ซูอิ่นเย่ว์พยักหน้าตามสัญชาตญาณ
คิดไปแล้ว การที่เขาฟื้นตัวได้เร็ว คงเป็เพราะเขาใช้พลังลมปราณกดพิษเอาไว้
ฉู่จี้เฟิงแสยะยิ้มบางๆ ก่อนจะถาม “นอกจากจุ้ยเหรินหง ข้ายังถูกพิษอะไรอีก”
“หนึ่งคือพิษกู่ น่าจะเป็กู่ที่เกิดจากการนำสัตว์มีพิษหลากชนิดมาเลี้ยงร่วมกัน หากไม่รู้ตำรับยาถอนพิษ ก็ยากที่จะรักษา” ซูอิ่นเย่ว์กล่าวอย่างจริงจัง “ส่วนพิษที่สาม ข้าวินิจฉัยไม่ออก”
ฉู่จี้เฟิงใช้นิ้วเคาะที่พนักเก้าอี้เป็จังหวะคล้ายไม่เชื่อ “เ้าวินิจฉัยไม่ได้จริงหรือ”
ซูอิ่นเย่ว์สบตากับเขา รู้สึกเย็นวาบไปทั่วแผ่นหลัง
นางเคยเห็นแววตาของฉู่จี้เฟิงยามคิดสังหารมาก่อน ตอนที่เขาฆ่าสวีชิงหยวนก็มองเช่นนี้!
ที่จริงแล้ว นางรู้ดีว่าพิษที่สามคืออะไร มันคือพิษแปลกประหลาดที่เรียกว่า ‘พิษเจิ้นสุ่ย’ ซึ่งสกัดจากนกเจิ้น แม้จะไม่ทำให้ตายทันที แต่จะทำให้ร่างกายเย็นดุจน้ำแข็ง และหวาดกลัวความเย็นอย่างรุนแรง ยามพิษกำเริบ ราวกับมีเข็มเล็กนับไม่ถ้วนทิ่มแทงเข้าไปถึงกระดูก ทรมานยิ่งกว่าความตาย
แต่พิษกู่ในตัวฉู่จี้เฟิงกลับบดบังพิษเจิ้นสุ่ยได้อย่างสมบูรณ์ แพทย์ทั่วไปไม่มีทางตรวจพบ
เดิมทีซูอิ่นเย่ว์ยังลังเล แต่เมื่อเห็นสีหน้าของเขา นางก็รู้ทันทีว่าหากนางพูดออกไป นางคงไม่พ้นจบชีวิตเช่นเดียวกับสวีชิงหย่วน!
ดังนั้นนางจึงยังคงสีหน้าเรียบเฉย รักษาความสงบ “จริงๆ เป็เพราะฝีมือแพทย์ของข้าไม่ดีพอ ไม่สามารถถอนพิษนี้ให้ซื่อจื่อได้”
นิ้วมือของฉู่จี้เฟิงหยุดลง แววตาดูอ่อนลงเล็กน้อย “ก็ดีแล้ว”
ยังดีที่นางไม่รู้แน่ชัด ไม่เช่นนั้นพรุ่งนี้ทั่วเมืองหลวงคงลือกันว่า ‘มัจจุราชฉู่สังหารภรรยาที่เพิ่งแต่งงานของตนอย่างโเี้’
เมื่อเห็นว่าเขาเลิกคิดจะฆ่านาง หญิงสาวจึงค่อยๆ ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่ใครจะรู้ว่า ฉู่จี้เฟิงกลับหรี่ตาลงอีกครั้ง “ฝีมือแพทย์ของหมอฉินถือว่าเป็หนึ่งในใต้หล้า เขายังวินิจฉัยพบแค่พิษกู่ แต่เ้าอายุยังน้อย กลับสามารถวินิจฉัยได้ว่าข้าถูกพิษอื่นด้วย คาดไม่ถึงเลยว่าบุตรสาวตระกูลซูจะมีฝีมือไม่น้อย”
ซูอิ่นเย่ว์เตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้าแล้ว “ข้าเคยใช้ชีวิตอยู่ที่หมู่บ้านเป่ยเหอหลายปี ก่อนหน้านี้เคยได้ฝากตัวเป็ศิษย์ของหมอเทวดา ท่านอาจารย์เป็ผู้สอนข้ามา แต่ข้า...”
ฉู่จี้เฟิงรู้ดีว่านางเคยถูกส่งไปเลี้ยงดูที่อื่น เพียงแต่ไม่ทราบเหตุผล
ใต้หล้านี้มีเื่แปลกประหลาดมากมาย อีกทั้งซูอิ่นเย่ว์ยังสามารถรอดชีวิตมาได้จากเมื่อคืน เขาจึงเชื่อคำพูดของนางอยู่บ้าง
ขณะพูด ซูอิ่นเย่ว์ได้คุกเข่าลง สีหน้ามีแต่ความรู้สึกผิด “พิษจุ้ยเหรินหงเป็พิษเรื้อรัง ไร้สีไร้กลิ่น ข้าไม่รู้เลยว่าถูกวางยา
“เพราะพิษนี้ทำให้ซื่อจื่ออาการทรุดหนัก ข้าไม่มีหน้าจะอยู่ในจวนหลิงอ๋องต่อไปอีก ขอให้ซื่อจื่อมอบหนังสือหย่าให้ข้าด้วยเถิด!”
นางแต่งเข้าจวนอ๋องทั้งที่มีพิษติดตัว แม้แต่ฉางอู๋อิ่งยังสงสัยนาง ฉู่จี้เฟิงย่อมไม่อาจปราศจากความระแวง เขาอาจปล่อยให้นางมีชีวิตอยู่เพียงเพื่อสืบหาผู้อยู่เื้ั
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังรู้ว่าเขาถูกพิษเจิ้นสุ่ย หากอยู่ต่อไป เท่ากับมีดคมกริบจ่ออยู่ที่ลำคอตลอดเวลา แต่ถ้านางได้รับหนังสือหย่า ก็จะสามารถออกไปจากสถานที่แห่งนี้ และรักษาชีวิตของตนเองไว้ได้
ฉู่จี้เฟิงนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ดวงตาฉายแววบางอย่างที่อ่านไม่ออก “เ้า้าให้ข้าหย่ากับเ้า?”
ยังไม่ทันที่ซูอิ่นเย่ว์จะตอบ เสียงของจี้หมัวมัวก็ดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน “พระชายาซื่อจื่ออย่าทำอะไรบุ่มบ่าม!”
จี้หมัวมัวยังไม่ทันเข้ามาถึงในห้องหลัก ก็ได้ยินบทสนทนาของทั้งสอง นางเร่งฝีเท้าเดินเข้ามา วางชามยาต้มลงบนโต๊ะข้างเล็ก ก่อนจะคุกเข่าขออภัย “ทั้งหมดเป็เพราะผู้อื่นใช้พระชายาซื่อจื่อเป็เครื่องมือวางแผน ขอให้ซื่อจื่อโปรดเมตตา!”
ฉู่จี้เฟิงมีแววประหลาดใจวาบผ่านตา “หมัวมัว ข้าไม่เคยเห็นเ้าพูดแทนใครมาก่อน”
จี้หมัวมัวค้อมศีรษะลงกล่าว “บ่าวรู้สึกซาบซึ้งใจ จึงอดไม่ได้ที่จะพูดแทนพระชายาซื่อจื่อ นางหลงรักซื่อจื่อมานาน พอทราบว่าท่านล้มป่วย ก็พยายามศึกษาวิชาแพทย์ แม้แต่การแต่งงานครั้งนี้ ก็เป็เพราะพระชายาซื่อจื่อลำบากอ้อนวอนขอมาเอง!”
“หมัวมัวพอได้แล้ว!” ซูอิ่นเย่ว์แทบกระอักเื
คำพูดที่นางแต่งขึ้นกลับถูกจี้หมัวมัวเอาไปพูดต่อหน้าฉู่จี้เฟิงหมด
จี้หมัวมัวคิดว่านางเขินอาย จึงกล่าวเสริม “พระชายาซื่อจื่อมีใจจริงต่อท่าน บ่าวย่อมไม่อาจทนเห็นนางถูกขับออกจากจวน! เื่นี้ผิดที่คนวางยา พระชายาซื่อจื่อจะต้องรับผิดได้อย่างไร”
ฉู่จี้เฟิงเลิกคิ้ว สายตาจับจ้องไปที่ซูอิ่นเย่ว์ เห็นใบหน้านางแดงก่ำ จึงอดไม่ได้ที่จะเย้า “รักข้ามานานแล้ว? มีใจจริงหรือ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น...” ซูอิ่นเย่ว์แทบกลั้นน้ำตาไม่อยู่ “หมัวมัว ซื่อจื่อไม่ฆ่าข้าก็นับว่าเมตตามากพอแล้ว ข้าแค่อยากได้หนังสือหย่าเท่านั้น”
“จะไม่ใช่ได้อย่างไร! ท่านยังพูดเองว่าหากซื่อจื่อเป็อะไรไป ท่านก็จะตามเขาไปด้วย!” จี้หมัวมัวยิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น “พระชายาหลิงอ๋องและหลี่หมัวมัวใช้เล่ห์กล ท่านเป็กังวลที่สุด และยังวางแผนช่วยซื่อจื่อเอายารักษาชีวิตกลับมาอีก! บ่าวแม้จะแก่ชรา แต่ก็มิได้ตาบอด เื่ทั้งหมดนี้บ่าวมองออกว่าท่านมีใจจริงต่อซื่อจื่อ! ซื่อจื่อ ได้พระชายาเช่นนี้แล้ว ยัง้าสิ่งใดอีก!”
เ้านายของตนกว่าจะได้ภรรยาดีๆ สักคนมิใช่เื่ง่าย จะปล่อยให้ถูกหย่าไปได้อย่างไร
หากหย่าซูอิ่นเย่ว์ไป เกรงว่าอนาคตอาจไม่ได้เ้าสาวคนใหม่อีก
ฉู่จี้เฟิงมองนางด้วยสายตาพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะเอ่ยถามแทนว่า “สกุลสวีทำอะไรอีก”
จี้หมัวมัวจัดแจงกระแอมก่อนกล่าวเสียงดังชัด นางกลัวว่าฉู่จี้เฟิงจะไม่รู้ถึงความดีความชอบของซูอิ่นเย่ว์ จึงเล่าเื่ที่หญิงสาวใช้เหล้าแรงเผาศพอย่างละเอียด
เมื่อฟังจบ ฉู่จี้เฟิงหัวเราะเบาๆ คิ้วยกขึ้นเล็กน้อย มองซูอิ่นเย่ว์พลางกล่าวว่า “เ้ากล้าดีนัก”
อืม ตรงตามรสนิยมเขาเลย
ซูอิ่นเย่ว์ไม่เคยเห็นเขาหัวเราะจากใจมาก่อน รอยยิ้มของเขาเย้ายวนงดงามจนนางเผลอจ้องมองเขาอย่างลุ่มหลง
ฉู่จี้เฟิงกล่าวต่อ “ในเมื่อชดเชยความผิดแล้ว ข้าก็จะไม่โทษเ้าอีก”
“หนังสือหย่านั้น...” ซูอิ่นเย่ว์ได้สติกลับมา ไม่ละความพยายามที่จะไล่ถามต่อ
“ยังจะพูดถึงหนังสือหย่าอีกหรือ ดูท่าแล้ว เ้าคงอยากให้ข้าหย่ากับเ้าจริงๆ” ฉู่จี้เฟิงเก็บรอยยิ้มลง น้ำเสียงแฝงด้วยการคุกคาม “หรือว่า สิ่งที่เ้าพูดกับหมัวมัวล้วนเป็เื่โกหก? เ้าหาได้มีใจให้ข้ามาเนิ่นนาน หรือภักดีด้วยความจริงใจ เพียงแค่้ารักษาข้า เพื่อรักษาชีวิตตัวเอง?”
กระแสความเย็นเยียบแล่นวาบขึ้นมา ซูอิ่นเย่ว์สะดุ้งเฮือก ไม่กล้ารับคำ ได้แต่กล่าวว่า “ซื่อจื่อเข้าใจผิดแล้ว ข้าอยากจะบอกว่าท่านต้องอย่าได้เขียนหนังสือหย่าเด็ดขาด!”
ดูเถิด นี่ละที่เรียกว่ากรรมที่ก่อเองก็ต้องรับเอง
นางตัดหนทางถอยของตนเองไปเสียแล้ว นับจากนี้ หากคิดจะออกจากจวนหลิงอ๋อง เกรงว่าคงไม่ง่ายนัก
ฉู่จี้เฟิงพยักหน้ารับเล็กน้อย แสดงถึงความพึงพอใจ “ในเมื่อเ้าร้องขอถึงเพียงนี้ ข้าก็คงให้หนังสือหย่าแก่เ้าไม่ได้จริงๆ ลุกขึ้นเถอะ”
กล่าวจบ เขาก็ยกชามยาขึ้นมา ดื่มรวดเดียวจนหมดโดยไม่แคลงใจแม้แต่น้อย
จี้หมัวมัวดีใจที่สุด รีบประคองซูอิ่นเย่ว์ให้ลุกขึ้น อยากให้ฉู่จี้เฟิงและซูอิ่นเย่ว์เข้าหอกันเสียคืนนี้เลยด้วยซ้ำ
“บ่าวแก่แล้ว จะรีบสั่งให้คนมาจัดการศพนี้เดี๋ยวนี้” จี้หมัวมัวเอ่ย
“ไม่จำเป็” ฉู่จี้เฟิงผิวปากหนึ่งครั้ง
ไม่นานนัก ก็มีองครักษ์เงาคนหนึ่งคุกเข่าลงนอกห้อง
“พาคนของเรือนทิงเส่ว์กลับไป” ฉู่จี้เฟิงกล่าวขึ้นราวกับเป็เื่ธรรมดาที่สุด “ศพให้วางไว้สามวัน ห้ามผู้ใดมาเก็บไป และห้ามสองแม่ลูกก้าวออกจากเรือนทิงเส่ว์แม้แต่ก้าวเดียว”
ซูอิ่นเย่ว์ตัวสั่นเฮือก หันขวับไปมองฉู่จี้เฟิง
แค่ส่งศพกลับไปก็เป็เื่น่ากลัวมากพอแล้ว ยิ่งกว่านั้นตอนนี้เป็่ต้นเดือนห้า ศพที่ถูกแดดแผดเผาตลอดสามวัน ไม่เพียงจะดูน่าขยะแขยง แต่ยังส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวล สตรีพวกนั้นที่เรือนทิงเส่ว์จะทนได้อย่างไร