ตอนที่ 2: ห้องรับรองระดับเฟิรสต์คลาส
ความเงียบสงัดภายในห้องโดยสารชั้นธุรกิจใน่เวลาตีสามของสายการบินเที่ยวบินนี้ช่างเงียบสงบจนน่าประหลาด มีเพียงเสียงเครื่องยนต์เจ็ตขนาดใหญ่ที่คำรามทุ้มต่ำอยู่นอกหน้าต่างคอยขับกล่อมผู้โดยสารที่กำลังหลับสนิท ภายใต้แสงไฟสีฟ้าและสีส้มสลัวที่ปรับเข้าสู่โหมดการนอนหลับ ฉันเห็นเงาร่างของผู้โดยสารหลายคนซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มหนา บางคนสวมผ้าปิดตา บางคนกำลังอยู่ในห้วงนิทราอันแสนหวาน
แต่ทว่า... หัวใจของฉันตอนนี้มันกลับเต้นโครมครามรัวเร็วราวกับเสียงกลองศึก มันเต้นดังเสียจนฉันกลัวว่าผู้โดยสารรอบข้างจะสะดุ้งตื่นขึ้นมา มือหนาและร้อนผ่าวของรินทร์ที่เอื้อมมากุมข้อมือฉันไว้อย่างแ่เบานั้นมีอิทธิพลอย่างมหาศาล มันส่งกระแสความร้อนระอุแปลบปลาบแล่นตรงเข้าสู่ขั้วหัวใจของฉันอย่างรวดเร็ว สายตาคมกริบของเขายังคงจับจ้องตรงมาที่ริมฝีปากอิ่มของฉัน ก่อนจะเคลื่อนไปมองบานประตูห้องน้ำท้ายเครื่องที่ตั้งอยู่ไม่ไกล สัญญาณไฟสีเขียวตัวอักษร 'Vacant' เด่นหราเหมือนเป็บัตรเชิญเข้าสู่ดินแดนลับที่มีเพียงเราสองคน
ฉันยืนนิ่งงันอยู่ครู่หนึ่ง สมองสองฝั่งของฉันกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดดั่งพายุทอร์นาโด ฝั่งหนึ่งในฐานะแอร์โฮสเตสป้ายแดงที่เพิ่งเรียนจบใหม่และผ่านการฝึกอบรมมาหมาดๆ ร้องเตือนเสียงดังลั่นว่า *'เดมี่! นี่มันเที่ยวบินแรกในชีวิตการทำงานของเธอนะ! ถ้าเธอทำอะไรบ้าๆ ลงไปแล้วโดนหัวหน้าพนักงานต้อนรับจับได้ มีหวังโดนไล่ออกแถมประวัติการทำงานต้องพังพินาศป่นปี้แน่ๆ!'* แต่สมองอีกฝั่งที่เป็ตัวตนอันแสนดื้อรั้น รักความตื่นเต้น และมั่นใจในสัดส่วนอันสุดแซ่บของตัวเองกลับกระซิบอย่างท้าทายว่า *'โธ่เอ๊ย... เดมี่ ชีวิตมันต้องมีความตื่นเต้นสิ ผู้ชายตรงหน้าเธอคนนี้ทั้งหล่อ ทั้งรวย โปรไฟล์ระดับ VIP ขนาดนี้ แถมแววตาของเขาก็เปี่ยมไปด้วยไฟปรารถนาที่พร้อมจะแผดเผาเธอเสียขนาดนั้น โอกาสทองในน่านฟ้าแบบนี้ไม่ได้หาได้ง่ายๆ หรอกนะ จะยอมปล่อยให้หลุดมือไปจริงๆ เหรอ?'*
เมื่อความปรารถนาและกลิ่นอายแห่งความตื่นเต้นมีชัยเหนือความกลัว ฉันจึงแสร้งทำเป็ก้มหน้าลงเล็กลง ปล่อยให้ปอยผมสลวยสีน้ำตาลเข้มตกลงมาปิดบังใบหน้าด้านข้าง เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารคนอื่นที่อาจจะลืมตาตื่นขึ้นมากลางดึกสังเกตเห็นใบหน้าหวานที่กำลังแดงก่ำของฉัน
"คุณรินทร์คะ... นี่มันบนเครื่องบินนะคะ" ฉันกระซิบตอบด้วยน้ำเสียงแ่เบา สั่นระริกเล็กน้อยที่แฝงไว้ด้วยความหยอกเย้าและเย้ายวนใจอย่างที่สุด
"ผมรู้ดีครับว่าที่นี่คือที่ไหน..." รินทร์ยิ้มมุมปากอย่างเ้าเล่ห์ แววตาคมปลาบคู่นั้นจับจ้องใบหน้าของฉันอย่างไม่กะพริบตา "แต่มันเป็วิธีเดียวที่ผมจะจัดการกับ 'ปัญหา' ที่เกิดขึ้นกับตัวผมในตอนนี้ได้... และผมคิดว่ามีแค่คุณเดมี่คนเดียวเท่านั้นที่จะช่วยผมได้นะนะครับ"
ััจากปลายนิ้วหนาของเขาที่เริ่มลากไล้เบาๆ บนผิวเนื้ออ่อนบริเวณข้อมือของฉันทำเอาฉันขนลุกซู่ไปทั้งตัว ความตื่นเต้นมันพุ่งพล่านจนควบคุมไม่ได้ ฉันไม่ได้ตอบเขาเป็คำพูด แต่ค่อยๆ ดึงข้อมือของตัวเองออกจากการเกาะกุมของเขาอย่างนุ่มนวลและแ่เบาที่สุด จากนั้นจึงหมุนตัวเดินตรงไปยังบานประตูห้องน้ำด้านท้ายเครื่องอย่างช้าๆ ฉันจงใจส่ายสะโพกกลมกลึงภายใต้กระโปรงรัดรูปสั้นเหนือเข่าสีแดงเพลิงอย่างเป็จังหวะจะโคน รู้ดีแก่ใจว่าสายตาคมกริบของเขากำลังจ้องมองสะโพกงอนงามและเรียวขาขาวเนียนในถุงน่องสีเนื้อของฉันอย่างไม่กะพริบตา ฉันเดินไปถึงหน้าห้องน้ำ ผลักประตูบานหนาเข้าไปด้านใน และไม่ลืมที่จะแง้มประตูทิ้งไว้เล็กน้อย... สัญญาณลับที่รู้กันเพียงสองคนในน่านฟ้าแห่งนี้
เวลาผ่านไปไม่ถึงสิบวินาที บานประตูห้องน้ำก็ถูกผลักเข้ามาอย่างรวดเร็วและเงียบเชียบ ร่างสูงใหญ่กำยำของรินทร์แทรกตัวเข้ามาด้านในทันที เขาเอื้อมมือไปกดล็อกกลอนประตูเสียงดัง 'คลิก' เบาๆ แต่ดังก้องสะท้านในความรู้สึกของฉัน ห้องน้ำเครื่องบินโบอิ้ง 777 ที่มีพื้นที่จำกัดเพียงไม่กี่ตารางเมตรบัดนี้ดูแคบลงถนัดตาเมื่อมีเราสองคนยืนเบียดเสียดกันอยู่
ความใกล้ชิดในพื้นที่ที่จำกัดมากขนาดนี้ทำให้ร่างกายของเราแทบจะประสานเข้าด้วยกัน หน้าอกอวบอิ่มขนาด 34 ของฉันบดเบียดชิดกับแผงอกกว้างแข็งแกร่งของเขาจนััได้ถึงแรงเต้นของหัวใจที่รัวเร็วเป็จังหวะกระชั้นชิด กลิ่นน้ำหอมโคโลญจน์ราคาแพงผสมผสานกับกลิ่นกายชายหนุ่มและกลิ่นหอมวานิลลาอ่อนๆ จากตัวฉัน อบอวลแน่นขนัดอยู่ในห้องโดยสารแคบๆ นี้จนทำให้สติสัมปชัญญะของฉันเริ่มพร่าเลือน
"คุณรินทร์ใจร้อนจังเลยนะคะ..." ฉันเอ่ยกระเซ้าขึ้นก่อนเพื่อทำลายความเงียบ พลางเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา แผ่นหลังของฉันพิงแนบสนิทอยู่กับผนังห้องน้ำเหล็กที่เย็นเฉียบ แต่ร่างกายซีกหน้ากลับร้อนระอุราวกับมีไฟแผดเผา
"ก็เดมี่น่ารักและเซ็กซี่ขนาดนี้ ใครจะไปทนไหวล่ะครับ" รินทร์ตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า
รินทร์ไม่ยอมปล่อยให้เวลาอันมีค่าสูญเสียไปเปล่าประโยชน์ มือหนาทั้งสองข้างเอื้อมมาประคองแก้มของฉันไว้ ก่อนจะโน้มใบหน้าคมคายลงมาประกบริมฝีปากอิ่มสีแดงสดของฉันอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง!
"อื้อ..." ฉันครางแ่ในลำคอด้วยความใระคนเสียวซ่าน ััแรกช่างเร่าร้อนรุนแรงแต่แฝงไปด้วยความช่ำชอง เรียวลิ้นร้อนชื้นของรินทร์แทรกซอนเข้ามาในโพรงปากของฉันอย่างรวดเร็ว เขาตวัดเลียและดูดดึงลิ้นเล็กของฉันอย่างเรียกร้องเอาแต่ใจ ฉันหลับตาพริ้ม ยอมรับััจาบจ้วงนั้นอย่างเต็มอกเรียวแขนทั้งสองข้างยกขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งของเขา นิ้วมือสอดแทรกเข้าไปในกลุ่มผมสั้นเกลากระตุ้นอารมณ์รักให้พุ่งสูงขึ้น
มือหนาของรินทร์เริ่มเลื่อนต่ำลงมาลูบไล้ไปตามแผ่นหลังนวล เน้นน้ำหนักตรง่เอวคอดกิ่ว ก่อนจะกดสะโพกกลมกลึงของฉันให้เบียดกระแทกเข้าหาหน้าขาของเขาอย่างจงใจ ความแข็งขึงและอุ่นร้อนของแก่นกายใหญ่โตภายใต้กางเกงสแล็กของเขาบดเบียดตรงหน้าท้องของฉันจนฉันเสียวสะท้านไปถึงปลายเท้า
"ซีด... เดมี่ ปากคุณหวานและนุ่มมากจริงๆ" รินทร์ละริมฝีปากออกมากระซิบเสียงพร่า ซุกไซ้ใบหน้าคมลงกับซอกคอขาวผ่องของฉัน ขบเม้มผิวเนื้ออ่อนเบาๆ จนฉันต้องแอ่นอกรับััสยิวด้วยความเสียวจนตัวสั่นระริก
มือหนาของเขาเริ่มลูบไล้ขึ้นมาตามหน้าขาขาว ค่อยๆ ถกกระโปรงรัดรูปของฉันขึ้นช้าๆ นิ้วมืออุ่นร้อนััผ่านเนื้อถุงน่องบางสีเนื้อลูบไล้ขึ้นมาสูงเรื่อยๆ จนถึงโคนขาอ่อน ความ้ารุนแรงสะท้านทรวงจนฉันเผลอจิกเล็บลงบนไหล่แกร่งของเขาแน่น
แต่ทว่า... ในจังหวะที่ทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างเร่าร้อนและเกือบจะก้าวข้ามเส้นสำคัญ เสียงเคาะประตูห้องน้ำบานหนาก็ดังขึ้นอย่างแรงจนเราสองคนสะดุ้งสุดตัว!
*ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!*
"มีใครอยู่ด้านในหรือเปล่าคะ? พอดีกัปตันเพิ่งเปิดไฟสัญญาณเตือนคาดเข็มขัดนิรภัยเนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวนค่ะ รบกวนรีบออกมาทำความสะอาดและกลับไปนั่งประจำที่ด่วนนะคะ" เสียงแหลมคุ้นหูของพี่ก้อยดังขึ้นจากภายนอกประตูห้องน้ำอย่างชัดถ้อยชัดคำ
หัวใจของฉันหล่นวูบลงไปอยู่ที่ตาตุ่มทันที ความตื่นกลัวแล่นเข้ามาแทนที่ความเสียวซ่านในเสี้ยววินาที ฉันรีบยกมือขึ้นอุดปากตัวเองไว้แน่นเพื่อไม่ให้เสียงครางสั่นระริกหลุดรอดออกไปด้านนอก รินทร์หยุดชะงัก แววตาขัดใจและหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาก็ยอมปล่อยมือจากเรียวขาของฉันและถอยห่างออกไปก้าวหนึ่งเพื่อไม่ให้ผิดสังเกต
"ค่ะ... ค่ะพี่ก้อย! พอดีเดมี่กำลังทำความสะอาดคราบน้ำบนกระจกอยู่นิดหน่อยค่ะ เสร็จพอดีเลยค่ะ กำลังจะออกไปแล้วค่ะ!" ฉันพยายามสูดหายใจลึกๆ เพื่อปรับน้ำเสียงให้เป็ปกติที่สุด พลางรีบดึงกระโปรงลงและจัดแต่งยูนิฟอร์มให้เรียบร้อยอย่างรวดเร็ว
"อ้าว ยัยเดมี่เองเหรอ รีบออกมารัดเข็มขัดนะจ๊ะ เครื่องสั่นแรงแล้ว" พี่ก้อยบอกก่อนจะได้ยินเสียงฝีเท้าของเธอเดินผละออกไป
ฉันถอนหายใจยาวเหยียดอย่างโล่งอก หันไปมองรินทร์ที่กำลังยืนจัดเสื้อเชิ้ตและเนกไทของตัวเองพลางส่งยิ้มเจื่อนๆ ใบหน้าคมของเขาแดงซ่านและมีเหงื่อซึมตามไรผมจากแรงอารมณ์ที่ค้างเติ่งอยู่
"เกือบไปแล้วนะคะคุณรินทร์..." ฉันกระซิบพลางส่งยิ้มยั่วเย้า เดินเข้าไปใกล้และช่วยจัดปกเสื้อเชิ้ตให้เขาเรียบร้อย "เห็นทีเกมรักกลางเวหาของเราต้องกดปุ่มพักไว้ก่อนชั่วคราวนะคะ"
"น่าเสียดายจังเลยนะครับเดมี่..." รินทร์ถอนหายใจ แต่อมยิ้มเ้าเล่ห์ เขาหยิบนามบัตรโลหะสีทองหรูหราออกจากกระเป๋าเสื้อ แล้วบรรจงสอดมันเข้ามาตรงร่องอกอวบอิ่มของฉันอย่างแ่เบา ััเย็นเฉียบของโลหะตัดกับความร้อนรุ่มของผิวเนื้อเนียนของฉันอย่างชัดเจน "นี่เบอร์ส่วนตัวของผมครับ หวังว่าพอเราแลนดิ้งที่โตเกียวแล้ว... แอร์สาวคนสวยจะยอมไปช่วยผมแก้ 'ปัญหา' ต่อที่ห้องสวีตของโรงแรมนะคร้บ"
ฉันก้มมองนามบัตรสีทองที่เสียบคาอยู่ตรงเนินอกอิ่ม ส่งยิ้มยั่วเย้าให้เขา "แล้วเดมี่จะลองพิจารณาดูนะคะคุณรินทร์"
ฉันเปิดประตูห้องน้ำและเดินนำออกไปก่อนอย่างแเี แสร้งทำเป็เดินตรวจตราความปลอดภัยของช่องเก็บของเหนือศีรษะ ขณะที่เครื่องบินเริ่มสั่นไหวรุนแรงขึ้นจากหลุมอากาศ หัวใจของฉันยังคงเต้นระทึกไม่หายกับความเสี่ยงตายและตื่นเต้นเร้าใจในเที่ยวบินแรกนี้
...
หลังจากเที่ยวบินเดินทางมาถึงท่าอากาศยานนาริตะอย่างปลอดภัยและราบรื่น ฉันและพี่ก้อยช่วยกันส่งผู้โดยสารลงจากเครื่องจนหมดเกลี้ยงเคบิน รินทร์เดินผ่านประตูเครื่องบินออกไปพร้อมส่งสายตาความหมายลึกซึ้งและขยิบตาให้ฉันเบาๆ หนึ่งที ฉันยิ้มตอบกลับไปอย่างเป็มิตรแต่แฝงเล่ห์เหลี่ยม
เมื่อทำความสะอาดและจัดเตรียมเคบินสำหรับจอดพักเสร็จ ฉันเดินกลับมาที่แกลลีย์ (ครัวบนเครื่องบิน) เพื่อเตรียมหยิบกระเป๋าเดินทางส่วนตัวเพื่อไปพักผ่อนที่โรงแรม พี่ก้อยเดินยิ้มกริ่มเข้ามาหาฉันพร้อมยื่นแท็บเล็ตส่งให้
"เดมี่จ๊ะ มีงานด่วนเข้ามาหาเธอโดยเฉพาะเลยล่ะ" พี่ก้อยเอ่ยพลางทำตาโตลึกลับ
"งานอะไรคะพี่ก้อย? เดมี่เพิ่งบินไฟลต์แรกเสร็จ ร่างกายแทบจะล้าไปหมดแล้วนะคะเนี่ย" ฉันออดอ้อนพลางรับแท็บเล็ตมาดูข้อมูล
"กัปตันเอกชัยน่ะสิ... เขาเรียกพบเธอที่ห้องพักส่วนตัวของนักบิน (Crew Rest Area) ด้านหลังห้องนักบินตอนนี้เลย บอกว่า้าคุยเื่การรายงานตัวของลูกเรือป้ายแดงและประเมินผลการทำงานไฟลต์แรก" พี่ก้อยทำเสียงเลียนแบบกัปตันหนุ่มมาดขรึมผู้ขึ้นชื่อเื่ความเ้าระเบียบและมีใบหน้าหล่อเข้มชวนฝันของแอร์สาวครึ่งสายการบิน
"กัปตันเรียกพบเดมี่คนเดียวเหรอคะ?" ฉันถามด้วยความฉงนใจ
"ใช่จ้ะ คนเดียวเน้นๆ เลย... รีบไปล่ะ อย่าปล่อยให้กัปตันอารมณ์เสียล่ะ ยิ่งแกเฮี้ยบๆ อยู่ด้วย เดี๋ยวจะโดนหมายหัวั้แ่ไฟลต์แรกจะหาว่าพี่ไม่เตือน" พี่ก้อยขยิบตาให้ฉันพลางตบบ่าเบาๆ ก่อนจะเดินแยกย้ายไปหยิบกระเป๋าของตัวเอง
ฉันยืนนิ่งมองข้อความในแท็บเล็ต สลับกับัันามบัตรโลหะสีทองของรินทร์ในกระเป๋าเสื้อ ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อครู่ปลิวหายไปในพริบตา แทนที่ด้วยความตื่นเต้นระทึกใจระลอกใหม่ กัปตันเอกชัยผู้แสนเ็าและดุดันคนนั้นน่ะเหรอที่เรียกพบฉันเป็การส่วนตัวในพื้นที่ปิดที่แทบไม่มีใครเดินผ่านแบบนี้?
ฉันหยิบลิปสติกสีแดงเพลิงขึ้นมาแต่งแต้มริมฝีปากอิ่มอีกครั้ง เม้มปากเบาๆ พลางสูดหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อปลุกพลังความมั่นใจในตัวเอง จากนั้นจึงก้าวฝีเท้าเดินตรงไปยังบานประตูทางเข้าห้องพักผ่อนส่วนตัวของนักบินทันที
เมื่อฉันเดินมาถึงหน้าห้อง ฉันยกมือขึ้นเคาะประตูเบาๆ สามครั้ง
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก*
"เข้ามา..." เสียงทุ้มเข้มทรงพลังดังลอดออกมาจากด้านใน
ฉันผลักประตูเปิดออกช้าๆ ห้องพักผ่อนส่วนตัวของนักบินมีลักษณะเป็ห้องขนาดเล็กที่มีเตียงนอนสองชั้นสำหรับพักผ่อนระหว่างไฟลต์ยาว แสงไฟในห้องถูกหรี่ลงจนสลัว กลิ่นไม้หอมอ่อนๆ ผสมกับกลิ่นอายชายชาตรีโชยมาปะทะจมูก กัปตันเอกชัยในชุดยูนิฟอร์มกัปตันเต็มยศที่ปลดกระดุมคอเสื้อออกหนึ่งเม็ดและถอดเนกไทวางไว้ข้างเตียง กำลังนั่งอยู่บนขอบเตียงชั้นล่าง สายตาคมเข้มดั่งพญาอินทรีจ้องตรงมาที่ฉันทันทีที่ประตูเปิดออก
"ปิดประตูและล็อกกลอนซะ เดมี่" กัปตันเอกชัยเอ่ยสั่งเสียงเรียบแต่แฝงไปด้วยอำนาจสั่งการที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
หัวใจของฉันกระตุกวูบ สายตาจับจ้องใบหน้าหล่อเหลาคมเข้มของกัปตันวัยสามสิบห้าที่มีเสน่ห์ดุจดั่งชายหนุ่มใหญ่ผู้เจนโลก ฉันค่อยๆ ปิดประตูตามสั่งและเอื้อมมือไปล็อกกลอนเสียงดัง 'คลิก'
เอาล่ะสิเดมี่... งานนี้กัปตันผู้เฮี้ยบจัดสงสัยอยากจะตรวจประเมิน 'สมรรถภาพการทำงาน' ของแอร์สาวจบใหม่คนนี้อย่างละเอียดลึกซึ้งเสียแล้วสิ!
---