ตอนที่14 โล่ต้านพลังะ
ด้านหลิวเย่ที่คิดว่าตนเองเพิ่งเข้ามายังโลกซือเจี๋ยแค่สองชั่วยาม
ยังมีเวลาเหลืออีกมากในการค้นหาความลับของโลกซือเจี๋ยแห่งนี้
เมื่อหลิวเย่ขึ้นมาจากใต้ท้องทะเลแล้ว
เขาเหินตัวบินตรงไปยังอาณาเขตหิมะโดยตรง
หนึ่งชั่วยามต่อมา
หลิวเย่มาถึงขอบรอยต่อระหว่างพื้นที่ป่าของอาณาเขตทะเลและหิมะ
เขาใช้ัั์สำรวจอาณาเขตหิมะโดยรอบทั้งหมดอย่างละเอียดพร้อมๆกับบินผ่านอย่างช้าๆ
“เอ๊ะ! มีถ้ำด้วยหรือ?”
หลิวเย่แปลกใจที่พบว่ามีถ้ำซ่อนตัวอยู่ใต้เนินหิมะหนึ่งซึ่งมีปากทางเข้าที่ถูกต้นไม้ล้มทับปิดทางเข้าไว้อย่างมิดชิด
หากเขาไม่มีัั์จะไม่สามารถมองเห็นได้เลยแม้แต่น้อย
“เข้าไปดูดีกว่าเพราะน่าจะเป็ถ้ำใหญ่พอสมควร”
หลิวเย่คาดเดาเนื่องจากัั์มองเห็นแค่หิมะและช่องว่างที่เป็โพรงของถ้ำ
แต่ทว่าดูเหมือนมีบางสิ่งขวางกั้นัั์ไว้ซึ่งทำให้เขาไม่สามารถตรวจสอบภายในถ้ำได้ลึกมากนัก
สิ่งเหล่านี้ล้วนกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นของหลิวเย่มากขึ้น
เวลานี้หลิวเย่เหินตัวลงจอดหน้าต้นไม้ใหญ่พร้อมกับโบกมือใช้พลังปราณผลักต้นไม้และหิมะเปิดทางเข้าปากถ้ำ
ครู่หนึ่งพลันปรากฏปากถ้ำขนาดกว้างหนึ่งจั้ง
หลิวเย่เดินตรงเข้าไปทันทีและได้ยินเสียงของค้างคาวจำนวนมากบินตรงเข้าใส่เขา
หลิวเย่ส่งมีดบินพลังปราณพุ่งเข้าใส่ค้างคาวทันที“ฉับๆๆๆๆๆๆ”
อึดใจต่อมาค้างคาวหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ทิ้งไว้แต่ซากศพของค้างคาวที่ถูกมีดบินพลังปราณของหลิวเย่สังหารจนสูงเป็เนินขนาดเล็กๆ
“เฮ้อ! ข้าไม่ได้อยากจะทำร้ายพวกเ้าเลยดังนั้นอย่ามาทำร้ายข้าก่อนล่ะ”
หลิวเย่พูดกับตัวเองด้วยความสังเวชใจกับเหล่าค้างคาวทั้งหลาย
เขาสงเคราะห์พวกมันโดยการใช้ไฟนิรมิตตรงเข้าไปเผาร่างกายของค้างคาวทั้งหลาย
เหมือนกับค้างคาวรับรู้ความรู้สึกและอารมณ์ของหลิวเย่
เขาพลันรู้สึกถึงสายลมอันอ่อนโยนโอบรอบตัวเขาขณะที่ไฟนิรมิตกำลังเผาไหม้ซากศพของค้างคาว
“หือ นี่ข้าคิดไปเองหรือไม่นะ?” หลิวเย่ขมวดคิ้วอย่างแปลกใจพลางคิดไปว่าเขาคิดมากเกินไปหรือไม่
ครู่หนึ่งซากศพของค้างคาวไม่มีให้เห็นคงเหลือแค่กองเถ้าเล็กน้อยอยู่บนพื้นดินเท่านั้น
หลิวเย่ก้าวเดินตรงเข้าไปในถ้ำอย่างระมัดระวังเพราะเขารู้สึกได้ว่าัั์ไม่สามารถสำรวจได้เกินกว่าหนึ่งจั้ง
“ที่นี่มีอะไรกัน? ทำไมัั์ถึงถูกจำกัดการใช้งานในนี้ได้นะ?”
หลังจากเดินมาได้ราวหนึ่งก้านธูป
“โป๊ก!” หลิวเย่พลันเดินชนเข้ากับกำแพงอากาศโดยไม่รู้ตัวมาก่อนจนทำให้หัวเขาโขกเข้ากับกำแพงอากาศโดยตรง
“ฉิบหาย! มีกำแพงอากาศตรงนี้หรือเนี่ย?” หลิวเย่สบถด่าออกมาทันทีพร้อมกับใช้มือลูบหน้าผากตนเองเบาๆ
เขาเดินลูบัักำแพงอากาศไปเรื่อยๆและพบว่ากำแพงอากาศขวางกั้นตัวเขาไว้อย่างสิ้นเชิง
โดยไม่มีช่องว่างที่ตัวเขาสามารถผ่านเข้าไปได้แม้แต่น้อย
“มันเหมือนกับเหตุการณ์ที่ฉันเคยเจอโล่พลังต้านเทพมาก่อนเลย”
หลิวเย่ครุ่นคิดถึงการได้รับโล่พลังต้านเทพมาครั้งแรก
ซึ่งมีเหตุการณ์คล้ายคลึงกับการเจอเข้ากับกำแพงอากาศเช่นนี้
“ลองดูไม่ลองก็ไม่รู้ว่าจะสามารถเข้าไปในถ้ำได้เหมือนกันไหม?”
หลิวเย่ตัดสินเสี่ยงดวงดูว่าตนเองจะสามารถใช้จิติญญาเข้าไปในถ้ำเพื่อค้นหาความลับบางอย่างได้หรือไม่
จากนั้นเขานั่งขัดสมาธิและกำหนดจิติญญาให้ออกจากร่างเดินตรงเข้าไปยังกำแพงอากาศ
“เอ๊ะ! เข้ามาได้จริงๆด้วย” จิติญญาของหลิวเย่ส่งเสียงตื่นเต้นดีใจที่พบว่าเขาคาดเดาได้แม่นยำ
จากนั้นจิติญญาของเขาเดินตรงเข้าไปในถ้ำซึ่งเขารู้สึกหนาวเหน็บขึ้นมาทันที
“อย่านะอย่าทรมานแบบเดิมอีกได้ไหม?”
หลิวเย่ส่งเสียงให้กำลังใจตัวเองเมื่อคิดว่าจะต้องพบกับเหตุการณ์น่าสะพรึงกลัวจากความหนาวเย็นอีกครั้งหนึ่ง
แต่ทว่าเขากลับคาดการณ์ผิดไปทันทีเมื่อเดินไปอีกสักพักแล้วพบว่าอากาศรอบตัวเย็นสบายสดชื่น
และเวลานี้รอบตัวของเขาพลันค่อยๆสว่างขึ้นเป็แสงสีทองเหลืองนวลตา
“นั่นคืออะไร?” หลิวเย่พลันเห็นเจดีย์โบราณตั้งตระหง่านอยู่ห่างออกไปอีกราว2 ลี้
เขาตั้งใจจะเหินตัวบินตรงไปทันทีเจดีย์นั้น
แต่เขาไม่สามารถเหินบินได้เลยแม้แต่น้อย
“ไม่ให้บิน เดินก็ได้อย่างน้อยมันก็ไม่ได้หนาวทรมานแบบคราวก่อนนั้น”
หลิวเย่ให้กำลังใจตัวเองและเดินต่อไปอย่างอดทน
เขามองรอบตัวสำรวจสภาพแวดล้อมไปพร้อมกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
เนื่องจากพื้นด้านล่างเป็หิมะสีขาวสะอาดเมื่อหยิบดูพบว่ามีความเย็นเยือกเหมือนหิมะทั่วไป
แต่แสงสีทองจากเจดีย์โบราณกลับทำให้เขารู้สึกร้อนรุ่มซึ่งดูเหมือนขัดแย้งกับความหนาวเย็นของหิมะรอบตัว
ครู่หนึ่งหลิวเย่เดินมาถึงประตูทางเข้าเจดีย์โบราณ
“มาถึงซะที เล่นให้เดินแบบช้าๆโดยไม่สามารถใช้พลังปราณได้เนี่ยช่างไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย”
หลิวเย่บ่นเล็กน้อยเมื่อพบว่าในถ้ำใหญ่นี้เขาไม่สามารถใช้ตัวช่วยใดๆได้อย่างเต็มที่
ขณะที่เขากำลังเดินเข้าประตูเจดีย์โบราณ
พลันมีเสียงแหบต่ำของชายชราดังขึ้น“เ้าคือผู้ถูกเลือกงั้นหรือ?”
“หือ นั่นใคร?” หลิวเย่เหลียวมองรอบตัวแต่ไม่พบใครสักคนมีแต่เสียงที่โผล่ออกมาทักทายเขา
“เ้าไม่สามารถมองเห็นข้าได้หรอกเ้าหนุ่มเ้าเข้ามาที่นี่ได้แสดงว่าเ้ามีบางสิ่งอยู่ภายในกายแล้วกระมัง”
สิ้นเสียงแหบต่ำพลันมีแสงสีทองส่องตรงเข้าร่างจิติญญาของหลิวเย่ทันใด
“อื้อ!” หลิวเย่รู้สึกว่ามีเสียงก้องดังในรูหูของตนเองและสมองของเขาพร่ามัวไปทันที
ครู่หนึ่งเขาได้ยินเสียงแหบต่ำนั้นกล่าวถามเขาอย่างเป็มิตรมากขึ้นว่า
“เ้าโชคดีนักที่ได้รับโล่ต้านพลังเทพมาหาก้าให้โล่ของเ้าสามารถต้านพลังะได้ ข้ายินดีช่วยเ้าเอง”
หลิวเย่ได้ยินคำพูดแหบต่ำนั้น
เขารู้สึกตื่นเต้นยินดีทันทีแต่ครู่หนึ่งกลับรู้สึกว่าเสียงปริศนานั้นจะต้องมีอะไรแอบแฝงอยู่อย่างแน่นอน
เขาจึงถามกลับด้วยความอยากรู้ทันทีว่า
“หากข้า้าเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโล่พลังของข้าจะต้องแลกด้วยอะไรหรือ?”
“ฮ่าๆเ้าฉลาดไม่เบานะเ้าหนุ่ม ข้าไม่ได้้าอะไรจากเ้าดอก มีแต่เ้าเท่านั้นที่จะต้องเลือกเองว่า้าหรือไม่?”
เสียงหัวเราะดังมาจากทิศทางหนึ่งซึ่งหลิวเย่สามารถจับทิศทางได้อย่างแม่นยำแล้ว
เขาหันหน้าไปจ้องมองโดยตรงและพบว่าเป็ภาพๆหนึ่งที่ติดอยู่บนผนังของเจดีย์โบราณ
เขาเดินตรงเข้าไปดูใกล้ๆพร้อมกับถามออกมาโดยตรงว่า“ท่านเป็ใครกันแน่?”
นั่นเป็เพราะว่าภาพนั้นเป็ภาพของสัตว์ประหลาดที่เขาไม่เคยพบมาก่อน
โดยมีหัวเหมือนปลาคาร์ฟมีเขาสองข้างเหมือนกวาง ลำตัวเหมือนนกและมีปีก
“ฮ่าๆเ้าฉลาดมากที่สามารถค้นหาตัวข้าเจอได้ แต่เ้าไม่สามารถจับต้องข้าได้หรอกเ้าหนุ่มเอ๋ย”
ภาพของสัตว์ประหลาดนั้นส่งแววตาล้อเลียนกลับมายังเขาโดยตรง
ทำให้หลิวเย่รู้สึกโมโหเล็กน้อยแต่เขาจำเป็ต้องอดทนไว้เพราะ้ารู้ข้อมูลสำคัญจากสัตว์ประหลาดนั่น
เขาคิดว่ามันอาจจะเป็สัตว์ประหลาดที่หลงตัวเองเหมือนกับปลาหมึกจางหยูหรือไม่
หลิวเย่จึงทักทายมันอย่างให้เกียรติว่า
“ข้าขอคารวะท่านผู้ยิ่งใหญ่เป็ข้าน้อยเองที่ผิดพลาดไปจนไม่ได้ทำความเคารพท่านก่อนขอรับ”
“ฮ่าๆ ดีดียิ่งนัก เ้านี่รู้จักมีสัมมาคารวะ ถูกใจข้ายิ่งนัก”
สัตว์าหยวนซื่อหัวเราะพอใจที่หลิวเย่ให้เกียรติตนเอง
ทำให้มันอารมณ์ดีและพูดคุยอย่างเป็มิตรกับหลิวเย่
“ตัวข้าผู้ยิ่งใหญ่นี้มีนามว่าสัตว์เทพาหยวนซื่อ ข้าถูกจองจำอยู่ที่นี่มานานแล้ว อีกไม่นานจะครบกำหนดที่ข้า
สามารถออกเดินทางท่องจักรวาลได้อีกครั้ง”
“หือ ทำไมท่านถึงถูกจองจำเล่าขอรับ?” หลิวเย่ถามอย่างสุภาพถึงสาเหตุการถูกจองจำนั้น
“ไฮ้! ข้าไม่อยากพูดถึงมันอีกเอาเป็ว่าวันนี้ข้าอารมณ์ดี ข้าจะบอกเ้าแล้วกันว่าหากเ้า้าเพิ่มพลังของโล่ที่เ้ามี
อยู่ให้แข็งแกร่งขึ้นจงเดินขึ้นไปที่ชั้นสามและมองหาบัวเหมันต์ กินให้หมดภายในลมหายใจเดียวแล้วจะสามารถเพิ่ม
ความแข็งแกร่งของโล่ได้เอง” หยวนซื่อบอกกับหลิวเย่ตามจริง
“แค่นั้นหรือขอรับ?”หลิวเย่ไม่คิดว่ามันจะง่ายดายเช่นนั้นในการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับโล่ประจำกายตนเอง
“ฮึๆถึงเวลาแล้วเ้าจะรู้เอง” หยวนซื่อไม่เสียเวลาคุยกับหลิวเย่อีก
บรรยากาศรอบตัวของหลิวเย่พลันกลับไปเป็เหมือนเดิมทันที
นั่นคือหนาวเย็นะเืจนสุดขั้ว
หลิวเย่รีบใช้โล่พลังต้านเทพเข้าช่วยสกัดกั้นความหนาวเย็นควบคู่กับการใช้พลังปราณ
แต่ทว่ามันกลับไม่มีผลป้องกันใดๆได้เลย
ทำให้หลิวเย่ตัดสินใจเดิมพันกับคำพูดของเ้าหยวนซื่อนั่นโดยการวิ่งขึ้นไปบนเจดีย์ชั้นที่สามอย่างรวดเร็ว
“ทำไมจู่ๆมันหนาวเย็นได้ขนาดนี้กันนะ?” หลิวเย่ปากคอสั่นเทาด้วยความหนาวเย็น
เมื่อเขาขึ้นมาถึงเจดีย์ชั้นที่สามแล้ว
พลันมองเห็นบัวเหมันต์ขนาดเท่าหัวตนเองสีเหลืองทองกระจ่าง
“อ๊ะ! หัวใหญ่ขนาดนี้ให้กินภายในลมหายใจเดียวเนี่ยนะ”หลิวเย่ตื่นตะลึงเมื่อมองเห็นขนาดของบัวเหมันต์
“เอาก็เอาวะเป็ไงเป็กัน”
หลิวเย่ตัดสินใจในทันทีเมื่อความหนาวเย็นแผ่ไปทั่วกายและรอบกายเริ่มมีน้ำแข็งมาเกาะตัวเขาแล้ว
เขาเอื้อมมือไปหยิบบัวเหมันต์ขนาดใหญ่ออกมาจากโถแก้ว
จากนั้นตั้งสติตนเองให้ดีเพราะต้องกลืนกินให้หมดภายในลมหายใจเดียว
“เอาล่ะ เริ่ม”
หลิวเย่ตั้งสติได้แล้วเขาเริ่มเด็ดกลีบบัวส่งเข้าปากแล้วเคี้ยวเล็กน้อยก่อนกลืนลงลำคออย่างรวดเร็ว
พลันภายในตัวเขาเริ่มร้อนรุ่มมากขึ้นทุกขณะซึ่งขัดขวางการกินของเขาให้ช้าลง
หลิวเย่ต้องเร่งทำเวลาให้เร็วขึ้นเพราะเวลานี้เริ่มรู้สึกทนต่อความร้อนภายในร่างกายไม่ไหวแล้ว
และ้าที่จะหายใจเอาอากาศบ้าง
เขาเริ่มอึดอัดมากขึ้นกับสภาพอากาศรอบตัวที่ขัดแย้งกัน
นั่นคือภายในกายร้อนแผดเผาแต่ภายนอกกลับหนาวเย็นสุดขั้ว
เขาตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะทำให้สำเร็จจงได้และเริ่งความเร็วในการกลืนกินให้มากขึ้น
“โครม!” ทันใดนั้นร่างของหลิวเย่ล้มลงนอนหงายกับพื้นพร้อมๆกับที่เขากลืนกลีบบัวกลีบสุดท้ายลงลำคอ
ความร้อนแผดเผาร่างกายของหลิวเย่ทันใด
จนทำให้ตัวเขาที่มีแค่จิติญญากลายเป็เปลวเพลิงลุกโชนขึ้น
เขาไม่สามารถทนทานต่อความร้อนจากบัวเหมันต์ได้แม้แต่น้อย
ในขณะเดียวกันก็ไม่สามารถเปล่งเสียงใดๆออกมาจากปากได้
ความรู้สึกทรมานเข้าเกาะกุมจิตใจเขามากขึ้นทุกขณะ
สุดท้ายหลิวเย่พลันสิ้นสติลงทันใด
..........
สามวันผ่านไป
บนชั้นสามของเจดีย์โบราณ
หลิวเย่ค่อยๆฟื้นคืนสติตัวเองกลับคืนมาพร้อมๆกับร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้น
เขาหรี่ตาเล็กน้อยเพื่อปรับตัวก่อนค่อยๆลืมตาขึ้นมาและพยุงตัวเองลุกขึ้นยืน
เมื่อกวาดสายตามองรอบตัวเขาพลันจำเหตุการณ์ก่อนหน้าที่จะหมดสติได้ทันที
“หลับไปนานแค่ไหนแล้ว?”หลิวเย่ไม่รู้ตัวเลยว่าเขาหลับไปนานถึงสามวันและคิดไปว่าหลับไปไม่นาน
เนื่องจากเขาเหลียวมองรอบตัวและพบว่าสภาพแวดล้อมในเจดีย์ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปมากนัก
มีฝุ่นเพิ่มขึ้นแค่เล็กน้อยเท่านั้น
“โอ๊ะ! โล่แข็งแกร่งมากขึ้นจริงๆสงสัยคงต้องเรียกว่าโล่พลังต้านะ”
หลิวเย่ตื่นใที่พบว่าโล่พลังในกายของตนเองที่หมุนวนรอบตันเถียนนั้นมีขนาดใหญ่กว่าเดิมสองเท่า
และแผ่นกลิ่นอายทรงพลังที่สามารถต้านพลังของผู้ที่แข็งแกร่งในขอบเขตแกนะได้อย่างแน่นอน
“เ้าหยวนซื่อไม่ได้โกหกจริงๆด้วย”หลิวเย่ยอมรับว่าสัตว์เทพาหยวนซื่อนั้นไม่ได้โกหกตนเอง
“ป่านนี้ไม่รู้ว่าทางสำนักเป็ยังไงบ้าง? ออกไปดูก่อนดีกว่าแล้วค่อยกลับมาใหม่”
หลิวเย่เป็กังวลกับสถานการณ์ทางสำนักเหมันต์เพราะเขาไม่มั่นใจว่าตนเองหายตัวกี่วันกันแน่
จึง้ากลับไปตรวจสอบเหตุการณ์ก่อน
จากนั้นร่างจิติญญาของเขารีบวิ่งตรงออกไปจากเจดีย์โบราณและมุ่งหน้าไปยังกำแพงอากาศอย่างรวดเร็ว
ครึ่งชั่วยามต่อมา
หลิวเย่มาถึงกำแพงอากาศและเดินออกไปหาร่างกายหยาบของตนเองที่ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นภายในถ้ำ
เมื่อจิติญญาเข้าร่างกายได้เรียบร้อยแล้ว
เขารีบออกจากถ้ำและทดลองกำหนดจิตวาร์ปกลับออกไปยังคฤหาสน์ของตนเองโดยตรง“แว็บ”
..........
“แว็บ”หลิวเย่ลืมตาในห้องนอนพร้อมกับมีเสียงดังขึ้นในจิติญญาของเขาทันทีว่า
“ผู้าุโหลิวรีบไปหาท่านเ้าสำนักด่วนด่วนที่สุด” น้ำเสียงเร่งเร้าของผู้าุโเผิงดังขึ้นอย่างกังวลใจ
“ขอรับผู้าุโเผิง”หลิวเย่รับคำก่อนบินไปหาเ้าสำนักเหมันต์บนยอดเขากวนเหลียว
ครู่หนึ่งหลิวเย่เหินตัวลงจอดหน้าประตูทางเข้าคฤหาสน์กวนเหลียว
หลิวเย่ยังไม่ได้ทักทายตอบกลับศิษย์ที่กล่าวทักทายเขาที่หน้าประตู
จ้าวตงพลันส่งเสียงเรียกหลิวเย่ให้เข้าพบในทันที“ผู้าุโหลิวเข้ามาเลย”
“ขอรับ”หลิวเย่งุนงงเล็กน้อยที่เ้าสำนักดูเร่งรีบเหมือนมีเื่สำคัญเร่งด่วน
เมื่อหลิวเย่ก้าวเข้าไปในคฤหาสน์พลันพบกับสายตาจากหลายคู่จ้องมองมาที่เขาเป็จุดเดียว
จนทำให้เขาออกอาการเขินอายและกล่าวทักทายทุกคนอย่างเก้อเขินว่า
“คารวะท่านเ้าสำนักท่านผู้าุโทุกท่าน มีอะไรหรือขอรับ?”
“ผู้าุโหลิวเ้าหายไปไหนมาตั้งห้าวัน?” จ้าวตงถามหลิวเย่ตรงไปตรงมาเมื่อเห็นเขานั่งลงในที่ของตนเองแล้ว
“โอ๊ะ! ห้าวันหรือขอรับ” หลิวเย่งุนงงมากขึ้นกับคำถามของเ้าสำนัก
เมื่อเห็นผู้าุโทุกคนพยักหน้ายืนยันคำพูดของเ้าสำนักแล้ว
ทำให้หลิวเย่ยิ้มแหยๆพลางกล่าวขอโทษทุกคนว่า“ขออภัยขอรับ ข้าเผลอหลับเพลินไปหน่อย”