่เข้าใจดอกว่า ทำไมเขาจึงต้องทำเช่นนั้นอาจจะเป็เพราะความไว้เนื้อเชื่อใจที่มีต่อกันอย่างมากก็เป็ได้หลุ่งน่าจะรู้นี่นาว่า คนที่เป็สายลับนั้น บางครั้งก็จำเป็ต้องเสียสละกันบ้างแต่หลุ่งจะรู้ตัวหรือไม่ว่าตนเองอยู่ในฐานะสายลับยังเป็สิ่งที่น่าสงสัย...เพราะกับเขาแล้ว หลุ่งจะทํางานให้อย่างเต็มอกเต็มใจเสมอโดยที่คริสโตเฟอร์ก็ช่วยเหลือทางด้านการเงินเป็การตอบแทนมันเป็การช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างสมน้ำสมเนื้ออยู่แล้วแม้ว่าคริสโตเฟอร์จะเป็คนขาว และหลุ่งเป็คนผิวเหลืองแต่เขาก็ออกจะเชื่อมั่นในตัวคริสโตเฟอร์อยู่มาก ๆเห็นจะมีอยู่ครั้งหนึ่งเหมือนกันที่หลุ่งถามคริสโตเฟอร์ซื่อ ๆ ว่า
“เงินที่คุณให้ผมนี่ เป็เงินดี ๆจากคนดี ๆ อย่างคุณใช่ไหม?”
คริสโตเฟอร์ยิ้มใส่ตาหลุ่งขณะที่ตอบว่า “ใช่”
แต่แล้ว เขาเองกลับเป็ฝ่ายโยนเงินหมื่นฟรังส์ลึกลับนั้นลงไปในแม่น้ำทั้ง ๆ ที่ไม่อยากจะเชื่อความคิดของตนเองที่ว่า ชาวเวียดนามผู้นั้นจะเชื่อว่าการสูญเสียเงินจำนวนนี้ย่อมหมายถึงว่าเขาได้สูญเสียความคุ้มครองจากผู้ที่เขาไว้เนื้อเชื่อใจเสียแล้วหลุ่งจะยังคงต้องเชื่อมั่นว่า คริสโตเฟอร์จะกลับไปหาเขาอีกเพราะเคยทําอย่างนั้น...แต่แท้ที่จริงแล้วหลุ่งเองต่างหากที่ต้องกลับ...กลับไปสู่ไซง่อนและจะต้องตายที่นั่น