30 : ชอบสั่ง
“ฉันจะจัดงานกีฬาสี”
เล็ทประกาศโพล่งออกมาในตอนพักเที่ยงของวันหนึ่ง ขณะผู้หญิงอีกสองคนนั่งอยู่บนผ้าที่ปูไว้เหนือพื้นหญ้า
บนผ้านั้นเต็มไปด้วยอาหารมากมาย หน้าตาหลากหลายจากฝีมือแม่ครัวประจำบ้านของสาวั์ตาสีเขียว มีกระติกเก็บความร้อนบรรจุชาอังกฤษหอมกรุ่นชวนชิม ราวกับมาปิคนิกกันก็ไม่ปาน ภายในสวนดอกไม้ที่แท้จริงแล้วเป็ที่ทิ้งขยะแห่งนี้ พวกเขามาบ่อยจนเป็แขกประจำของที่นี่ไปซะแล้ว
“วันก่อนเห็นเธอบ่นอยากลองกินลอปสเตอร์ บังเอิญแม่ครัวบ้านฉันไปเจอที่ตลาดพอดี เลยลองทำมาให้ชิมดู ลองดูสิ” ซีลชี้ไปที่กุ้งสีแดงตัวใหญ่มีผักเครื่องเคียงวางอยู่เคียงกัน
เด็กสาวที่ไปย้อมปอยผมด้านหน้าเป็สีม่วงหยิบตัวที่ถูกชี้มาไว้ในจาน ก่อนจะบ่น “เหอะ! เนี่ยเหรอลอปสเตอร์ ฉันนึกว่าตัวจะใหญ่กว่านี้ซะอีก” เธอบ่น...ทั้งที่มันใหญ่กว่าหัวตัวเองด้วยซ้ำ แต่ก็ทำให้ใครบางคนฉุนขาดได้เป็อย่างดี
“นี่พวกเธอฟังฉันอยู่รึเปล่าเนี่ย” เล็ทถาม แต่ริสยังคงแกะเปลือกกุ้งอย่างไม่สนใจ ส่วนซีลก็แค่คอยเตือนให้เธอย่าทำเปลือกกระจายนอกถุงขยะที่เตรียมไว้
เล็ทกุมขมับ...ก็บอกแล้วไง ว่าบทพวกผู้หญิงมันจะเข้ากันได้ ก็เออออตามกันซะเหลือเกิน!
“พวกเธอฟังฉันอยู่รึเปล่า” เขาเพิ่มระดับเสียงขึ้นกรอกใส่หูริส
ริสวางกุ้งในมือลงอย่างเซ็งๆ หันมาชูนิ้วชี้ขึ้นฟ้าให้เล็ทเข้ามาจ้องแบบงุนงงว่า้าจะสื่ออะไร และโดยไม่ทันตั้งตัว ก็ปรากฏไฟพุ่งจากนิ้วนั้นจนแทบจะลนจมูกเขาอยู่แล้วหากไม่รีบถอยออก
“อย่ามาขวางความสุขคนอื่นได้มั้ยยะ” ริสว่าพลางสนใจกุ้งตัวเป้งต่อ
“ก็ถามแล้วเธอไม่ยอมตอบเองนี่นา” เล็ทพูดเสียงอ่อย
ซีลไม่ได้ว่าอะไรนอกจากหยิบแป้งตลับขึ้นมาแตะๆหน้าตัวเองปกปิดความมันจากอากาศร้อน พอเสร็จปุ๊ปก็เอ่ยถามอีกฝ่าย
“แล้วนึกไงอยากจัดขึ้นมาล่ะ”
ประกายตาคนถูกถามสดใสขึ้นมาทันที “ก็เมื่อคืนนี้เปิดเว็บแล้วมีคนเอาคลิปงานกีฬาสีมาลงน่ะสิ ดูน่าสนุกสุดๆ เลยล่ะ”
“โธ่เอ๊ย!” ริสตะคอก “แล้วนายคิดจะไปขอให้ทางโรงเรียนจัดให้รึไง ขนาดวิชาพละยังได้แค่ว่ายน้ำอย่างเดียว แล้วจะมีใครที่ไหนคิดบ้าจัดงานกีฬากันยะ”
“เขาเรียกว่าจะทำอะไร ก็ควรดูสภาพแวดล้อมด้วยว่ามันเป็ไปได้รึเปล่า ไม่ใช่สักแต่ว่าจะทำ เพราะมันจะทำให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วย” ซีลว่านิ่งๆ ขณะยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“ซีล...รู้สึกเดี๋ยวนี้เธอจิกกัดฉันบ่อยจังนะ”
ตอนแรกก็ดูเหมือนคุณเธอจะเป็พวกกับเขาดีอยู่หรอก แต่หลังๆ มานี่เหมือนจะเป็ลูกคู่กับริสดีเหลือเกิน
“เอาน่า ไม่ลองก็ไม่รู้ ฉันรู้หรอกน่าว่าพวกเธอก็อยากจัดงานนี่เหมือนกัน ลองไปขอพวกครูกันเถอะนะ”
“ไปทั้งๆที่รู้ว่าจะต้องโดนปฏิเสธชัวร์ร้อยเปอร์เซ็นต์เนี่ยนะ เล็ท...นายอย่าปล่อยให้ระดับสมองพอๆกับส่วนสูงของนายสิ”
...จิกกัดเป็ระยะๆ แถมยังถี่ซะด้วยสิ
“ก็ได้” เล็ทลากเสียงสูง กระทืบเท้าออกไป “ฉันไปขอคนเดียวก็ได้ว้า”
พอมีคนเล่นบทหัวดื้อ ริสก็ถอนหายใจพลางสบกับดวงตาสีเขียวของอีกคน ซีลพยักหน้าให้ก่อนจะตวัดมือขึ้นเล็กน้อย แต่ส่งผลให้คนที่กำลังเดินไปถึงกับถูกผลักกระเด็นด้วยแรงดันบางอย่าง
“จะรีบร้อนทำไม ่พักเขาให้ทานอาหารก็ใช้เวลาให้คุ้มสิยะ ไปตอนนี้เดี๋ยวก็โดนครูนั่นสวดกลับมาอีกหรอกว่าไม่ดูเวล่ำเวลา”
“บอกกันดีๆ ก็ได้หรอก” เล็ทบ่นอุบอิบขณะลูบก้นที่กระแทกพื้นเมื่อกี้
่หลังเลิกเรียน ทั้งสามคนก็พากันไปหาครูที่มีหน้าเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมต่างๆของโรงเรียน เพื่อเสนอกิจกรรมที่พวกเขา้าให้จัดขึ้นโดยมีครูคนอื่นที่นั่งอยู่ในห้องด้วยพากันทำหน้าเอือมระอา เพราะเคยััถึงวีรกรรมที่เล็ทกับริสทำกันมาแล้ว
“ไม่ได้ค่ะ”
คำตอบออกจากปากชัดไวอย่างไม่ได้เอาไปประมวลผลในสมองก่อนเลยด้วยซ้ำ
เล็ทก็คิดไว้อยู่แล้วว่าคงโดนปฏิเสธ แต่คิดไม่ถึงว่าจะรวดเร็วทันใจแบบนี้
“เอ่อ...คุณครูไม่ลองคิดทบทวนอีกสักครั้งเหรอครับ”
“ไม่จำเป็ค่ะ”
ริสเหลือกตาประมาณว่า ‘ว่าแล้วเชียว’
“ถึงหนูจะช่วยขอด้วยอีกคนเหรอคะ” ซีลเขยิบขึ้นหน้ามาถาม
เหมือนครูสาวเพิ่งสังเกตเห็นเธอ ถึงได้มีอาการประหลาดใจ เพราะแค่เห็นเล็ทกับริสเดินนำมา เธอก็แทบจะไม่มองคนอื่นอีกแล้ว
“คุณสมีรา? มานี่ั้แ่เมื่อไหร่กันคะ”
“ก็มาพร้อมกับสองคนนี้ละค่ะ” ซีลตอบ ครูท่านอื่นก็เหมือนเพิ่งสังเกตเห็นเธอเช่นกัน บางคนถึงกับทำปากกาที่กำลังตรวจการบ้านหล่นปุ๊อย่างคาดไม่ถึง ว่าลูกสาวท่านทูตจะมารวมกลุ่มกับเด็กที่โรงเรียนขนานนามว่าเป็แกะดำด้วย แต่ซีลทำเป็มองผ่านสายตาสื่อชัดว่าไม่เห็นด้วยที่เธอมาคบกับสองคนนี้ ก่อนจะพูดต่อว่า “ว่าไงคะ หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่มีทางจัดงานกีฬาได้เลยเหรอคะ”
พอถูกลูกสาวของบุคคลสำคัญคาดคั้นถามถึงขนาดนี้ คนเป็ครูก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก กลัวว่าถ้าปฏิเสธไปนั้นเห็นท่าจะไม่ดีกับการหน้าที่การงานของตัวเองเป็แน่ แต่ครั้นจะอนุญาตก็เห็นเป็เื่ไม่สมควรเลยสักนิด
“...เอางี้ละกันค่ะ” ครูสาวคิดออกได้ในที่สุด “ถ้าพวกคุณให้ผู้ปกครองเซ็นรับรองมา...” เธอปรายตามองจำนวนคนตรงหน้าก่อนจะกล่าวต่อ “อย่างน้อยห้าคนขึ้นไป ก็อาจจะมีการพิจารณาเป็พิเศษนะคะ”
ไม่ได้ตัดความหวังไปซะทีเดียว แต่ก็ไม่ใช่เื่ง่ายที่จะทำให้สำเร็จ แต่เพียงแค่นั้นเด็กทั้งสามคนก็ตอบตกลงอย่างหมายมั่นเต็มที่ ก่อนจะพากันเดินออกไปจากห้องพักครู
แล้วครูคนนั้นกับครูท่านอื่นก็พากันถอนหายใจเฮือกใหญ่ บ่นพึมพำกับตัวเอง “ใครใช้ให้ลูกสาวนักการทูตมารู้จักกับเด็กแกะดำพวกนั้นกันเนี่ย”
“ว่าง่ายๆ ก็คือพวกเราต้องหาแนวร่วมอีกสองคนสินะ” ริสสรุปสั้นๆขณะกำลังเดินไปตามระเบียงทางเดินกลับไปยังห้องของพวกเขา แววตาของริสบ่งบอกถึงความเกียจคร้าน
เล็ทพยายามให้กำลังใจ “เอาน่า เด็กโรงเรียนเราออกจะเยอะ คงมีสักคนสองคนแหละน่าที่อยากร่วมด้วย” ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มั่นใจกับพวกลูกคุณหนูคุณชายทั้งหลายเ่าั้ก็ตาม
แต่ซีลกลับมีท่าทีสบายๆ ไม่เครียดกับเงื่อนไขเหมือนอีกสองคน “ฉันพอจะรู้จักอยู่คนนะ ที่น่าจะเห็นด้วยกับเรา”
สองคนที่เหลือหันมาจ้องสาวตาสีเขียวทันทีอย่างไม่อยากเชื่อ ซีลเลยให้คำมั่นแก่ทั้งคู่ “จริงๆ รับรองว่าเธอคนนั้นต้องตกลงแน่”
เล็ทกับริสอยากจะส่ายหน้าปฏิเสธว่าพวกเขาไม่ได้ไม่อยากเชื่อเื่นั้น แต่กำลังอึ้งอยู่เท่านั้นเอง ว่ามีคนกล้าเข้ามายุ่งกับเธอด้วยเหรอ...เล่นปากซะขนาดนั้น
“เอ๋? งานกีฬาสีเหรอคะ”
ทั้งสามคนมาหาคนถึงในห้องสมุด และยืนเรียงแถวหน้ากระดานต่อหน้านักเรียนหญิงคนหนึ่งที่กำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ ท่าทางเหมือนกำลังหาเื่คนมากในสายตาเด็กคนอื่น แต่ไม่มีใครกล้าเข้ามายุ่งด้วย
“ตกลงค่ะ”
คำตอบง่ายๆ แบบเร็วทันใจจากปากเด็กสาวห้องหนึ่ง ที่พวกเขามองแค่ภายนอกก็รู้ได้ทันทีว่าเป็เด็กเรียนตัวยงแน่นอน รูปร่างสะโอดสะองนั้นดูบอบบางจนเหมือนจะแตกสลายได้หากจับต้องแรงเกินไป หากในมือเล็กบางนั้นกลับถือหนังสือเล่มหนามากอดไว้แนบอกอย่างสบายๆชื่อหนังสือการันตีถึงความปวดตับของเนื้อหาข้างใน
‘วิเคราะห์เจาะลึกความคิดของฆาตกรโรคจิต : ตีแผ่เื่ราวที่โลกของคนธรรมดาไม่มีทางเข้าถึง’
ความคิดที่อยากจะถามว่าทำไมอีกฝ่ายถึงได้สนใจอ่านหนังสือแบบนี้ถูกปัดทิ้งไปก่อน แล้วเล็ทก็ถามอย่างไม่แน่ใจ “อ่า...คุณพนัสดาคิดดีแล้วเหรอครับ”
ตอนแรกก็นึกว่าคนที่ซีลพามารู้จัก จะเป็พวกนักกล้ามตัวใหญ่รักการออกกำลังกายเป็ชีวิตจิตใจซะอีก แต่ไหงกลับเป็เด็กเรียนจอมกวาดเหรียญทองไปซะได้
“ทำไมเหรอคะ น่าสนุกดีออก” คนถูกถามส่งยิ้มมาให้ เหมือนไม่คิดห่วงสวัสดิภาพร่างกายตัวเอง ส่วนซีลที่มาชวนก็เข้าไปยืนอยู่หลังเก้าอี้ที่อีกฝ่ายนั่งอยู่ จับไหล่เธอพลางพูด
“เห็นมั้ยล่ะ บอกแล้วไงว่าเนนต้องตอบตกลงแน่ๆ...เนอะ” คำหลังเธอก้มลงสบตากับสาวแว่น ซี่งเนนก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มให้
“ฉันเองก็ดีใจมากเลยนะคะที่คุณสมีราให้เกียรติชวนฉันเป็คนแรก”
“บอกแล้วไงว่าอย่าเรียกฉันแบบนั้น เรียกแค่ ซีล ก็พอ”
“ค่ะ คุณซีล” อีกฝ่ายทำตามอย่างว่าง่าย ก่อนจะหันไปทางสองคนที่เหลือ “แล้วคุณเลหานกับคุณรันสิมาล่ะคะ ไม่ว่าอะไรใช่มั้ยที่ฉันมาร่วมด้วย”
เล็ทอึกอักอยากจะพูดแต่ก็ไม่กล้า แต่ริสก็ชิงพูดเสียแทน...ในแบบของเธอเองนะ
“ก็แค่จะมีปัญหาตรงที่เธอดูผอมแห้งซะขนาดนี้นี่แหละ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแค่เธอลงสนามไปแป๊ปเดียวได้ถูกจับหามส่งโรงพยาบาลชัวร์ ถามหน่อยเถอะ วันๆ นี่เธอได้กินอะไรบ้างรึเปล่ายะ แห้งเป็ไม้เสียบผีเชียว”
“ริส!” เล็ทตะลึง ไม่คิดว่าเธอจะพูดแรง และ..เอ่อ ตรงใจเขาพอดีเป๊ะเลยแบบนี้ จนกลัวว่าอีกฝ่ายจะโกรธจนคิดยกเลิกเข้าร่วม แต่คนถูกว่าเป็ไม้เสียบผีกลับส่งยิ้มไม่ต่างจากเดิมไปให้ริส
“ขอโทษค่ะ คราวหน้าฉันจะกินให้เยอะขึ้นนะคะ”
ประโยคที่ตอบกลับมาแลดูยอกย้อนกวนๆ เป็อย่างยิ่งในความคิด แต่ไม่รู้ทำไม พอมันออกมาจากปากเนนแล้ว กลับให้ความรู้สึกว่าเธอจะทำตามที่ว่าไว้จริงๆ โดยไม่มีจุดประสงค์จะกวนเลยแม้แต่น้อย ทำให้คนที่มีเื่ได้กับทุกอย่างอย่างริสถึงกับอับจนคำพูดจะต่อขาน
ถ้าหากซีลสามารถตอบโต้กับริสได้โดย ‘แรงมาก็แรงกลับ’ แล้วละก็...อย่างเนนคงสามารถโต้กลับริสได้ด้วยการ‘นิ่งสงบ สยบความเคลื่อนไหว’ ไม่ว่านั่นเป็การเสแสร้งหรือเป็โดยนิสัยแท้จริงของเธอก็ตาม
“เอ่อ...” เนนทำท่าจะพูดอะไรสักอย่าง ทำให้ซีลถามว่ามีอะไร จึงได้พูดว่า “คือ...ฉันรู้จักอยู่คนน่ะค่ะ คิดว่าเขาน่าจะสนใจเหมือนกัน ถ้าไม่รังเกียจ...”
ที่เหลือไม่พูดพร่ำทำเพลง ตรงเข้ามาจับมือเธอแล้วพูดพร้อมกัน
“จัดไปเลย!”
“งั้นสักครู่นะคะ” พูดจบก็ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดเบอร์ใครบางคน รออยู่ครู่หนึ่งอีกฝ่ายก็รับสาย “ยังอยู่ที่นั่นเหรอคะ...อยากรู้ว่าคุณสนใจจะจัดงานกีฬารึเปล่าน่ะค่ะ...ค่ะ ฉันรออยู่ที่เดิมนะคะ แล้วเจอกันค่ะ” พอวางสายเสร็จก็หันมาเจอกับสายตาลุ้นสุดตัวของทั้งสามคนตรงหน้า พอเธอบอกว่าอีกฝ่ายตกลงเท่านั้นแหละ ทั้งหมดก็แทบจะะโจนตัวลอย
“คุณพนัสดา” เล็ทแทบจะะโกอดอยู่แล้ว ถ้าไม่ติดตรงที่อีกฝ่ายเป็ผู้หญิงนะ...ไม่น่าเชื่อเลยว่าทุกอย่างจะเป็ไปอย่างราบรื่นแบบนี้
“เรียกฉันว่าเนนก็ได้ค่ะ”
“งั้นเธอก็ต้องเรียกชื่อเล่นของพวกฉันด้วยเหมือนกัน” ริสบอก ซึ่งเนนก็รับคำโดยง่าย
เป็เื่ปกติของคนโรงเรียนนี้ที่มักเรียกอีกฝ่ายว่า คุณแล้วตามด้วยชื่อจริง แต่หากมีการเรียกชื่อเล่นกันละก็ จะบ่งบอกถึงความสนิทสนมระหว่างทั้งคู่เป็อย่างดี
รอกันไปอยู่พักหนึ่ง ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องสมุด คนที่เดินผ่านไปแถวนั้นถึงกับสะดุ้งเฮือกกันเป็แถว และรีบหลบทางให้ทันที โดยที่เ้าตัวยังไม่ทันพูดอะไรเลย ส่วนครูเวรประจำห้องสมุดก็ถึงกับตัวสั่นแทบจะก้มไปหลบอยู่ใต้โต๊ะเลยด้วยซ้ำ เขาเดินตรงไปยังที่พวกเนนอยู่ คนที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกันกับเธอต่างพากันลุกหนีไปอย่างรวดเร็ว
เหมือนพวกเล็ทจะััได้ถึงความผิดปกติ จึงมองหาต้นตอ แล้วก็ได้เจอกับชายผิวสีเข้มร่างใหญ่สูงราวสองเมตร ท่อนแขนใหญ่กำยำบ่งบอกว่าฝึกมาดีมีรอยสักพ้นออกมาจากแขนเสื้อนั้น และใบหน้าเรียบเฉยติดมึนตึงยิ่งทวีความน่ากลัวคูณสอง
พวกเล็ทเกือบจะวิ่งหนีตามคนอื่นกันอยู่แล้ว หากสาวใส่แว่นไม่เอ่ยทักชายคนนั้นเสียก่อน “มาแล้วเหรอคะคุณโลม”
ที่เหลือหันมองเธอเหมือนไม่อยากเชื่อว่าเธอจะรู้จักกับคนแบบนี้ด้วย ส่วนเนนก็แนะนำให้พวกเขารู้จัก “นี่คุณโลม คนที่ฉันพูดถึงไงคะ เขาอยู่ม.6 แล้วค่ะ อ้อ แล้วก็...เขาเป็ลูกชายคนเล็กของเ้าพ่อที่คุมอยู่แถวนี้ด้วยล่ะค่ะ”
จะบอกทำไม! แค่เห็นตัวก็จะกลัวตายห่าอยู่แล้ว ยังมีการมาบอกอีกว่าเป็ถึงลูกชายเ้าพ่อ แค่นี้มันยังน่ากลัวไม่พอใช่ไหม
“เอ่อ...” ซีลทำใจกล้าพูดกับรุ่นพี่ “แล้วทางบ้านจะไม่ว่าอะไรเหรอคะ ขอจัดงานกีฬาแบบนี้ เพราะต้องให้ผู้ปกครองเซ็นรับรองด้วยนะคะ” เธอไม่อยากถามต่อว่าคุณพ่ออีกฝ่ายจะคิดอย่างไร ที่ลูกชายตัวเองสนการเล่นอาโนเนะแบบนี้
ใบหน้าถมึงทึงนั่นหันมาทางซีล ซึ่งคนถูกมองถึงกับสะดุ้งทันที ปากที่ดูหนักยิ่งเอ่ยสั้นๆ “จัดการเอง”
แต่ละคนที่ได้ยินต่างคิดกันไปต่างๆ นาๆ กับคำว่า ‘จัดการเอง’ ของเขา ริสเป็เพียงคนเดียวที่กล้าพูดออกมา แม้จะเบา แต่อีกสองคนที่อยู่ใกล้ๆ ก็ยังได้ยิน
“คงไม่ถึงขั้นเืตกยางออกหรอกนะ”
“ไม่”
คำปฏิเสธสั้นๆ แต่กระแทกใส่หน้าเล็ทอย่างจัง วันนี้เขาโดนคำนี้ตอกใส่หน้ามากี่ครั้งแล้วนะ...สามครั้งใช่ไหม สองครั้งแรกที่ห้องพักครู ครั้งที่สาม...ครั้งนี้นี่แหละ จากปากพ่อของตัวเองในห้องอาหารบ้านตัวเอง
หนุ่มใหญ่ที่ยังอยู่ในชุดเชิ้ตสีฟ้าอ่อน มีเนคไทผูกอยู่หลวมๆ ตามฉบับหนุ่มบริษัท แต่ต่างกันตรงที่ตำแหน่งเป็ถึงผู้บริหาร สีหน้าจริงจังตลอดเวลาแม้ทานอาหารเย็นกับลูกชายถือเป็เอกลักษณ์ประจำตัวของนายอรรคเดช มีรศักดิ์
โต๊ะแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้านั่งได้ราวแปดคน กลางโต๊ะมีแจกันดอกไม้สดวางไว้ มีสีส้มสดของดอกหางนกยูงห้อยประดับดอกกุหลาบสีขาวบานใหญ่เต็มที่ชูออกมาเพียงดอกเดียวให้เด่นเต็มที่แซมด้วยใบไม้สีเขียวดูสดใส เมนูอาหารเย็นสไตล์อเมริกัน สเต็กเนื้อวัวย่างขนาดมีเดียมแรร์ มีซอสเกรวี่ราดเล็กน้อยกับผักบร็อคโคลี่นึ่งถูกใส่ไว้ในจานเนื้อดี วางไว้ต่อหน้าอรรคเดชและเล็ท แต่หลังจากได้คำตอบเื่งานกีฬาแล้วนั้น ความอยากอาหารของเล็ทก็หมดไปทันตา
“พ่อฮะ แค่งานกีฬาสีเอง” เล็ทถือส้อมกับมีดเอาไว้แต่ยังไม่ลงมือรับประทานอาหารตรงหน้า มองใบหน้าของพ่อที่ไม่คล้ายเขาเลยสักนิด
เล็ทหน้าเหมือนแม่มากกว่า และหากว่าแม่ยังอยู่ ก็อาจจะช่วยเกลี้ยกล่อมพ่อได้ แต่ตอนนี้...ไม่ได้เสียชีวิตหรือหย่ากันแต่อย่างใด แค่หนีไปเฉยๆ
หนีนิสัยไม่รู้จักยืดหยุ่นของพ่อนี่ละ
นิสัยของเล็ทคล้ายแม่ คือเป็คนสบายๆ ตามสมัยไม่เคร่งเครียด เพราะแม่ของเล็ทไม่ใช่คนจากตระกูลสูงส่งที่ไหน เป็แค่ประชาชนธรรมดาๆ คนหนึ่งเท่านั้น ถึงทั้งคู่จะรักกัน แต่แม่ก็ทนกับความจริงจังไปซะทุกเื่ของพ่อไม่ได้ ถึงได้หนีไป และแม้ภายนอกอรรคเดชจะเห็นว่าสงบเยือกเย็นเพียงใด แต่เล็ทรู้ดีว่าข้างในนั้นน่ะ ร้อนจนแทบคลั่ง
เห็นหน้านิ่งๆ อย่างนั้น แต่ตอนสั่งคนออกไปตามหานี่บอกได้คำเดียว
หาไม่เจออย่าได้ริมาให้เห็นหน้าอีก ถ้าไม่อยากตาย
คุณผู้ชายไม่รู้ คนในบ้านจะคนขับรถ แม่บ้าน หรือคนสวน ต่างไม่มีใครรู้ว่าคุณผู้หญิงของบ้านไปไหน ยกเว้นเพียงคนเดียวเท่านั้นที่รู้และยังติดต่อกันเรื่อยมา คนคนนั้นคือเล็ท
เขารู้ แต่ไม่คิดบอกใครเพราะให้สัญญากับแม่ไปแล้ว และไม่ใช่ไม่เคยขอให้แม่กลับมา แต่ขอไปแล้วกลับได้คำตอบมาแค่ว่า
‘ทุบหัวคุณอรรคเดชแตกได้เมื่อไหร่ แม่ถึงยอมกลับจ้ะ’
บางครั้ง...เล็ทก็ไม่เข้าใจความรักของพ่อแม่ตัวเองเหมือนกัน
“เล็ท” เสียงเรียบเรียกลูกชายตน ก่อนจะถามเื่ที่ไม่เกี่ยวกับเื่ที่คุยกันอยู่สักนิด “เทอมที่แล้วแกได้เกรดเฉลี่ยเท่าไหร่”
“เอ๋ เอ่อ...สามจุดหกฮะ” เล็ทตอบแบบงงๆ
“แกคิดว่าตัวเองได้เกรดดีแล้วงั้นเหรอ” คนเป็พ่อถามด้วยสีหน้านิ่งๆสายตาไม่ได้หันมามองคนที่กำลังพูดด้วยซ้ำ แต่คนเป็ลูกรู้สึกเหมือนอุณหภูมิบนโต๊ะอาหารมันถึงจุดเยือกแข็งไปแล้ว “ลูกคนอื่นเขาได้สี่กันทั่วบ้านทั่วเมือง แต่แกกลับได้แค่สามจุดหก แล้วแบบนี้แกจะสอบติดหมอได้ยังไง”
ไอ้ทั่วบ้านทั่วเมืองที่ว่านี่มันก็แค่เด็กในโรงเรียนนิรารักษ์เท่านั้นแหละ เล็ทอยากจะเถียงกลับแต่ก็เงียบไว้ เพราะมันเป็เื่ธรรมดาไปแล้วที่แต่ละวิชาสำหรับเด็กนักเรียนโรงเรียนนิรารักษ์นั้น จะต้องได้เกรดกันไม่สี่ก็สามจุดห้า ได้สามจะถูกจัดว่า ‘สามัญชน’ และหากได้ต่ำกว่านั้นคือ‘สามาลย์’
“วันๆ ได้อ่านหนังสือบ้างรึเปล่า ไม่ใช่เอาแต่หนีออกจากบ้านตอนกลางคืนไปตะลอนๆที่ไหน”
เล็ทสะดุ้งโหยงอยากแก้ตัว แต่อรรคเดชไม่เปิดโอกาส
“ฉันอุตส่าห์ยอมให้แกคบกับลูกสาวบ้านนั้นแล้ว ก็ยังเหมือนเดิม”
“ผมกับริสไม่ได้เป็แฟนกันนะฮะ” เล็ทปฏิเสธเสียงอ่อยกับเื่นี้ แต่ไม่มีผลเมื่ออีกฝ่ายยังพูดต่อ
“ฉันส่งแกไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ แต่ก็ยังโดนเรียกไปคุยเื่พฤติกรรมของแกบ่อยๆ แล้วแทนที่จะหันมาสนใจเื่เรียน กลับไปสนเื่งานกีฬาบ้าบอนี่อีกเหรอ”
“แต่...”
“หุบปากแล้วทานอาหารเย็นซะ ก่อนที่มันจะชืด”
“..........”
แล้วจะพูดด้วยประโยคที่เหมือนจะเป็คำถามทำไมกันฮะพ่อ ถ้าไม่คิดจะฟังกันบ้าง
เล็ทนึกถึงคำพูดของแม่ กล้ายืนยันสาบานเลยว่า ต่อให้เอาเหล็กมาทุบหัวพ่อตัวเองยังไงก็คงไม่สะทกสะท้าน ทำให้เขาต้องจำใจเคี้ยวเนื้อในปากอย่างกระด้างกระเดือก
[ พ่อนายไม่อนุญาตงั้นเรอะ ] เสียงะโดังลั่น จนเล็ทต้องเอาโทรศัพท์มือถือออกห่างชั่วคราวด้วยความเป็ห่วงสุขภาพหูตัวเอง ก่อนจะพูดให้อีกฝ่ายใจเย็นๆ
พอเล็ทหนีขึ้นมาอยู่ในห้องตัวเอง เด็กสาวก็โทรมาหาเขาเพื่อถามเกี่ยวกับเื่ขออนุญาต เล็ทนั่งบนเตียงขณะตามองสัตว์เลี้ยงตัวสีคราม ที่กำลังฟัดกับตุ๊กตายางสำหรับให้พวกหมากัดเล่น ซึ่งตอนนี้หัวเป็ดหลุดหายไปแล้ว ส่วนสภาพส่วนล่างที่เหลืออยู่ ก็ดูแทบไม่ออกว่ามันเคยมีรูปร่างแบบไหนมาก่อน
ซาก...ตุ๊กตายางนั่นหล่นมาทางเด็กหนุ่มหัวเกรียน เขาก็โยนไปที่มุมห้องให้ลิทตามไปฟัดต่อไกลๆก่อนจะได้ยินเสียงอีกฟากหนึ่งของโทรศัพท์ให้หันไปสนใจต่อ
[ ใจเย็นเหรอ...ฉันอุตส่าห์ดากหน้าไปขอพ่อให้อนุญาตเซ็นรับรองมาแทบตาย แต่นายกลับพูดง่ายๆ ว่า ‘พ่อฉันไม่ตกลง’แค่นี้เนี่ยนะ นี่ฉันจะลงทุนไปขอทำไมกันให้เปลืองน้ำลาย ไม่สิ...แล้วทำไมฉันจะต้องมาหวังกับเื่ลมๆ แล้งๆ พรรค์นี้ด้วยนะ ฉันน่าจะรู้อยู่ก่อนแล้วแท้ๆ ว่าเื่งานกีฬาของพวกเรามันไม่มีทางเป็ไปได้]
เป็ครั้งแรกที่เล็ทนึกดีใจ ที่พวกเขายังไม่ได้หันมาใช้ระบบคุยกันแบบเห็นหน้า ได้ยินแค่เสียงยังรู้ได้ว่าอีกฝ่ายอารมณ์เสียขนาดไหน เขาไม่อยากเห็นภาพตอนเธอพูดพร้อมๆกับเผาอะไรในห้องตามไปด้วยหรอกนะ เห็นแล้วสงสารคนทำความสะอาดห้องเธอแทน
หลังจากริสพล่ามจนพอใจ ก็ถามขึ้น
[ แล้วนายจะบอกพวกนั้นว่าไง ]
“ก็ไม่ต้องบอกสิ” เล็ทว่าง่ายๆ รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายจะตะคอกกลับทันทีหากเขาไม่รีบพูดต่อ “เธอโทรมาถามฉัน ฉันก็ตอบตามสถานการณ์ที่เป็อยู่ แต่หลังจากนี้มันก็ไม่แน่”
[ นายจะใช้กำลังบังคับงั้นเหรอ ] น้ำเสียงบอกถึงความไม่เห็นด้วย
เล็ทไม่พูดอะไรมาก ตอบไปเพียง “ฉันวางแผนไว้แล้วน่า” ว่าแล้วดวงตาก็ไปหยุดที่มุมห้อง ซึ่งลิทกำลังกระชากตุ๊กตาออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อย พลางหันมามองเขาด้วยแววตาใสซื่อ
หนุ่มหัวเกรียนหัวเราะหึๆ ออกมาเมื่อนึกถึงแผนการ
แน่นอน...เด็กนิรารักษ์ไม่ใช้พละกำลังเป็ตัวแก้ไขปัญหาหรอก สิ่งที่จะใช้ก็คือมันสมองต่างหาก ที่นำมาใช้เชิดสิ่งต่างๆให้เป็ไปตามแผนที่วางไว้