บทที่ 8
ดักรอ
“ฆ่าพวกมันหมดหรือยัง!”
“นับได้สิบศพ ส่วนพวกที่เหลือไม่ตายก็เหมือนตาย วางใจเถอะ ข้าไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่”
นี่คือเสียงสนทนาระหว่างิเจ๋อกับบุคคลปริศนา ไม่แปลกที่เสี่ยวเฉิงจะขวัญผวาอย่างนั้น ศพเดียวก็ขนลุกจะตายชัก นี่สิบศพเชียวนะ!!! ซ้ำร้ายยังมีคนที่ถูกทรมานอีก ส่วนเื่ที่ก่อนหน้านี้เผลอคิดว่าิเจ๋อไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิด นึกเสียใจและขอถอนคำพูดตอนนี้เรียกว่าทันหรือเปล่านะ
เสี่ยวเฉิงเม้มริมฝีปากแน่น ทั้งอุดรูหูตัวเองให้รัดกุม ทำขนาดนี้บทสนทนาอำมหิตพวกนั้นก็ยังลอดเข้ามาในหูอยู่ได้ บ้าเอ๊ย!
หญิงสาวพยายามกระเถิบถอยหลังอย่างเชื่องช้า แต่ด้วยขวัญหนีดีฝ่อที่เพิ่งเกิดขึ้นกับตัว นางจึงไม่ทันระวังตัว ดันถอยหลังชนคนซะได้ แน่สิว่าคนที่นางถอยไปชนต้องส่งเสียงร้อง ทั้งยังด่าทอมาคำหนึ่ง
“นี่นางหนู บ้านเ้ารึ! สอนให้เดินถอยหลัง”
“ขอโทษเ้าค่ะท่านลุง ข้าไม่ได้ตั้งใจ”
“ช่างเถอะ ๆ คนหนุ่มสาวสมัยนี้ชอบทำอะไรแปลก ๆ อยู่แล้ว ขอโทษมาคำหนึ่งก็ถือว่าเลิกแล้วต่อกัน เมียข้าคลอดลูกต้องรีบไปตามหมอตำแย ไม่มีเวลามาเอาเื่เ้า”
เสี่ยวเฉิงโค้งคำนับตัวอ่อนอย่างลืมตัว มันก็จริงที่อุปนิสัยส่วนตัวเสี่ยวเฉิงเป็คนปากไวใจกล้า แต่เมื่อครู่นางเป็ฝ่ายผิด จะอ้าปากเถียงฉอด ๆ ก็ใช่เื่ ครั้นท่านลุงเดินลับตาไป เสี่ยวเฉิงรีบหันขวับกลับไปมองคนด้านหลังอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
อึก!!
โอ้ยยย เจ็บ
เสียงซู้ดปากของนางดังขึ้น แต่พอเบิกตาดูเสี่ยวเฉิงจำต้องสั่นหงักไปทั้งตัว ถูกยมบาลตัวนั้นจับได้เสียแล้ว ทว่าเสียงดังอึกที่เกิดขึ้น ก็ไม่ใช่เสียงโดนตี แต่เป็เสียงหน้าผากของเสี่ยวเฉิงกระแทกหน้าอกแข็งแกร่งของิเจ๋อต่างหาก
เขาจงใจดักรอใช่หรือไม่…
คำสันนิษฐานของเสี่ยวเฉิงยังไม่ทันได้คิดไปไกลกว่านี้ ฝ่ามือทั้งหยาบและใหญ่ตบเข้าที่เอวอรชรอย่างถนัดถนี่ เขาออกแรงยกร่างเสี่ยวเฉิงจนตัวลอยเหนือพื้น นางไม่กล้าส่งเสียงร้อง กลัวชายโฉดผู้นี้ฆ่า เสี่ยวเฉิงเกร็งตัวแข็งทื่อ ขณะเดียวกันก็กวาดตามองรอบตรอกอย่างละเอียด
เป็ไปไม่ได้! ไม่มีใครอยู่ที่นี่ได้ยังไง! เมื่อครู่ได้ยินกับหูว่าิเจ๋อกำลังคุยกับใครบางคน!
เสี่ยวเฉิงพูดกับตัวเองในใจ ก่อนจะรู้สึกจุกเจ็บที่แก้มก้น เพราะในตอนนี้ไอ้กระทิงเถื่อนวางร่างบางลงบนเกวียนไม้ของใครก็ไม่ทราบ นอกจากนี้มือใหญ่ที่นาบอยู่ข้างเอวยังย้ายขึ้นมากดอยู่บนหัวไหล่ของเสี่ยวเฉิงอย่างรวดเร็วจนเสี่ยวเฉิงไม่ทันได้สังเกต รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่สองฝ่ามือกดอยู่บนหัวไหล่แล้ว
ครานี้เสี่ยวเฉิงรู้สึกเหมือนตนเองคือลูกนกไร้ขน ซ้ำร้ายยังเป็ลูกนกที่เปียกฝนอีกต่างหาก พญามารตนนี้กะจะจ้องนางให้ตายเลยหรือไง ยามเอาจริงเอาจังขึ้นมาิเจ๋อดูน่ากลัวมากนะ นี่ทำให้เสี่ยวเฉิงรับรู้ได้เลยว่า ก่อนหน้านี้ยามเขาอยู่ต่อหน้านาง อาจจะทำตัวแข็งกระด้างไปบ้าง กวนประสาทไปบ้าง หรือแม้แต่ทำตัวเ็าไปบ้าง นั่นเรียกว่าห่างไกลจากความเหี้ยมเกรียมนัก
อย่างที่ปรากฏอยู่ต่อหน้าในตอนนี้ต่างหาก ถึงจะเรียกว่าเหี้ยมเกรียมของจริง ดวงตาดำขลับสะท้อนแววรัตติกาล หนนี้มีเส้นเืสีแดงปูดขึ้นมาอย่างเด่นชัด หรือเป็เพราะเขากำลังโกรธจัดกันแน่ แต่นางยังไม่ได้ทำอะไรผิดแท้ ๆ ทำไมต้องกดดันกันด้วย
เสี่ยวเฉิงกลัวจนหน้าซีด นางพยายามหนี แต่ไม่อาจหลุดจากควบคุมได้ ร่างใหญ่ของเขาขังนางไว้ ยิ่งแผ่นหลังของนางเบียดกับพื้นกำแพงเสี่ยวเฉิงยิ่งดิ้นไม่หลุด
“เ้าได้ยินอะไรบ้าง!”
เสียงโทนทุ้มเค้นถามนาง แม้เป็คำถามสามัญทั่วไป ทว่าเสี่ยวเฉิงััได้ถึงพลังงานบางอย่าง
“ขะ…ข้า… ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น”
“อย่าโกหก!”
“ข้าไม่รู้ไม่เห็น และไม่อยากรู้เื่ของท่านแล้วด้วย” เ้านกน้อยสั่นผวาไปทั้งร่าง ไม่เห็นเก่งกาจเหมือนตอนอยู่หน้าหอนางโลมแล้วนี่
“หากเ้าเห็น ข้าจะให้เ้าตาบอด หากเ้าฟัง ข้าจะให้เ้าหูหนวก หากเ้าพูด ข้าจะให้เ้าเป็ใบ้” น้ำเสียงเยียบเย็นกระซิบข้างใบหูอย่างเืเย็น แต่หารู้ไม่ว่าิเจ๋อแค่้าขู่ให้กลัวไปอย่างนั้น ไม่ได้มีเจตนาจะรังแกนางแต่อย่างใด
ต่อให้ลักษณะภายนอกดูไม่เหมือนสุภาพบุรุษ แต่รับรองได้ว่าเทียนิเจ๋อผู้นี้ไม่เคยทารุณผู้อ่อนแอกว่า กับเพศหญิงยิ่งแล้วใหญ่ ส่วนเหตุผลที่ต้องพูดจาร้ายกาจอย่างนั้น ก็แค่อยากให้เสี่ยวเฉิงเลิกใช้นิสัยสู่รู้ ขืนไปรู้เื่ที่ไม่สมควรรู้ ตัวนางนั่นแหละที่อาจเป็อันตรายถึงแก่ชีวิต
“ขะ...ข้าทราบแล้ว…” นางเข้าใจก็ดีแล้ว
แต่ไม่เข้าใจว่าทำไม เสียงพูดปนเสียงสะอื้นของนางถึงได้เรียกคะแนนสงสารได้มากขนาดนั้น ยิ่งจังหวะที่ิเจ๋อถอนใบหน้าออกห่างจากใบหูของนาง เผลอเห็นน้ำตาหยาดโตที่ค่อย ๆ ไหลบากผ่านช่อแก้ม ยิ่งทำให้ิเจ๋อรู้สึกผิดจนปวดใจ
“เข้าใจแล้วก็ตามข้ากลับบ้าน! ก่อนตะวันตกดินเด็ก ๆ ต้องได้กินเกาลัดในมือเ้า”
ิเจ๋อถอนกายออกจากคนตัวเล็ก ปล่อยให้นางเช็ดน้ำตาด้วยตัวเอง ส่วนเขาได้แต่ยืนไพล่หลังรออยู่หน้าตรอก หันมาอีกทีนางก็จัดการตัวเองเรียบร้อยแล้ว เช่นนั้นจะรอช้าอยู่ไย ไม่เร่งเดินทางตอนนี้คงไม่ทันการ
ตลอดเส้นทางเงียบสงัดเสมือนป่าช้า เสี่ยวเฉิงไม่พูดจาสักคำ นางกลัวว่าเขาจะแปลงร่างเป็กระทิงเถื่อนเหมือนชั่วยามก่อน นางไม่กล้าลองดีอีกแล้ว ต่อไปนี้จะระวังตัวให้มากขึ้น…
“ข้าขอโทษ…”
คงไม่ได้หูฝาดกระมัง! เมื่อจู่ ๆ บรรยากาศอันเงียบสงัดถูกเสียงแ่เบาของใครบางคนดังขึ้นมารบกวน
แน่สิ! คุ้มดีคุ้มร้ายอย่างนั้น ใครจะไปวางตัวถูก เสี่ยวเฉิงที่เดินรั้งท้ายเฝ้ารักษาระยะห่าง นางได้แต่อึ้งงันเป็ไก่ตาแตก นางไม่รู้ว่าควรตอบกลับไปอย่างไรดี
“นี่… ไม่ได้ยินหรือไง ข้าพูดว่าขอโทษเ้า”
ไม่น่าเชื่อว่าิเจ๋อจะเป็ฝ่ายหยุดเท้าแล้วเดินกลับเข้าไปหานาง เขาถึงขนาดเดินย้อนกลับมาจ้องหน้านางโดยเฉพาะ ดูซิว่ายืนจ้องหน้าขนาดนี้ เ้าจะแสร้งทำเป็ไม่ได้ยินข้าได้หรือ
เสี่ยวเฉิงไม่ได้ตอบอะไร นางแค่ย่นจมูกใส่เขาครั้งหนึ่ง นางไม่รู้ตัวเลยว่าภาษากายที่แสดงออกไปเมื่อครู่มันเหมือนท่าประจำตัวของอันเล่อเอามาก ๆ เ้าลูกหมูนั่นชอบย่นจมูกใส่บิดาเวลาโกรธ แม้แต่ยามน้อยใจบิดาก็ไม่เว้น
นี่ทำให้ิเจ๋อเผลอระบายยิ้มอ่อนข้างมุมปากอย่างไม่รู้ตัว เป็ครั้งแรกที่เสี่ยวเฉิงได้ชมรอยยิ้มน่าเอ็นดูของผู้ชายร่างใหญ่ที่นางเรียกว่ากระทิงป่ามาโดยตลอด นางสงสัยเหลือเกิน ตลอด่วัยของเขา ไม่มีใครบอกหรือไง ว่าเขายิ้มอย่างนี้แล้วดูดีเป็กอง
ดีกว่าทำหน้าเ็าเหมือนูเาน้ำแข็งตั้งหลายเท่าตัว หากเป็ไปได้เสี่ยวเฉิงก็อยากให้เขายิ้มแบบนี้บ่อย ๆ
“หลบไป!!”
“อะไรกันเนี่ย! เมื่อครู่เกือบดีอยู่แล้วเชียว ท่านจะผลักข้าทำไม! ห้ะ!!”
ความวัวยังไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก เสี่ยวเฉิงเหนื่อยจะตายชักที่ต้องคอยตามอารมณ์ของเขาคนนี้ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเดาใจยากเกินไปแล้ว แรงมือของเขาไม่ใช่น้อย ๆ ผลักเสี่ยวเฉิงกลิ้งลงไปหมกอยู่ในโพรงหญ้าข้างทาง มีแต่เสียงเล็ก ๆ ของนางเท่านั้นที่ดังแทรกขึ้นมา
แต่ทันใดนั้น…
เสียงเล็ก ๆ เงียบหายไป เป็เสียงเสียดสีของมีดพร้าดังขึ้นมาแทน เสี่ยวเฉิงใจหายวาบ นางเพิ่งรู้ว่าเข้าใจิเจ๋อผิด เขาไม่ได้รังแกนาง แต่เขาทำไปเพราะช่วยนางต่างหาก เสี่ยวเฉิงรักตัวกลัวตาย รีบหดหัวกลับเข้าไปในโพรงหญ้าแต่โดยดี
และในตอนนี้เองเสียงข่มขู่ของิเจ๋อดังขึ้นมาในหัว…
“หากเ้าเห็น ข้าจะให้เ้าตาบอด หากเ้าฟัง ข้าจะให้เ้าหูหนวก หากเ้าพูด ข้าจะให้เ้าเป็ใบ้”