ในชั่วพริบตานั้น เซียวจิ่วเอ๋อร์รู้สึกเหมือนตับไตไส้พุงของตนเองเคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมไปหมด
แม้นางจะโกรธจัดแต่ก็ทำได้เพียงข่มใจไม่กล้าโวยวาย ได้แต่หลับตาแน่นแสร้งทำเป็ตายไปแล้ว
พยัคฆ์ขาวมองคราบเืตรงมุมปากของนางอย่างสงสัย ก่อนจะยกอุ้งเท้าขึ้นมาดันร่างของนางเบาๆ คล้ายตรวจดูว่านางตายแล้วจริงหรือไม่
แรงดันนั้นทำให้ร่างของเซียวจิ่วเอ๋อร์กลิ้งพลิกไปอีกด้าน นางแทบจะหลุดขำออกมาด้วยความโมโหปนขบขัน
เ้าสัตว์เดรัจฉาน! ข้ากับเ้ามีความแค้นอะไรกันนักหนา เราเพิ่งจะพบหน้ากันครั้งแรก เ้าเล่นจะตบข้าให้ตายเลยหรือไร แถมยังกล้าทำข้าราวกับที่เ้าทำกับหนูอีก? กัดข้าตายไม่ได้ก็เลยจะเขี่ยเล่นให้สนุกก่อนรึไง นี่มันเกินไปแล้วนะ!
หลังจากพลิกนางไปมาอยู่นาน พยัคฆ์ขาวก็ยอมเก็บอุ้งเท้าของมันกลับไป ก่อนจะหันไปมองชายที่อยู่บนหลังของมัน พลางส่งเสียงคำรามต่ำๆ ราวกับรายงานสถานการณ์บางอย่าง
ดวงตาของเป่ยมู่หานพลันวาววับขึ้นเล็กน้อย ก่อนหันไปจับจ้องใบหน้าของเซียวจิ่วเอ๋อร์อย่างไม่วางตา
บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัดราวกับอากาศเย็นเยียบถูกบีบอัดจนผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
ท่ามกลางความเงียบงันนั้น เซียวจื้อหยวนกัดฟันกลั้นใจพลางเอ่ยขึ้นเสียงแ่เบา
“คารวะท่านราชครู ไม่ทราบว่าท่านมาเยือนที่นี่ในวันนี้ด้วยเหตุอันใดหรือ”
“ไม่มีธุระอะไร” เสียงเย็นะเืของเป่ยมู่หานดังก้องไปทั่วบริเวณ ทำให้คิ้วของเซียวจิ่วเอ๋อร์ขมวดเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว เพราะนางรู้สึกคุ้นหูกับน้ำเสียงนี้อย่างประหลาด แต่ก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน
ดวงตาเ็าและเต็มไปด้วยความกดดันของเป่ยมู่หานจ้องมองมาที่เซียวจิ่วเอ๋อร์อย่างแน่นิ่ง แววตาของเขาแฝงไปด้วยกลิ่นอายสังหาร แต่ก็คล้ายกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“ข้าเพียงแค่ผ่านมาแถวนี้ แล้วรู้สึกถึงแรงกดดันของพลังิญญาที่คุ้นเคยจึงแวะมาดูเท่านั้น”
คำพูดของเขาดังก้องท่ามกลางความเงียบทำให้ผู้คนยิ่งหวาดหวั่น แต่กลับเป็เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ที่รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาทันที
แรงกดดันของพลังิญญาที่คุ้นเคย? นั่นย่อมหมายถึงข้าแน่! นางคิดอย่างตื่นเต้น
ในตระกูลเซียวนี้มีเพียงเซียวเฟิ่งเอ๋อร์กับเซียวจื้อหยวน บิดาของนางเท่านั้นที่เคยได้ใกล้ชิดกับท่านราชครู และในวันนี้เซียวจื้อหยวนก็ไม่ได้ลงมือทำอะไร ดังนั้น…
เซียวเฟิ่งเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ดวงตาของนางจับจ้องไปที่แผ่นหลังของเป่ยมู่หานอย่างหลงใหล
ในแคว้นเป่ยหลิงมีผู้ที่ได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเป่ยมู่หานเพียงไม่กี่คน และนางก็คือหนึ่งในผู้โชคดีนั้น
เดิมทีนางก็เหมือนกับคนอื่นๆ ที่คิดว่าราชครูผู้โเี้และมีพลังมหาศาลนั้นคงเป็ชายชราที่มีอายุเกือบครึ่งร้อย
แต่เมื่อหน้ากากมารนั้นถูกถอดออก ผู้ที่อยู่เื้ัหน้ากากนั้นกลับเป็อัจฉริยะหนุ่มที่อายุไล่เลี่ยกับนาง เขาเป็บุรุษหนุ่มรูปงามจนยากจะหาใครเทียบได้! ใบหน้าที่สมบูรณ์แบบราวกับเหล่าเทพสร้างสรรค์ขึ้นมาโดยเฉพาะ!
แม้จะผ่านมาหนึ่งปีแล้ว แต่ในบางค่ำคืน เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ยังคงฝันถึงภาพที่นางได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเป่ยมู่หานในคืนนั้น และในบางครั้งก็เผลอคิดไปว่า หรือเขาจะจดจำนางได้เช่นเดียวกับที่นางไม่เคยลืมเขา
และวันนี้...ความพยายามของนางก็เห็นผลแล้ว!
เขาจดจำนางได้! เขาจำได้กระทั่งพลังิญญาของนาง!
“ท่านราชครู! เมื่อครู่นี้ข้ากำลังสั่งสอนน้องสาวจึงจำเป็ต้องใช้พลังิญญา” เซียวเฟิ่งเอ๋อร์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางพยายามควบคุมความตื่นเต้นของตนเอง
เป่ยมู่หานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แต่สายตาของเขายังคงจ้องมองไปที่เซียวจิ่วเอ๋อร์ที่นอนอยู่บนพื้น
เขายกเท้าขึ้นเขี่ยนางเบาๆ อย่างไม่ใส่ใจนักราวกับจะบอกว่า ‘เลิกแกล้งตายได้แล้ว’
เซียวจิ่วเอ๋อร์เปิดเปลือกตาขึ้นอย่างไม่เต็มใจนัก ก่อนจะลุกขึ้นมานั่งกับพื้น แล้วกวาดตาขึ้นลงมองเป่ยมู่หานอย่างระแวดระวังราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่น่ากลัวที่สุด นางไม่กล้าผ่อนคลายแม้แต่นิดเดียว เพราะเกรงว่าเพียงแค่เขาสะบัดมือเบาๆ นางอาจถึงฆาตได้ทุกเมื่อ
“เ้าเป็ใคร”
เมื่อสายตาของทั้งสองประสานกัน เสียงเย็นเยียบของเป่ยมู่หานก็พลันดังขึ้น พร้อมกับแววตาที่แฝงไปด้วยความอาฆาตราวกับจะฆ่านางได้ทุกเมื่อ
ดวงตาเช่นนี้ทำให้เซียวจิ่วเอ๋อร์คิดแทบตายว่านางไปล่วงเกินเขาั้แ่เมื่อใด แต่ก็คิดไม่ออกเสียที
“ข้าคือเซียวจิ่วเอ๋อร์”
“เ้าคือสวะไร้ค่าคนนั้น?”
“…อืม”
ชื่อเสียงของเซียวจิ่วเอ๋อร์ในฐานะสวะไร้ค่านั้นเป็ที่รู้จักกันทั่วหล้า แต่การที่คำนี้ถูกเอ่ยออกมาต่อหน้านางอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ก็ทำให้นางอดสบถด่าอยู่ในใจไม่ได้
สวะบ้าบออะไรของเ้า! รอให้ข้ารอดพ้นจากเื่ยุ่งยากวันนี้ไปได้ก่อนเถอะ! ข้าจะหาสัตว์อัญเชิญมาจัดการพวกเ้าทั้งหมดให้สิ้นซาก!
เมื่อเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ได้ยินคำพูดของเป่ยมู่หานก็หัวเราะเยาะออกมา นางปรายตามองเซียวจิ่วเอ๋อร์ที่มีสภาพอเนจอนาถ พลางหันไปพูดกับเป่ยมู่หานอย่างอารมณ์ดี
“เื่น่าอับอายของครอบครัวข้าทำให้ท่านราชครูต้องขบขันเสียแล้ว”
“นางทำความผิดอันใดไว้”
เป่ยมู่หานถอนสายตาที่จ้องมองเซียวจิ่วเอ๋อร์ ก่อนจะหันไปมองยังมุมหนึ่งของซากปรักหักพังพลางยิ้มอย่างมีเลศนัย
ที่มุมหนึ่งของความวุ่นวาย บริเวณซากกองหินที่ถูกทำลายไป เด็กน้อยซิงซิงที่ถูกเซียวจิ่วเอ๋อร์โยนออกไปยืนอยู่ตรงนั้นพอดี ทว่าเพราะมีพยัคฆ์ขาวคอยบดบังเอาไว้ ผู้คนจึงไม่ทันสังเกตเห็นเขา
ในตอนนี้ดวงตาของซิงซิงแดงก่ำราวกับเืกำลังเดือดพล่าน เขาจ้องมองเป่ยมู่หานด้วยแววตาดุดันเหมือนสัตว์ป่าตัวน้อยที่ถูกยั่วยุจนถึงขีดสุด เขาดูเหมือนพร้อมจะพุ่งเข้าไปโจมตีได้ทุกเมื่อ
“ท่านราชครู นางฆ่า…”
เซียวเฟิ่งเอ๋อร์กล่าวได้เพียงครึ่งเดียวก่อนที่จะหยุดชะงักไปทันที
ใช่แล้ว เซียวจิ่วเอ๋อร์ทำความผิดอันใดเล่า
นางฆ่าฉงซวงก็จริง แต่การฆ่าฉงซวงถือเป็การฆ่าอสูร ซึ่งเป็สิ่งที่ทุกคนในใต้หล้าต่างเห็นว่าชอบธรรมอยู่แล้ว
ดั่งที่เซียวจิ่วเอ๋อร์กล่าวไว้ นางไม่ได้ละเมิดกฎเกณฑ์ข้อใดเลย หากจะใช้เื่นี้เป็ข้ออ้างเพื่อลงโทษนาง ย่อมไม่อาจยืนหยัดได้อย่างสมเหตุสมผล…
เซียวจิ่วเอ๋อร์มองท่าทีอึกอักของเซียวเฟิ่งเอ๋อร์แล้วหัวเราะเยาะออกมาอย่างอดไม่ได้
นางเช็ดคราบเืที่มุมปาก ก่อนจะไอเบาๆ สองครั้งเพื่อควบคุมลมหายใจให้สงบ แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
“ข้าบอกแล้วว่าข้าไม่ได้ฆ่าใคร มารดาของข้าถูกเซียวหรันฆ่า เพราะหากไม่มีแกนอสูรจากท่านแม่ นางไม่มีทางบรรลุขั้นห้าได้ตลอดชีวิต”
“เซียวจิ่วเอ๋อร์! อย่าพูดจาใส่ร้ายข้า!” เซียวหรันะโด่าพลางลุกขึ้นมองนางด้วยความเดือดดาล “เ้ามันก็แค่สวะคนหนึ่ง มีสิทธิ์อะไรมากล่าวหาข้า!”
“แล้วเ้าที่สู้แม้แต่สวะยังไม่ได้มีสิทธิ์อะไรมาะโโวยวายเล่า”
“เ้า!”
เซียวหรันโกรธจนกำหมัดแน่น แต่เพราะเป่ยมู่หานอยู่ตรงนี้ นางจึงไม่กล้าอาละวาดเกินไป ได้แต่ข่มความโกรธเอาไว้ในใจ และจ้องมองเซียวจิ่วเอ๋อร์อย่างคั่งแค้น
“วาจาคมคายยิ่งนัก” เป่ยมู่หานเอ่ยเสียงเ็า พร้อมกับมองเซียวจิ่วเอ๋อร์อย่างเหยียดหยาม “อีกสองเดือนจะมีการสอบเข้าสำนักศึกษาซิงเฉิน ข้าจะรอดูว่าเ้าขยะคนนี้จะเอาชนะนางได้อย่างไร”
เมื่อสิ้นคำของเป่ยมู่หาน ผู้คนที่ยืนอยู่รอบๆ ต่างก็พากันสูดลมหายใจเข้าอย่างใ!
สำนักศึกษาซิงเฉินคือสถานศึกษาเพียงแห่งเดียวบนแผ่นดินเสินโจวที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อฝึกฝนผู้มีพร์ระดับสูง โดยได้รับการสนับสนุนร่วมกันจากสี่แคว้นใหญ่ ได้แก่ ตงเฉิน หนานเย่ว์ ซีฉี และเป่ยหลิง
สถาบันแห่งนี้มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่าร้อยปี เปิดโอกาสให้เข้าเรียนเพียงครั้งเดียวในทุกๆ สามปี นักเรียนที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องผ่านการเสนอชื่อจากแต่ละแคว้น ส่วนใหญ่เป็ลูกหลานตระกูลขุนนางชั้นสูงหรือคนมีฐานะร่ำรวย
ตราบใดที่สามารถสำเร็จการศึกษาจากสำนักศึกษาซิงเฉินได้ย่อมมีอนาคตที่รุ่งโรจน์ ดำรงตำแหน่งขุนนางชั้นสูง มีทรัพย์สินล้นฟ้า และได้รับการยกย่องจากผู้คน
เกณฑ์การคัดเลือกนั้นง่ายดายยิ่งนัก เพียงแค่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นห้าและผ่านการสอบคัดเลือกให้ได้ก็พอ
เซียวหรันที่เพิ่งบรรลุขั้นห้าอย่างยากลำบากในปีนี้ตั้งเป้าจะเข้าร่วมการสอบอย่างแน่นอน แต่สำหรับเซียวจิ่วเอ๋อร์แล้วนั้น นางมีสิทธิ์อะไร นางที่ไม่มีแม้แต่พลังิญญาจะไปเข้าร่วมได้อย่างไร
คำพูดของเป่ยมู่หานซึ่งเป็หนึ่งในสี่ผู้าุโแห่งสำนักศึกษาซิงเฉินเปรียบเสมือนตั๋วผ่านทางสำหรับเซียวจิ่วเอ๋อร์ ซึ่งทำให้ทุกคนต่างตกตะลึงอย่างยิ่ง
“ท่านราชครู!” เซียวเฟิ่งเอ๋อร์เอ่ยด้วยความร้อนรน “นางไม่มีพลังิญญา ไม่สมควรได้รับสิทธิ์ในการสอบคัดเลือก!”
“เ้ากำลังสั่งสอนข้าอยู่รึ”
“ข้ามิกล้า!”
สายตาเย็นะเืของเป่ยมู่หานกดดันให้เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ต้องหลุบตาต่ำลง นางสั่นเทาไปทั้งตัว ไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมาอีก
เซียวจิ่วเอ๋อร์ฟังบทสนทนาของคนทั้งสองพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย นางรู้สึกว่าชายสารเลวผู้นี้จะต้องมีแผนการร้ายบางอย่างแน่
เขาคงอยากดูนางพ่ายแพ้จนต้องขายหน้าสินะ? ฝันไปเถอะ!
เป่ยมู่หานก้าวกลับขึ้นไปบนหลังพยัคฆ์ขาว พลางปรายตามองไปยังมุมหนึ่งของลานบ้านซึ่งมีอสรพิษั์และแมงป่องพิษเพลิงแดงหลบซ่อนตัวอยู่
นับั้แ่พยัคฆ์ขาวปรากฏตัว อสูรทั้งสองตัวก็หวาดกลัวจนไม่กล้าโผล่หัวออกมาเลย
เมื่อพยัคฆ์ขาวทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า จู่ๆ อสูรสองตนนั้นก็ถูกการโจมตีที่ไม่รู้มาจากไหนโจมตีเข้าอย่างจัง พวกมันร้องโหยหวน ก่อนที่ร่างของพวกมันจะะเิออกเป็เสี่ยงๆ เืสาดกระจายไปทั่วลานอย่างน่าสยดสยอง
คนทั้งหมดในลานบ้านต่างไม่อาจหลีกเลี่ยงละอองเืได้เลย
ส่วนเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ผู้เป็นาย เมื่อสัตว์อัญเชิญถูกสังหารก็ได้รับผลสะท้อนจากพันธสัญญา าเ็สาหัสจนหมดสติไปทันที