ตอนที่ 13 ข้าซื้อไม่เยอะหรอกเ้าค่ะ
ปลายยามเซิน[1]
เรือนท้ายหมู่บ้านของพวกเธอห่างจากแม่น้ำข้างหลังประมาณ 6 จั้ง[2]และมีบริเวณโดยรอบออกไปจนถึงถนนด้านหน้าเป็เนื้อที่ 30 หมู่ตามโฉนดที่ดิน แม่น้ำไม่ไกลแบบนี้ขนน้ำสะดวกอย่างมาก แต่เธอไม่คิดจะวิ่งขนน้ำทั้งวันแน่นอน ข้อเสียเพียงหนึ่งเดียวคือห่างไกลผู้คน และเป็ที่ดินโล่งเปล่า หากมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็จะห่างไกลผู้ช่วยเหลือ แต่ตอนนี้เธอมีเ้าหมาสองตัวนี้แล้วพอจะอุดข้อเสียนี้ได้ จะต้องสร้างรั้วล้อมรอบเพื่อความปลอดภัย
แม้จะไกลผู้คนอยู่บ้างแต่บรรยากาศโดยรอบเธอค่อนข้างชอบมาก มีน้ำ ก็ต้องมีปลา และมีสิ่งมีชีวิตในน้ำอีก เื่อาหารการกินแทบไม่ต้องกังวล จะทำอะไร จะซื้อสิ่งใด ล้วนไม่มีใครทราบ พื้นที่โดยรอบจะปลูกอะไรก็ย่อมได้ สำหรับเธอที่ไม่ใช่คนที่นี่มาแต่กำเนิด เรือนท้ายหมู่บ้านแห่งนี้เหมาะสำหรับให้เธออยู่อาศัยพอสมควร
“ท่านลุงหนิงเหอเ้าคะ พวกข้ากลับมาแล้วเ้าค่ะ” เธอเปิดประตูไม้อันใหม่เอี่ยมที่พวกท่านลุงหนิงเหอสร้างใหม่ให้ คราแรกคุยกันว่าจะซ่อม แต่เมื่อท่านลุงหนิงเหอมาเจอสภาพจริงจึงคิดว่าทำใหม่เลยดีกว่า ซึ่งพวกเธอทั้งสามที่ทิ้งบ้านไว้ให้ท่านลุงหนิงเหอจัดการตามที่เห็นสมควรเลย เนื่องจากของในบ้านก็ไม่มีอะไรอยู่แล้วนอกจากผ้าห่มเน่ากองนั้น
เรือนแห่งนี้มีทั้งหมดห้าห้อง สองห้องนอน หนึ่งห้องอาบน้ำ หนึ่งห้องครัว และบริเวณกลางตัวบ้านที่น่าจะเป็หนึ่งห้องทานข้าวซึ่งตอนนี้ยังไม่มีโต๊ะเก้าอี้อะไรเลย แล้วก็มีลานหน้าบ้านเช่นหลังอื่นๆ แต่ยังไม่มีห้องส้วม เพราะยุคนี้ คนที่จะปลดหนักปลดเบาเข้าป่าเป็การปลดปล่อย
เรือนแห่งนี้ไม่เล็กไม่ใหญ่พอดีสำหรับหนึ่งครอบครัวที่พอมีอยู่มีกิน ทำให้พอทราบชีวิตความเป็อยู่ท่านพ่อสมัยเด็กได้ว่าค่อนข้างดีที่เดียว
“พวกเ้าไปทั้งวันเลยนะ” ท่านลุงหนิงเหอเดินออกมาจากห้องนอนเล็กในบ้าน แล้วถามอย่างไม่คาดคิดว่าจะไปทั้งแต่เช้าถึงเย็น
“พวกข้าต้องแวะไปซื้อของเข้าเรือนด้วยเ้าค่ะ” เธอบอกขณะมองคนขับเกวียนช่วยพยุงท่านพ่อลงจากเกวียนให้นั่งลงที่ตั่ง[3] บริเวณลานหน้าบ้าน
“โห่ งั้นพวกเ้าคงต้องซื้อเยอะเลยเชียว” ท่านลุงหนิงเหอหยอกเธอขำๆ
“ก็ไม่มากเ้าค่ะ เรือนซ่อมเสร็จแล้วหรือเ้าคะ ข้าไม่เห็นคนงานเมื่อเช้า” เธอถามเพราะไม่เห็นคนงานที่มากับท่านลุงหนิงเหอเมื่อเช้า
“ออกไปตัดไม้มาเพิ่ม อีกสักครึ่งชั่วยามก็น่าจะกลับมากันแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ซ่อมฝาบ้านห้องนอนเล็กของเ้าก็เสร็จแล้ว ไม่เกินหนึ่งชั่วยามก็ซ่อมเรียบร้อยแล้วละ”
“ขอบใจเ้ามากนะอาเหอ เย็นนี้ให้พวกข้าทำกับข้าวเลี้ยงพวกเ้าสักมื้อ” ท่านพ่อบอกความตั้งใจ ซึ่งท่านแม่ที่ยืนข้างๆพยักหน้าเห็นด้วย
“ลาภปากแล้ววันนี้ได้กินข้าวฝีมืออารุ่ย อ้าว..แล้วนี่พวกเ้าจะเลี้ยงหมาหรือ” ท่านลุงหนิงเหอยิ้มอย่างยินดี แล้วทักเมื่อเห็นคนขับเกวียนยกกรงหมาลงมาก่อน
“เ้าค่ะ ข้ารับพวกมันมาระหว่างทางแถวท่าเรือ” เธอตอบ
“ดีแล้วละ เรือนพวกเ้าอยู่ไกลนัก ให้พวกมันช่วยเฝ้าบ้านก็ดี เพียงแต่พวกมันผอมแห้งนัก จะมีแรงหรือ” ท่านลุงหนิงเหอถามอย่างสงสัยในความสามารถของจ้างอ้าวผอมแห้งสองตัว
“ก็ต้องเลี้ยงมันแล้วล่ะเ้าค่ะ ข้าเอามันมาแล้ว”
“แล้วมันชื่อว่าอะไรบ้าง”
“เฮยเซ่อ[4] กับจงเซ่อ[5] เ้าค่ะ” เสียงใสๆแย่งตอบอย่างว่องไว
“ก็เ้าดำชื่อเฮยเซ่อ ส่วนเ้าน้ำตาลชื่อจงเซ่อไงเ้าคะ” เด็กน้อยวัยห้าขวบแจงซ้ำพร้อมอวดความรู้ด้านคำศัพท์เื่สี โดยนำมาตั้งชื่อเ้าหมาที่ผอมแห้งเช่นเธอ
“ได้ๆ ชื่อตามนั้นแหละเ้าค่ะ” เธอตอบรับอย่างขบขัน ปิดตำนานความดุร้ายของพวกมันด้วยชื่อเหล่านี้
วันนี้เธอยังไม่อยากปล่อยเ้าสองตัวนี่ออกมาจากกรง เพราะเธอรู้ว่าหมาพันธุ์นี้ขึ้นชื่อเื่ความดุร้าย ถึงแม้มันจะดูซึมๆ เพราะหิวโซ สักครู่เธอจะนำอาหารมาให้มัน แต่เดี๋ยวค่อยๆฝึกและเรียนรู้ด้วยกันไป ส่วนเื่ที่ชายคนนั้นจะได้หมาสองตัวนี้มาอย่างไรเธอไม่อยากสนใจ แต่เงินจากการขายหมาตัวนี้ให้เธอ เดาได้เลยว่าต้องไปใช้กับอะไร ซึ่งไม่ใช่กับแม่ของเขาที่อ้างว่ากำลังป่วยเป็แน่
“งั้นข้าไปเรียกเจียวซิ่นให้มาช่วยเ้าทำอาหารนะเมิ่งรุ่ย” ท่านลุงหนิงเหอบอกแล้วจึงเดินกลับบ้านเพื่อไปเรียกภรรยา เนื่องจากอย่างไรต้องรอไม้จากคนงานก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว
พวกเธอช่วยกันขนของลงจากเกวียน โดยส่วนใหญ่ไปเก็บไว้ที่ห้องนอนใหญ่ของท่านพ่อและท่านแม่ก่อน จากนั้นนำพวกเครื่องครัวและวัตถุดิบไปไว้ที่ครัวเพื่อเตรียมทำอาหาร
หลังจากเกวียนขับออกไปท่านลุงหนิงเหอกับท่านป้าเจียวซิ่นก็มาถึงพอดี
“เป็อย่างไรบ้างอาเต๋อ ฟาดเคราะห์ไปนะพวกเ้า คนเราญาติพี่น้องแท้ๆ ทำกันได้ในเวลาลำบาก” ท่านป้าเจียวซิ่นผู้เสียงมาก่อนตัวเสมอ บ่นเสียงดังทันทีเมื่อเจอท่านพ่อของเธอ
“เอาน่าอาซิ่นเื่มันผ่านไปแล้ว” ท่านพ่อพูดอย่างปลงตก
“พวกเ้าอย่าไปเสียใจมากนะมี่เอ๋อร์ เม่ยเอ๋อร มีย่าใหญ่เห็นแก่ตัวแบบนั้นไม่ต้องไปเคารพ” ท่านป้าเจียวซิ่นพูดอย่างอดไม่อยู่
“อาซิ่นเ้าอย่าสอนอะไรไม่ดีให้หลานสิ ไปๆ ไปหาอารุ่ยที่ครัวโน่น” ท่านลุงหนิงเหอรีบลากภรรยาเข้าครัวทันที ก่อนที่จะสอนสิ่งไม่ดีให้กับลูกๆของเพื่อนสหาย เธอและน้องสาวจึงเดินตามเข้าไปช่วยท่านแม่ทำอาหารด้วย
เมื่อคนงานแบกไม้เข้ามา ท่านลุงหนิงเหอก็ลากเก้าอี้ท่านพ่อเข้าไปนั่งเล่นในห้องเล็ก เพื่อมองดูพวกเขาซ่อมฝาบ้านและพูดคุยกัน
หลังจากซ่อมห้องนอนเล็กเสร็จแล้วทุกคนจึงมารับประทานอาหาร ที่อุดมไปด้วยเนื้อ ทั้งเนื้อผัด เนื้อทอด น้ำต้มซุบกระดูกหมูกันอย่างอิ่มเอม โดยแบ่งชายหญิงนั่งบนเสื่อที่ทำมาจากต้นกก แต่ก็ไม่ได้ไกลกันนัก
“ท่านลุงหนิงเหอเ้าคะ เื่ที่จะสร้างเรือนในเมืองเป็อย่างไรบ้างเ้าคะ” เธอถาม
“เห็นนายจ้างบอกว่าญาติภรรยาที่ต่างเมืองของเขาเสีย เข้าจึงต้องไปต่างเมือง เื่สร้างเรือนจึงต้องหยุดไปอย่างไม่มีกำหนด” ท่านลุงหนิงเหอตอบอย่างเสียดาย
“งั้นท่านลุงมาทำรั้วให้ข้าดีหรือไม่เ้าคะ”
“ได้สิ พวกข้าว่างพอดี ขอแค่ข้าววันละมื้อก็พอ” ท่านลุงหนิงเหอรับงานอย่างยินดี
“ไม่ได้หรอกอาเหอ ทำงานอย่างไรก็ต้องได้เงิน ข้าให้ค่าแรงวันละสิบอีแปะเหมือนในเมืองนะ” ท่านพ่อเสนอ
“ไม่เป็ไรอาเต๋อคนกันเอง ทำรั้วรอบที่ดินเ้าวันสองวันก็เสร็จแล้วไม่ได้ลำบากอะไรเลย” ท่านลุงหนิงเหอปฏิเสธ เพราะเขายังคิดมากเื่ที่ได้เงินส่วนแบ่งค่าอุ้งเท้าหมีมากกว่าสหายที่าเ็
“ไม่ได้เ้าค่ะ ท่านทำอย่างนี้พวกข้าจะเจอหน้าท่านได้อย่างไร อีกอย่างข้าอยากได้รั้วดีดีเ้าค่ะ ฝากท่านติดต่อเื่วัสดุสร้างรั้ว ส่วนข้าจ่ายค่าแรงกับค่าวัสดุให้นะเ้าคะ” เธอโน้มน้าว
“พวกเ้านี่เหลือเกินจริงๆ เห็นพวกข้าเป็คนนอกไปได้” ท่านป้าเจียวซิ่นพูดยิ้มๆ
“เพราะข้าเห็นท่านเป็คนกันเองนี่แหละเ้าคะ ถึงต้องห้ามเอาเปรียบ พวกท่านยังต้องส่งเสียท่านพี่เนี่ยนซางเรียนด้วยนะเ้าคะ ภาระพวกท่านก็ไม่ใช่น้อยๆ” เธออ้างถึงลูกชายของท่านลุงหนิงเหอและท่านป้าเจียวซิ๋น
หนิงเนี่ยนซางอายุสิบห้าปีแล้ว ตอนนี้กำลังศึกษาและพักอยู่ที่หอพักในสำนักเรียนในเมืองชิงเถียง กำลังเตรียมตัวเพื่อการสอบถงเซิง เขาเป็คนค่อนข้างเงียบขรึมเมื่อเทียบกับบิดามารดาของตนเอง และรักเรียนยิ่ง ในครั้งที่ท่านลุงหนิงเหอเคยรับงานซ่อมประตูเรือนให้กับเรือนซิ่วฉาย[6]ท่านหนึ่ง หนิงเนี่ยนซางวัยสิบสามขวบปีผู้นั้นที่ติดตามท่านพ่อของตนเพื่อมาช่วยงานกลับได้พบอักษรในจู๋เจี่ยน[7]ของท่านซิ่วฉายผู้นั้น และสนใจ ท่านซิ่วฉายผู้ใจดีจึงได้ลองชี้แนะ ปรากฎว่าเนี่ยนซางสามารถเข้าใจได้ ท่านซิ่วฉายผู้นั้นจึงได้บอกว่าลูกชายของตนมีความสามารถ ั้แ่นั้นมาพวกเขาจึงสนับสนุนลูกชายผู้นี้จนสอบเข้าเรียนในสำนักเรียนที่เมืองชิงเถียงเป็ถงเซิง หรือที่เรียกว่า “บัณฑิตเด็ก”ได้ และ่นี้กำลังอยู่ใน่การสอบถงเซิง หากสอบผ่านก็จะได้เป็ซิ่วฉายคนแรกของหมู่บ้าน
“เอาตามที่เ้าว่าเถอะ” ท่านลุงหนิงเหอและท่านป้าเจียวซิ่นยอมจำนนด้วยเหตุผล เพราะค่าใช้จ่ายในการเล่าเรียนของลูกชายพวกเขาสูงมากจริงๆ แม้งานก่อสร้างจะได้เงินเยอะ ก็ไม่ได้มีมาบ่อย จึงต้องอยู่อย่างประหยัดเพื่ออนาคตของลูกชาย
“เ้าค่ะ อ๋อแล้วอีกเื่เ้าค่ะ ฝากท่านลุงหนิงเหอแจ้งท่านลุงเฉียนจ้านได้ไหมเ้าคะ ว่าข้า้าซื้อถั่วเหลืองที่เหลือทั้งหมดของท่านลุงเฉียนเ้าคะ ข้าให้ราคาเท่าในเมืองเลย ท่านลุงเฉียนจะได้ไม่ต้องเสียค่าเดินทางไปขายในเมือง” เธอฝากท่านลุงหนิงเหอเป็ธุระให้เนื่องจากอยู่ข้างบ้านกัน
“ได้สิ” แม้จะสงสัยแต่ก็ไม่ได้ถาม เพราะอาจจะเป็วิธีทำมาหากินของบ้านสหาย จึงไม่เซ้าซี้ให้ลำบากใจต่อกัน
หลังจากทุกคนกล่าวลาทุกคนกลับบ้านแล้วพวกเธอจึงช่วยกันทำความสะอาดบ้านอีกครั้ง และจัดเก็บสิ่งของที่ซื้อมาให้เป็ระเบียบ เธอกับน้องสาวได้มีห้องนอนด้วยกันแล้ว ถังซูเม่ยหลับไปั้แ่ยามซวี[8] เธอจึงเดินเข้าไปเคาะห้องท่านพ่อและท่านแม่เพื่อพูดคุย
“ตอนนี้ครอบครัวเราเหลือเงินประมาณยี่สิบสี่ตำลึงทอง กับหกตำลึงเงินนะเ้าคะ” เธอพูดพร้อมนำเงินทั้งหมดวางข้างฟูกนอนของทั้งสองคน หักค่าเนื้อ ข้าวสาร ของแห้ง ทั้งเสื้อผ้า อุปกรณ์ครัวต่างๆ อยู่ที่ประมาณ สามตำลึงเงินกับอีกสองร้อยอีแปะ และก็ค่าหมอกับยาอีก มีค่าเ้าหมาสองตัวนั่น รวมจิปะถะอื่นๆ พวกเธอใช้เงินไปประมาณ หกตำลึงเงินกับอีกสี่ร้อยอีแปะ จากรายได้ที่ขายโสมกับเงินอุ้งเท้าหมีจึงเหลือเงินเท่านี้
“ดีแล้วซูมี่ เงินนี้เป็เงินที่เ้าหามาได้ เก็บไว้เป็สินเ้าสาวของเ้าเถอะ” ท่านพ่อกล่าวอย่างไม่เสียดาย ส่วนท่านแม่ผู้แสนดีของเธอย่อมพยักหน้ายินดี
“ข้าจะเก็บไว้เพียงสิบตำลึงทองกับหกตำลึงเงินพอเ้าค่ะ ที่เหลือเก็บไว้กับท่านแม่นะเ้าค่ะ” เธอยืนสิบสี่ตำลึงทองให้ท่านแม่ แต่ท่านแม่ไม่ยอมรับ
“ท่านแม่เ้าค่ะ มี่เอ๋อร์แค่อยากกตัญญูท่านจะไม่ยอมรับจริงๆหรือเ้าคะ” เธออ้อนท่านจนยอมรับเงินนั่นมา
“รับมาเถอะ เงินนี้เดี๋ยวพ่อกับแม่จะช่วยดูแลไว้ก่อน ว่าแต่เหตุใดเ้าจึงจะซื้อถั่วเหลืองจากท่านลุงเฉียนจ้านของเ้าเล่า” ท่านพ่อถามเื่ที่เธอไหว้วานท่านลุงหนิงเหอ
“ข้าคิดจะทำการค้าเ้าค่ะ สินค้านั้นผลิตจากถั่วเหลืองเ้าค่ะ”
“เอาเถอะอย่างไรพ่อก็ฟังคำเ้า แล้วถั่วเหลืองเหลือไม่เยอะหรือ เ้าจึงจะซื้อที่เหลือทั้งหมด” ท่านพ่อถามถึงจำนวนถั่วเหลือที่เธอจะซื้อจากท่านลุงเฉียนจ้าน
“ห้าสิบจินเ้าค่ะ” ไม่เยอะเล้ยยยย
“....” ท่านพ่อ และท่านแม่ที่พูดไม่ได้อยู่แล้ว
[1]ยามเซิน (申:shēn) คือ 15.00 – 16.59 น.
[2]1 จั้ง เท่ากับ 10 ฉื่อ (ประมาณ 2.5 เมตร)
[3]ตั่ง เก้าอี้
[4]เฮยเซ่อ สีดำ
[5]จงเซ่อ สีน้ำตาล
[6]ซิ่วฉาย การสอบถงเซิงคล้ายกับการสอบเพื่อเข้าศึกษาต่อในปัจจุบัน ผู้สมัครสอบในระดับนี้ทุกคน ไม่ว่าจะมีอายุมากน้อยเท่าไรก็ตาม จะเรียกว่า "ถงเซิง" (ซึ่งแปลตามตัวอักษรว่า "นักศึกษาเด็ก") ดังนั้นจึงเรียกการสอบในระดับนี้ว่า "การสอบถงเซิง" การสอบถงเซิงเป็การสอบในระดับท้องถิ่นซึ่งแบ่งย่อยออกเป็ 3 ระดับด้วยกัน คือ การสอบระดับอำเภอ การสอบระดับจังหวัด และการสอบย่วนซื่อซึ่งจัดโดยขุนนางที่ราชสำนักมอบหมายหน้าที่มาโดยตรง ในการสอบ 3 ระดับนี้ การสอบระดับอำเภอถือว่าสำคัญที่สุด การจัดสอบระดับอำเภอจะดำเนินการโดยขุนนางประจำอำเภอต่างๆ หากผู้เข้าสอบสอบผ่านในระดับนี้ก็จะได้รับเลือกเป็ "เซิงหยวน" (บัณฑิตระดับอำเภอ) หรือมักเรียกกันทั่วไปว่า "ซิ่วฉาย" (ที่มา https://thai.cri.cn/learnchinese/lesson11/6.html)
[7] จู๋เจี่ยน(竹简) หรือแผ่นไม้ไผ่ เป็วัสดุหลักสำคัญในการเขียนหนังสือของคนจีนในอดีต
[8] ยามซวี (戌:xū) คือ 19.00 – 20.59 น.
สามารถติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://dekd.co/w/n/2527459