“ลมโบกโชยแซ่ซ้องเสียงวิหค กลิ่นน้ำตกสดชื่นเหมือนดั่งฝัน ยามมืดค่ำรับลมชมพระจันทร์ ดั่ง์เฟิงหลินแหล่งเทวา” ไป่หยางกล่าวบทกลอนอันไพเราะแห่งเฟิงหลินอย่างระรื่นใจ หยิบขนมในตะกร้าของแม่นางอินขึ้นมาส่องสู้แสงของพระอาทิตย์ยามบ่าย บรรยากาศรอบๆ เฟิงหลินช่างเหมือนกับ์อย่างที่ผู้คนเล่าขานกันมาหลายร้อยปีเสียจริงๆ “ข้าว่า แม่นางอินผู้นั้นดูสนใจเ้าไม่น้อย เ้าจะไม่ไยดีนางหน่อยหรือ” ิ่หลางเดินถือขนมของแม่นางอินมานั่งข้างเฟิงอี้ พลางพูดจาเหน็บแนมอย่างชอบอกชอบใจ เขายื่นขนมของแม่นางอินให้เฟิงอี้แต่ทว่าชายหนุ่มกลับปัดมือเขาออก “ไปให้พ้น” ไป่หยางมองดูสองคนทะเลาะกันแล้วส่ายหน้า ดูเหมือนว่าตอนนี้พวกเขาสามคนจะเป็สหายกันแล้วจริง ๆ หลังจากเสี่ยงตายด้วยกันมาความสนิทสนมและความเชื่อใจต่างมีให้กันมากขึ้น “เ้าไม่กินจริงๆ หรือ ขนมนี่หอมอร่อยมากนะ” ิ่หลางถือขนมลอยผ่านหน้าเฟิงอี้ลอยไปลอยมาอย่างไม่เกรงใจท่าทีเ็าของชายหนุ่ม “อย่าก่อกว...อื้อ...” เฟิงอี้ยังพูดไม่ทันจบิ่หลางก็ฉวยโอกาสยัดขนมคำโตใส่ปากของเขาพลันหัวเราะชอบใจ เฟิงอี้ทำหน้าดุใส่ิ่หลางแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพียงถอนหายใจเคี้ยวขนมในปากจนหมดอย่างไม่สบอารมณ์ ไป่หยางหัวเราะในลำคอกับเหตุการณ์เมื่อครู่ สมกับเป็ต้าเฟิงของพวกเขาจริงๆ แม้จะรู้สึกไม่พอใจเท่าไหร่แต่ยังคงรักษาท่าทีไว้ได้อย่างสง่างาม “เอาน่า เ้ากินๆ ไปเถอะ อย่ามาดไปหน่อยเลย” ิ่หลางกล่าวยิ้มๆ แล้วหยิบขนมขึ้นมากินอย่างอารมณ์ดี ไป่หยางหันหน้ามองไปยังิ่หลางจ้องเขาตาเขม็ง เมื่อครู่เหมือนเขาเห็นดวงตาของิ่หลางเป็สีแดงก่ำราวเื “เ้ามองข้าทำไม” ิ่หลางหยุดเคี้ยวขนมหันมาถามไป่หยางอย่างงุนงง เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มเอาแต่จ้องหน้าเขาตาไม่กะพริบ เฟิงอี้หันไปมองไป่หยาง แล้วหันมาลอบมองหน้าิ่หลางโดยไม่ให้เ้าตัวรับรู้ ดูจากสายตาของไป่หยางแล้วเขาต้องเห็นความผิดปกติอะไรในตัวิ่หลางเป็แน่ ไป่หยางก้มหน้าลงหยิบก้อนหินก้อนหนึ่งขึ้นมาปาเล่นแสร้งทำเป็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาจะให้ิ่หลางรู้ตัวตอนนี้ไม่ได้ “ไม่มีอะไร ข้าแค่เห็นว่าเ้ากินขนมจนหมดแล้ว เ้านี่กินเยอะเหมือนกันนะ” ไป่หยางกล่าวยิ้มๆ แต่ั์ตาของเขาแฝงไปด้วยความกังวลที่ิ่หลางคงไม่ทันสังเกต ิ่หลางยักไหล่เมินใส่คำพูดของไป่หยาง ก็ช่วยไม่ได้เขากินช้าเองนี่ จะมาว่าเขากินหมดก่อนก็ไม่ได้หรอกนะ “ค่ำแล้วกลับที่พักเถอะ” เฟิงอี้ลุกขึ้นบอกกับสองหนุ่มก่อนเดินแยกออกไปยังที่พักของตน สองหนุ่มไม่ได้ว่าอะไรเมื่อเห็นว่าท้องฟ้าใกล้มืดแล้วจริงๆ จึงลุกขึ้นแยกย้ายกันกลับที่พักตามที่เฟิงอี้บอก...
“ตะเถร!!!” ไป่หยางอุทานเมื่อเขาเข้าห้องมาพบชายปริศนาสวมชุดสีขาวนั่งอยู่บนเตียงของเขาในความมืด ไป่หยางใช้วิชาจุดเทียนในห้องก่อนถอนหายใจ “เ้านั่นเอง ไม่มีใครบอกเ้าหรือไงว่าอย่าลอบเข้าห้องผู้อื่นในเวลาที่เ้าของห้องไม่อยู่” ไป่หยางบ่นทันทีเมื่อเห็นว่าชายที่นั่งอยู่คือเฟิงอี้ เขาปิดประตูเดินมานั่งชันเข่าที่โต๊ะดื่มชามองชายหนุ่มที่บุกรุกห้องเขาโดยไม่ได้รับอนุญาตั้แ่หัวจรดเ้า “ที่น้ำตก เ้าเห็นอะไร” เฟิงอี้เอ่ยถามเบาๆ ถึงเหตุการณ์เมื่อเย็น แม้ไป่หยางจะไม่ได้พูดอะไรในตอนนั้น แต่เขาก็พอจะเดาได้จากท่าทางที่ไป่หยางแสดงออกมา ไป่หยางเบ้ปากพยักหน้าให้กับความจับผิดเก่งของสหายผู้นี้ “ดวงตาของิ่หลาง ข้าเห็นมันเปลี่ยนเป็สีแดงในตอนที่เขากำลังหัวเราะ แต่เพียงครู่เดียวมันก็หายไป” เขาเปลี่ยนท่าทีพูดถึงเื่นี้อย่างจริงจัง เฟิงอี้พยักหน้า ก้มหน้าลงเล็กน้อย “ตอนที่เขาหัวเราะ เสียงของเขาผิดแปลกไป” เฟิงอี้กล่าว อันที่จริงเขาเองก็ััได้ถีงความผิดปกติในตอนนั้นเหมือนกัน เสียงหัวเราะของิ่หลางดูทุ้มต่ำน่าขนลุกแปลกๆ เพียงแต่เขาไม่พูดอะไรให้ิ่หลางรู้ตัวเท่านั้น “เ้าว่า...เวลาของเขาเหลือเท่าไหร่” ไป่หยางถามด้วยสีหน้าหนักใจ เขาคงทำใจไม่ได้ที่ต้องทนเห็นสหายน้อยของเขากลายเป็พวกเดียวกับเ้ามารนั่น และยิ่งทำใจไม่ได้ที่เขาจะต้องมาต่อสู้กันเองกับเพื่อนที่เคยร่วมตายด้วยกันมา เฟิงอี้ถอนหายใจส่ายหน้าเล็กน้อยหลับตาลง นี่เป็ครั้งแรกที่เฟิงอี้แสดงความกังวลออกมาทางสีหน้ามากที่สุด “ข้าถามท่านอาจารย์ เมื่อตอนที่เดินทางกลับมาถึง หากดวงเนตรของผู้ถูกแฝงร่างเกินความเคลื่อนไหวครบห้าครั้ง คนผู้นั้นก็จะกลายเป็พวกมันเต็มตัว” น้ำเสียงที่แ่เบาของเฟิงอี้บ่งบอกถึงความกังวลและความเป็ห่วงอย่างมาก “จากที่เ้าเห็นหนึ่งครั้งที่โรงเตี๊ยม กับที่ข้าเห็นในวันนี้ เกิดขึ้นในเวลาห่างกันเพียงกี่วันถึงสองครั้ง...ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เคยเกิดขึ้นแล้วเท่าไหร่” ไป่หยางพูดด้วยน้ำเสียงแ่เบา ถ้าพูดถึงิ่หลางในตอนนี้เปรียบเสมือนสหาย เสมือนน้องชายของเขาไปแล้ว เขาคงนิ่งเฉยไม่ได้ “อาฟาน ข้าจะไปเผ่าผีสิง” เฟิงอี้เงยหน้าขึ้นทันทีหลังจากไป่หยางพูดจบ การไปเยือนเผ่านี้ไม่ใช่เื่เล่นๆ ที่นั่นเป็ศูนย์รวมของสิ่งชั่วร้ายมากมาย ไม่ใช่ที่ๆ ไป่หยางกับเขาจะสามารถเข้าไปได้ง่ายๆ จากเื่เล่าที่เล่าขานสืบต่อกันมา หลังจากที่ิ่ ลี่อุน พ่อของิ่หลางถูกสังหารเพียงหนึ่งเดือน ิ่ เส้าฟานเคยพาทหารจำนวนสองพันคนบุกไปที่นั่น แต่กลับกับออกมาได้เพียงไม่ถึงร้อยคน หลังจากนั้นบริเวณใกล้เคียงถิ่นฐานของเผ่านี้จึงถูกแบ่งออกเป็เขตต้องห้าม เพราะเกรงว่าจะเกิดอันตรายต่อชาวบ้านที่เข้าไปเก็บผลไม้ เฟิงอี้หลับตาลงถอนหายใจ “จะไปได้อย่างไร” เขาถามไป่หยางอย่างจนปัญญา ท่านอาจารย์คงไม่อนุญาตแน่ๆ หรือต่อให้อนุญาตจะอ้างกับิ่หลางว่าอย่างไรให้เขาไม่ตามไปด้วย “ที่นั่นไม่ใช่ที่ๆ ข้า หรือเ้าจะต่อกรได้” ไป่หยางก้มหน้าลงอย่างสิ้นหวัง ก็จริงลำพังเขากับเฟิงอี้คงสู้ไม่ไหว จะขอความช่วยเหลือจากตระกูลไหนก็คงไม่มีใครอยากหาเื่ใส่ตัว “วันที่ข้าไปอิ๋งอี๋ ตาเฒ่าผางปรากฏตัวขึ้นก่อนที่ข้าจะไปที่นั่นเพียงไม่นาน” ไป่หยางมองหน้าเฟิงอี้ขมวดคิ้วทันใด “เ้าไปอิ๋งอี๋ั้แ่เมื่อไหร่” เฟิงอี้สบตากับไป่หยาง ความจริงเขาตั้งใจจะไม่บอกเื่นี้ เพราะเกรงว่าไป่หยางจะเป็กังวลแล้วบุ่มบ่ามกลับอิ๋งอี๋ แต่เหตุการณ์มันบีบบังคับ ไม่มีอะไรจำเป็ต้องปิดบังอีกต่อไป “วันที่เ้าาเ็ วันที่อาซุนจากไป” ไป่หยางใลุกขึ้น วันที่เขาาเ็พึ่งผ่านมาไม่นาน แสดงว่าบ้านเมืองของเขากำลังตกอยู่ในอันตราย “อาฟานทำไมเ้าพึ่งมาบอกข้า...ข้าจะกลับอิ๋งอี๋” ว่าจบก็ผลุนผลันเดินออกไปทันที ทำให้เฟิงอี้ต้องรีบเดินตามออกไปห้ามปราม “ไป่หยางเ้าอย่าบุ่มบ่ามไป” ไป่หยางส่ายหัวหันกลับมาเฟิงอี้อย่างร้อนใจ “เ้าจะให้ข้าใจเย็นได้อย่างไร นั่นบ้านเมืองของข้า” เฟิงอี้ถอนหายใจอีกครั้ง ก็จริงอย่างที่ไป่หยางว่า แม้การปรากฏตัวครั้งนี้จะไม่ได้เกิดเื่ร้ายแรงอะไรนอกจากการสังหารชาวบ้านเพียงจำนวนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้แปลว่าหลังจากนี้จะไม่มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น “ได้ งั้นข้าไปกับเ้าด้วย” ไป่หยางพยักหน้าซาบซึ้งในความเป็ห่วงของเฟิงอี้ “เราไปบอกกล่าวกับท่านอาจารย์ก่อนเถอะ” ไป่หยางพยักหน้าตอบรับเดินนำเฟิงอี้ไปยังตำหนักของท่านอาจารย์ “ระวังตัวกันด้วย” ยี่ถงผู้เป็อาจารย์บอกกับสองหนุ่ม แม้เขาจะเป็ห่วงมาก แต่เด็กพวกนี้โตพอที่จะคิดอะไรเองได้แล้ว เขาคงห้ามอะไรไม่ได้ คงทำได้แค่คอยสนับสนุนอยู่ข้างหลัง สองหนุ่มพยักหน้าตอบรับ คำนับอาจารย์แล้วเดินออกไปด้วยท่าทางที่สง่า มุ่งมั่นเดินไปข้างหน้าอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด “พวกเ้าจะไปไหน” ิ่หลางวิ่งมาดักหน้าสองหนุ่ม เพราะเขาเห็นสองคนนี้กำลังจะเดินออกจากประตูกลโดยไม่ได้บอกกล่าวอะไรกับเขาสักคำ เห็นเขาเป็คนนอกหรือไง “ข้าสองคนจะไปทำธุระให้ท่านอาจารย์ เ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องฝึกวิชาแต่เช้าตรู่” ไป่หยางบอกกับเด็กหนุ่มด้วยรอยยิ้ม ชีวิตของิ่หลางเหมือนเหลืออยู่เพียงครึ่ง เขาไม่้าลากิ่หลางเข้ามาเกี่ยวข้องกับอันตรายใดๆ อีก “ข้าไม่เชื่อ พวกเ้ามีอะไรปิดบังข้า” ิ่หลางกอดอกชักสีหน้าไม่พอใจใส่สองหนุ่ม ที่ทำอะไรโดยไม่พาเขาไปด้วย “ข้าจะไปด้วย” พูดจบิ่หลางก็ทำท่าจะเดินนำหน้าออกจากประตูกลไป แต่ทว่ากลับถูกไป่หยางกระชากแขนกลับมา “เ้าอย่าทำตัววุ่นวายได้ไหม นี่ไม่ใช่เื่ที่เ้าจะเข้ามาวุ่นวายได้” ไป่หยางตะคอกใส่เด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างลืมตัว อาจเป็เพราะความเป็ห่วงที่มากเกินไปเลยทำให้เขาเผลอพูดจารุนแรงกับิ่หลางไปแบบนั้น "แล้วทำไมพวกเ้าสองคนไม่บอกข้าว่าเื่อะไร พวกเ้าเห็นข้าเป็คนนอกงั้นหรือ” ิ่หลางตะคอกกลับอย่างไม่เกรงกลัว เฟิงอี้ถอนหายใจเดินเข้ามาตบบ่าิ่หลางเบาๆ เพื่อไม่ให้เื่บานปลายไปมากกว่านี้ “ข้าสองคนเพียงเดินทางไปเยี่ยมเยียนพ่อของไป่หยาง สองสามวันก็จะกลับมาไม่ได้มีเื่อันใด เ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ” เฟิงอี้พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เยี่ยมพ่อเ้า พ่อเ้าเป็อะไร ทำไมข้าจะไปด้วยไม่ได้” ิ่หลางยังคงเถียงไม่หยุด อย่างไรเสียเขาก็เชื่อว่าสองคนนี้มีเื่ปิดบังเขาอยู่ อย่างไรเสียวันนี้เขาก็ต้องไปด้วยให้ได้ ถ้าเขาจะไปใครจะกล้าขวาง “อ๋า พ่อข้าไม่ได้เป็อะไร เ้าจะไปทำไมให้เหนื่อย สู้เ้ารออยู่ที่นี่ไม่ดีกว่าหรือ” ไป่หยางเท้าสะเอวบอกกับิ่หลางด้วยน้ำเสียงยานๆ แบบขอไปที “พ่อเ้าไม่ได้เป็อะไรแล้วเ้าจะไปทำไม” ไป่หยางถอนหายใจอย่างเบื่อหน่าย “ถึงพ่อข้าไม่เป็อะไรแต่ข้าเป็ลูก ข้าจะไปเยี่ยมพ่อข้าไม่ได้หรืออย่างไร” ิ่หลางกอดอกเชิดหน้าใส่อย่างไม่ยินยอม “แล้วเ้าจะพาเขาไปด้วยทำไม ทำราวกับว่าพาคนรักไปไหว้พ่อเสียอย่างนั้น” ไป่หยางกับเฟิงอี้หน้าเหวอทันทีกับคำพูดของเด็กหนุ่ม ฝีปากร้ายกาจยิ่งนัก เฟิงอี้ถอนหายใจจับไหล่ไป่หยาง แล้วส่ายหน้าส่งสัญญาณให้เขาหยุดต่อล้อต่อเถียงเบาๆ “ให้เขาไปด้วยเถอะ” ิ่หลางยิ้มเย้ยใส่ไป่หยางพอใจกับคำกล่าวของเฟิงอี้ “อาฟาน แต่ว่า...” เฟิงอี้ส่ายหน้าปรามไป่หยาง เพราะเขาไม่อยากให้เสียเวลาไปมากกว่านี้อีกแล้ว ไปถึงอิ๋งอี๋ค่อยหาวิธีอีกทีก็ยังไม่สายดีกว่ามาเสียเวลายืนเถียงกันไม่จบไม่สิ้น “ไป” สามหนุ่มชุดขาวเดินเคียงไหล่มุ่งหน้าลงเขาอย่างสง่างาม ราวเทพบุตรจาก์ลงมาจุติบนโลกมนุษย์
เผ่าผีสิง.....
“นายท่าน เวทป้องกันอาณาเขตเสื่อมลงมาก จะทำอย่างไรดีขอรับ” ผู้เฒ่าผางหันหน้ามามองลูกน้องอย่างไร้อารมณ์ใดๆ บนสีหน้า “เวทนี้สร้างขึ้นโดยนายท่าน ตอนนี้นายท่าสิ้นแล้ว เกรงว่าคงต้องปล่อยไปตามที่มันควรจะเป็ อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด” ผู้เฒ่าผางหัวหน้าเผ่าผีสิงกล่าวด้วยน้ำเสียงหย่อนยานตามแบบฉบับของคนชรา พลันหยิบไม้เท้ารูปหัวกะโหลกคู่กายมาค้ำลุกขึ้นเดินไปยังลูกแก้วดวงเนตร ร่ายอาคมเบิกเนตร เผยให้เห็นภาพชายหนุ่มสามคนเดินเคียงกันมุ่งไปข้างหน้า ด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยว ทุกย่างก้าวเดินไปอย่างมั่นคง ไร้ความลังเลใดๆ “เด็กหนุ่มพวกนี้ ชะตาไม่ดีเสียแล้ว” ลูกน้องของผู้เฒ่าผางมองตามคำพูดของผู้เป็นายด้วยสายตาที่เกรี้ยวกราด “ทำอย่างไรดีขอรับ” ผู้เฒ่าผางส่ายหัวให้ลูกน้อง ในเวลานี้ตัวเขาแก่ชรามากแล้ว พลังที่เหลือเพียงน้อยนิดคงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม ในเมื่อเขายังทำภารกิจสุดท้ายที่นายเหนือหัวของเขามอบไว้ให้ยังไม่สำเร็จ เขาคงไม่มีหน้ากลับปรโลกเป็แน่ “เ้า ส่งคนลงเขาไปสืบข่าวมาให้ข้า” ลูกน้องผู้เฒ่าผางก้มหัวก่อนเดินออกไปทำตามคำสั่งผู้เป็นาย เขามองไปยังลูกแก้วดวงเนตร จ้องมองลึกลงไปในดวงตาของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งที่เดินอยู่ริมซ้ายสุด นั่นก็คือิ่หลาง “เืหยดเป็สายธารฝังรอยแค้น ตายนับแสนแลกมาซึ่งเหตุไฉน กายของเ้าจิตของเ้าหวังพึ่งใคร มัวหลงใหลวาจาร้ายชักนำพา” ผู้เฒ่าผางหลับตาลงส่ายหน้าเบาๆ กลอนเมื่อครู่ เป็คำทำนายของนายเหนือหัวของเขาที่ทำนายเอาไว้ก่อนตายไปเมื่อสองปีก่อน โดยก่อนตายได้ขอให้เขาทำภารกิจบางอย่าง ซึ่งตัวเขาเองก็ได้ให้คำมั่นสัญญาเอาไว้ว่าจะทำให้สำเร็จแม้ตัวตายก็ตาม ชายแก่เกาไม้เท้าในมือแน่นมองไปยังิ่หลางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น “แม้จะต้องเสียสละตน ข้าก็จะฆ่ามันให้ได้” ชายแก่พึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูน่าขนลุก เขากระแทกไม้เท้าลงไปยังพื้นอย่างรุนแรงทำให้แผ่นดินสั่นไหว ท้องฟ้าเกิดพิโรธ ลมพายุพัดโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง...
“อะไร เมื่อครู่นี้อากาศยังดีๆ อยู่เลย” ิ่หลางสบถด้วยน้ำเสียงเซ็งๆ เมื่ออยู่ๆ ท้องฟ้าก็เกิดการแปรปรวน ลมพายุโบกโชยมาอย่างรุนแรงทั้งที่เมื่อครู่นี้เขาพึ่งคุยกับไป่หยางว่าบรรยากาศดีอยู่แท้ๆ “ท้องฟ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงแปลกๆ เรารีบเร่งฝีเท้ากันดีกว่า” เฟิงอี้พูดเสียงดังเมื่อััได้ถึงความไม่ปกติของบรรยากาศรอบตัว สามหนุ่มเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นมุ่งหน้าไปยังอิ๋งอี๋ด้วยความรีบร้อน ในใจของไป่หยางมีลางสังหรณ์ไม่ดีอยู่ตลอดเวลาราวกับว่ากำลังจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ จะเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เกิดขึ้นกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ เขาจะรับมือได้หรือไม่ ความกังวลโหมกระหน่ำเข้ามาในจิตใต้สำนึกเขามากมาย จนแทบคลั่ง “อาฟาน ทางข้างหน้าเริ่มมองไม่เห็นแล้ว ทำอย่างไรดี” ไป่หยางะโถามเฟิงอี้ เมื่อพายุพัดเอาฝุ่นจำนวนมหาศาลทั้งยังมีเศษไม้เล็กๆ พัดรวมกันปิดทางด้านหน้าของพวกเขาเต็มไปหมด “เฮ้ย!!!” ไป่หยางและเฟิงอี้มองไปตามเสียงร้องของิ่หลาง แต่กลับไม่เห็นเ้าตัวแม้แต่เงา “ิ่หลาง เ้าอยู่ไหน” ไป่หยางะโหาิ่หลางเมื่อมองไปรอบๆ ไม่เห็นเ้าตัว ราวกับว่าถูกตัวอะไรบางอย่างลักพาตัวไปอย่างรวดเร็ว “ิ่หลาง!!” ไป่หยางเริ่มะโเสียงดังขึ้นด้วยความหวาดหวั่น “ิ่หลาง!!” ะโครั้งแล้วครั้งเล่าแต่ก็ไม่ได้ยินเสียงของเ้าตัวตอบกลับมาอีกทั้งรอบๆ ตัวพวกเขายังมีลมพายุรุนแรงโหมกระหน่ำมาไม่หยุด “อาฟานทำอย่างไรดี” เฟิงอี้หลับตาลง ใช้วิชาตาทิพย์มองหาิ่หลาง แต่กลับหาไม่พบ แสดงว่าิ่หลางไม่ได้อยู่ในบริเวณใกล้ๆ นี้แล้ว “เกิดอะไรขึ้น” เฟิงอี้พึมพำด้วยสีหน้ากังวล “ิ่หลาง เ้าอยู่ไหน” ไป่หยางยังะโไม่หยุด จิตใจของเขาเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเป็ห่วงสหายน้อยของเขาอย่างหนัก เกรงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเด็กหนุ่ม “อาฟานเ้ามองเห็นเขาหรือไม่” ไป่หยางหันมาะโถามเฟิงอี้ แต่ชายหนุ่มเพียงส่ายหัวตอบ เพียงไม่นาน ลมพายุก็หยุดลงไปเสียดื้อๆ ท้องฟ้าโปร่งเผยให้เห็นเส้นทางข้างหน้า บรรยากาศโดยรอบกลับมาเป็ปกติราวเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น “นี่มันเกิดบ้าอะไรขึ้น” ไป่หยางเริ่มหัวเสียกับเหตุการณ์ตอนนี้ “เมื่อครู่ข้าใช้ตาทิพย์มองหาิ่หลาง แต่กลับไม่พบแม้แต่เงา หมายความว่าิ่หลางไม่ได้อยู่บริเวณนี้แล้ว” เฟิงอี้กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง ไป่หยางถอยหลังเข่าแทบทรุดราวคนกำลังหมดแรง เกิดอะไรขึ้นกับสหายน้อยของเขากันแน่ เขาไม่น่าพาิ่หลางติดตามมาด้วยแต่แรง มันเป็ความผิดของเขา ไป่หยางก้มหน้าลงน้ำตาคลอหน่วง กำกระบี่สีก้วนในมือแน่นกักเก็บอารมณ์ไว้ภายในจิตใจไม่ให้มันะเิออกมา เฟิงอี้นำหินปราบมารออกมาถือไว้ในมือ หลับตาลงใช้พลังตาทิพย์อีกครั้ง เพื่อััดูว่าเมื่อครู่นี้ตัวอะไรมาจับิ่หลางไป แล้วพาไปที่ไหน เขาลืมตาขึ้นฉับพลันหันมองหน้าไป่หยาง “ไป ทิศตะวันตกเฉียงใต้” ไป่หยางพยักหน้า แล้ววิ่งไปตามทิศที่เฟิงอี้บอกอย่างร้อนรน ในใจภาวนาไม่ให้เกิดเื่ร้ายแรงอะไรขึ้นกับิ่หลาง ไม่เช่นนั้นหากิ่หลางเป็อะไรไป เขาคงโทษตัวเองไปตลอดชีวิตเป็แน่ ระหว่างทางที่พวกเขาวิ่งมา มีแต่ป่าและกลิ่นเหม็นเน่าชวนอาเจียนตลบอบอวลไปหมด จนแทบจะควบคุมสติไม่อยู่ “เ้าไหวหรือไม่” เฟิงอี้หยุดวิ่งหันมาถามไป่หยางที่ทำท่าราวจะหมดสะติอยู่ด้านข้างเขา ไป่หยางพยักหน้ากลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ “ไปต่อเถอะ” เขาฮึดขึ้นสู้อีกครั้งแล้วเร่งฝีเท้าเดินทางต่อทันทีอย่างไม่ลังเล นาทีนี้ชีวิติ่หลางสำคัญที่สุด ร่างกายของิ่หลางยิ่งมีสิ่งชั่วร้ายแฝงตัวอยู่ด้วย หากชักช้าเกรงว่าคงไม่ทันการณ์ลำพังแค่กลิ่นเหม็นเน่าพวกนี้ขวางเขาไม่ได้หรอก “อาฟานอีกไกลหรือไม่” เขาถามเฟิงอี้เสียงดังเขาสองคนวิ่งมาไกลมากแล้วแต่ยังไม่เห็นวี่แววของอะไรสักอย่าง วิ่งมาั้แ่ฟ้าสีดำจนตอนนี้แดดส่องจ้าแล้วอย่างน้อยควรมีร่องรอยทิ้งไว้บ้างแต่ก็ไร้วี่แวว เฟิงอี้หยิบหินปราบมารขึ้นมาใช้ตาทิพย์ััถึงิ่หลาง แต่ก็ยังััไม่ได้ เขาหันไปมองไป่หยางด้วยสีหน้าอ่อนล้า “เกรงว่ายังคงอีกไกลมาก” เขาบอกกับไป่หยางสั้นๆ ทำให้ไป่หยางเข่าทรุดลงกับพื้น ละเลงหมัดลงไปยันพื้นดิน เฟิงอี้เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าตัวเขาเองก็เริ่มหมดแรงแล้วเช่นกัน แต่ิ่หลางกำลังรอพวกเขาไปช่วยอยู่ พวกเขาจะช้าไม่ได้ เขาเดินเข้ามาพยุงไป่หยางลุกขึ้นอีกครั้ง นี่ไม่ใช่เวลามาโทษฟ้าทาดิน สิ่งที่พวกเขาทำได้ คือเดินไปยังทางข้างหน้า ไปตามหาิ่หลางให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะเกิดอันตรายกับเขา หรือ ก่อนที่เขาจะถูกมารควบคุมดวงจิตอย่างเต็มตัว.........