“เหตุใดเ้าจึงทำเช่นนี้” ตาคมมองเย่วซินอย่างเ็ป ความน่ารัก อ่อนหวานและขี้เกรงใจของนาง หายไปั้แ่เมื่อใด หรือนี่คือนิสัยที่แท้จริงของนาง
“เพราะข้ารู้ตัวว่าข้ารักพี่ซัวหยางมากจนไม่อยากมอบพี่ให้สตรีใด มันผิดที่ข้าควบคุมตัวเองไม่ได้ ข้าขอโทษเ้าค่ะ” ในคำพูดนั้น มีความจริงเพียงสองประโยค นั่นก็คือ ‘ข้ารักพี่ซัวหยางและข้าขอโทษ’ เย่วซินเดินหันหลังออกไปจากศาลา โดยไร้น้ำตาแม้สักหยด ทุกสิ่งที่ผ่านไปคือเื่ที่ควรกระทำ ใจคิดแต่เพียงว่า ‘อีกแค่เพียงไม่กี่วันที่นางต้องทน ไม่กี่วันเท่านั้นจริงๆ’
ตาคมมองร่างบางที่เอ่ยคำขอโทษออกมาจากใจ เขารู้ว่าเย่วซินรักเขามาก แต่นางก็ไม่ควรทำเื่ไร้สติ ซึ่งครั้งนี้มันช่างร้ายแรงจนถึงขั้นลงไม้ลงมือกับผู้อื่น ผิดไปจากนิสัยเดิมที่นางเคยเป็ หากนางยังกระทำเื่เช่นนี้ต่อไปการจะรับนางเข้ามาในอ้อมกอดนั้นคงยาก ‘แล้วเขาจะทำเช่นใดดี?’ จะรับเป็ฮูหยินเอกก็ไม่ได้เพราะมีสมรสพระราชทานค้างคาอยู่ พอจะรับเป็ฮูหยินรองหรืออนุก็คงไม่พ้นจะมีเื่ทะเลาะตบตีเช่นนี้เข้ามาอีก
“พี่ซัวหยาง ท่านรักเย่วซินมากใช่หรือไม่เ้าคะ”
“…”
ซือหลิวเยี่ยนแสร้งบีบน้ำตาอยู่ทางด้านหลังของบุรุษที่นางหมายมาด “หากเป็เช่นนั้น ข้ายินดียื่นฎีกาขอยกเลิกการสมรสครั้งนี้ให้ท่านก็ได้ ถึงแม้ข้าเองรักท่านไม่แพ้กัน”
เสิ่นซัวหยางมิได้ตื่นเต้นไปกับคำสารภาพที่ดังออกมาจากปากของว่าที่ฮูหยินซือหลิวเยี่ยน เพราะตลอดเวลาหลายวันที่ผ่านมา ในสายตาเขานั้นเห็นนางวางตัวได้ดีสมกับเป็คุณหนูสกุลซือและถ้าหากนางขอยกเลิกการสมรส มิใช่เขาผู้เป็บุรุษจะต้องขายหน้า ในทางกลับกันล้วนต้องเป็นางที่จะถูกคำครหาจากผู้คนทั่วเมืองหลวง เช่นนี้แล้วตัวเขาคงมิพ้นรู้สึกผิดไปจนวันตายเหตุเพราะให้สตรีออกหน้าแทน ‘เื่ของเย่วซินเป็เื่ของสกุลเสิ่น ไม่เกี่ยวกับสกุลซือที่ต้องเข้ามารับผิดชอบ’ “ไม่เป็ไรคุณหนูซือ การสมรสจะมีขึ้นตามกำหนดการเดิมไม่เปลี่ยนแปลง” เขาหันหลังกลับไปมองสตรีที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าเปียกชุ่มก็นึกสงสารขึ้นมาจับใจ จากที่ได้เห็นภาพเมื่อครู่ล้วนเป็เย่วซินที่แสดงกิริยาอันร้ายกาจออกมาจริงๆ หลักฐานคาตาเช่นนี้ตัวเขาจะกล่าวโทษผู้ใดได้อีกหรือ “กลับจวนสกุลซือสภาพนี้คงไม่เหมาะ อาไฉ่” คำหลังเรียกบ่าวชาย “พาคุณหนูซือไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าในเรือนใหญ่แล้วฝากให้แม่นมว่านช่วยดูแลนางด้วย”
“ขอรับคุณชาย” อาไฉ่ผายมือให้คุณหนูซือพร้อมกับสาวใช้เดินตามเขาไปยังเรือนใหญ่ สถานที่ที่มีจงฮูหยินอยู่ที่นั่น ไม่แน่ว่ายามนี้เื่ราวของคุณหนูเย่วซินผู้เป็บุตรบุญธรรมคงถูกเอาไปสนทนากันจนทั่วจวนแล้วกระมัง
คล้อยหลังเหตุการณ์นั้นเพียงสองจิบชา เสิ่นซัวหยางตัดสินใจเดินไปทางด้านหลังของจวนมุ่งตรงไปยังเรือนเล็กของเย่วซิน ในใจครุ่นคิดไปถึงคำถามในการกระทำของอีกฝ่ายและเกลี้ยกล่อมนางอันเป็ที่รัก แม้ยามนี้มันอาจจะยากเพราะนางมีเื่กับว่าที่ฮูหยิน ‘แต่ถึงจะมีเื่เกิดขึ้น งานมงคลย่อมไม่อาจเลี่ยงได้อยู่ดีเพราะมันคือราชโองการ’ ขาแกร่งก้าวขึ้นบันได ผ่านเครื่องเล่นอันเล็ก? (โมบาย) ที่เขาเพิ่งเคยเห็นตรงโค้งประตูทางขึ้นเรือนนอน เสียงมันดัง กรุ๊งกริ๊งๆๆ ตามกระแสลมพัดผ่าน หากยามนี้เขาอยู่ในอารมณ์ปกติ คงไม่พ้นต้องร้องขอให้เย่วซินนำสิ่งนี้ไปติดไว้ที่เรือนนอนของเขาบ้าง แต่บังเอิญว่ามันมิใช่ ในเมื่อยามนี้อารมณ์ของเขาคุกรุ่น วุ่นวายจนแทบจะปะทุออกมาทุกเวลาเสียอย่างนั้น เขาเลิกสนใจของสิ่งนั้นแล้วเดินไปถึงหน้าห้อง…หน้าห้องที่มีเสียงสตรีอันเป็ที่รักดังแว่วออกมา!
“ข้าน่าจะฟาดคุณหนูซือแรงๆ ให้สมใจ หากนางมิใช่บุตรสาวของท่านเลขาซือเหล่าอวิ้น นางคงไม่มีโอกาสได้รับสมรสพระราชทานแน่ น่าเจ็บใจนักทั้งๆ ที่ตำแหน่งฮูหยินของพี่ซัวหยางน่าจะเป็ของข้าแล้วแท้ๆ คอยดูเถิด หากนางอยู่ในจวนสกุลเสิ่น ข้าจะกลั่นแกล้งนางจนไม่ให้นางได้มีความสุขเลยทั้งชีวิต”
“…” บุรุษรูปงามที่กำลังจะกลายเป็เ้าบ่าวในอีกสี่วัน ก้าวถอยหลัง ดวงตาคมหมองลงเรื่อยๆ ความรู้สึกเสียใจกับคำพูดของเย่วซินยังไม่เท่ากับความผิดหวังที่มีต่อนาง…ทางออกของความรักเริ่มริบหรี่ลงทุกขณะ เขารักนางมากหากนางจะกลับมาเป็สตรีน่ารักอ่อนหวานของเขาดังเดิมเขาก็จะไม่ว่า แต่เหตุใดนางจึงกล่าววาจาร้ายกาจเช่นนี้ ‘หรือนี่คือธาตุแท้ของนางจริงๆ’
เสียงกระดิ่งหน้าเรือนดัง กริ๊งๆๆ และหยุดลง พอๆ กับสตรีร่างบางหยุดทุกคำพูดเมื่อรู้ว่าไม่มีใครยืนอยู่ที่หน้าประตูแล้ว ่เอวเล็กเนียนยามนี้กำลังถูกสาวใช้อย่างเสี่ยวเม่าใช้ยาทาเพื่อแก้อาการบวมช้ำ ซึ่งมันเป็าแที่ได้มาจากการที่นางถูกพี่ซัวหยางเหวี่ยงร่างจนไปกระแทกกับโต๊ะไม้ “พี่เสี่ยวเม่า” ทำหน้านิ่วเพราะปวดแผล แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือเย่วซินกำลังกลั้นเสียงสะอื้น
“เ้าคะ”
“หากพี่ลำบากใจ พี่แค่ส่งข้าขึ้นรถม้าไปที่ไหนก็ได้ ข้าจะไปตามทางของข้าเองเ้าค่ะ” น้ำเสียงที่พยายามปรับให้เป็ปกติของนางถูกเอ่ยขึ้นเบาๆ เพื่อมิให้อีกฝ่ายเป็ห่วงนาง…
“ไม่เ้าค่ะ ยังไงพี่สาวคนนี้ก็จะไปกับคุณหนู”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจที่เ็ปรู้สึกอิ่มเอมขึ้นมาในระดับหนึ่ง ‘และนางคิดว่าจะต้องตอบแทนพี่เสี่ยวเม่าให้ได้ในสักวัน’ “ขอบคุณมากเ้าค่ะ” คนเจ็บทั้งตัว ทั้งใจนอนคว่ำหน้าลงบนหมอน ปล่อยให้พี่เสี่ยวเม่าทายาตรง่เอวนั้นจนม่อยหลับไป
เสี่ยวเม่ามองคุณหนูที่นางรักและผูกพันเหมือนน้องสาวด้วยความสงสาร นับั้แ่วันนั้นเป็ต้นมา จวนสกุลเสิ่นมีแต่ความชุลมุนวุ่นวายเพราะต้องเตรียมการจัดงานมงคล พื้นที่ตรงลานกว้างเต็มไปด้วยที่นั่งสำหรับงานจัดเลี้ยง มีแท่นยกสูงสำหรับนักดนตรี มีบรรดาพ่อค้า แม่ค้าเดินทางมาส่งเนื้อและพืชผักในโรงครัวเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับงานในวันพรุ่งนี้ ไม่เว้นแม้แต่การประดับโคมไฟสีตามจุดต่างๆ ให้สว่างไสวจึงเป็เื่ที่จำเป็มาก
ในความรื่นเริงของเสียงเครื่องบรรเลงด้านนอกช่างแตกต่างกับสภาพด้านหลังของจวนราวกับมิใช่สถานที่เดียวกัน เย่วซินนั่งมองป้ายบรรพชนสกุลเสิ่นที่ตั้งอยู่ในห้องพระคล้ายกับกำลังมองมันเป็ครั้งสุดท้าย ทุกแผ่นป้ายมากมายตรงนี้ ตัวนางมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องอันใดเพราะตัวนางมิได้รู้จักพวกท่านเป็การส่วนตัวเลย หากถามว่าทำไมต้องมาคาราวะ? คงเป็เพราะจงฮูหยินหรือสตรีที่นางเคารพรักเป็ผู้สั่งสอน บางครั้งนางเคยนึกขึ้นมาว่า ‘ถ้าหากนางสิ้นชีพไป ป้ายิญญาของนางจะมีสิทธิ์ได้ตั้งวางอยู่ตรงนี้บ้างหรือเปล่า’ แต่เมื่อมาคิดดูอีกครั้ง...มันก็คงไม่มีที่ว่างสำหรับนาง ไม่ต่างกับท่าทางหมางเมินของทุกคนในจวนสกุลเสิ่น นับั้แ่วันที่นางก่อเื่ ก็มีเพียงพี่เสี่ยวเม่าเท่านั้นที่อยู่เคียงข้างไม่ไปไหน
“คุณหนูเ้าคะ สาวใช้ของคุณหนูซือมาแจ้งเื่สำคัญเ้าค่ะ” เสี่ยวเม่าผู้เดินออกไปด้านนอกเพื่อหาสำรับ กลับพบเจออาลี่ สาวใช้คนสนิทของคุณหนูซือหลิวเยี่ยนที่เดินเข้ามากระซิบกระซาบนัดแนะแล้วจากไป แม้เสี่ยวเม่ามิได้อยากจะให้เย่วซินออกไปตามนัดเพราะกลัวจะถูกทำร้าย ‘แต่ก็น่าแปลกนักที่ว่าสตรีที่กำลังจะสมรส เหตุใดจึงกล้าออกมานอกจวนทั้งๆ ที่มันผิด!!’ (เ้าสาวต้องอยู่กับบ้านสามวันก่อนแต่งออก)
“มีเื่ใด” ตากลมยังมองป้ายชื่อทุกชิ้นไม่ละวาง
“สาวใช้ผู้นั้นบอกว่าคุณหนูซือ้าพบคุณหนูที่โรงเตี๊ยม...”
เย่วซินมิได้กล่าวคำใด นอกจากลุกไปตามคำเชิญนั้น “...”